มหาศึกแห่งจักรวาล

    ภาค 2 ตอนที่ 103.ทางที่ไม่ควรอยู่

    อาเรนก้มมองศพผีดิบ

    เขาไม่ได้แสดงความโล่งใจ

    ตรงกันข้าม

    สีหน้าของเขาเคร่งเครียดกว่าเดิม

    “เก็บของ”

    ทุกคนหันไปมอง

    “เราจะย้าย?”

    รันถาม

    อาเรนพยักหน้า

    “ที่นี่ไม่ใช่จุดพักอีกแล้ว”

    เขามองศพทั้งหมด

    “และตอนนี้เรารู้แล้ว”

    สายตาของทุกคนมองไปยังเขา

    อาเรนพูดต่อ

    “ข้อมูลของกิลด์เกี่ยวกับพื้นที่นี้...”

    เขาหยุดไปชั่วครู่

    ก่อนพูดคำต่อไป

    “อาจไม่สมบูรณ์”

    หมอกยังคงปกคลุมอยู่รอบตัว

    ยี่สิบศพ

    นอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

    แต่ไม่มีใครรู้ว่า

    พวกมันมาจากไหน

    ไม่มีใครรู้ว่า

    อะไรทำให้มนุษย์กลายเป็นเช่นนั้น

    และไม่มีใครรู้ว่า

    ลึกเข้าไปภายในพื้นที่แห่งนี้

    ยังมีอะไรอยู่

    นัทกำปืนในมือแน่น

    มาร์โกมองเข้าไปในหมอก

    ร่างเงาของเขา

    เคลื่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง

    ในความมืด

    โดยไม่มีใครรู้

    นอกจากชายหนุ่มอีกคน

    ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

     

    คืนนี้

    พวกเขาไม่ได้เพียงพบผู้ตายที่เดินได้

    แต่พวกเขาได้พบสิ่งหนึ่ง

    ที่ไม่ควรมีอยู่ในพื้นที่สำรวจ

    และนั่นหมายความว่า

    ภารกิจครั้งนี้

    อาจอันตรายกว่าที่กิลด์ประเมินไว้มาก

    หมอกยังคงเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ

    กลืนร่องรอยการต่อสู้

    กลืนศพ

    กลืนต้นไม้

    และค่อย ๆ กลืนแสงสลัวรอบตัวพวกเขา

    จากนั้น

    ลึกเข้าไปในความมืด

    ก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น

    ไม่ใช่เสียงคำราม

    ไม่ใช่เสียงฝีเท้า

    แต่เป็นเสียง

    กึก...

    เหมือนบางสิ่ง

    กำลังเคลื่อนตัวอยู่ใต้พื้นดิน

    นัทกับมาร์โกหันมองหน้ากัน

    ส่วนอาเรน

    กำไม้คาถาแน่นขึ้น

    “ไป”

    คำพูดสั้น ๆ ดังขึ้น

    และทั้งห้าคน

    ก็เริ่มเคลื่อนออกจากพื้นที่เดิม

    ทิ้งศพของผีดิบทั้งยี่สิบตัวไว้เบื้องหลัง

    โดยไม่มีใครรู้ว่า

    สิ่งที่พวกเขาเพิ่งสังหารไป

    เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพื้นที่แห่งนี้เท่านั้น
    เสียงคำรามของฝูงผีดิบยังคงดังอยู่ภายในหมอก

    พวกมันไม่ได้เดินอย่างเชื่องช้า

    ไม่ได้เคลื่อนที่เหมือนศพไร้ชีวิตตามที่หลายคนจินตนาการ

    แต่กำลังวิ่ง

    วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

    ร่างจำนวนมากพุ่งผ่านแนวหมอกเข้าหาพวกเขา

    ขณะเดียวกัน

    ด้านหลังของพื้นที่

    ยังมีนักฆ่ากลุ่มหนึ่งรออยู่ตรงทางเข้า

     

    อาเรนมองแผนที่ในมืออีกครั้ง

    ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหมอกที่อยู่รอบตัว

    สีหน้าของเขาหนักขึ้นกว่าเดิม

    “เรามาไกลกว่าที่คิด”

    ไคหันมองทันที

    “หมายความว่า?”

