ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

กฏการแข่งขันที่ยุติธรรม

หลังจากที่ปรมาจารย์หยู่ไท่จีพูดคุยกับหนานเทียนอวิ๋นอยู่ครู่หนึ่งเขาก็จากไปพร้อมกับรอยยิ้ม แน่นอนว่าก่อนที่ปรมาจารย์หยู่ไท่จีจะจากไปเขาก็ได้มอบตราประทับให้กับหนานเทียนอวิ๋นด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้นปรมาจารย์ทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน ส่วนปรมาจารย์ค่ายกลที่ผ่านเข้ารอบในวันพรุ่งนี้ พวกเขาก็กลับไปเตรียมตัวที่จะแข่งขันในวันพรุ่งนี้

หนานหมิงเองก็รีบออกจากลานประลองก่อนที่จะเปลื่ยนตัวกับหลู่เซียงและมานั่งข้างเซี่ยเล่ยจีอีกครั้ง

“ ลู่ซานคนนั้นก็คือท่านพี่สินะ ” เซี่ยเล่ยจีถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม

สำหรับหมิงเล่ยที่เป็นชื่อปลอมของหนานเทียนอวิ๋น เซี่ยเล่ยจีรู้อยู่แล้วเพราะหนานเทียนอวิ๋นเป็นคนบอกนางด้วยตัวเอง

ส่วนทางด้านของลู่ซานเพราะการที่เขาอายุเท่ากับหนานหมิงแถมยังได้อันดับหนึ่งในการแข่งขันรอบแรก เพราะฉะนั้นแล้วเซี่ยเล่ยจีจึงรู้ได้ทันทีว่าลู่ซานคนนี้น่าจะเป็นหนานหมิงที่ปลอมตัวไป

หนานหมิงพยักหน้ารับและกล่าวด้วยท่าทีสบายๆว่า “ เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเจ้าเด็กแสบนั้นคงได้อันดับหนึ่งและจะทำตัวเหลิงเป็นแน่ ” 

เซี่ยเล่ยจีพลันหัวเราะเบาๆและส่ายหน้าเล็กน้อย

“ ไปกันเถอะยังไงการแข่งขันรอบแรกก็จบลงแล้ว ” จากนั้นสายตาของหนานหมิงก็หันไปมองหนานเหม่ยจีและถามขึ้นว่า “ เหม่ยจีพวกเราไปกินอาหารอร่อยๆกันเถอะ ” 

เมื่อได้ยินว่าจะไปกินอาหารอร่อยๆ หนานเหม่ยจีก็ยิ้มร่าและพยักหน้าอย่างรวดเร็วก่อนที่จะถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “ แล้วไม่ต้องรอพี่ใหญ่งั้นหรือ? ” 

“ ก็เดี๋ยวให้ตามไปทีหลังก็ไม่มีปัญหาแล้ว ” หนานหมิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

หนานเหม่ยจีพยัหน้ารับและไม่ได้สนใจหนานเทียนอวิ๋นอีกเลย เพราะตอนนี้ความสนใจของนางอยู่ที่อาหารอร่อยๆหมดแล้ว

ถ้าหากหนานเทียนอวิ๋นรู้ความคิดของหนานเหม่ยจี คาดว่าเขาคงต้องอกแตกตายเป็นแน่

ทางด้านของหนานเทียนอวิ๋น

หลังจากที่เขากำลังออกจากยอดเขาเพื่อกลับไปยังที่พัก จู่ๆชุนเย่ฮวาก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้ม

“ ยินดีด้วยที่เจ้าได้อันดับที่สอง ” ชุนเย่ฮวากล่าวด้วยรอยยิ้ม

หนานเทียนอวิ๋นยิ้มและกล่าวขอบคุณ

“ จริงสิเจ้าจะไปไหนต่องั้นหรือ? ” ชุนเย่ฮวาถามขึ้น

หนานเทียนอวิ๋นครุ่นคิดก่อนที่จะตอบกลับไปว่า “ ตอนแรกข้าก็คิดว่าจะกลับไปพักผ่อนเสียหน่อยถึงอย่างไรก็ต้องวางแผนเกี่ยวกับการประลองในวันพรุ่งนี้เพราะข้าเองก็ไม่รู้ว่าในการประลองจะเป็นการประลองแบบไหน แล้วเจ้าล่ะจะไปไหนต่องั้นหรือ? ” 

