สามคนพ่อแม่ลูกเดินเคียงข้างพลางพูดคุยกันอย่างรักใคร่สนุกสนานจนกระทั่งมาถึงยังเรือนบ่าวชายที่เป็เรือนไม้หลังยาวขนาดไม่ใหญ่มากเท่าใดนักเนื่องจากบ่าวไพร่ไม่ได้มีจำนวนมากซอยเป็ห้องแยกเป็สัดส่วนกันบ่าวชายที่พักที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็บ่าวชายที่ยังไม่ได้แต่งงานเนื่องจากกฎของจวนให้บ่าวไพร่ที่จะแต่งงานมีครอบครัวต้องไถ่ถอนตัวออกไปสร้างครอบครัวด้านนอกหรือไม่เช่นนั้นก็ขายตัวทั้งคู่มาเป็บ่าวและลูกที่คลอดมาก็จะเป็บ่าวไปด้วยเพื่อควบคุมไม่ให้จำนวนคนและป้องกันคนนอก ทำให้จวนเ้าเมืองจึงไม่ได้มีบ่าวไพร่มากมายเช่นจวนผู้ดีคนอื่น
ท่านพ่อสั่งบ่าวชายคนหนึ่งไปแจ้งท่านพ่อบ้านว่ามาเยี่ยมเด็กชายที่าเ็รอเพียงครู่เดียวพ่อบ้านก็กระวีกระวาดมาก้มหัวต้อนรับนายท่านของจวน “นายท่าน ฮูหยิน คุณหนู ไม่เห็นต้องมาเองให้ลำบากเลยขอรับบ่าวจะดูแลเขาเป็อย่างดีไม่ให้พวกท่านผิดหวัง”
“ไม่เป็อันใด อย่างไรก็รับมาแล้ว ย่อมต้องดูแลให้ดี” ท่านพ่อตอบกลับแล้วเดินเข้าไปยังห้องพักของเด็กชายในห้องไม่กว้างมากนักแต่สะอาดสะอ้านมีเพียงตั่งไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่และโต๊ะน้ำชาเท่านั้นบนโต๊ะตัวเล็กมีถ้วยยาวางอยู่ควันยังคงลอยกรุ่นแสดงว่าพึ่งต้มมาไม่นานเมื่อมองไปยังเตียงเด็กชายตัวน้อยนอนตะแคงข้างหันหน้ามาทางนางแต่หาได้สบตาไม่
หมอชราที่ถูกตามตัวมาตรวจอาการนั้นเมื่อเห็นเ้าเมืองก็รีบรายงานอาการทันที“เรียนท่านเ้าเมือง ข้าน้อยได้ตรวจอาการเขาแล้วขอรับาแไม่ได้สาหัสทายาเพียงไม่กี่วันจะหายเป็ปกติหากแต่ที่น่ากังวลคือร่างกายที่อ่อนแอเพราะขาดอาหารจนต้องดื่มยาบำรุงอีกพักใหญ่กว่าจะกลับมาเป็ปกติดีขอรับ”
ลู่จื้อดิ้นลงจากแขนของบิดาแล้วเดินมาห่างจากเตียงสองก้าวมองหน้าเด็กชายที่ยามนี้ซีดเซียวไร้สีเืทั้งยังซูบตอบผอมแห้ง “ข้าทำข้าวต้มมาให้กินหน่อยเถิด” เสียงเล็ก ๆกล่าวขึ้นอย่างเอื้ออารีเรียกให้เด็กชายหันมาสบตาก่อนจะเห็นดวงตากลมโตสว่างสดใสทอประกายเห็นอกเห็นใจเมื่อรวมกับน้ำเสียงอาทรที่เอ่ยออกมาราวกับมีแสงสว่างฉายออกมาจากร่างน้อยเป็แสงที่อบอุ่นอ่อนโยนพาให้ใจดวงน้อยเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเขาค่อยๆ พยุงตัวให้ลุกขึ้นนั่งแม้ลำบากเพราะยังระบมอยู่แต่เบาะรองที่ท่านพ่อบ้านนำมาให้นุ่มนิ่มช่วยได้มาก
รอจนนั่งอย่างมั่นคงแล้วเขายื่นมือไปรับถ้วยข้าวต้มที่บ่าวหญิงยื่นมาให้ก่อนจะยกดื่มไปอึกหนึ่งรสชาติหวานหอมลอยออกมาแผ่กระจายเต็มปากน้ำแกงอุ่นร้อนไหลลงสู่ท้องแม้จะกลืนลงไปแล้วหากแต่รสหวานหอมกลับยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้นเขาที่ไม่เคยได้ทานอาหารดี ๆมาก่อนจึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความสงสัยแม้จะไม่รู้ว่าอาหารเลิศรสคือรสชาติแบบใด แต่ข้าวต้มในมือย่อมไม่ใช่ความสามารถของเด็กตัวน้อยนี่เป็แน่นางยังเด็กเกินกว่าจะสามารถทำสิ่งนี่ได้อย่าว่าแต่อร่อยเพียงนี่เลย