    อาเรนใช้นิ้วลากไปตามแผนที่

    “ตามแผนเดิม พื้นที่ที่ทีมอื่นเริ่มสำรวจอยู่ตรงนี้”

    เขาชี้ไปยังบริเวณหนึ่ง

    จากนั้นนิ้วก็เลื่อนลึกเข้าไป

    “ส่วนเรา...อยู่ตรงนี้”

    นัทมองตาม

    แม้เขาจะไม่ใช่คนอ่านแผนที่เก่งนัก

    แต่ก็เห็นความแตกต่างทันที

    ตำแหน่งของพวกเขา

    อยู่ลึกเข้าไปกว่าพื้นที่เริ่มต้นของทีมอื่นมาก

    รันขมวดคิ้ว

    “เราเข้ามาลึกขนาดนี้แล้ว?”

    “ใช่”

    อาเรนตอบ

    “เพราะตอนแรกเราต้องหนีพวกนักฆ่า”

    ทุกคนเงียบลง

    ก่อนหน้านี้

    พวกเขาไม่ได้มีเวลาคิดเรื่องเส้นทางมากนัก

    เป้าหมายในตอนนั้นมีเพียงอย่างเดียว

    หนีออกจากเส้นทางที่ถูกไล่ล่า

    และหาพื้นที่ที่สามารถสลัดฝ่ายตรงข้ามออกไปได้

    แต่ผลลัพธ์คือ

    พวกเขาไม่ได้เพียงเข้ามาในเขตสำรวจเร็วกว่ากำหนด

    พวกเขาเข้ามาลึกกว่าแผนเดิมอย่างมาก

    อาเรนพับแผนที่เก็บ

    “ภารกิจของเราคือสำรวจ”

    เขามองทุกคน

    “ไม่ใช่เคลียร์พื้นที่”

    คำพูดนั้นชัดเจน

    และไม่มีใครโต้แย้ง

     

    กรรรรร!

    เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง

    คราวนี้ใกล้กว่าเดิม

    เงาหลายร่างเริ่มปรากฏขึ้นภายในหมอก

    ผีดิบที่เพิ่งถูกจัดการไปก่อนหน้านี้

    มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

    และตอนนี้

    สิ่งที่กำลังเข้ามา

    มีจำนวนมากกว่าเดิม

    “มาอีกแล้ว!”

    ไคพูดขึ้น

    เขากำหมัดแน่น

    เปลวไฟเริ่มรวมตัวอยู่รอบกำปั้น

    นัทเองยกปืนขึ้น

    มาร์โกยืนอยู่ไม่ไกล

    มือข้างหนึ่งจับอาวุธไว้

    แต่สายตาของเขา

    กลับมองผ่านหมอกออกไปอีกด้าน

    ด้านหน้ามีผีดิบ

    ด้านหลังมีนักฆ่า

    หากพวกเขาหยุดอยู่ตรงนี้

    ไม่ช้าก็เร็ว

    ทั้งสองฝ่ายอาจเข้ามาประกบกัน

     

    “ทางไหน?”

    รันถาม

    อาเรนมองไปรอบตัว

    เขาไม่ได้ตอบทันที

    เพราะในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหมอก

    การเลือกเส้นทางผิดเพียงครั้งเดียว

    อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม

    นัทหันไปมองมาร์โก

    แต่ไม่ได้พูดอะไร

    มาร์โกเองก็ยังคงเงียบ

    ความสามารถของเขา

    ยังเป็นเรื่องที่มีเพียงนัทเท่านั้นที่รู้

    ดังนั้น

    ต่อหน้าคนอื่น

    เขาไม่สามารถแสดงออกมากเกินไป

    ไม่สามารถพูดได้ว่าเขาเห็นอะไรจากที่ไกล

    หรือรู้ตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างแม่นยำ

    อย่างน้อย

    ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผย

     

