โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 70 สิ่งมีชีวิตบนชั้นที่ 2

    บทที่ 70 สิ่งมีชีวิตบนชั้นที่ 2

     

     

     

    เวลาผ่านไปเนิ่นนานทุ่งหญ้าโดยรอบยังคงว่างเปล่าและไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆแม้เนินเขาแห่งนี้จะเงียบสงบจนช่วยประโลมจิตใจได้ดีแต่พวกเราก็ไม่สามารถนั่งพักต่อไปได้อีกแล้ว

     

    สาเหตุก็เพราะตอนนี้ทุกคนล้วนหิวและกระหายน้ำอย่างรุนแรงผลกระทบจากการเอาชีวิตรอดในชั้นที่ 1 กำลังแสดงออกมาทำให้ไม่มีใครทนรอได้อีกต่อไป

     

    เมื่อตระหนักได้ว่าไม่สามารถรั้งรอได้อีกต่อไปทุกคนจึงตัดสินใจออกเดินทางสำรวจพร้อมกันทันที

     

    สำหรับผม คงต้องขอบคุณการรักษาของลิลลี่ที่ช่วยให้สามารถลุกขึ้นเดินเหินได้ตามปกติ

     

    แม้เนื้อตัวจะยังปวดระบมอยู่บ้างแต่เมื่อเปิดใช้งานทักษะสมาธิมันก็ทำให้ผมขยับร่างกายได้อย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากยามปกติ

     

    ระหว่างที่เดินลงจากเนินเขาผมเลือกขยับขึ้นมาเดินนำหน้าเคียงคู่กับเทสเพื่อใช้ประสาทสัมผัสช่วยตรวจจับกลิ่นอายมานา และเฝ้าระวังศัตรูที่อาจซ่อนอยู่

     

    พอก้าวเดินไปได้สักพักผมก็เปิดประเด็นเริ่มบทสนทนาที่ค้างคาไว้ก่อนหน้านี้ทันที

     

    "ผมเลือกอาชีพแล้วนะเป็นผู้ถ่ายเทมานา หลักๆคือช่วยเสริมเรื่องการไหลเวียนและควบคุมกระแสพลังน่ะ"

     

    ผมบอกพลางหันไปมองเธอ

     

    "แล้วอาชีพที่เธอเลือกละ?"

     

    เทสพยักหน้ารับก่อนจะอธิบายสั้นๆ

     

    "ฉันเลือกผู้พิทักษ์พายุมีความสามารถควบคุมสายฟ้าผ่านพลังจิต แล้วก็อัดกระแสไฟฟ้าแรงสูงลงในอาวุธขว้างได้ และมันยังช่วยเสริมระยะตรวจจับของตาทิพย์ให้ดีขึ้นด้วย"

     

    ผมแอบวิเคราะห์ตามในใจ...

     

    พลังจิตผสมผสานกับธาตุสายฟ้าแถมยังเพิ่มระยะตรวจจับของดวงตาอีก อาชีพนี้ทรงพลังและยืดหยุ่นในการใช้งานจริงมาก

     

    คิดแล้วผมก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันก็เป็นอาชีพที่เหมาะกับเธอมากจริงๆ

     

    "แล้วของลิลลี่ล่ะ?"

     

    ผมถามต่อพลางเหลือบมองไปทางเด็กสาวที่เดินรั้งท้ายกลุ่มโดยมีเจ้าบิสกิตคอยวิ่งไล่งับทุกสิ่งทุกอย่างที่ขยับได้อยู่ข้างทาง

     

    "เธอเลือกไม่ถูกสุดท้ายฉันเลยช่วยเลือกอาชีพตามที่นายเคยแนะนำเธอไว้นั่นแหละ"

     

    “สอดประสานที่ขัดแย้ง ใช่ไหม?”

     

    เทสพยักหน้าแทนคำตอบ

     

    สำหรับผมแล้ว มันคือตัวเลือกที่ดี และเหมาะกับความสามารถของเธอมากที่สุดในบรรดาอาชีพทั้งห้าที่ปรากฏขึ้นมา

     

    มันเป็นอาชีพที่มีสองขั้วในตัวมีทั้งพลังในการฟื้นฟูรักษา และการสลายเวทมนตร์เพื่อทำลายอุปสรรคหรือสังหารศัตรูไปพร้อมกัน

     

    แม้ลึกๆผมจะอยากให้เธอเป็นคนเลือกมันด้วยตัวเองมากกว่า แต่ก็พอเข้าใจได้

     