ลู่จื้อสังเกตเห็นแววตาสงสัยจากเด็กชายก็ขมวดคิ้วส่งเสียงถามราวกับประท้วง“เ้าไม่เชื่อว่าข้าทำรึ” นางรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อยข้าวต้มถ้วยนี้แม้ไม่ได้ลงมือทำเองหากแต่ก็สั่งการเองทุกขั้นตอนหากร่างกายน้อยๆของนางสามารถขยับได้ดั่งใจเด็กผู้นี้ต้องได้กินอาหารที่อร่อยกว่านี้แน่
“ของเช่นนี้เด็กอย่างเ้าก็ทำได้รึ” เด็กน้อยตรงหน้านางช่างน่ารักนักใบหน้ากลมเล็กดูราวกับลูกแมวที่จะกระโจนมาฝนเล็บบนหน้าเขาอย่างไรอย่างนั้น
เลี่ยงหวงเมื่อเห็นเด็กๆสนทนากันได้ดีก็นั่งลงจิบน้ำชาที่พ่อบ้านนำมาให้ซ้ำยังทานของว่างรออย่างไม่เร่งรีบเหตุผลหนึ่งเพราะเขากลัวว่าหลังจากที่เลี่ยงหรงย้ายไปอยู่กับท่านพ่อตาที่ค่ายทหารแล้วจื้อเอ๋อร์จะเหงาการรับเลี้ยงเด็กคนนี้นอกจากจะได้ช่วยคนสร้างกุศลยังได้เพื่อนเล่นที่ถูกใจให้จื้อเอ๋อร์อีกด้วยนับว่าคุ้มค่า
“ชิ เมื่ออยู่ไปนาน ๆ เ้าก็จะรู้เอง” นางตัดบทอย่างหงุดหงิดที่หงุดหงิดไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้ไม่เชื่อนางแต่เพราะว่าร่างกายนี่มันขยับทำอะไรไม่ได้ดังใจเลยต่างหาก
“เ้าจะให้...ไม่ใช่สิ คุณหนูจะให้ข้าน้อยอยู่ด้วยหรือขอรับ” เขารีบเปลี่ยนคำพูดทันทีที่รู้ตัว ไม่มีใครอยากไปนอนหนาวที่ริมทางไม่มีใครอยากอดอยากไม่มีอาหารกิน เขาเองก็เป็คนปกติทั่วไปหากเด็กน้อยตรงหน้าสามารถมอบชีวิตใหม่ให้เขาย่อมไม่ลังเลที่จะรับไว้แม้จะได้เป็เพียงบ่าวในบ้านก็ยังดีกว่าไปอยู่ข้างนอกไร้ที่ซุกหัวนอน
“อย่าเอ่ยวาจาเช่นนี้อีก เ้าไม่ได้ต่ำต้อยกว่าผู้ใดทั้งสิ้นหากคิดจะอยู่ด้วยกันต่ออย่าได้มองว่าตนเองไม่เหมือนกับข้า เราคือคนเช่นเดียวกัน”นางเอ่ยด้วยวาจาจริงจังหนักแน่น หากนางมองไม่ผิดเด็กคนนี้คงรับนางเข้าไปในใจแล้วถึงได้ยอมเคารพนอบน้อมต่อนางแต่กับคนอื่นแม้แต่ท่านพ่อเองั้แ่เดินเข้ามาเขาหาได้เอ่ยวาจาทักทายทำความเคารพแม้เพียงครึ่งคำ ความตั้งใจแรกของนางนางก็ไม่้าให้เขามาเป็บ่าวหากเพียงอยากช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้นแต่เมื่อผ่านเหตุการณ์การลงโทษ นางเห็นบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาหากนำมาไว้ข้างกายในฐานะบ่าวย่อมเป็คนที่ซื่อสัตย์ภักดียิ่งกว่าใครแต่ยิ่งกว่านั้น หากวางไว้ในฐานะเพื่อนย่อมเป็เพื่อนที่ตายแทนกันได้และนางเองก็้าเพื่อนตายที่จะเติบโตเคียงข้างกันไปจนสิ้นชีวิตในโลกนี้นางมีครอบครัวที่แสนดีแล้วหากมีเพื่อนตายอีกสักคนจะดียิ่งกว่าเดิมเพียงไหนนางเองก็อยากรู้เช่นกัน
“เรามาเป็สหายกันดีหรือไม่ สหายที่จะร่วมเดินเคียงข้างกันไปจนวันตายสหายที่จะไม่มีวันทิ้งให้อีกฝ่ายเผชิญกับปัญหาเพียงลำพังสหายที่พร้อมจะอยู่หรือตายเพื่อสหายได้อย่างแท้จริง” นางเอ่ยถามทั้งส่งแววตามั่นคงไปหาเด็กชายอย่างแน่วแน่หากเขาเปิดใจรับนางเข้าไป มอบความไว้เนื้อเชื่อใจจริงใจคืนมาเช่นนั้นทางเดินในวันข้างหน้าย่อมไม่จำเป็ต้องกลัวสิ่งใดอีกแล้ว
