บทที่6 : นครกระจกวารี
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านเรือนยอดไม้ของป่าแห่งเสียงกระซิบหยดน้ำค้างบนใบหญ้าเปล่งประกายราวกับอัญมณีนับพันเม็ด มะลิ เอเดน ลูนี่ และฟินน์เดินตามเส้นทางหินโบราณที่ทอดยาวออกจากป่า บรัมยืนส่งพวกเขาอยู่ริมทาง มันส่งเสียงคำรามเบาๆ คล้ายกำลังอวยพรให้การเดินทางปลอดภัย
มะลิหันกลับไปโบกมือ
"แล้วเราจะกลับมาเยี่ยมนะ"
บรัมพยักหน้าช้าๆ ก่อนค่อย ๆ เดินหายเข้าไปในผืนป่าไม่นานนัก ความเขียวชอุ่มก็เริ่มเปลี่ยนไป
ต้นไม้ใหญ่ค่อยๆ เบาบางลงแทนที่ด้วยทุ่งดอกไม้สีขาวที่กว้างสุดสายตา ดอกไม้แต่ละดอกมีขนาดเท่าฝ่ามือส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาตามสายลม ลูนี่สูดหายใจลึก
"หอมจัง"
ฟินน์ยิ้ม
"ที่นี่เรียกว่า'ทุ่งดอกดาวขาว'"
"พ่อบอกว่าเวลากลางคืน ดอกไม้จะเรืองแสงเหมือนหมู่ดาวบนพื้นดิน"
มะลิก้มลงแตะกลีบดอกไม้อย่างแ่เบา
"สวยเหลือเกิน"
เธอนึกถึงทุ่งนาบ้านเกิดในโลกเดิมแม้จะไม่เหมือนกันแต่ความสงบที่ััได้ ทำให้หัวใจของเธออบอุ่นขึ้น เดินทางต่อได้ราวครึ่งวัน
เสียงน้ำไหลก็ดังแว่วมาจากเบื้องหน้าซ่า... ซ่า... เมื่อพ้นเนินเตี้ย ทุกคนต่างหยุดยืนด้วยความตื่นตะลึง เบื้องหน้าคือทะเลสาบขนาดมหึมาผืนน้ำใสราวกับกระจกสะท้อนท้องฟ้าสีครามและก้อนเมฆสีขาวจนแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือฟ้าอะไรคือน้ำกลางทะเลสาบมีเมืองสีขาวงดงามตั้งตระหง่าน อาคารหลายหลังสร้างจากหินอ่อนสีขาวและผลึกใสสะพานโค้งเชื่อมต่อเกาะน้อยใหญ่เข้าหากันคลองเล็กๆ ไหลผ่านทั่วทั้งเมือง เรือไม้ลำเล็กแล่นไปมาอย่างเงียบสงบเหนือยอดหอคอยสูงมีคริสตัลสีฟ้าขนาดมหึมาลอยอยู่กลางอากาศมันเปล่งประกายอ่อนโยนราวกับดวงจันทร์ในยามกลางวัน มะลิอุทานออกมา
"สวย..."
"สวยกว่าที่ฉันเคยเห็นในชีวิตอีก"
เอเดนยิ้มบางๆ
"ยินดีต้อนรับ..."
"...สู่นครกระจกวารี"
ระหว่างเดินลงไปยังท่าเรือพวกเขาพบชายชราผู้หนึ่งกำลังนั่งตกปลาอยู่ริมทะเลสาบหมวกฟางใบเก่าปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่งแต่รอยยิ้มของเขากลับดูอบอุ่น
"จะเข้าเมืองหรือ" ชายชราถาม
"ครับ"เอเดนตอบอย่างสุภาพ
ชายชราหัวเราะเบาๆ "งั้นก็ขึ้นเรือข้าสิ"
"วันนี้ไม่มีค่าผ่านทาง"
ลูนี่ตาเป็ประกาย
"ฟรี!"
"ชอบคำนี้ที่สุด"
มะลิหัวเราะ
"ลูนี่..."