    ถึงการร้องไห้ระเบิดอารมณ์เมื่อก่อนหน้านี้จะช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นแต่อาการของเธอในตอนนี้ก็ยังห่างไกลจากคำว่าปกติ

     

    เธอกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ก็จริงทว่าในแววตานั้นยังคงไร้ซึ่งแรงจูงใจที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

     

    แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมีใครยื่นมือเข้าไปช่วยได้มีเพียงตัวเธอเองเท่านั้นที่ต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง

     

    นอกจากลิลลี่แล้วอีกคนที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันก็คือคิม

     

    เด็กหนุ่มแยกตัวออกห่างจากทั้งกลุ่มของผมและคนอื่นๆ อย่างชัดเจน

     

    เขาเดินเว้นระยะตามมาห่างๆด้วยใบหน้าที่เฉยชาไร้ความรู้สึก

     

    ใจจริงผมก็อยากจะเดินเข้าไปพูดคุยด้วยแต่ก็นั่นแหละ คนอย่างผมไม่ได้เก่งเรื่องปลอบประโลมใครและไม่รู้เลยว่าคำพูดของตัวเองจะช่วยเยียวยาหรือทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม

     

    เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้คงต้องปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองเพื่อสงบสติอารมณ์ และปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงอันกะทันหันนี้ให้ได้เสียก่อน

     

    "มีทะเลสาบอยู่ข้างหน้าค่ะแล้วก็มีลำธารไหลผ่านด้วย"

     

    เสียงของเทสปลุกให้ทุกคนตื่นตัวขึ้นมาทันทีแววตาของแต่ละคนล้วนจุดประกายความหวัง

     

    เมื่อได้ยินแบบนั้นผมก็ไม่รอช้ารีบเร่งฝีเท้าตรงไปข้างหน้าทันที

     

    ไม่นานนักภาพอันงดงามของทะเลสาบก็ปรากฏสู่สายตา ผืนน้ำใสสะอาดสะท้อนแสงแดดประกายระยิบระยับลอนคลื่นม้วนตัวเอื่อยๆ ตามแรงลมเคียงคู่ไปกับลำธารสายเล็กที่ไหลผ่าน บรรยากาศดูสงบสุขราวกับภาพวาด

     

    "เสียดายที่พวกเราไม่มีอะไรมาต้มน้ำเลย"

     

    แฮดวินขมวดคิ้วบ่นตามสไตล์ตาลุงอมทุกข์

     

    "งั้นลุงก็ลองจิบสักอึก เบิกทางดูก่อนไหมค่าความทนทานคุณสูงที่สุดอยู่แล้วนี่"

     

    ผมแหย่

     

    "ไปไกลๆ เลย!"

     

    ชายแก่สวนกลับทันควัน

     

    ในขณะที่คนอื่นๆ ยังคงยืนลังเลเจ้าบิสกิตก็เดินตามมาถึง

     

    เจ้าหมาแสนรู้ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อยมันวิ่งหน้าตั้งเข้าไปเลียกินน้ำในลำธารข้างทะเลสาบทันที

     

    ผมมองสายน้ำที่ไหลเอื่อยด้วยความหิวกระหายความเย็นฉ่ำตรงหน้ามันช่างล่อตาล่อใจจนเกินจะทนไหวสุดท้ายผมจึงตัดสินใจทิ้งตัวกระโดดลงไปในลำธารเสียงดัง

     

    ตูม!

     

    ผมปล่อยให้ร่างกายจมดิ่งลงสู่ความเย็นสดชื่นเพื่อชะล้างคาวเลือดและเหงื่อไคลมันให้ความรู้สึกเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

     

    ทว่าเมื่อโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำคนทั้งกลุ่มกลับยืนจ้องผมเป็นตาเดียว พวกเขาทำหน้าเอือมระอาออกมา

     

    "แนะนำให้ขยับไปตักน้ำกินข้างบนนะ แถวนี่มีคนจองแล้ว"

     

    ผมกล่าวพลางลูบใบหน้าอย่างสดชื่น

     

    "แกทุเรศชะมัด"

     

    แฮดวินสบถพลางแสดงสีหน้าบูดบึ้งออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง

     

    ตาลุงนี่หมดคราบผู้นำที่แสนดีไปนานแล้วและไม่มีใครในกลุ่มเชื่อถือเขาอีกต่อไป

     

    จะมีก็เพียงเจ้าคู่แฝดนรกคู่นั้นเท่านั้นที่ยังคงเดินตามเขาต้อยๆซึ่งผมเดาว่าเหตุผลที่พวกนั้นเลือกเกาะติดแฮดวิน คงไม่ใช่เพราะศรัทธาในตัวลุงนั้นหรอกแต่เป็นเพราะกลัวทักษะบงการจิตใจของโชอี้มากกว่า

     

    ผมปีนกลับขึ้นฝั่งพลางวักน้ำขึ้นมาจิบเล็กน้อย

     

    รสชาติดีใช้ได้เลยแฮะ...ที่เหลือก็แค่รอดูว่าอีกสักชั่วโมงข้างหน้า ผมกับเจ้าบิสกิตจะตายเพราะพิษหรือเปล่า

     

    "มีศัตรูค่ะ!"