“ข้าจะเดินเคียงข้างเ้าไปตลอดชีวิตเป็สหายที่ไม่มีวันทิ้งเ้าไว้ข้างหลัง ปัญหาใดที่เ้าเผชิญข้าจะเผชิญร่วมกันไปกับเ้าหากเ้าเหนื่อยล้าเดินไปข้างหน้าไม่ไหว ข้าจะเป็ผู้ดันอยู่ข้างหลังเ้าเองข้าให้สัญญา” คำพูดที่หนักแน่นไม่แพ้กันส่งกลับคืนมาทั้งยังแววตามั่นคงจดจ้องกันไปมาส่งรอยยิ้มจริงใจให้แก่กันลู่จื้อล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อแกะเอาเชือกผูกข้อมือออกมาแล้วนำไปผูกให้ที่แขนให้เด็กชายด้วยตนเอง
“เช่นนั้นในฐานะสหายข้าจะตั้งชื่อให้เ้าเอง จากนี้ไปเ้าชื่อว่าจิ๋นหลี่หมายความว่าเหตุผลอันหนักแน่นขอให้ความหนักแน่นมั่นคงของเ้าจงคงอยู่ตลอดไป”ระหว่างที่ผูกนางก็เอ่ยอวยพรให้เข้าไปด้วย
ภาพเด็กสองคนพูดคุยให้คำมั่นสัญญาต่อกันเป็ภาพที่ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องนั้นไม่ว่าจะเป็เลี่ยงหวง ซินเหลียน พ่อบ้านหรือแม้กระทั่งหมอชรามองแล้วต่างรู้สึกประทับใจเป็อย่างยิ่งเด็กทั้งสองต่างอายุยังน้อยก็จริงหากแต่คำสัญญาหาได้ดูเป็เพียงคำลมปากตรงข้ามกลับดูมั่นคงกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียด้วยซ้ำถ้วยชาในมือเลี่ยงหวงที่กำลังยกดื่มชะงักค้างสายตาคมมองตรงไปยังบุตรสาวจื้อเอ๋อร์ของเขาอย่างไรก็ตามอายุยังเพียงสามขวบปีเท่านั้นหากแต่แววตาน้ำเสียงท่าทางเกินกว่าวัยไปมากการกระทำไม่สมวัยแสดงออกมาให้เห็นได้อยู่เป็ระยะ ทั้งยังมีความคิดอ่านเป็ของตนเองเมื่อโตขึ้นคงไม่อาจบังคับนางได้เหมือนเด็กทั่วไปหากเป็ในครอบครัวอื่นคงเรียกเด็กเช่นนี้ว่าดื้อด้านหากแต่สำหรับเขาเด็กเช่นนางเพียงแต่เกิดมาเพื่อเลือกทางของตนเองเท่านั้นเช่นนั้นก็ไม่จำเป็ต้องบังคับ นางอยากทำอะไรก็ให้นางทำเถิด หากไม่หนักหนาหรืออันตรายเขาก็จะไม่ขัดเลี่ยงหวงส่งสัญญาณเรียกพ่อบ้านเขามาใกล้ก่อนจะกระซิบสั่งงาน
“จิ๋นหลี่เมื่อเ้าเป็สหายของจื้อเอ๋อร์จากนี้ไปให้นับเป็ครอบครัวคนหนึ่งของของข้ามีศักดิ์เป็คุณชายรองของจวนเ้าเมืองต่อไปให้เรียกข้าและซินเอ๋อร์ว่าท่านพ่อท่านแม่เช่นจื้อเอ๋อร์เรียกเถิดหากอยากทำสิ่งใดเรียนรู้สิ่งใดสามารถบอกได้เต็มที่อย่าได้เกรงใจ” เขาประกาศก้องเสียงดัง
“จิ๋นหลี่คารวะท่านพ่อท่านแม่ขอรับ” จิ๋นหลี่พยายามนำตัวเองลงมาจากเตียงโดยมีลู่จื้อช่วยประคองท่านแม่คนใหม่ก็เขามาลูบหน้าลูบตาเขาอย่างเอ็นดู
ยามนี่เขามีทั้งชื่อมีทั้งครอบครัวมีทั้งสหายชีวิตนี้คงไม่้าสิ่งใดอีกหากไม่ใช่เพราะมือน้อยที่ช่วยฉุดดึงจากความมืดมิดเช่นนั้นชีวิตเขาจากนี้ไม่รู้จะเป็เช่นไรต่อไปหากนางอยากได้สหายที่จริงใจเขาจะเป็คนที่จริงใจต่อนางที่สุดให้ได้ต่อให้คนทั้งโลกโกหกนางเขาจะเป็คนพูดความจริงต่อนางเองหากใครปรารถนาจะทำร้ายนางเช่นนั้นก็ต้องข้ามศพเขาไปก่อนแล้ว!
“เ้าเป็คุณชายรองของจวนเ้าเมืองเช่นนั้นข้าก็มีศักดิ์เป็พี่สาวเ้าใช่หรือไม่เช่นนั้นจากนี้ให้เรียกข้าพี่สาว ตกลงหรือไม่?” นางเอ่ยหยอกล้อส่งผลให้คนที่ยืนข้างๆ หน้าแดงขึ้นมาทันทีไม่รู้ว่าเพราะอายหรือโมโหกันแน่
“เ้าเด็กกว่าข้าจะเป็พี่สาวได้อย่างไรเ้าต่างหากที่ต้องเรียกข้าว่าพี่ชาย” เมื่อตั้งสติสงบความหงุดหงิดในใจได้จิ๋นหลี่ก็ตอบกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
“พอเถิดจิ๋นหลี่ยามนี้ให้พักรักษาตัวที่นี่ก่อนหากเคลื่อนไหวสะดวกเมื่อไหร่ให้ย้ายไปอยู่ที่เรือนเหยี่ยวขาวใกล้กับเรือนอินทรีของเลี่ยงหรงพี่ชายของจื้อเอ๋อร์แล้วกันทานอาหาร ดื่มยาแล้วพักผ่อนร่างกายจะได้ฟื้นตัวโดยเร็ว” เสียงของเลี่ยงหวงขัดทัพได้ดียิ่งจิ๋นหลี่เอ่ยรับคำก่อนจะกลับไปนั่งทานข้าวต้มบนเตียงอย่างสงบลู่จื้อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่มีสิ่งใดต้องเป็ห่วงอีกนางจึงเอ่ยลาทั้งยังสั่งจิ๋นหลี่ไม่ให้ลืมกินยาก่อนจะเข้าไปหาบิดาให้อุ้มพาเดินกลับเรือนแสงจันทร์ของตัวเองที่จริงนางเองก็เดินได้คล่องมากแล้วแต่ว่าขาเล็กนี่ไปไหนมาไหนไม่ค่อยเร็วดังใจเท่าให้บิดาอุ้มทั้งสะดวกสบายและรวดเร็วอย่างยิ่ง
หกเดือนผ่านไป
ยามนี้นางท่านพ่อท่านแม่และคนอื่น ๆในจวนยืนรอส่งคุณชายรองของจวนไปร่ำเรียนการต่อสู้จากสำนักคุ้มภัยชื่อดังเนื่องด้วยจิ๋นหลี่อยากเรียนการต่อสู้มาไว้เพียงเพื่อใช้ดูแลคนในครอบครัวเท่านั้นไม่ได้อยากเป็ทหารจึงไม่เป็การเหมาะควรที่จะส่งไปเรียนกับท่านตาผลสุดท้ายเมื่อปรึกษากันไปมาท่านพ่อก็ตัดสินใจส่งเขาไปเรียนกับสำนักคุ้มภัยซื่อเจียนแทนสำนักคุ้มภัยชื่อดังนี้ไม่รับใช้ราชสำนัก ทั้งยังมีศิษย์ไม่มากโชคดีที่ท่านพ่อเคยมีวาสนาได้พบพานท่านเ้าสำนักจนนับถือกับเป็สหายจิ๋นหลี่จึงเข้าเป็ศิษย์ได้อย่างราบรื่นจิ๋นหลี่เองแม้จะอยู่รักษาตัวที่จวนจนร่างกายแข็งแรงจะกินเวลาถึงหกเดือนแต่ด้วยนิสัยไม่ใช่คนช่างพูดจาทำให้คนที่เขายอมเปิดปากคุยด้วยมีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น
“จิ๋นหลี่จากนี้ต้องดูแลตนเองให้ดีการศึกษาเล่าเรียนต้องขยันแต่อย่างไรก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วย” ท่านพ่อเอ่ยย้ำกับจิ๋นหลี่น้ำเสียงมีความเป็ห่วงอยู่หลายส่วน
“หลี่เอ๋อร์ ต้องทานอาหารมาก ๆ เข้าไว้รู้หรือไม่อย่าลืมเขียนจดหมายมาถึงแม่บ้าง” ท่านแม่ยกผ้าเช็ดซับหัวตาที่มีน้ำเอ่อคลอขณะย่อตัวลงไปลาเด็กชาย
ลู่จื้อกวาดสายตามองจิ๋นหลี่ั้แ่หัวจรดเท้าร่างกายที่เคยซูบผอมแก้มตอบกลับมีเนื้อมีหนังเต็มอิ่มหน้าตาผ่องใสนับว่าดีกว่าแต่ก่อนจนไม่อาจเปรียบเทียบกันได้ทั้งยังมีแววโตไปจะหล่อเหลาเอาการไม่เบาดูท่า ไอ้ท่าทางเ็าหนักแน่นนี้คงเรียกสาว ๆ มาสนใจได้ไม่น้อย
“อยู่นู่นอาหารไม่อร่อยเท่าที่ข้าทำ แต่เ้าก็จำใจกินหน่อยละกันนะเ้าก้อนหิน”นางเอ่ยหยอกล้อ ทั้งยังยกยอตนเองอย่างราบรื่นหกเดือนที่ผ่านมาอาหารส่วนใหญ่ที่ให้เ้านายในจวนกินเป็ฝีมือของนางกว่าครึ่งเนื่องจากเมื่อท่านพ่อเห็นนางอยากทำครัวนอกจากไม่ขัดยังสนับสนุนเต็มที่ แรก ๆด้วยความเป็ห่วงก็พากันมานั่งเฝ้านางทำอาหารกันทั้งสามคนอยู่เป็เดือนพอเวลาผ่านไปเมื่อเห็นว่านางทำได้ดีไม่มีติดขัดกระทั่งมีดยังไม่เคยบาดก็รามือกันไปเอง นางจึงกลายเป็แม่ครัวน้อยประจำจวนแล้ว
“เ้าเองก็ระวังอย่ากินเยอะจนกลมกลายเป็กลิ้งแทนเดินละกันเ้าซาลาเปาไส้หมูแดง” น่าตายนัก! ก้อนหินเดินได้นี่ชักเอาใหญ่แล้วนับวันยิ่งชอบล้อว่านางอ้วนขึ้นตอนแรกเพราะตั้งใจจะขุนเขานางเลยทำอาหารบำรุงให้มากหน่อยเขาเองก็รั้งนางอยู่กินเป็เพื่อนทุกครั้งสุดท้ายคนที่เริ่มอ้วนท้วนสมบูรณ์เกินไปดันเป็นางเสียได้ขณะที่เขาเพียงแค่ดูมีน้ำมีเนื้อมากขึ้นเท่านั้น ์ไม่ยุติธรรมนางกินเท่าเขาเลยนะ!
“ซาลาเปาบ้านเ้านะสิเ้าก้อนหิน เ้าออกเดินทางไปเลยไป” นางตวัดตามองค้อนอย่างงอนๆหน้าแค่เริ่มบวมนิดหน่อยแถมผิวขาวจนเห็นเส้นเืเท่านั้นมันเล่นเรียกนางซาลาเปาไส้หมูแดงชิ กลับมาเมื่อไหร่นางจะเอายาถ่ายใส่ข้าวให้กิน
“ลูกคารวะท่านพ่อท่านแม่ ลูกจะตั้งใจศึกษาขอรับ” จิ๋นหลี่หันไปคารวะท่านพ่อกับท่านแม่ที่ยืนหัวเราะขบขันไม่เหลือซึ่งความเศร้าเสียใจจากภาพการเถียงกันเมื่อครู่
เมื่อบอกลาท่านพ่อท่านแม่แล้วจิ๋นหลี่ก็เดินมาหยุดยืนตรงหน้านางทั้งยังรั้งนางไปกอดแน่นพลางตบลงบนหลังเบาๆ ก่อนจะเอ่ยสัญญาเสียงหนักแน่นให้ได้ยินกับเพียงสองคน “ข้าจะตั้งใจเรียน เมื่อกลับมาจะแข็งแกร่งขึ้นจะปกป้องเ้าและครอบครัวไม่ให้มีใครมาทำร้ายจะไม่ยอมให้โอกาสที่เ้ามอบให้เป็เพียงความว่างเปล่าข้าให้สัญญาสหายรัก” เมื่อเอ่ยทุกสิ่งที่้าหมดเข้าก็เตรียมเดินจากไปขึ้นรถม้าหากแต่มือน้อยกลับรั้งแขนเอาไว้
“จงดูแลตนเองให้ดี เรียนต่อสู้ย่อมต้องเจ็บตัวบ้างแต่ห้ามปล่อยให้สาหัสหากประลองแล้วไม่ไหวให้ยอมแพ้ห้ามฝืนร่างกายตนเองเด็ดขาดการยอมแพ้ก่อนไม่ใช่เื่ผิดอย่าเห็นแก่ศักดิ์ศรีโง่ ๆจะปกป้องข้าและครอบครัวได้เ้าต้องแข็งแรงก่อน จำคำข้าไว้ให้ดี” มือน้อยยัดเอาสายรัดมือเส้นยาวที่ลงมือปักเองใส่มือเด็กชาย
เขาไม่ได้หันกลับมามองเพียงแต่กำสายนั้นไว้แน่นเห็นนางปักมาหลายวันนึกไม่ถึงนี่จะเป็ของเขา ทุกย่างก้าวที่เดินหนักแน่นมั่นคงเมื่อเข้ามานั่งในรถม้ามือที่กำไว้ค่อยคลายออกนำสายรัดมือเส้นยาวสีดำสนิทขึ้นมาดูนางปักซาลาเปาลูกน้อยเคียงข้างกับก้อนหินด้านล่างมีคำว่า เผิงโย่ว (เพื่อน)ปักด้วยด้ายสีแดงเด่นชัด รูปแบบไม่ได้งดงามที่สุดเส้นด้ายเรียงร้อยอย่างไม่ประณีตเท่าใดนัก แต่งดงามในความรู้สึกมองดูจนพอใจก็นำมันมารัดมือเอาไว้ให้ติดกับตัวตลอด จากนี้ไม่มีนางมาคุยเล่นด้วยมีทางเดียวคือตั้งใจเรียนให้จบกลับมาที่‘บ้าน’ ให้เร็วที่สุดเท่านั้น
สิบปีต่อมา
“จื้อเอ๋อร์ต้องตั้งใจอีกรู้หรือไม่ เสียงพิณของลูกแทบจะไม่พัฒนาขึ้นเลย”ซินเหลียนบ่นลูกสาวอย่างหนักใจบุตรสาวของนางเริ่มเรียนการบ้านการเรือนั้แ่อายุหกขวบจนยามนี้สิบสามปี เขียนภาพกาพย์กลอน หมากล้อม เย็บปักล้วนทำได้ดี แต่การดีดพิณนั้นนับว่าย่ำแย่ไม่ว่าจะเคี่ยวเข็ญสักเพียงใดเสียงพิณของนางก็ราวกับมีคนทุบทำลายพิณ
ลู่จื้อหดคอลงอย่างหวาดกลัวแต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ ไม่ว่านางจะพยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถดีดออกมาให้เป็เพลงได้ไม่สิ อย่าว่าแต่เป็เพลงเลย แค่ดีดเป็เสียงพิณยังไม่สามารถเลยด้วยซ้ำ!
“โธ่ ท่านแม่เ้าขาลูกมันโง่เง่าไม่อาจเรียนเพลงพิณเข้าใจก็จริงแต่เดินหมาก เย็บปัก เขียนภาพ กาพย์กลอนหรือแม้แต่ทำอาหารก็ล้วนทำได้ดียิ่งแล้วเช่นนั้นท่านแม่ก็ปล่อยผ่านไม่ได้หรือเ้าคะ” ลู่จื้อนวดแขนออดอ้อนมารดาอย่างเต็มที่นางไม่อยากเรียนแล้วเสียเวลา สู้เอาเวลาไปอ่านตำราสมุนไพร หรือทำอาหารก็ไม่ได้ที่ผ่านมานางตั้งใจเรียนอย่างสุดตัวก็เพื่อให้บทเรียนกุลสตรีของท่านแม่ผ่านไปไวที่สุดแต่คาดไม่ถึงนางไม่อาจเอาชนะการดีดพิณได้แม้แต่น้อย
เพื่อไม่ให้การศึกษาสมุนไพรของนางต้องหยุดชะงักลงคงต้องพึ่งเ้าดวงตากลมโตนี่อีกครั้งแล้ว แม้หน้าตาของนางจะหาได้งามล่มเมืองแต่ไม่ได้ก็ธรรมดาจนดาษดื่นที่พิเศษคือดวงตาดั่งลูกกวางที่ไม่ว่าจะสบตากับใครล้วนไม่อาจตัดใจปฏิเสธคำขอของนางได้ลงคอนางทดลองใช้มันไปหลายครั้งพบว่าส่วนใหญ่ล้วนได้ผลทั้งสิ้นยกเว้นก็เพียงแต่คนแก่สายตาฝ้าฟางกับคนตาบอดเท่านั้นที่ไม่อาจใช้ได้
“อย่ามามองแม่อย่างนี้นะลู่จื้อ หมากล้อม เขียนภาพ กาพย์กลอนเย็บปักและเพลงพิณล้วนเป็คุณสมบัติของสตรีชั้นสูง จะขาดสิ่งใดไปได้อย่างไร”ท่านแม่ชี้แจ้งโดยที่ไม่ได้สบสายตานางแต่อย่างใดเพียงเท่านี้ลู่จื้อก็รู้ว่าท่านแม่ใจอ่อนแล้ว
“ท่านแม่คนงามของจื้อเอ๋อร์ จื้อเอ๋อร์มิสามารถทำให้ท่านแม่พอใจได้จื้อเอ๋อร์อกตัญญูแล้วเพียงแต่ว่าจื้อเอ๋อร์เรียนดีดพิณมาสามปีไม่อาจพัฒนาได้เช่นนี้ไม่เท่ากับว่า์คงไม่ได้อยากให้ลูกดีดพิณหรอกหรือเ้าคะ” นางไม่ปล่อยจังหวะให้ว่างกล่อมท่านแม่ต่ออย่างว่องไวทั้งยังเสนอดวงดาดำขลับงดงามไปให้มองได้ถนัดอีกด้วย
“เฮ้อ ก็ได้ ๆ แม่ยอมเ้าแล้วจื้อเอ๋อร์์คงไม่อยากให้ลูกดีดพิณจริงแต่ก็นับว่าทดแทนให้ลูกไม่น้อยฝีมือการทำอาหารของลูกพ่อครัวอันดับหนึ่งของตงเป่ยยังไม่สู้” แม้ในใจจะมีรอยผิดหวังอยู่บ้างแต่ก็นับว่าบางเบาหากเทียบกับความภูมิใจที่มีให้บุตรสาว ลูก ๆ ของนางทุกคนล้วนฉลาดเฉลียวคนพี่ฝีมือการรบเก่งกาจจนขึ้นเป็ถึงหัวหน้านายกองด้วยอายุเพียงสิบแปดปีคนน้องฝีมือการทำอาหารเป็เลิศทั้งยังรอบรู้เื่สมุนไพรแตกฉานคนสุดท้องลูกชายบุญธรรมกลายเป็ศิษย์รักอันดับหนึ่งของเ้าสำนักคุ้มภัยชื่อดัง ‘ซื่อเจียน’ ถึงขั้นวางตัวไว้สืบทอดสำนักจนจากเดิมที่สามารถกลับมาอยู่ที่บ้านได้ั้แ่สองปีที่แล้ว จึงต้องไป ๆ มา ๆเพื่อเรียนรู้งานดูแลสำนักไปด้วย จะมีแม่ที่ไหนไม่มีความสุขเล่า
“อีกไม่กี่วันหรงเอ๋อร์กับหลี่เอ๋อร์จะกลับมาแล้วครานี้กลับมาพร้อมกันบ้านเราคงครึกครื้นไม่น้อยทีเดียวยากนักที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน” ท่านแม่ลูบหน้าลูบตานางพลางเอ่ยอย่างมีความสุข
“คงวุ่นวายเอาเื่มากกว่าเ้าคะเจอกันทีไรต้องทะเลาะกันให้ลูกปวดหัวทุกที” นางเอ่ยหน้างอง้ำเหตุใดต้องเป็นางที่คอยห้ามทัพทุกที
“ฮึฮึ จื้อเอ๋อร์ลูกก็รู้ดีว่าสองคนนั้นไม่ได้รังเกียจกันเพียงแต่ไม่รู้จะแสดงออกเช่นไรก็เท่านั้น จึงชวนทะเลาะกันแก้เขินอาย ทำราวกับเป็เด็กน้อย”ท่านแม่พูดถูกห้าปีที่แล้วสองคนนั้นกลับบ้านพร้อมกันครั้งแรกผลคือเถียงกันบ้านแทบแตกคนหนึ่งชวนทะเลาะหาเื่คุย อีกคนกวนบาทาหน้านิ่งเถียงกันไปมาเกือบออกไปประมือกันหลายรอบกว่าาจะสงบนางเหนื่อยแทบตายครานี้มาเจอกันอีกนางต้องหาตะกร้อมาครอบปากไว้กระมัง
เมื่อผลสรุปคือนางไม่ต้องเรียนเพลงพิณอีกต่อไปนางจึงนั่งคุยเล่นกับท่านแม่อีกเพียงครู่เดียวก็ขอตัวกลับมาที่เรือนเพื่อศึกษาสมุนไพรต่อสมุนไพรที่นี่ต่างจากที่โลกนู้นอยู่หลายส่วนแม้มีหลายอย่างที่คล้ายกันหากแต่สรรพคุณก็ไม่เท่ากัน นางไม่ได้เก่งกล้าสามารถพอจะเป็หมอเพียงแต่เรียนรู้ถึงสรรพคุณและพิษเพื่อนำมาประกอบการทำอาหารเท่านั้นหากไม่ระวังแล้วคนที่กินอาหารนางไปกินยาตัวอื่นที่แสลงกันอาจเกิดอาการป่วยเข้าแทรกได้
การทำอาหารไม่อาจทำเป็เล่นได้อาหารไม่ใช่เพียงต่อชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็สิ่งสำคัญที่ช่วยดูแลสุขภาพอาการป่วยบางอย่างอาจเกิดจากการกินอาหารไม่ถูกกับร่างกายหรือบางคนอาจตายเพราะกินอาหารแสลงกับยานางที่เป็แม่ครัวจึงจำเป็ต้องใส่ใจเื่นี้ให้มากน่าเสียดายที่ในยุคสมัยเช่นนี้นางคงไม่มีโอกาสได้เปิดร้านอาหารเหมือนชาติก่อนอีกถึงท่านพ่อจะตามใจนาง แต่นางก็ไม่อาจเอาเกียรติของสกุลมาล้อเล่นได้ เฮ้อสังคมโบราณช่างกดขี่ผู้หญิงเหลือเกิน
เมื่อนางโตพอจะอ่านออกเขียนได้โดยแตกฉานนางแอบเข้าห้องหนังสือเอาตำราประวัติศาสตร์บ้านเมืองมาไขข้อข้องใจให้ตนเองว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่แต่เมื่ออ่านโดยละเอียดแล้วกลับพบว่า เป็ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่นางเคยคุ้นชินไม่แน่ใจว่าเพราะโบราณเกินบันทึก โลกนู้นยังไม่พบหลักฐานหรือว่าเป็โลกคนละใบกันแน่
ชาตินี้นางเกิดในแผ่นดินแคว้นฉินปกครองโดยราชสกุลฉางกวนฮ่องเต้องค์ใหม่เถลิงราชย์ต่อจากบิดาไปเมื่อแปดปีที่แล้วนามว่า ฉางกวน เฟยหลงปัจจุบันพระชนม์มายุยี่สิบเก้าชันษานับว่าเป็ฮ่องเต้ที่ครองราชย์อายุน้อยที่สุดั้แ่เริ่มสถาปนาแผ่นดินฉินมานอกจากแคว้นฉินแล้วยังมีแคว้นที่เป็เพื่อนบ้านกันอยู่อีกสามแคว้น คือ แคว้นลิ่วแคว้นฉุยและแคว้นเกา กับสองแคว้นหลังนับว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีในระดับหนึ่งเพราะแคว้นฉินเป็แคว้นใหญ่แคว้นเล็กย่อมเกรงในอำนาจอยู่บ้างแต่กลับแคว้นลิ่วที่มีแสนยานุภาพใกล้เคียงกันกลับระหองระแหง
นางพับหนังสือที่อ่านเก็บไปบนชั้นแล้วเตรียมตัวออกไปเตรียมอาหารเย็นให้บิดาและมารดาหน้าที่นี้เป็ของนางมาโดยตลอดยิ่งโตนางก็ยิ่งสามารถปรุงอาหารได้ดีขึ้น เผลอ ๆอาจจะทำได้ดีกว่าโลกนู้นด้วยซ้ำด้วยว่าวัตถุดิบที่ปราศจากสารพิษและอากาศและน้ำที่ไม่มีมลพิษมาเจือปน
……….
ขอให้อ่านให้สนุกอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ
1 คอมเมนต์ = 1 กำลังใจ
หอมราตรีกาล