ชายชราช่วยพาทุกคนลงเรือก่อนจะใช้ไม้พายพาเรือล่องไปอย่างช้าๆ ผิวน้ำเรียบนิ่งจนเห็นปลาสีเงินว่ายอยู่เบื้องล่าง ฟินน์ชี้ไปทางฝูงปลา
"ปลาแก้ว"
"ถ้าพวกมันรวมฝูงกันตอนกลางคืนน้ำจะสว่างเหมือนมีดาวอยู่ใต้น้ำ"
มะลิมองอย่างเพลิดเพลินโลกใบนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ที่เธอไม่เคยพบเห็นระหว่างทาง ชายชราหันมาถามมะลิ
"หนูรู้ไหม..."
"ทำไมเมืองนี้จึงชื่อกระจกวารี"
มะลิส่ายหน้า"ไม่ทราบค่ะ"
ชายชรายิ้ม
"เพราะน้ำที่นี่..."
"...สะท้อนความจริงในหัวใจของผู้คน"
ลูนี่รีบก้มมองเงาตัวเองในน้ำ
"แล้วของข้าล่ะ"
ทุกคนมองตามเงาสะท้อนของลูนี่...กำลังแอบกินขนมอยู่ทั้งที่ตัวจริงไม่ได้ถืออะไรเลยเอเดนหลุดหัวเราะเบา ๆ มะลิหัวเราะจนตัวงอส่วนลูนี่หน้าแดง
"นี่มันใส่ร้ายกันชัดๆ"
แม้แต่ชายชรายังหัวเราะเสียงดัง
"น้ำที่นี่..."
"...ไม่เคยโกหก"
ไม่นานนักเรือก็เทียบท่าหน้าเมืองกำแพงหินสีขาวสูงสง่าประตูเมืองเปิดกว้างผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์เดินขวักไขว่ มีทั้งมนุษย์ เอลฟ์คนหูแมว คนหูจิ้งจอก และพ่อค้าคนแคระ ทุกคนต่างใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบ มะลิมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้นตลาดเต็มไปด้วยผลไม้สีสันแปลกตา ร้านหนังสือเรียงรายหลายสิบร้านเด็ก ๆ นั่งอ่านหนังสือริมคลองบางคนกำลังใช้เวทมนตร์สร้างฟองน้ำเป็รูปสัตว์เล่นกันอย่างสนุกสนาน ฟินน์ยิ้มกว้าง
"ที่นี่..."
"...คือเมืองที่ผมเกิด"
ทันใดนั้นเสียงระฆังดังขึ้น กัง... กัง... กัง... ผู้คนทั้งเมืองหยุดเดินพร้อมกัน รอยยิ้มบนใบหน้าหลายคนค่อยๆจางหายพ่อค้ารีบปิดร้านแม่ค้าดึงลูกหลานเข้าบ้านทหารเมืองหลายสิบนายวิ่งตรงไปยังหอคอยกลางเมืองมะลิขมวดคิ้ว "เกิดอะไรขึ้น"
ชายชราที่พาพวกเขามาส่งถอนหายใจก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
"ระฆังเตือนภัยดังอีกแล้ว"
"ั้แ่สามวันที่ผ่านมา..."
"...หนังสือในหอสมุดหลวงหายไปทีละเล่ม"
"แต่ไม่มีใครเห็นขโมย"
เอเดนหรี่ตา
"หอสมุดหลวง..."
ฟินน์หน้าเปลี่ยนสี
"หรือว่า..."
"...คนที่ถือเมล็ดดาวแห่งปัญญา"
"...กำลังตกอยู่ในอันตราย"
มะลิกำเมล็ดดาวบนหน้าอกแน่นแสงสีทองจากเมล็ดดาวส่องวาบเพียงชั่วครู่ราวกับกำลังตอบรับบางสิ่ง
และในเวลาเดียวกัน...ณชั้นบนสุดของหอสมุดหลวง หญิงสาวผู้หนึ่งในชุดนักปราชญ์กำลังกอดหนังสือโบราณเล่มหนึ่งไว้แน่นดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเธอกระซิบกับตัวเอง
"ได้โปรด..."
"ขอให้ผู้ถือเมล็ดดาวมาถึงก่อนที่พวกมันจะพบฉัน..."
…………..
เสียงระฆังเตือนภัยยังคงดังก้องไปทั่วนครกระจกวารีกัง...กัง...กัง... ผู้คนที่เมื่อครู่ยังยิ้มแย้มต่างรีบเก็บของเข้าร้านคลองที่เคยเต็มไปด้วยเรือท่องเที่ยวเริ่มว่างเปล่า บรรยากาศของเมืองอันสงบกลับเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดในพริบตามะลิมองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย
"เมืองนี้ดูน่าอยู่มาก"
"แต่ทำไมทุกคนถึงกลัวขนาดนี้"
ชายชราที่พาพวกเขามาส่งถอนหายใจ
"เพราะหอสมุดหลวง..."
"...คือหัวใจของเมือง"
"หากความรู้สูญหาย เมืองนี้ก็จะสูญเสียอนาคต"
เอเดนพยักหน้าเบาๆ
"เรารีบไปกันเถอะ"
ทั้งสี่รีบเดินไปตามถนนหินสีขาวสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านหนังสือร้านเครื่องเขียน และร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์แม้หลายร้านจะปิดประตูแล้ว แต่เ้าของร้านยังยืนมองไปทางหอสมุดด้วยสีหน้าเป็ห่วง
ลูนี่บินวนไปมาสายตาจับจ้องร้านขนมร้านหนึ่ง
"กลิ่นหอมจัง..."
เอเดนมองเพียงแวบเดียว
"ห้าม"
"ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย"
"เ้าคิดอยู่"
มะลิหัวเราะ
"เอเดนเริ่มอ่านใจลูนี่ได้แล้ว"
ลูนี่ทำหน้ามุ่ย
"เพราะเ้าชอบจับผิดข้า"
ฟินน์หัวเราะเสียงใสทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเล็กน้อยไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงลานกว้างหน้า
หอสมุดหลวงอาคารแห่งนี้ใหญ่โตจนมะลิต้องเงยหน้ามองกำแพงหินอ่อนสีขาวสูงหลายชั้นหน้าต่างประดับกระจกสีสะท้อนแสงแดดระยิบระยับเหนือประตูทางเข้าเป็รูปแกะสลักหนังสือที่กางออก
มีข้อความโบราณสลักไว้ว่า
"ความรู้คือแสงสว่างที่ไม่มีวันดับ"
มะลิอ่านออกอย่างประหลาดทั้งที่ไม่เคยเรียนภาษาโบราณมาก่อน เธอแตะเมล็ดดาวบนหน้าอก
"เป็เพราะเมล็ดดาวอีกแล้วสินะ"
เอเดนพยักหน้า
"มันช่วยให้ผู้ถูกเลือกเข้าใจภาษาโบราณ"
หน้าประตูหอสมุดทหารชุดเกราะสีเงินกำลังเฝ้าอย่างเข้มงวด ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมา
เขาสวมชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มปักลายคลื่นน้ำสีเงิน ใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
"หยุดก่อน"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"ขอทราบจุดประสงค์ในการเข้าหอสมุด"
เอเดนก้าวออกมา
"เรา้าพบผู้ดูแลหอสมุด"
ชายผู้นั้นจ้องมองเอเดนอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะหยุดที่เมล็ดดาวของมะลิเขาเบิกตาเล็กน้อย
"หรือว่า..."
"...ท่านคือผู้ถือเมล็ดดาว"
มะลิพยักหน้า
ชายผู้นั้นรีบโค้งคำนับทันที
"ข้าชื่อ เซเรน"
"หัวหน้าผู้พิทักษ์แห่งหอสมุดหลวง"
"พวกเรารอท่านมาหลายวันแล้ว"
เซเรนพาพวกเขาเดินเข้าไปด้านในทันทีที่ก้าวผ่านประตูมะลิก็ต้องหยุดเดิน ชั้นหนังสือสูงหลายสิบเมตรเรียงรายสุดลูกหูลูกตาบันไดไม้เลื่อนเองได้โดยใช้เวทมนตร์ ลูกแก้วเรืองแสงลอยอยู่เหนือศีรษะให้แสงสว่างนุ่มนวล มีโต๊ะอ่านหนังสือนับร้อยตัว นักวิชาการหลายคนกำลังค้นคว้าอย่างเงียบสงบแม้ภายนอกเมืองจะวุ่นวายแต่ภายในหอสมุดกลับเต็มไปด้วยความสงบ
"มหัศจรรย์จัง..."
มะลิพึมพำ
ฟินน์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
"ตอนเด็ก ๆ ผมชอบแอบมาอ่านหนังสือที่นี่"
ลูนี่มองไปรอบๆ
"หนังสือเยอะกว่าขนมอีก"
เอเดนหันมามอง
"เ้าจะเปรียบเทียบแบบนั้นจริงหรือ"
ทุกคนหัวเราะเบาๆ
เซเรนพาพวกเขาขึ้นบันไดเวียนไปยังชั้นบนสุดระหว่างทางมะลิสังเกตเห็นชั้นหนังสือหลายแห่งมีช่องว่าง
เหมือนหนังสือถูกหยิบออกไปแต่ไม่ใช่เพียงเล่มเดียวบางชั้นหายไปทั้งแถว
"หนังสือหายเยอะมากเลย" มะลิพูดเบา ๆ
เซเรนถอนหายใจ"สิบสองเล่มแล้ว"
"และทุกเล่มเกี่ยวข้องกับ..."
เขาหยุดพูดก่อนมองซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง
"...เมล็ดดาว"
เอเดนชะงักทันที
"แสดงว่า..."
"ศัตรูกำลังตามหาความลับของเมล็ดดาว"
เซเรนพยักหน้า"ใช่"
"และมีเพียงคนคนเดียวที่รู้วิธีป้องกันหนังสือเล่มสุดท้าย"
เมื่อขึ้นมาถึงห้องทรงกลมบนยอดหอคอยประตูไม้บานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออก ภายในห้องเต็มไปด้วยหนังสือโบราณ ตรงกลางห้องหญิงสาวอายุราวยี่สิบปีนั่งกอดหนังสือเล่มหนาไว้แน่นเธอมีผมยาวสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาสีฟ้าใสราวกับผืนน้ำ สวมชุดนักปราชญ์สีขาวปักลายหมึกและดาวเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู
เธอรีบเงยหน้าขึ้นสายตาสบกับมะลิในวินาทีนั้นเองเมล็ดดาวของทั้งสองคนเปล่งแสงพร้อมกัน แสงสีทองของมะลิและแสงสีฟ้าอ่อนของหญิงสาวลอยเข้าหากันอย่างช้าๆ หญิงสาวลุกขึ้นทันทีน้ำตาเอ่อคลอในดวงตา
"ในที่สุด..."
"...ท่านก็มาถึง"
เธอวางหนังสือลงบนโต๊ะก่อนโค้งคำนับอย่างสง่างาม
"ข้าชื่อ ไอริส"
"ผู้ดูแลหอสมุดหลวง"
"...และผู้ถือครองเมล็ดดาวแห่งปัญญา"
แต่ก่อนที่มะลิจะได้กล่าวทักทายหน้าต่างกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องก็แตกกระจายอย่างรุนแรง
เพล้งงง! เงาสีดำหลายสายพุ่งเข้ามาในห้องพร้อมสายลมอันเย็นะเืเสียงหัวเราะที่คุ้นเคยดังขึ้นจากภายนอก
"หาเจอจนได้..."
"...ผู้ถือเมล็ดดาวทั้งสอง"
เสียงนั้นเป็ของวาร์คัสแต่ครั้งนี้... เขาไม่ได้มาคนเดียว เื้ัเขามีบุคคลในชุดคลุมดำอีกสองคนยืนอยู่บนหลังสัตว์ปีกสีดำขนาดมหึมา ดวงตาของทั้งสามจับจ้องมาที่มะลิและไอริสราวกับการล่า...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
………..
เศษกระจกหลากสีปลิวว่อนทั่วห้องสมุดสายลมเย็นจัดพัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แตกกระจายลูกแก้วเรืองแสงที่ลอยอยู่เหนือชั้นหนังสือสั่นไหวไปมาหนังสือหลายเล่มหล่นลงบนพื้นเสียงดังสนั่นตึง! ตึง! ตึง! วาร์คัสก้าวเข้ามาเป็คนแรก ผ้าคลุมสีดำของเขาปลิวไสวตามแรงลมดวงตาสีม่วงเข้มยังคงเ็าเช่นเดิม
แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มาคนเดียวเื้ัคือชายหญิงอีกสองคน
คนหนึ่งเป็ชายรูปร่างสูงใหญ่ผิวสีแทน
ผมสีแดงเข้มถักเป็เปียยาวสะพายขวานั์ไว้บนบ่าดวงตาสีส้มดุดันราวกับเปลวเพลิงอีกคนเป็หญิงสาวรูปร่างเพรียว ผมสีเงินยาวถึงเอวใบหน้าสวยงามแต่ไร้อารมณ์ มือขวาถือคทาสีดำที่ประดับคริสตัลสีม่วง เซเรนถึงกับหน้าซีด
"แม่ทัพเงา..."
"ถึงสามคน..."
เอเดนกำดาบแน่น
"อันตรายกว่าที่คิด"
วาร์คัสยิ้มบาง
"ข้าแนะนำให้รู้จัก"
เขาชี้ไปยังชายร่างใหญ่
"เกรน"
"ผู้บัญชาการกองกำลังอสูร"
จากนั้นชี้ไปยังหญิงสาวผมเงิน
"และซีเรน"
"ผู้ใช้เวทแห่งฝันร้าย"
ทั้งสองเพียงพยักหน้าเล็กน้อย
ไม่มีคำพูดใดแต่แรงกดดันจากทั้งคู่ทำให้อากาศในห้องหนักอึ้งไอริสกอดหนังสือโบราณแน่นกว่าเดิม
"หนังสือเล่มนี้..."
"จะตกไปอยู่ในมือพวกเ้าไม่ได้"
ซีเรนยิ้มมุมปาก
"เ้าปกป้องมันมาได้ตั้งหลายวัน"
"แต่วันนี้..."
"...ทุกอย่างจะจบลง"
ทันใดนั้นคทาในมือซีเรนเปล่งแสงสีม่วง หมอกสีดำค่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วห้อง มะลิรู้สึกเหมือนอากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวเสียงรอบตัวค่อย ๆ หายไป
"มะลิ!"
เธอได้ยินเสียงเอเดนดังแว่วๆ แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้ เมื่อหมอกจางลงมะลิพบว่าตัวเองยืนอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กบ้านที่คุ้นเคยเหลือเกินเธอหันมองไปรอบ ๆ โต๊ะกินข้าวตัวเดิม ตู้กับข้าวใบเดิม หน้าต่างบานเดิม นี่คือบ้านของเธอ...ในโลกเดิม
"แม่..."
เสียงหนึ่งดังขึ้นมะลิรีบหันกลับเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นเขายิ้มให้เธออย่างอบอุ่นน้ำตาของมะลิไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว"ลูก..."
เธอก้าวเข้าไปหาแต่ก่อนจะถึงตัวภาพทั้งหมดกลับบิดเบี้ยวบ้านเริ่มแตกร้าวเสียงหัวเราะเย็นเยียบของ ซีเรนดังก้อง "เ้ายังอยากกลับโลกเดิมใช่ไหม"
"ถ้าเป็เช่นนั้น..."
"ก็จงละทิ้งเมล็ดดาวเสีย"
มะลิก้มมองมือของตัวเองเมล็ดดาวกำลังส่องแสงอ่อนลงเธอรู้ทันทีนี่ไม่ใช่ความจริงแต่เป็ภาพลวงตา
เธอหลับตาสูดลมหายใจลึกก่อนพูดกับตัวเองเบา ๆ
"ฉันคิดถึงบ้าน..."
"คิดถึงครอบครัว..."
"แต่ตอนนี้..."
"...ยังมีคนอีกมากที่กำลังรอให้ฉันช่วย"
เมล็ดดาวเปล่งแสงสีทองขึ้นอีกครั้งแกร๊ก! ภาพลวงตาแตกสลายเหมือนกระจก มะลิลืมตาขึ้น เธอกลับมาอยู่ในห้องหอสมุดอีกครั้งแต่คนอื่นยังติดอยู่ในหมอกสีม่วง เอเดนกำลังยืนนิ่งสีหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า
ลูนี่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นส่วนฟินน์นอนกอดเข่าตัวสั่น มีเพียงไอริสที่ยังฝืนต้านเวทมนตร์ไว้ได้ เธอหอบเหนื่อยอย่างหนัก
"เ้าหลุดออกมาได้..."
ไอริสพูดด้วยความใ
"ไม่มีใครทำได้เร็วขนาดนี้"
มะลิรีบถาม
"ฉันจะช่วยทุกคนได้อย่างไร"
ไอริสมองเมล็ดดาวของมะลิก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เมล็ดดาวแห่งความหวัง..."
"สามารถปลุกหัวใจของผู้คนได้"
"แต่เ้าต้องเข้าไปในความทรงจำของพวกเขา"
"และเรียกพวกเขากลับมา"
ทันใดนั้นวาร์คัสกลับหัวเราะออกมา
"ดี..."
"ทุกอย่างเป็ไปตามแผน"
มะลิหันขวับ
"หมายความว่ายังไง"
วาร์คัสยกหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาหนังสือเล่มนั้น...ไม่ใช่เล่มที่ไอริสถืออยู่แต่เป็หนังสืออีกเล่มที่ถูกซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือเซเรนหน้าซีดเผือด
"เป็ไปไม่ได้..."
"ห้องลับนั่น..."
"ไม่มีใครรู้!"
วาร์คัสยิ้มอย่างผู้ชนะ
"พวกเ้าคิดว่าข้ามาเพื่อแย่งผู้ถือเมล็ดดาวหรือ"
"ไม่..."
"สิ่งที่ข้า้ามาั้แ่แรก..."
"...คือหนังสือพงศาวดารแห่งดวงดาว"
ทันทีที่เขาพูดจบหนังสือโบราณในมือก็เปิดออกเองหน้ากระดาษเปล่งแสงสีดำอักษรโบราณค่อย ๆลอยขึ้นกลางอากาศก่อนรวมตัวกันเป็แผนที่ลึกลับของอาร์เคเลีย และบนแผนที่นั้น...ปรากฏตำแหน่งของเมล็ดดาวดวงที่สาม
ดวงตาของวาร์คัสเป็ประกาย
"ในที่สุด..."
"...ข้าก็พบมันแล้ว"
................
แผนที่แห่งดวงดาวลอยอยู่กลางอากาศเส้นแสงสีเงินทอดยาวไปยังดินแดนอันไกลโพ้นดวงดาวดวงที่สามส่องประกายอยู่เหนือเทือกเขาซึ่งปกคลุมด้วยหิมะสีขาววาร์คัสยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ในที่สุด..."
"...ข้าก็พบมัน"
เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียวหนังสือพงศาวดารแห่งดวงดาวก็ปิดลงก่อนจะลอยเข้าไปในกระเป๋าหนังสีดำที่ห้อยอยู่ข้างเอวเอเดนสีหน้าเคร่งเครียด
"หยุดเขา!"
สิ้นเสียง ร่างของเอเดนก็พุ่งออกไปราวกับสายฟ้าฉัวะ! ดาบสีเงินฟาดลงด้วยความเร็วที่มะลิแทบมองไม่ทันแต่เกรนก้าวออกมารับไว้ เคร้ง!ขวานั์กับดาบปะทะกันอย่างรุนแรง พื้นหินอ่อนแตกร้าวเป็วงกว้าง แรงกระแทกทำให้ชั้นหนังสือหลายแถวสั่นะเืหนังสือจำนวนมากร่วงลงบนพื้น เกรนหัวเราะเสียงดัง
"สมกับเป็เอเดน!"
"ข้ารอมานานแล้ว!"
เขาเหวี่ยงขวานอีกครั้งเอเดนหมุนตัวหลบอย่างหวุดหวิดทั้งสองแลกกระบวนท่ากันอย่างรวดเร็วไม่มีฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำมะลิเพิ่งรู้ว่า...เอเดนที่เธอรู้จักมาตลอดยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดเลยขณะเดียวกันซีเรนยังคงร่ายเวทมนตร์หมอกสีม่วงปกคลุมทั่วทั้งหอสมุดนักปราชญ์และทหารหลายคนหลับใหลลงทีละคนไอริสกัดฟันเมล็ดดาวแห่งปัญญาเปล่งแสงสีฟ้าสร้างม่านเวทป้องกันห้องหนังสือไว้ แต่แสงนั้นเริ่มอ่อนลงเรื่อย ๆ
"ข้า..."
"จะไม่ไหวแล้ว..."
มะลิรีบเข้าไปประคอง
"ไอริส!"
หญิงสาวยิ้มจาง ๆ
"ไม่ต้องห่วงข้า..."
"จงช่วยคนอื่นก่อน"
คำพูดนั้นทำให้มะลินึกถึงอาเรียผู้พิทักษ์ที่ยอมเสียสละเพื่อปกป้องผืนป่าทันใดนั้นลูนี่ก็ร้องขึ้น
"มะลิ!"
"เอเดนกำลังเสียเปรียบ!"
มะลิหันไปมอง เกรนใช้พละกำลังมหาศาลกดดาบของเอเดนลงกับพื้นเสียงโลหะเสียดสีกันดังแสบหู
เอเดนกัดฟันแน่นแต่ยังไม่ยอมปล่อยดาบวาร์คัสเดินผ่านการต่อสู้ไปอย่างไม่สนใจเขากำลังจะออกจากห้องพร้อมหนังสือพงศาวดารแห่งดวงดาวมะลิกำเมล็ดดาวแน่น เธอรู้ว่า...เวลานี้เธอเลือกได้เพียงอย่างเดียวจะวิ่งไปช่วยเอเดน หรือหยุดวาร์คัส แต่แล้ว...ฟินน์ที่เพิ่งฟื้นจากภาพลวงตาก็ร้องขึ้น
"คุณมะลิ!"
"หนังสือ!"
มะลิหันกลับ หนังสือโบราณที่ไอริสกอดไว้ั้แ่แรกกำลังเปล่งแสงสีทองราวกับกำลังเรียกหาเธอ
เมื่อมะลิวางมือลงบนปกหนังสือตัวอักษรโบราณก็เปล่งประกายหน้าหนังสือเปิดออกเองข้อความหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏ
"ผู้ถือเมล็ดดาวมิอาจเอาชนะความมืดด้วยพลังเพียงผู้เดียว"
"เมื่อแสงแห่งความหวังและแสงแห่งปัญญารวมเป็หนึ่ง..."
"ประตูแห่งพันธสัญญาจะเปิดออก"
ไอริสเบิกตากว้าง
"พันธสัญญา..."
"เป็ไปได้จริงหรือ"
เธอยื่นมือมาจับมือมะลิ
ทันใดนั้น เมล็ดดาวของทั้งสองก็เปล่งแสงพร้อมกันสีทอง... และสีฟ้า... หมุนวนเข้าหากันกลายเป็วงแหวนแห่งแสงขนาดใหญ่ แสงนั้นไม่ได้โจมตีศัตรูแต่แผ่ปกคลุมหอสมุดทั้งหมดหมอกสีม่วงของซีเรนค่อย ๆจางหายผู้คนที่หลับใหลเริ่มลืมตาตื่นนักปราชญ์และทหารต่างกลับมามีสติ ซีเรนถอยหลังอย่างใ
"เป็ไปไม่ได้!"
"พลังของเราสองคน..."
"ถูกลบล้างหมดแล้ว"
เอเดนอาศัยจังหวะนั้นผลักเกรนออกไปก่อนถอยกลับมายืนข้างมะลิเขามองวงแหวนแห่งแสงด้วยแววตาประหลาดใจ
"นี่คือ..."
"...พันธสัญญาแห่งเมล็ดดาว"
วาร์คัสหรี่ตาลง
แม้จะยังถือหนังสือไว้แต่สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
"ผู้ถือเมล็ดดาวทั้งสอง..."
"...ปลุกพันธสัญญาได้เร็วเกินไป"
เขากำมือแน่นราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง
สุดท้าย...
เขากลับยิ้ม
"ครั้งนี้..."
"...ข้ายอมถอย"
เกรนและซีเรนถอยมายืนข้างเขาก่อนทั้งสามจะถูกหมอกสีดำห่อหุ้มวาร์คัสมองมะลิเป็ครั้งสุดท้าย
"จงรักษาหนังสือที่เหลือไว้ให้ดี"
"เพราะเมื่อข้าได้เมล็ดดาวดวงที่สาม..."
"...จะไม่มีใครหยุดจอมเงาได้อีก"
สิ้นเสียงทั้งสามก็หายไปกับเงามืดหอสมุดกลับคืนสู่ความสงบเซเรนสั่งให้ทหารรีบตรวจสอบความเสียหาย
นักปราชญ์ต่างช่วยกันเก็บหนังสือที่ตกกระจายไอริสเดินไปยังหน้าต่างที่แตกมองท้องฟ้ายามเย็นด้วยสีหน้าครุ่นคิด
"วาร์คัสได้แผนที่ไปแล้ว"
"พวกเราคงไม่มีเวลาเหลือมาก"
เธอหันมาหามะลิก่อนคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
"ผู้ถือเมล็ดดาวแห่งความหวัง"
"หากท่านยินดี..."
"ข้าขอร่วมเดินทางไปกับท่าน"
มะลิใรีบประคองไอริสให้ลุกขึ้น
"ไม่ต้องคุกเข่าหรอก"
"เราเป็เพื่อนร่วมทางกัน"
ไอริสยิ้มเป็ครั้งแรก เป็รอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้ใบหน้าของเธอดูสดใสขึ้นมากลูนี่บินวนด้วยความดีใจ
"เย้!"
"สมาชิกใหม่!"
ฟินน์ยกมือขึ้นถามทันที
"แล้วเราจะไปไหนต่อ"
เอเดนคลี่แผนที่ที่คัดลอกจากหนังสือเล่มหนึ่งออกมาแม้วาร์คัสจะได้หนังสือพงศาวดารไป
แต่ไอริสยังจำตำแหน่งบนแผนที่ได้ทั้งหมดเธอชี้ไปยังเทือกเขาทางเหนือ
"ดินแดนนี้ชื่อว่า..."
"...เทือกเขาหิมะนิรันดร์"
"ที่นั่นคือที่ซ่อนของ..."
"เมล็ดดาวแห่งความกล้าหาญ"
มะลิมองไปยังปลายทางใหม่ แม้การเดินทางจะยิ่งอันตรายแต่ตอนนี้เธอไม่ได้เดินเพียงลำพังอีกแล้ว
คณะผู้เดินทางได้เพิ่มสมาชิกใหม่ และศัตรูก็เริ่มเปิดเผยแผนการมากขึ้นาระหว่างแสงสว่างกับความมืด...กำลังค่อย ๆ เริ่มต้น แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าบนชั้นหนังสือที่เสียหายมีหนังสือเล่มเล็กสีดำตกอยู่เล่มหนึ่งปกหนังสือไม่มีชื่อ แต่เมื่อไม่มีใครมองเห็นหน้ากระดาษของมันกลับเปิดขึ้นเองตัวอักษรสีแดงเืค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละบรรทัด
"ผู้ถือเมล็ดดาวคนที่สองได้เข้าร่วมการเดินทางแล้ว"
"เริ่มแผนการขั้นที่สอง"
แล้วหนังสือก็ปิดลงเอง ราวกับ...มีใครบางคนกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
................................
จบบทที่ 6