     

    เทสเอ่ยเตือน

     

    ผมรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนพลางแผ่มานาออกไปสำรวจตามทิศทางที่เธอชี้ทันทีสัมผัสที่สะท้อนกลับบอกว่าเป็นมอนสเตอร์เลเวลปานกลาง

     

    ไม่กี่อึดใจพุ่มไม้ตรงหน้าก็สั่นไหวพร้อมกับการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง

     

    [กระต่ายมีเขา - เลเวล 9]

     

    มันคือกระต่ายป่าขนสีขาวราวกับหิมะมีดวงตาสีแดงฉาน และเขาแหลมขนาดเล็กอยู่กลางหน้าผาก

     

    มันดูนุ่มนิ่มไร้ทางสู้จนปกติแล้วคงไม่มีใครคิดจะทำร้าย

     

    แต่ในสภาวะที่หิวกระหายจนหน้ามืดตามัวพวกเราไม่สนความน่ารักหน้าไหนทั้งนั้น และพุ่งตัวเข้าใส่มันราวกับฝูงหมาป่าทันที!

     

    โชอี้เป็นคนแรกที่เปิดฉากโจมตีเธอระเบิดมานาหมายจะแทรกซึมเข้าควบคุมจิตใจของมันขณะที่เทสใช้พลังจิตยกหินก้อนหนึ่งบนพื้นขึ้นมาแล้วขว้างออกไป

     

    ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่การโจมตีของทั้งสองจะถึงตัวเจ้ากระต่ายกลับระเบิดความเร็วออกมา และอันตรธานหายเข้าไปในป่าทึบทันที

     

    มันรวดเร็วปานสายฟ้าจนดวงตาของผมจับภาพแทบไม่ทันด้วยซ้ำไป

     

    "มันหนีพ้นระยะตรวจจับของฉันไปแล้ว!"

     

    เทสอุทานอย่างตกตะลึง

     

    ทุกคนต่างยืนอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจเพราะรู้ดีว่าระยะการตรวจจับจากทักษะตาทิพย์ของเทสนั้นกว้างไกลมากแต่เจ้ามอนสเตอร์หน้าขนตัวนี้กลับวิ่งหนีรอดไปได้ในพริบตา

     

    ซึ่งนั่นหมายความว่าความเร็วของมันเหนือชั้นกว่ามอนสเตอร์ทุกตัวที่เราเคยพบเจอมาอย่างสิ้นเชิง

     

    ขณะที่ทุกคนต่างอ้าปากตกตะลึงกับสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดหวั่นนั้น เสียงหัวเราะขบขันก็ดังขึ้น

     

    "ฮ่าๆ ตลกชะมัด"

     

    มันเป็นเสียงทุ้มต่ำที่ไม่คุ้นเคย และดังมาจากมุมมืดของป่าทึบ

     

    ผมรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่เสียงของคนในกลุ่มอย่างแน่นอน

     

    ผมหันขวับไปทางต้นเสียงพร้อมกับปลดปล่อยมานาเพื่อใช้ทักษะตรวจจับทันทีด้วยทักษะจากอาชีพใหม่ทำให้ผมสามารถแผ่ขยายขอบเขตการรับรู้สแกนรอบตัวได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางขึ้นกว่าเดิมมาก

     

    ทว่า... แม้จะขยายขอบเขตการรับรู้ไปจนสุดแล้วข้อมูลที่สะท้อนกลับมากลับมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น!

     

    “นี่เป็นครั้งแรกสำหรับข้าเลย... ที่เห็นอะไรที่น่าอนาถแบบนี้”

     

    เสียงประหลาดนั้นดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ผมไล่สายตาตามทิศทางไปจนเห็นร่างของชายคนหนึ่งกำลังยืนกอดอกอยู่ใต้ต้นไม้

     

    น่าแปลกทั้งที่ผมเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้นแต่ผมกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมานาจากร่างกายของเขาได้เลย มันดูราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้

     

    ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางจ้องมองตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของชายลึกลับ

     

    [หน่วยสอดแนมเร้นมานา - เลเวล ???]

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน