เมื่อหลิงหลิงรับปากแต่งงานกับท่านอ๋องผู้นี้แล้ว เขาก็ป่าวประกาศแจ้งข่าวให้บรรดาลูกๆ และคนสนิทรู้เพื่อเตรียมการย้ายเข้าจวนอ๋องในเมืองหลวงทันที
เขาให้คนส่งสาร์นหลายฉบับไปให้บิดาตนหรือก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ส่งถึงพ่อแท้ๆ ของหลิงหลิงและพ่อบุญธรรมของนางให้มาร่วมงานแต่งอย่างเป็นทางการของเขากับนาง
ลูกๆ ต่างตื่นเต้นที่จะย้ายเข้าเมืองหลวง หลงเป่าต้องส่งจดหมายลาออกจากสำนักศึกษาด้วยสาเหตุต้องย้ายเข้าเมืองหลวงตามบิดามารดา
หลิงหลิงส่งข่าวให้คนที่บ้านสวนและคนดูแลกิจการร้านค้าของนาง 2 แห่งว่านางจะย้ายไปอยู่จวนอ๋องในเมืองหลวง หากมีอะไรก็ให้ส่งข่าวไปที่นั่น ทุกคนที่รู้ข่าวนางต่างตื่นเต้นตกใจที่หลงเฟยคือท่านอ๋อง คนงานของนางไม่มีใครรู้ว่าหลงเฟยคือท่านอ๋องเทพสงคราม รู้เพียงเขาคือสามีของนางเท่านั้น
หลังจากนางรับปากแต่งงานกับเขา หลงเฟยก็ย้ายข้าวของมานอนห้องเดียวกับนางทันทีอย่างรู้ความ ช่วงแรกๆ เขายังมีอาการไม่สบายจากการโดนเสือตะปบมาจึงนอนนิ่งไม่ซุกซน แต่พอผ่านไปได้ 2-3 วัน ด้วยฤทธิ์ของน้ำวิเศษที่หลิงๆ แทบจะให้ดื่มแทนน้ำเปล่าก็ทำให้เขาแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วง 2-3 วันนี้เขาลวนลามนางแทบทุกวัน แม้จะยังไม่ถึงขั้นร่วมรักแต่ก็ทำให้เขาพออกพอใจทุกวัน
"เรายังไม่แต่งกันเลย เหตุใดท่านถึงมานอนห้องเดียวกับข้าเจ้าคะท่านพี่ หากท่านอาการดีขึ้นแล้วก็กลับห้องท่านเถิด"
"แต่เราเคยแต่งงานกันมาก่อน มีลูกด้วยกันแล้วถึง 3 คน เหตุใดจึงนอนด้วยกันไม่ได้ การแต่งงานในเมืองหลวงแค่การแต่งงานเพื่อรับตำแหน่งชายาเอกเท่านั้น"
หลงเฟยพูดพลางออดอ้อนทำหน้าตาน่าสงสาร
หลิงหลิงเห็นสายตาที่เหมือนแมวเชื่องของเขาก็อดหวั่นใจไม่ได้ เขาจะเป็นแมวได้สักกี่น้ำกัน ตกดึกคงกลายเป็นเสือมาขย้ำนางเป็นแน่
"ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปนอนกับหลงหลง ท่านนอนห้องนี้"
หลิงหลิงพูดพลางรีบลุกขึ้นจะไปหาลูกสาวของตนทันที
หลงเฟยดึงมือนางไว้แล้วกระตุกตัวนางเข้ามาในอ้อมกอด ไม่ยอมให้นางหนีเขาไปอีกแล้ว ก่อนประกบจูบปากนางอย่างหลงใหล เขาลิ้มรสริมฝีปากฉ่ำแดงอย่างผลเชอร์รี่ของนางด้วยความถวิลหา เขาคิดถึงนางมากจนแทบอยากจะกลืนกินนาง ช่วงเวลา 2-3 วันที่นอนห้องเดียวกับนางเขาพยายามอดทนอดกลั้นมากแล้วแม้จะล่วงเกินนางบ้างแต่ก็ไม่กล้าข่มเหงนาง แต่วันนี้เขายอมไม่ได้ นางเป็นภรรยาเขา อย่างไรก็ต้องเป็นของเขา ก่อนที่เขาจะคลุ้มคลั่งไปกว่านี้
"ข้ารักเจ้า เจ้ารักข้าบ้างหรือไม่ เหตุใดเย็นชากับข้านัก"
เมื่อถอนปากออกหลงเฟยก็เอ่ยคำรักออดอ้อนนางทันที เขาเริ่มน้อยใจแล้วที่นางยังไม่ยอมอ่อนข้อให้เขา แม้จะตกลงแต่งงานแต่ก็ยังใจร้ายกับเขาอีก
"ข้าทำเช่นนี้เพื่อดัดนิสัยท่าน หากท่านเหินห่างไม่ส่งข่าวคราวทำตัวเหมือน 3 ปีก่อน ข้าจะยิ่งเย็นชาใส่ท่านมากกว่านี้"
"ข้าไม่ทำแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้ว ภรรยาอภัยให้ได้หรือไม่"
หลิงหลิงอมยิ้มไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้า
หลงเฟยเห็นหลิงหลิงพยักหน้าก็เข้าใจว่านางอนุญาตให้เขาทำตามใจได้แล้ว จึงโถมตัวขึ้นคร่อมนางทันที
"นี่ท่านจะรีบไปไหน ข้าไม่หนีท่านไปไหนแล้ว"
หลิงหลิงพูดพลางขบขันกับท่าทางของสามีตนที่ดูรีบร้อนจนเกินเหตุ
"ข้าอดทนมาหลายวันแล้ว เจ้าไม่เห็นใจข้าหรือ"
"ข้าเห็นใจท่าน เช่นนั้นวันนี้ข้าจะตามใจท่านดีหรือไม่"
หลงเฟยยิ้มหน้าบานก่อนก้มลงจูบนางอย่างดูดดื่ม มือทั้งสองข้างรีบปลดเปลื้องเสื้อผ้าภรรยาและของตนออกอย่างรวดเร็ว
คืนนั้นทั้งคืนหลงเฟยและหลิงหลิงครวญครางส่งเสียงจนหลงเป่าและจิ่วอี้ยังอาย
ในตอนเช้าหลงเป่าและจิ่วอี้ต้องรับหน้าที่ดูแลน้องๆ เด็กแฝด เพราะพ่อแม่ยังไม่ออกจากห้องและบอกว่าคงยังไม่ออกมาอีกหลายวัน พวกเขาต้องคอยส่งข้าวส่งน้ำให้ถึงหน้าประตูห้องทุกวันและเคาะบอก
หลงเป่ามองหน้าน้องสาวน้องชายฝาแฝดของเขาที่เหมือนเด็กถูกทอดทิ้ง พ่อแม่ไม่สนใจ ตั้งแต่คืนดีกัน
หลงหลงและหลงอี้แทบจะไม่ได้เจอพ่อแม่เลยหรือพวกเขาจะทำให้พ่อแม่ทะเลาะกันอีกดีไหมนะ เด็กแฝดคิดในใจพลางมองหน้ากันแล้วถอนหายใจพร้อมกัน
3 วันผ่านไป
ท่านพ่อท่านแม่จึงออกจากห้องนอนได้ ท่านพ่อหน้าตาผ่องใสอิ่มเอิบขึ้นกว่าเมื่อก่อนยิ่งนัก แต่ท่านแม่ดูหน้าตาอ่อนเพลียใต้ตาคล้ำและมองท่านพ่อดุๆ ตลอดเวลา
"สงสัยคงทะเลาะกันแล้วถึงยอมออกมาหาพวกข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ"
หลงหลงเอ่ยออกมาอย่างใสซื่อ นางคิดว่าหากพ่อแม่ทะเลาะกันถึงจะสนใจพวกเขา
หลิงหลิงได้ยินลูกสาวพูดจากที่หน้าตาบึ้งตึงก็อดขำไม่ได้ จึงเดินไปหาลูกสาวพลางลูบหัวนางและลูบหัวหลงอี้ที่นั่งข้างๆ อย่างเบามือด้วยความเอ็นดู พวกเขานั่งรอทานอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะ ส่วนหลงเป่าและจิ่วอี้ช่วยกันทำอาหารอยู่ในครัว
