สวรรค์นิรันดร์กาล

    มันยังไม่พอ

            ไม่นานก็มีกลุ่มคนสวมชุดดำปกปิดใบหน้าเอาไว้แต่ละคนล้วนแต่เป็นระดับจักรพรรดิขั้นที่ 7 ขึ้นไปและมีขั้นเซียนถึง 5 คนเรียกได้ว่ากองกำลังขนาดนี้ในทวีปจงโจวนั้นถือเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งอย่างมากแต่สำหรับตระกูลเซียนมันไม่ได้มากมายอะไรเลย

            “ไม่คิดเลยว่าเมื่อข้ากำลังจะกลับบ้านทางตระกูลจะส่งคนมาต้อนรับข้าแบบนี้แล้วผู้อาวุโสคนใหนละที่ส่งพวกเจ้ามา ผู้อาวุโสหนึ่งหรือผู้อาวุโสสองละ” โหลวหลานกล่าว

            “ในเมื่อเจ้ารู้แล้วว่าพวกข้ามีจุดประสงค์อะไรก็ยอมจากไปแต่โดยดีเถอะรอให้การแข่งขันจบลงเจ้าอยากจะกลับตระกูลก็ไม่มีใครขวางเจ้าแล้ว” เซียนขั้นที่ 5 คนหนึ่งกล่าวขึ้น

            “จากน้ำเสียงดูเหมือนเจ้าจะเป็นผู้ติดตามของผู้อาวุโสหนึ่ง ข้าจำได้ดีดูเหมือนจะเป็นผู้อาวุโสหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง”โหลวหลานไม่ได้เกรงกลัวเลย

            “คุณหนูตัวท่านยังเด็กนักเรื่องบางเรื่องท่านเทียบกับท่านผู้อาวุโสไม่ได้หรอกเพราะงั้นยอมยกตำแหน่งผู้นำให้กับผู้อาวุโสเถอะเอาไว้ท่านเติบโตกว่านี้ค่อยมาชิงตำแหน่งก็ยังไม่สาย” เซียนขั้นที่5 กล่าว

            “เจ้าคิดว่าข้าโง่งั้นเหรอตาแก่นั่นเจ้าเล่ห์ขนาดใหนคิดว่าข้าไม่รู้ หลายปีมานี้พวกมันพากันคิดหาทางกำจัดข้าตลอดเวลาถึงขั้นคิดจะขายข้าให้กับวังสวรรค์ถ้าไม่ใช่เพราะท่านพ่อของข้าเป็นถึงผู้นำและมีความแข็งแกร่งและเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาข้าคงถูกพวกมันกำจัดไปแล้ว

            แล้วอีกอย่างพวกเจ้าอย่าได้บีบบังคับข้าให้มากไม่งั้นข้าคงต้องให้ท่านแม่ของข้าออกหน้าและด้วยสิ่งที่พวกเจ้าเคยทำกับข้าเมื่อท่านแม่ของข้ารู้ท่านคงไม่สนหน้าของหอสมบัติอย่างแน่นอน” โหลวหลานเผยน้ำเสียงข่มขู่กล่าว

            “เฮ้อช่วยไม่ได้ ในเมื่อคุณหนูไม่ยอมให้ความร่วมมือกับพวกเจ้า พวกเราก็ทำได้เพียงจับตัวคุณหนูไว้จนกว่าการแข่งขันจะจบลง”เซียนขั้นที่ 5 โบกมือกลุ่มชายชุดดำระดับจักรพรรดิ 20คนและขั้นเซียนอีก 5 คนก็ลงมือ

            “ได้เวลาแล้วสินะ”เสียงตื่นเต้นดังขึ้น

            บนท้องฟ้าปรากฏลมปราณกระบี่ที่ทรงพลังขึ้นร่างๆหนึ่งลอยขึ้นมาพร้อมกับปลดปล่อยจิตกระบี่ที่รุนแรงออกมา