    มาร์โกกวาดสายตามองหมอก

    ร่างเงาของเขา

    ยังคงเคลื่อนอยู่รอบนอก

    แต่ไม่มีใครรู้

    ไม่มีใครเห็น

    สำหรับอาเรน ไค และรัน

    มาร์โกเพียงกำลังมองหาทางออก

    แต่ความจริง

    เขากำลังตรวจสอบพื้นที่รอบตัวทั้งหมด

    ทางซ้าย

    มีแนวต้นไม้หนาแน่น

    พื้นดินต่ำลง

    และมีร่องรอยบางอย่างกระจัดกระจายอยู่ในหมอก

    ทางขวา

    มีผีดิบเคลื่อนที่อยู่

    จำนวนยังไม่มากเท่าด้านหน้า

    แต่หากเข้าใกล้

    อาจดึงความสนใจของพวกมันเพิ่มขึ้น

    ส่วนด้านหน้า

    คือฝูงใหญ่

    กำลังเคลื่อนตรงมา

    มาร์โกขมวดคิ้ว

    พวกมันไม่ได้กระจายตัวแบบไร้ทิศทาง

    หลายร่างกำลังวิ่งผ่านแนวหมอก

    ตรงมายังบริเวณที่พวกเขาอยู่

    และด้านหลัง...

    นักฆ่ายังอยู่

    แม้จะไม่ได้เข้ามาภายในหมอกลึก

    แต่พวกมันไม่ได้จากไป

     

    มาร์โกหันไปหาอาเรน

    “ด้านหน้าไปไม่ได้”

    อาเรนมองเขา

    “นายเห็นอะไร?”

    คำถามนั้นทำให้มาร์โกนิ่งไปเพียงชั่วครู่

    ก่อนตอบอย่างเรียบง่าย

    “ได้ยิน”

    คำตอบนั้นไม่ใช่ทั้งหมด

    แต่ก็ไม่ใช่เรื่องโกหก

    เสียงคำราม

    เสียงฝีเท้า

    เสียงกิ่งไม้หัก

    ทุกอย่างกำลังดังขึ้นจากด้านหน้า

    อาเรนไม่ได้ถามต่อ

    เขาหันไปมองทางขวา

    “งั้นขวา”

    มาร์โกพูดขึ้นทันที

    “มีบางอย่างเหมือนกัน”

    ไคหันมอง

    “แล้วจะไปทางไหน?”

    ความเงียบเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที

    ก่อนที่อาเรนจะตัดสินใจ

    “ซ้าย”

     

    “ไม่ย้อนกลับ”

    อาเรนพูดต่อ

    “และไม่ปะทะกับฝูงใหญ่”

    เขาหันไปมองทุกคน

    “เราจะอ้อมออกจากบริเวณนี้”

    ไคขมวดคิ้ว

    “แล้วภารกิจล่ะ?”

    “ยังทำอยู่”

    อาเรนตอบ

    “การสำรวจไม่ได้หมายความว่าเราต้องฆ่าทุกอย่างที่พบ”

    คำพูดนั้นทำให้นัทพยักหน้า

    มันสมเหตุสมผล

    โดยเฉพาะกับทีมเพียงห้าคน

    หากพวกเขาพยายามต่อสู้กับทุกสิ่งที่พบ

    ไม่ว่าจะเป็นผีดิบหรือสิ่งมีชีวิตอื่น

    กำลังของทีมย่อมลดลงเรื่อย ๆ

    และพวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า

    ลึกเข้าไปภายในพื้นที่นี้

    มีอะไรอยู่รออยู่

    อาเรนมองหมอกด้านซ้าย

    “เราจะเก็บข้อมูลระหว่างทาง”

    “ดูภูมิประเทศ”

    “ดูจำนวนสิ่งมีชีวิต”

    “และหาทางออกที่ปลอดภัย”

    เขาหยุดเล็กน้อย

    ก่อนพูดต่อ

    “แค่นั้น”

     

    กรรรรรรร!

    เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง

    คราวนี้

    ไม่ไกลแล้ว

    ร่างแรกพุ่งออกมาจากหมอก

    มันวิ่งด้วยความเร็วเต็มที่

    แขนเหยียดออกไปด้านหน้า

    ดวงตาขุ่นมัวจับจ้องมาทางพวกเขา

    นัทเล็งปืน

    แต่ยังไม่ทันยิง

    ร่างที่สอง

    และสาม

    ก็พุ่งตามออกมา

    จากนั้น

    เสียงฝีเท้าจำนวนมาก

    ก็ดังขึ้นพร้อมกัน

    อาเรนหันกลับมาทันที

    “ไป!”

