“ข้าใช้มันไม่ได้แต่หู่หวาใช้มันได้แน่นอน!” พูดจบเย่เฉินก็มองไปบนเวทีอีกครั้ง
เมื่อเทียบกับวิชาลึกลับไม่กี่ชิ้นที่ได้ประมูลไปก่อนหน้านี้ตอนนี้เห็นได้ชัดว่ากลพลองเทียนกังได้ถูกเมินเฉยหลังจากผู้อาวุโสหยางพูดออกไปอยู่นาน ก็ไม่มีใครเสนอราคาเลย
ด้านบนเวทีผู้อาวุโสหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าด้านล่างไม่มีใครเสนอราคา
“กลพลองยากที่จะซ่อมแซมจึงไร้ประโยชน์” ทุกคนล้วนต่างหยิบถ้วยชาขึ้นมาและไม่ได้ขัดจังหวะการประมูลกลพลองเทียนกังแต่อย่างใด
“ถ้าเป็นวิชาลึกลับของกระบี่ยังพอจะไตร่ตรองได้บ้าง”
“นี่เป็นวิธีการผิดปกติคงจะไม่มีใครต้องการมันสินะ!”
เมื่อฟังการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนที่อยู่ด้านล่างเย่เฉินก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยคู่แข่งก็น้อยลงไปเยอะ
“ไม่มีใครต้องการใช่ไหม?” ผู้อาวุโสหยางมองไปรอบๆ สุดท้ายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
เมื่อมองไปด้านล่างอีกครั้ง ทุกคนต่างดื่มชาและหยอกเย้ากันสำหรับคำถามของผู้อาวุโสหยางก็เป็นเหมือนดั่งการผายลมความหมายก็รับรู้ได้ชัดเจนว่า สำหรับกลพลองนี้ พวกเขาล้วนแต่ไม่ต้องการมัน
เมื่อเห็นเช่นนี้แม้ว่าผู้อาวุโสหยางจะเตรียมใจไว้นานแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเก้อเขิน
“ในเมื่อไม่มีใครต้องการกลพลองนี้ก็หลุดการประมูล พวกเรา…”
“ข้าต้องการข้าต้องการ” ผู้อาวุโสหยางยังไม่ทันพูดจบ เย่เฉินก็รีบชูป้ายขึ้น “ผู้อาวุโสสามหมื่นหนึ่งพันหินวิญญาณ ข้าต้องการกลพลองเทียนกังนี้”
เอ๊ะ?
น้ำเสียงของเย่เฉินได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนบางกลุ่มและยังมีผู้ที่มาเข้าร่วมการประมูลที่ได้รับการฝึกตนวิชาลึกลับของพลองจริงๆ
อย่าบอกนะว่าหลังจากที่เย่เฉินเสนอราคาไปแล้ว ก็ไม่มีใครชูป้ายเสนอราคาสักคน
เมื่อเห็นดังนั้นผู้อาวุโสหยางก็แอบขยี้คิ้ว จากนั้นยกแขนขึ้นถือค้อน และกำลังจะเคาะลงไป
เพียงแต่ก่อนที่เขาจะเคาะ ก็มีเสียงดังออกมาจากห้องของสำนักเจิ้งหยางที่ชั้นสอง “สี่หมื่นข้าสำนักเจิ้งหยางขอรับไว้”
ที่มุมหนึ่งเมื่อได้ยินคำพูดของอู๋ฉางชิงที่ดูสูงส่งเย่เฉินจึงเหลือบมองไปที่ห้องตรงชั้นสองอย่างเย็นชา “อู๋ฉางชิง เป็นเจ้าอีกแล้วก่อนหน้านี้ ตอนที่ไม่มีใครประมูลเจ้าก็ไม่ต้องการ พอตอนนี้ข้าประมูลเจ้าก็รีบออกมาแย่งมันอีกแล้ว”
“สี่หมื่นมีใครจะเพิ่มราคาไหม? ถ้าไม่มีใครเพิ่ม…”
“หนึ่งแสน”ก่อนที่ผู้อาวุโสหยางจะพูดจบ เย่เฉินที่อยู่อีกมุมหนึ่งก็ขัดคำพูดของเขาขึ้นอีกครั้งและเสนอราคาถึงหนึ่งแสนหินวิญญาณในคราวเดียว
“มีคนมาแย่งของจากอู๋ฉางชิงอีกหรือ?” มีเสียงดังมาจากด้านหลัง
“คงไม่ใช่ไอ้เด็กเมื่อวันนั้นหรอกนะ!”
“ข้าว่าไม่เหมือนคนเมื่อวานนั้นสวมหน้ากากผี แต่วันนี้ชายผู้นี้สวมหน้ากากหัวหมาป่า”
เมื่อมองไปที่ห้องชั้นสองสีหน้าของอู๋ฉางชิงก็หมองลงอีกครั้ง
เมื่อวานนี้เขากุมอำนาจของสำนักเจิ้งหยาง และประมูลกระบองเหล็กด้วยท่าทางขี้เล่นแต่เขากลับไม่คิดว่าจะถูกคนที่ประมูลไปห้าแสนบดขยี้จนทำให้เขาและสำนักเจิ้งหยางต่างถูกคนผู้นั้นทำให้ขายหน้า
ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะมีคนมาแย่งของไปจากเขาอีกครั้งจนทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แม้ว่ากลพลองเทียนกังที่เขาอยากได้มันจะไร้ประโยชน์แต่เขาก็ไม่สามารถทนให้คนอื่นมาท้าทายความน่าเกรงขามได้
“หนึ่งแสนห้าหมื่น”เมื่อคิดเช่นนี้ อู๋ฉางชิงก็อดไม่ได้ที่จะพูดอย่างจริงจัง
“สองแสน”ทันทีที่เสียงของเขาเงียบลง เย่เฉินที่อยู่ตรงมุมนั้นก็ตอบกลับขึ้นมา
“เจ้าหนุ่มเจ้าคงไม่ขนาดนั้นหรอกใช่ไหม!”เจ้าหมีสองดึงชายเสื้อของเย่เฉิน และมืออีกข้างหนึ่งก็ไม่ลืมที่จะปิดเป้ากางเกงของตนเองเขามองออกว่า ต่อไปเย่เฉินคงต้องการจะยืมหินวิญญาณของเขาอีกครั้ง
“เจ้าเตรียมไว้ให้พร้อมอีกสามแสนหินวิญญาณ”เย่เฉินเหลือบมองไปที่เจ้าหมีสอง
“บ้าเอ๊ยข้ายังไม่ทันตั้งตัวเลยนะ” เจ้าหมีสองยิ้ม
“เจ้าหนุ่มเจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังแย่งของอยู่กับใคร?”ภายในห้องชั้นสอง เสียงของอู๋ฉางชิงแฝงไปด้วยความเยือกเย็น
“การประมูลที่ยุติธรรมนั้นผู้ที่เสนอราคาสูงจะเป็นคนได้รับ ผู้อาวุโสก็ไม่ได้กดขี่ข่มเหงใคร”คำพูดของเย่เฉินไม่ได้ดูอ่อนน้อมถ่อมตนหรือวางก้าม แต่มุมปากของเขากลับดูเยาะเย้ย
เขากำลังรวบรวมพลังที่จะต่อสู้กับอู๋ฉางชิงอีกครั้งแม้ว่าจะสิ้นเนื้อประดาตัวก็ต้องประมูลกลพลองเทียนกังนั่นให้หู่หวาวิชาลึกลับของพลองนั้นมีน้อยมาก เขาจึงไม่พลาดอย่างแน่นอน
ดูเหมือนว่านี่คงเป็นเพียงเหตุผลเดียว
ทว่าในตอนนี้จิตใจของเย่เฉินยังคงถูกรบกวนจากเรื่องการถูกขับไล่ลงจากภูเขาในวันนั้นนั่นคือความเจ็บปวดที่ฝังอยู่ในจิตใจของเขาเขายิ่งรู้สึกทนไม่ได้กับท่าทางที่สูงส่งของอู๋ฉางชิง และทั้งหมดนี้มันบีบบังคับเขาให้ทำเรื่องเช่นนี้
“การประมูลที่ยุติธรรม”เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นของอู๋ฉางชิงดังออกมาจากห้องบนชั้นสอง
“ข้าสำนักเจิ้งหยางให้สองแสนห้าหมื่น”
“ห้าแสน”เมื่อคำพูดของอู๋ฉางชิงเงียบลง เย่เฉินก็ชูป้ายขึ้น
เฮือก!
เฮือก!
เฮือก!
ทันใดนั้นภายในหอซ่อนมังกรก็เต็มไปด้วยเสียงสำลักน้ำชาเพียงรวดเดียวเย่เฉินก็เสนอราคาเพิ่มอีกสองแสนห้าหมื่น แทบจะทำให้พวกเขาสำลักตาย
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”ในหอซ่อนมังกร ดูเหมือนจะเริ่มชุลมุน
“วิชาลึกลับของพลองมีค่าขนาดนี้เลยหรือ?”
“เจ้าหนุ่มนั่นช่างกล้านัก! กล้ามาแย่งของจากสำนักเจิ้งหยาง”
“ห้าแสนหินวิญญาณ มันจะเกินไปแล้ว! เมื่อวานเป็นแส้เหล็กผุพังเส้นหนึ่งวันนี้เป็นวิชาพลอง ทำไมของที่คนไม่สนใจกัน ล้วนแต่ประมูลออกมาได้ทั้งนั้นโลกนี้มันเป็นอย่างไรกันไปแล้ว”
เสียงของผู้คนชุลมุนวุ่นวายและเย่เฉินที่อยู่ตรงมุมนั้นได้กลายเป็นบุคคลที่มีผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดในตอนนี้
ในห้องชั้นสองมีผู้คนต่างทยอยกันไปเปิดม่านลูกปัดและมองลงมายังที่ผู้อาวุโสของตระกูลใหญ่สำนักชิงอวิ๋น เฟิงอู๋เฮิ่นแห่งสำนักเหิงเยว่และผู้แข็งแกร่งของขั้นสมานญาณทั้งสามของตำหนักซื่อเสี่ยทุกคนต่างส่งสายตาจับจ้องลงมาอย่างประหลาดใจ
เมื่อเทียบกับคนเหล่านี้แล้วสีหน้าของอู๋ฉางชิงจากนิ่งขรึมได้เปลี่ยนเป็นดุร้ายจากดุร้ายก็ได้เปลี่ยนไปเป็นอำมหิต
เมื่อวานเขาเสียหน้าและเหตุการณ์วันนี้ก็ช่างคล้ายกับเมื่อวานเหลือเกิน
หรือจะเป็นคำพูดนั้นหากประมูลกลพลองไม่ได้ ไม่เพียงแต่เขาเสียหน้าแต่ยังทำให้สำนักเจิ้งหยางเสียหน้าไปด้วย
“เห็นอยู่ว่าได้กลพลองนั่นไปก็ไร้ประโยชน์ก็ยังดันทุรังมาทำเสแสร้ง ดูสิ เสแสร้งสิ้นดี!” ที่ด้านล่างเหมือนมีคนเสียดสีขึ้นมา
เมื่อมองอย่างละเอียดคิดไม่ถึงว่าจะเป็นจูเก๋ออวี่ที่ขายเหล็กดำและเหล็กหล่อดำให้กับเย่เฉินเมื่อวานนี้คำพูดของเขาไม่ได้หลีกเลี่ยงอะไรเลยแม้แต่น้อยเมื่อมองดูเพียงพริบตาเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกตนในระดับสูงไม่เกรงกลัวอานุภาพของสำนักเจิ้งหยางเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ทำให้สีหน้าของอู๋ฉางชิงดูเร่าร้อนขึ้นมา
ปัง!
เขาใช้ฝ่ามือทุบโต๊ะเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้างเมื่อกำลังจะเสนอราคา กลับมีหวาอวิ๋นและจีหนิงซวงห้ามไว้จากด้านหลัง
“ผู้อาวุโสเป้าหมายของพวกเราคือ เม็ดยาผสานฟ้า”
“ผู้อาวุโสโปรดคิดให้ดีอย่าได้เสียหินวิญญาณมากเกินไปให้กับพลองที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้”
คำพูดของหวาอวิ๋นและจีหนิงซวงทำให้อู๋ฉางชิงเหมือนตื่นขึ้นจากความฝัน เขาค่อยๆ มีสติกลับคืนมาจากความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้แต่มือทั้งสองข้างที่อยู่ในแขนเสื้อของอู๋ฉางชิงยังคงส่งเสียงดังของกระดูกมีเจตนาฆ่าที่เยือกเย็นจนอยากจะพุ่งเข้าไปทำร้าย หากไม่ถูกห้ามเอาไว้เสียก่อนเขาคงจะตรงไปจัดการเย่เฉินแล้ว
“ไปสืบมาไปสืบมาให้ข้า!” อู๋ฉางชิงสูดลมหายใจอย่างแรงเพื่ออดกลั้นความโกรธเอาไว้ “ข้าอยากจะลองดู ใครกันที่มันกล้าเช่นนี้ข้าจะทำให้เขาต้องทรมาน อยู่ไปก็ไม่สู้ตายเสียดีกว่า”
การประมูลอันดุเดือดได้สิ้นสุดลงแล้ว
ผู้อาวุโสหยางที่อยู่บนเวทีถอนหายใจขึ้นทันที
นี่มันเรื่องอะไรกัน
เมื่อวานนี้ก็เป็นแส้เหล็กผุพังเส้นหนึ่งมาวันนี้ก็เป็นกลพลองเห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สวยงามที่สุดทั้งสองอย่างของสำนักเทียนเสวียนนึกไม่ถึงว่าจะมีการประมูลไปเป็นราคาถึงห้าแสนหินวิญญาณ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักเทียนเสวียนก็ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
ด้วยคำพูดสุดท้ายนั้นทำให้เย่เฉินกลายเป็นผู้ประมูลกลพลองเทียนกังไปได้
“ให้ตายสิหมดตัวอีกจนได้” เจ้าหมีสองขยับไหล่และศีรษะที่อ้วนๆ ของเขา วางลงไปบนโต๊ะ“ดูเหมือนว่าถ้าไม่ไปเจอลุงสองเพื่อขอเงินก็คงไม่ได้แล้ว ให้ตายเถอะ!”
“สามแสนไว้อนาคตข้าจะคืนเจ้าพร้อมดอกเบี้ย” เย่เฉินตบบ่าของเจ้าหมีสอง
เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้าหมีสองก็ตาสว่าง จากนั้นเขาก็หยิบกระดาษและพู่กันออกมาจากเป้ากางเกง และจดลงไปตัวใหญ่ๆอย่างมีชีวิตชีวา ถูกับน้ำมูกของตัวเอง จากนั้นจึงยื่นให้เย่เฉิน“ข้ากลัวเจ้าจะเบี้ยว มาสิ ลงชื่อไว้ก่อน!”
“เจ้าบ้าเอ๊ย”