            “หมื่นกระบี่หวนคืน”ฉางเฟิงรอการต่อสู้มานานแล้ว

            เพราะช่วงนี้ฉางเฟิงเป็นฝ่ายถูกอัดมาตลอดทำให้เกิดความหงุดหงิดและอยากจะเป็นฝ่ายอัดบ้างดังนั้นเมื่อมีโอกาสฉางเฟิงจะปล่อยไว้หรือ

            “เป็นแค่ระดับจักรพรรดิขั้นที่3 คิดจะต่อต้านพวกข้า” ระดับจักรพรรดิ 20คนพากันเย้ยหยันพวกเขาทุกคนต่างก็มีระดับจักรพรรดิขั้นที่ 7 ขึ้นแน่นอนว่าไม่เห็นฉางเฟิงอยู่ในสายตา

            “พลังของเขาเพิ่มเร็วมากแค่10 วันแต่กลับทะลวงขั้นที่ 3 แล้ว” ซวนหยวนเสวี่ยตกใจ

            “นังหนูตอนเจ้าทะลวงระดับจักรพรรดิเจ้าอายุเท่าไหร่” เสี่ยวเฮ่ยที่มองไปยังหน้ากากของซวนหยวนเสวี่ยกล่าวขึ้น

            สำหรับหน้ากากของซวนหยวนเสวี่ยไม่สามารถปกปิดเสี่ยวเฮ่ยได้อยู่แล้วเพราะงั้นเสี่ยวเฮ่ยจึงรู้ถึงความงดงามที่ถูกซ่อนเอาไว้

            “ถ้าจำไม่ผิดน่าจะตอนอายุ14 ข้านั้นฝึกฝนมาตั้งแต่อายุ 10 ปีใช้เวลา 4 ปีในการถึงระดับจักรพรรดิ” ซวนหยวนเสวี่ยแสดงความมั่นใจออกมาเพราะสำหรับทวีปเซียนแม้แต่อัจฉริยะหลายคนก็เทียบกับนางไม่ได้ในเรื่องความเร็วและตอนนี้นางอายุ18 ปีนางก็กลายเป็นเซียนแล้ว  

            “งั้นเหรอแล้วเจ้าละ”เสี่ยวเฮ่ยมองไปยังเจี้ยนอี้

            “15ปี” เจี้ยนอี้แสดงสีหน้าไม่พอใจนักที่นางแพ้ให้กับซวนหยวนเสวี่ย

            “ฮ่าฮ่า พวกเจ้าทำไมแสดงท่าทางที่ภูมิใจนักละ ข้าจะบอกอะไรให้นายน้อยของข้าฝึกฝนตั้งแต่ 5 ปี ใช้เวลา 1 ปีทะลวงระดับจักรพรรดิแต่เพราะทักษะบ่มเพาะที่ฝึกอยู่ทำให้เมื่อถึงระดับจักรพรรดิพลังจะลดลงมายังจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งซึ่งนายน้อยของข้าเผชิญกับเรื่องแบบนี้ทั้งหมด 9 ครั้ง เจ้าคิดดูถ้าไม่ใช่เพราะทักษะบ้าๆแบบนี้ป่านนี้นายน้อยข้ากลายเป็นจักรพรรดิเซียนไปนานแล้ว”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “เป็นไปไม่ได้ฝึกฝันตั้งแต่5 ปีงั้นเหรอและใช้เวลา 1 ปีกลายเป็นระดับจักรพรรดิเจ้าหมายถึง ฉางเฟิงอายุแค่ 6ปีก็เป็นระดับจักรพรรดิแล้วงั้นเหรอ”

            “ข้าไม่ได้หลอกพวกเจ้าเลยข้าสามารถสาบานต่อเต๋าสวรรค์ยังได้” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “นี่มันต้องมีพรสวรรค์แบบใหนกัน จากที่ข้ารู้มีเพียงลูกหลานของตัวตนระดับเทพขึ้นไปเท่านั้นที่จะได้รับพรสวรรค์แบบนั้น”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าว