"อาหารมาแล้วเด็กๆ"
จิ่วอี้ยกอาหารมาวางที่โต๊ะ แต่พอเจอหน้าหลิงหลิงกับหลงเฟยนางก็หน้าแดงก่ำ ก้มหน้าลงรีบเดินกลับเข้าครัวไปทันที
"นางเป็นอะไรไป ทำไมถึงรีบเดินเข้าครัวไปเช่นนั้น"
หลงเฟยเห็นท่าทางของลูกสะใภ้ก็งุนงง
"ก็ท่านพ่อท่านแม่นอนร้องเสียงดังทุกวัน พวกข้ากับท่านพี่ได้ยินนะขอรับ พี่สะใภ้ก็ต้องได้ยิน นางคงอายแทนมั้งขอรับที่ท่านพ่อท่านแม่นอนเสียงดัง"
หลงอี้ตอบคำถามแทนพี่สะใภ้ ด้วยความคิดแบบเด็กๆ ของเขา
หลิงหลิงเองก็หน้าแดงขึ้นทันทีพลางหันไปทำตาดุใส่หลงเฟยจนหลงเฟยต้องหลบตาภรรยา
"คราวหน้าพ่อจะไม่เสียงดังแล้วดีหรือไม่"
"ดีเจ้าค่ะ/ดีขอรับ"
เด็กแฝดตอบพร้อมกันอย่างน่ารัก
เมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ไม่กระอักกระอ่วนเวลามองหน้ากันแล้ว หลงเฟยและหลิงหลิง จึงให้ทุกคนเตรียมเก็บข้าวของจำเป็นเพื่อย้ายเข้าเมืองหลวง ขบวนผู้ติดตามของหลงเฟยพักอยู่ในเรือนรับรองของเจ้าเมืองหยางโจว เขาได้ให้องครักษ์เงาไปแจ้งข่าวให้เตรียมตัวออกเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว พวกเขาจึงต้องลงจากบ้านบนเขานี้
"แล้วบ้านหลังนี้เล่าขอรับท่านแม่ ข้าชอบมันมาก อากาศก็ดี"
หลงเป่ากล่าวกับมารดาอย่างเสียดาย
"แม่ยกให้เจ้าดีหรือไม่ เอาไว้มาพักผ่อนกับลูกๆ และภรรยาเจ้าในอนาคตก็ได้ กุญแจบ้านแม่จะเอาให้เจ้าเก็บไว้หรือจะซ่อนไว้ตรงไหนดี มาคราวหน้าเผื่อลืมพกมาก็เก็บซ่อนกุญแจสำรองไว้แถวนี้เอา เครื่องเรือนในนี้ก็ไม่ต้องขนไป ส่วนบ้านในเมืองหยางโจวที่เคยเปิดรักษาคน แม่ให้นายหน้าดูแลปล่อยเช่าให้ ค่าเช่าให้ฝากเข้าโรงรับฝากชื่อลูกนะ ทุกอย่างเป็นชื่อลูก ส่วนน้องๆ แม่ยกกิจการร้านค้าให้คนละแห่งดีหรือไม่"
"ดีขอรับ ข้าชอบที่นี่มากกว่า ไม่ค่อยชอบดูแลร้านค้า แค่ค่าเช่าบ้านในเมืองข้าก็พอใจแล้ว เงินที่เป็นรายได้กิจการที่ท่านแม่แบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งช่วงที่ท่านไม่อยู่ 1 ปียังเหลือเยอะมากขอรับ ข้าแทบไม่ได้ใช้อะไรเลย"
หลิงหลิงพยักหน้าเข้าใจ
"เช่นนั้นก็เอาตามนี้ ไปจัดการเรื่องชื่อเจ้าของบ้านหลังนี้กับบ้านหลังในเมืองเป็นชื่อเจ้าก่อน ของน้องๆ คงต้องรออายุครบ 15 ปีค่อยยกกิจการเหล่านั้นให้ ช่วงนี้รายได้จากกำไรครึ่งหนึ่งของแม่กับเจ้าก็ยังแบ่งให้เหมือนเดิม เพราะแม่อาจจะต้องไหว้วานให้เจ้าไปตรวจดูความเรียบร้อยให้เป็นครั้งคราว"
"ได้ขอรับ ข้าแล้วแต่ท่าน"