“ ข้าเองก็คิดที่จะกลับไปฝึกฝนสักหน่อย ถึงอย่างไรก็ผ่านเข้าสู่รอบตัดสินแล้วถ้าหากผิดพลาดนิดเดียวก็อาจจะพ่ายแพ้ได้ ” ชุนเย่ฮวากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง อีกอย่างนางก็นับว่าเป็นรุ่นเยาว์อัจฉริยะแห่งวิหารค่ายกลมายา เพราะฉะนั้นแล้วนางจึงต้องทำให้ชื่อเสียงของวิหารค่ายกลมายาโด่งดังยิ่งกว่าเดิม เพราะฉะนั้นแล้วแม้ว่าจะไม่สามารถติดหนึ่งในสิบคนสุดท้ายได้ แต่ก็ขอให้ไม่ตกรอบแรกก็เพียงพอแล้ว

หนานเทียนอวิ๋นยิ้มและกล่าวให้กำลังใจชุนเย่ฮวาเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเดินจากไป

ชุนเย่ฮวามองดูแผ่นหลังของหนานเทียนอวิ๋นด้วยรอยยิ้มและความลังเล เนื่องจากก่อนหน้านี้นางคิดที่จะชวนหนานเทียนอวิ๋นไปเดินเที่ยวชมเมือง แต่เมื่อเขาบอกว่าจะกลับไปฝึกฝน นางจึงไม่คิดที่จะสร้างปัญหาให้กับหนานเทียนอวิ๋น 

หลังจากที่หนานเทียนอวิ๋นเดินออกมาได้ไม่นาน แมวสีดำตัวหนึ่งก็กระโดดขึ้นมาเกาะไหล่ของเขา

“ คุณชายตอนนี้นายท่านรออยู่ที่ภัตตาคารร้อยจันทราขอรับ ” แมวสีดำกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ เข้าใจแล้วเจ้าเฮย ” หนานเทียนอวิ๋นตอบรับเบาๆ

เจ้าเฮยหรือแมวรัตติกาลตัวนี้เป็นสัตว์ที่ใช้ในการส่งสารของหนานเทียนอวิ๋นโดยเฉพาะ นอกจากนี้มันยังเป็นสัตว์อสูรที่มีความนึกคิดของมันเหมือนกับมนุษย์คนหนึ่ง

“ แล้วนี้คุณชายจะจากไปอย่างนี้จริงๆงั้นหรือ? ” เจ้าเฮยถามขึ้นด้วยความสงสัย จากนั้นสายตาของมันก็หันกลับไปมองชุนเย่ฮวาที่กำลังมองมายังหนานเทียนอวิ๋นด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์

“ แล้วอย่างไรเล่า?…เจ้าก็รู้ว่าข้ากับนางอยู่คนละโลกัน แต่ถ้านางยินดีที่จะตามข้าไปมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

เจ้าเฮยครุ่นคิดก่อนทีจะพยักหน้าน้อยๆของมัน เพราะมันก็รู้ว่าคุณชายของมันเป็นใครและมีตำแหน่งยิ่งใหญ่แค่ไหน การที่จะ

ไม่นานนักหนานเทียนอวิ๋นก็มุ่งหน้าไปยังภัตตาคารร้อยจันทรา

ภัตตาคารร้อยจันทรานับว่าเป็นภัตตาคารขึ้นชื่อของเมืองหลวงต้าเฟิง ซึ่งถูกดูแลโดยอดีตพ่อครัวแห่งราชวงศ์ก่อนหน้านี้ที่ออกมาเปิดภัตตาคารแห่งนี้ เพราะเหตุนี้ทำให้ภัตตาคารร้อยจันทรากลายเป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียง แล้วภัตตาคารแห่งนี้จึงกลายเป็นร้านอาหารที่เหล่ายอดฝีมือทั้งหลายรู้สึกสนใจและอยากที่จะลิ้มรสชาติที่อดีตราชวงศ์ก่อนเคยกิน

หลังจากที่หนานเทียนอวิ๋นเข้ามาในห้อง เขาก็เห็นว่าหนานหมิงและคนอื่นๆกำลังนั่งกินอาหารพร้อมกับพูดคุยกันอยู่