            “ระดับเทพน่าขันนายท่านของข้าคือตัวตนที่สามารถเทียบได้กับผู้นำวังสวรรค์เลยนะแถมนายหญิงยังเองก็เป็นตัวตนที่เหนือกว่าพวกเทพเหล่านั้นอีกเจ้าคิดว่าเบื้องหลังเช่นนี้ทำไมนายน้อยของข้าจะไม่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ละ”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            เสี่ยวเฮ่ยเปิดเผยเรื่องราวนี้ให้ทั้งสองคนรู้เพราะต้องการจะดึงทั้งสองให้เป็นพวกของฉางเฟิงด้วยพรสวรรค์ของทั้งสองและเบื้องหลังไม่แน่ในอนาคตอาจจะมีประโยชน์ต่อฉางเฟิงได้

            “นี่มัน...เหนือกว่าเทพก็ระดับพระเจ้าบ้าไปแล้ว ถ้างั้นสหายฉางเฟิงก็เป็นลูกหลานของพระเจ้างั้นเหรอนี่หมายความว่าไม่ใช่คนของตระกูลฉางหนะสิ”หู่หวางสั่นสะท้านทันที

            “ไม่หรอกนายน้อยมีสายเลือดของตระกูลฉางจริงๆ นายหญิงนั้นเป็นคนของตระกูลฉางเพียงแต่นายหญิงถือเป็นลูกหลานของคนที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลเท่านั้น”

            “ตระกูลฉางต้องโง่ขนาดใหนถึงขับไล่ตัวตนระดับพระเจ้าออกจากตระกูลถ้าพวกนั้นมีระดับพระเจ้าคอยปกป้องก็คงไม่เจอกับจุดจบแบบนี้หรอก” หู่หวางยิ่งตกใจ

            “ทำไมข้าไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน”เจี้ยนอี้ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มันซับซ้อนอย่างมาก

            “เอาละพอแค่นี้เถอะข้าเองก็พูดมากกว่านี้ไม่ได้ส่วนพวกเจ้าจะตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่พวกเจ้า” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “ยังต้องถามอีกหรือผู้อาวุโสข้าต้องติดตามสหายฉางเฟิงอยู่แล้ว”หู่หวางรีบประจบทันที

            ทางด้านฉางเฟิงตอนนี้กระบี่นับหมื่นของฉางเฟิงกลายเป็นฝนกระบี่โจมตีออกไปแล้วในตอนแรกระดับจักรพรรดิทั้ง 50 พากันหัวเราะคิดว่าฉางเฟิงโง่เขลา แต่พริบตาที่การโจมตีมาถึงตัวพวกเขาก็รับรู้ได้ถึงปราณกระบี่เหล่านั้น

            “แย่แล้วรีบหลบเร็วอย่าได้รับการโจมตรงๆเด็ดขาด”

            “ไม่ทันแล้ว”

            “อ๊ากกกกกกกกก”

            “แขนข้า!!!!!!!!!!!”

            “ม่ายท่านเซียนช่วยด้วย”

            พริบตาเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องชายชุดดำระดับจักรพรรดิต่างตกตายและได้รับบาดเจ็บสาหัสในพริบตา

            “ไม่พอเจ้าพวกนี้มันไม่พอให้ข้าระบายความอัดอั้นนี้ได้” ฉางเฟิงหันไปทางเซียนทั้ง5 คนทันที

            “เอาเป็นเจ้าก็แล้วกัน”ฉางเฟิงชี้กระบี่ไปทางเซียนขั้นที่ 3 คนหนึ่ง

            “เป็นแค่ระดับจักรพรรดิแต่กล้าท้าทายเซียนอย่างข้า”เซียนขั้นที่ 3 โกรธขึ้นมาทันที