    ไม่มีใครลังเล

     

    สัตว์พาหนะถูกเร่งให้เคลื่อนตัว

    ทั้งห้าคนพุ่งไปทางซ้าย

    ร่างของผีดิบหลายตัววิ่งตามมาจากด้านหลัง

    บางตัวชนต้นไม้

    บางตัวล้มลงกับพื้น

    แต่หลายตัว

    ยังคงลุกขึ้น

    และวิ่งต่อทันที

    “มันเร็วเกินไปแล้ว!”

    นัทพูดขึ้น

    เขาหันกลับไป

    ยกปืนขึ้น

    ปัง!

    เสียงปืนดังขึ้น

    หัวของผีดิบตัวหนึ่งกระเด็นไปด้านหลัง

    ร่างของมันล้มลง

    แต่ผีดิบตัวอื่น

    ยังคงวิ่งข้ามร่างนั้นมา

    ปัง!

    มาร์โกยิงอีกนัด

    ร่างที่อยู่ด้านหน้าสุดล้มลงเช่นกัน

    แต่เสียงปืน

    กลับทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป

     

    ผีดิบอีกหลายร่าง

    ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มุ่งหน้ามาทางพวกเขา

    หยุดชะงัก

    ศีรษะค่อย ๆ หันมา

    นัทเห็นภาพนั้น

    หัวใจของเขาหนักขึ้นทันที

    “พี่มาร์!”

    “ฉันรู้!”

    มาร์โกตอบ

    เพราะเสียงปืน

    ดึงดูดความสนใจของพวกมัน

    ไม่ใช่แค่ฝูงที่กำลังไล่ตาม

    แต่เป็นผีดิบที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงด้วย

    อาเรนได้ยินเสียง

    เขาหันกลับมา

    “หยุดยิง!”

    นัทลดปืนลงทันที

    มาร์โกทำเช่นเดียวกัน

    ตอนนี้

    การยิงอาจช่วยจัดการศัตรูได้ง่าย

    แต่ทุกนัด

    กำลังเรียกสิ่งอื่นเข้ามา

     

    “ไปต่อ!”

    ขบวนเร่งความเร็ว

    ต้นไม้ด้านซ้ายเริ่มหนาขึ้น

    สัตว์พาหนะต้องลดความเร็วลงเล็กน้อย

    นั่นทำให้ระยะห่างกับผีดิบด้านหลัง

    เริ่มลดลง

    นัทหันกลับไปอีกครั้ง

    คราวนี้

    เขาเห็นพวกมันชัดกว่าเดิม

    จำนวนเพิ่มขึ้น

    สิบ...

    สิบห้า...

    และมากขึ้นเรื่อย ๆ

    พวกมันกำลังวิ่ง

    เหมือนฝูงซอมบี้ที่หลุดออกมาจากฝันร้าย

     

    ไคหันกลับไปมอง

    “ถ้าแบบนี้อีกไม่นานพวกมันจะตามทัน!”

    อาเรนกัดฟัน

    เขามองภูมิประเทศด้านหน้า

    ก่อนสายตาจะหยุดลง

    “ตรงนั้น!”

    ทุกคนมองตาม

    ผ่านแนวหมอก

    พื้นดินด้านหน้าเริ่มเปลี่ยนระดับ

    มีแนวหินขนาดใหญ่ทอดยาว

    คล้ายเป็นทางแคบระหว่างพื้นที่สูง

    “ผ่านตรงนั้น!”

    อาเรนตะโกน

    “เร็ว!”

     

    มาร์โกมองไปยังทางแคบ

    ร่างเงาของเขาเคลื่อนเข้าไปก่อน

    สำรวจพื้นที่อย่างรวดเร็ว

    ไม่มีฝูงผีดิบขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า

    อย่างน้อย

    ในระยะใกล้

    และทางนั้นสามารถผ่านได้

    มาร์โกไม่พูดอะไร

    เพียงเร่งสัตว์พาหนะตามคนอื่นไป

    สำหรับทุกคน

    มันเป็นเพียงการตัดสินใจของอาเรน

    แต่สำหรับมาร์โก

    เขารู้แล้วว่า

    นี่อาจเป็นทางเดียว

    ที่ทำให้พวกเขาหลุดออกจากการถูกฝูงผีดิบล้อม
     

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกแห่งจักรวาล ที่คุณอ่าน