“ มาแล้วหรือเจ้าตัวแสบ มาๆข้าสั่งของโปรดของเจ้าเอาไว้หลายจานแล้ว ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นพร้อมกับกวักมือเรียกให้หนานเทียนอวิ๋นไปนั่ง

หนานเทียนอวิ๋นมองดูครอบครัวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะไปนั่งตรงที่ว่างข้างๆน้องสาวของเขา

“ พี่ใหญ่กินสิพรุ่งนี้จะได้มีแรงแข่งขัน ” หนานเหม่ยจีกล่าวด้วยรอยยิ้มที่งดงามพร้อมกับใบหน้าที่น่ารักของนางทำให้หนานเทียนอวิ๋นยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

“ เป็นไงบ้างวันนี้? ” หนานหมิงถามขึ้นราวกับว่าเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

“ ก็พอได้อยู่ แต่ดูเหมือนว่าการแข่งขันครั้งนี้จะมีคนที่น่าสนใจอยู่ด้วย ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวพร้อมกับตักอาหารไปด้วย

“ โอ้..เจ้าถึงกับใช้คำว่าน่าสนใจเลยงั้นเรอะ แสดงว่าจะต้องเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ แล้วคนๆนั้นเป็นใครถึงทำให้เจ้าถึงกับสนใจในตัวของเขาได้ ” หนานหมิงถามขึ้นด้วยความสนใจ แม้ว่าในใจของเขาพอที่จะคาดเดาได้ว่าคนน่าสนใจที่หนานเทียนอวิ๋นกล่าวมาก็น่าจะเป็นลู่ซาน

“ คนๆนั้นชื่อว่าลู่ซานที่ได้รับอันดับหนึ่งในการแข่งขันรอบแรกนี้ ข้าคิดว่าเขาน่าจะเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับลี้ลับ ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เมื่อได้ยินที่หนานเทียนอวิ๋นกล่าวมา มุมปากของเซี่ยเล่ยจีถึงกับยกขึ้นเล็กน้อย 

“ แล้วทำไมเจ้าถึงคิดว่าลู่ซานคนนั้นเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับลี้ลับ? ” หนานหมิงถามขึ้น

“ ก็เพราะเขาวางค่ายกลระดับเซียนขั้นสูงในเวลาแค่สองเค่อเท่านั้น แถมข้าดูแล้วค่ายกลของเขายอดเยี่ยมมากจริงๆ แม้กระทั้งข้าถ้าหากต้องการที่จะวางค่ายกลที่ซับซ้อนแบบนั้นเกรงว่าจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วยามหรืออาจจะมากกว่านั้น ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง 

“ แล้วแบบนี้เจ้าคิดว่าจะเอาชนะลู่ซานได้หรือไม่? ” หนานหมิงถามขึ้น

หนานเทียนอวิ๋นครุ่นคิดและตอบกลับไปว่า “ ข้าเองก็ไม่รู้เพราะว่าข้าไม่ได้รู้จักและคุ้นเคยกับลู่ซานมากนักจึงไม่รู้ว่าเขาเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับไหนกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้นข้าจะต้องเอาชนะให้ได้และกลายเป็นอันดับหนึ่งในงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ให้สำเร็จ ” 

หนานหมิงพยักหน้ารับจากนั้นเขาก็ถามขึ้นว่า “ แล้วเจ้ากับแม่นางชุนล่ะเป็นอย่างไรบ้าง? ” 

เมื่อได้ยินที่หนานหมิงถาม สีหน้าของหนานเทียนอวิ๋นก็ชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะส่ายหน้าเบาๆ 

หนานเทียนอวิ๋นไม่ได้แปลกใจที่หนานหมิงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานี้กับเขา เพราะรอบตัวของเขามีองครักษ์เงาหลายคนคอยปกป้องอย่างลับๆ 

แม้ว่าตอนนี้หนานเทียนอวิ๋นจะเป็นถึงเซียนนภาแต่เมื่อเทียบกับโลกใบอื่นแล้ว เซียนนภานั้นไม่นับว่าเป็นอะไรได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว หนานหมิงจึงได้ส่งองครักษ์เงาหลายสิบคนเฝ้าระวังและคุ้มครอบตระกูลหนานไว้

ซึ่งระดับพลังขององครักษ์เงาแต่ละคนก็อยู่ในระดับเซียนทองคำขึ้นไป เพราะแบบนี้หนานหมิงจึงรู้ว่าช่วงเวลานี้หนานเทียนอวิ๋นและชุนเย่ฮวามักจะพบเจอกันบ่อยๆ

เรื่องนี้เซี่ยเล่ยจีเองก็รู้สึกสนใจเช่นกัน เพราะแบบนี้นางจึงให้องครักษ์เงาไปตรวจสอบข้อมูลของชุนเย่ฮวามาแล้ว

ชุนเย่ฮวาเป็นบุตรสาวของตระกูลชุน ซึ่งเป็นตระกูลเล็กๆภายในอาณาจักรต้าเฟิง แต่หลังจากที่นางแสดงความสามารถด้านค่ายกลออกมา ทำให้ผู้นำวิหารค่ายกลมายารับเป็นศิษย์ จากนั้นนางก็มักจะเรียนรู้ค่ายกลอยู่ที่วิหารค่ายกลสวรรค์ตลอดเวลา น้อยครั้งนักที่จะออกมาจากวิหารค่ายกลสวรรค์

ส่วนเรื่องของบุรุษ เนื่องจากชุนเย่ฮวาเป็นสตรีที่งดงาม แม้ว่าจะไม่ได้งดงามล่มเมืองแต่ก็นับว่ามีเอกลักษณ์อย่างมากและยังมีเสน่ห์เย้ายวนแบบผู้ใหญ่อยู่ด้วย แถมเบื้องหลังของนางก็ยังเป็นถึงวิหารค่ายกลสวรรค์ ซึ่งนับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของอาณาจักรต้าเฟิง ทำให้มีบุรุษจำนวนมากที่ต้องการที่จะเกี้ยวพาชุนเย่ฮวาเป็นประจำ แต่จนถึงตอนนี้ชุนเย่ฮวาก็ยังไม่สนใจบุรุษคนไหนแม้แต่คนเดียว

จนกระทั้งตอนที่ชุนเย่ฮวาพบกับหนานเทียนอวิ๋นจึงเกิดความสนใจขึ้นมาและนางก็มักจะเข้าหาและพูดคุยกับหนานเทียนอวิ๋นเป็นประจำ

สำหรับข้อมูลที่องครักษ์เงาสืบมา ทำให้หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีไม่ได้ว่าอะไรกับการที่ชุนเย่ฮวาและหนานเทียนอวิ๋นจะทำความรู้จักกัน หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ไม่มีปัญหา เพราะแม้ว่าหนานเทียนอวิ๋นจะเป็นรุ่นเยาว์แต่เรื่องราวความรักทั้งสองก็ไม่คิดที่จะไปห้ามปรามและปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติเสียดีกว่า

นอกจากนี้หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีก็ตกหลุมรักกันในขณะที่หนานหมิงเพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆเหมือนกัน

“ เรื่องของข้าและแม่นางชุนก็ไม่มีอะไรมาก แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็คิดว่านิสัยของแม่นางชุนน่ารักดี ” หนานเทียนอวิ๋นกล่าวขึ้นด้วยความจริง

หนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีพยักหน้าเบาๆ

หลังจากที่กินอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนานหมิงก็ได้พาเซี่ยเล่ยจีและหนานเหม่ยจีเดินเที่ยวเล่นรอบๆเมืองหลวงต้าเฟิงต่อ ส่วนทางด้านของหนานเทียนอวิ๋นเขาได้กลับไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อฝึกฝนทักษะค่ายกลเพราะเขาต้องการที่จะเอาชนะลู่ซานในวันพรุ่งนี้ให้ได้

ช่วงสายของวันถัดมา

หนานหมิงและคนอื่นๆก็ได้มุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดการแข่งขันอีกครั้งหนึ่งก่อนที่หนานหมิงจะเปลื่ยนตัวกับหลู่เซียงเพื่อปลอมตัวเป็นลู่ซานและเข้าไปยังห้องพักของผู้เข้าแข่งขัน

ภายในห้องพักของหนานหมิง

“ นายท่านตอนนี้ดูเหมือนว่าร้านพนันได้ปรับให้ท่านอยู่ในอันดับที่สี่ ส่วนของคุณชายอยู่ที่เจ็ดขอรับ ” เสียงขององครักษ์เงากระซิบข้างหูของหนานหมิง

หนานชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ แล้วอันดับที่หนึ่งเป็นใคร? ” 

“ ยังคงเป็นหยู่ไท่จีขอรับ ” องครักษ์เงาตอบกลับมา

“ หยู่ไท่จีงั้นหรอ…เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก ” หนานหมิงพึมพำเบาๆ 

เพราะเขารู้ดีว่าปรมาจารย์หยู่ไท่จีมีชื่อเสียงอย่างมากภายในอาณาจักรต้าเฟิง แม้ว่าเขาจะได้อันดับที่สามก่อนหน้านี้ แต่ก็ทุกๆคนก็คิดว่าหยู่ไท่จียังไม่เอาจริงก็เท่านั้น ส่วนที่หนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นได้อันดับหนึ่งและสองก็เป็นเพราะโชคช่วยเท่านั้น

ไม่นานนักศิษย์ของหอค่ายกลสวรรค์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับนำทางหนานหมิงไปยังลานแข่งขัน

เมื่อมาถึงลานแข่งขัน หนานหมิงก็เห็นว่าตอนนี้ปรมาจารย์ค่ายกลทั้งหมดสามสิบสองคนก็ได้รวมตัวกันอยู่ที่นี้แล้ว

หนานหมิงได้ยืนอยู่ตรงกลางพร้อมกับมีหนานเทียนอวิ๋นยืนอยู่ด้านข้าง โดยตอนนี้ทั้งสองกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าปรมาจารย์และผู้ชมไปแล้ว

ปรมาจารย์หยู่ไท่จีเดินมาหาทั้งสองก่อนที่จะพูดคุยกันพวกเขาครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินกลับไป 

จากนั้นปรมาจารย์ค่ายกลคนอื่นๆก็เข้ามาทักทายหนานหมิงและหนานเทียนอวิ๋นเพื่อสร้างมิตรภาพต่อกัน เพราะไม่มีใครอยากเป็นศัตรูกับปรมาจารย์ค่ายกลรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ที่จะกลายเป็นปรมาจารย์ระดับลี้ลับในอนาคตหรอก

ชุนเย่ฮวาเหลือบมองหนานเทียนอวิ๋นพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ ส่วนทางด้านของซูหลิน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความต้องการที่จะเอาชนะหนานเทียนอวิ๋น

หลังจากที่ปรมาจารย์ทั้งหมดมาถึง เฉาเหลียงและกรรมการชุดเดิมก็เดินเข้ามาพร้อมกับเสียงโห่ร้องของเหล่าผู้ชม เพราะพวกเขารู้ว่าอีกไม่นานการแข่งขันเพื่อหาปรมาจารย์ค่ายกลที่เก่งกาจกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

" ยินดีต้อนรับสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์แล้ว สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ก็ง่ายมากเพียงแค่จับคู่กันและให้ทั้งสองฝ่ายสร้างค่ายกลป้องกันและค่ายกลโจมตีขึ้นมาอย่างละหนึ่งชิ้น โดยมีกำหนดเวลาคือหนึ่งชั่วยามครึ่ง

จากนั้นก็ให้ปรมาจารย์ค่ายกลผู้หนึ่งให้ใช้ค่ายกลโจมตี ส่วนปรมาจารย์ค่ายกลอีกฝ่ายก็ใช้ค่ายกลป้องกันในการป้องกันค่ายกลอีกฝ่ายให้สำเร็จ ถ้าหากชนะสอบรอบก็ถือว่าอีกฝ่ายผ่าเข้ารอบ แต่ถ้าหากเสมอกันก็จะใช้การตัดสินโดยการที่ให้ทั้งสองโยนเหรียญกันเพื่อหาว่าใครจะสร้างค่ายกลป้องกันหรือค่ายกลโจมตีและถ้าหากฝ่ายไหนชนะก็จะผ่านเข้าสู่รอบถัดไป สำหรับการสร้างค่ายกลในรอบตัดสินทางเราจะให้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น " เฉาเหลียงอธิบายกฏการแข่งขันให้กับทุกๆคนฟัง

หนานหมิงและคนอื่นๆก็พยักหน้ารับเข้าใจ พวกเขาไม่มีข้อโต้แย้งใดๆสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ เพราะถึงอย่างไรการแข่งขันแบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรมดี ใครสร้างค่ายกลได้ดีกว่าก็ชนะไป

 

คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน