กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 44 เจ้าล่วงเกินข้า

         บรรยากาศ ณ เวทีประลองในวันนี้ดูเหมือนเหล่าทายาทตระกูลสการ์เชียจะกลายเป็นจุดสนใจมากที่สุดไปเสียแล้ว  ด้วยความแข็งแกร่งของแอเรียสจึงส่งผลให้มาเชลที่อยู่ตระกูลเดียวกันถูกจับจ้องอยู่เช่นกัน  หลายคนคิดว่าบางทีมาเชลอาจจะกำลังซ่อนไพ่ตายอันน่าตกตะลึงเอาไว้ก็เป็นได้ 

        

         แต่ตอนนี้ดูเหมือนหลายสายตาบนที่นั่งชมจะจ้องมองมาทางที่นั่งของผู้นำตระกูลสการ์เชียเช่นกัน 

     

         “ ฟาร์ฮาน เจ้าเคยบอกกับข้าเองไม่ใช่รึว่าหลานชายเจ้าเป็นผู้ไร้พลังเวท “

     

        เสียงของดยุคโคเว่นเอ่ยถามด้วยความสงสัย ที่นั่งของผู้นำตระกูลสการ์เชียกับดยุคโคเว่นนั้นอยู่ห่างกันไม่มากนัก ทำให้เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังมากนักก็สามารถพูดคุยกันได้  แม้น้ำเสียงจะไม่ดังมากนักแต่ก็ทำให้ผู้คนรอบๆพากันเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ

     

         คำถามของดยุคโคเว่นมันเป็นสิ่งที่คาใจของทุกคนเช่นกัน เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครแต่เอ่ยปากถามขึ้นมา 

     

         “ เดิมทีข้าเองก็ปักใจเชื่อเช่นกันว่าหลานชายข้าเป็นผู้ไร้พลังเวท  แต่เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน  อยู่ๆวันหนึ่งพลังเวทในร่างของหลานชายข้าก็ตื่นขึ้นข้าเองเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดก็เลยไม่ได้ประกาศออกไปให้ทุกคนทราบเรื่องนี้ เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับท่านดยุค “

     

          ฟาร์ฮานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ดยุคโคเว่นนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมืองแห่งนี้อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นถึงเชื้อพระวงศ์จึงทำให้ฟาร์ฮานต้องเคารพดยุคโคเว่นเช่นนี้ 

     

        ฟาร์ฮานเลือกที่จะเอ่ยคำโป้ปดออกไปแทนที่จะบอกว่าพลังของแอเรียสพึ่งตื่นขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน  พลังและพรสวรรค์ของแอเรียสนั้นแข็งแกร่งจนเกินไปซึ่งนั่นอาจจะนำภัยร้ายมาสู่ตัวของเขาได้ ราชสีห์ที่ยังไม่โตเต็มวัยมันก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของหมาจิ้งจอกได้ 

     

         “ เพียงสองปีกลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้..  ดูเหมือนเหล่าทวยเทพจะอวยพรให้กับเจ้าเสียแล้วฟาร์ฮาน  นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเมืองเบอเนียร์จริงๆที่มีนักเวทผู้แข็งแกร่งกำเนิดขึ้นอีกคน  ไว้วันหน้าข้าคงต้องถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนตระกูลสการ์เชียสักหน่อย“

     

         เมื่อได้ยินคำตอบของฟาร์ฮานก็ทำให้ดยุคโคเว่นตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี  การที่มีนักเวทที่แข็งแกร่งอีกหนึ่งคนเกิดขึ้นในเมืองเบอเนียร์ก็นับเป็นการเพิ่มกำลังสำคัญในอนาคตให้กับเมืองเบอเนียร์เช่นกัน  แตกต่างกับอีกหลายคนที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างต่างกันออกไป  สายตาหลายคู่เต็มไปด้วยความตกตะลึง  แต่บางคนก็เต็มไปด้วยความอิจฉา  แม้จะมีหลายคนที่เคลือบแครงในคำพูดของฟาร์ฮานแต่ก็ไม่มีใครถามอะไรออกไปอีก  ความสนใจถูกเพ่งมาที่เวทีการประลองอีกครั้ง

     

        ในตอนนี้หากนับรวมแอเรียสแล้วก็เหลือผู้เข้าแข่งขันอยู่เพียงสิบคนเท่านั้น นี่นับเป็นสิบอันดับนักเวทรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเบอเนียร์ก็ว่าได้  ไม่ว่าจะเป็นนักเวทอัจฉริยะอย่างลูเซียส  มัลเลอร์ นักเวทอัคคีผู้บ้าคลั่งอามันโด้ โจฮันเนส หรือม้ามืดผู้แข็งแกร่งอย่างแอเรียส  สการ์เชีย หรือแม้แต่อีกเจ็ดคนที่เหลือก็นับว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเช่นกัน 

     

         “ หมายเลขสองร้อยห้าสิบหก  ประลองกับหมายเลขเก้าสิบ !! “

     

         เสียงประกาศของร็อกโก้ดังขึ้นอีกครั้ง ในการประลองในรอบนี้แอเรียสเป็นคู่แรกที่จะต้องขึ้นไปต่อสู้  แอเรียสกระโดดขึ้นไปบนเวทีด้วยความรวดเร็ว มันแทบจะพร้อมเพรียงกับคู่ต่อสู้ของเขาเลยก็ว่าได้

     

          “ หือ..“

     

         แอเรียสอุทานออกมาเบาๆด้วยความแปลกใจ คู่ต่อสู้ของเขาในครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นนักเวทสาวคนหนึ่ง  หน้าตาของนางก็จัดได้ว่าสวยสมวัย  น่าอกหน้าใจของนางก็กำลังอยู่ในช่วงกำลังเติบโต อายุน่าจะมากกว่าแอเรียสอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  นางจ้องมาทางแอเรียสด้วยสายตาซุกซน  พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากของนาง

     

         “เป็นอะไรไปรึแอเรียสถึงได้มองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น “

     

         นางพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะเล็กๆ 

     

         “ เจ้ารู้จักข้า? “

     

         แอเรียสถามด้วยความแปลกใจ

     

         “ ทำไมข้าจะไม่รู้เจ้าล่ะ ตอนนี้ทั่วทั้งงานประลองมีใครบ้างที่ไม่รู้จักเจ้า แล้วอีกอย่างเจ้าหลงลืมพี่สาวคนนี้ไปแล้วหรืออย่างไร “

     

         นางปิดปากหัวเราะเล็กๆ  ท่าทางของนางยิ่งทำให้แอเรียสรู้สึกสงสัยในตัวนางมากขึ้น 

     

         “ ..โคลลี่“

     

         แอเรียสพึมพำออกมาแผ่วเบา  ในที่สุดเขาก็จดจำนางได้เสียที  นี่เป็นลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งของเขา  นางเป็นบุตรสาวของพี่ชายมาเรียหรือก็คือบุตรสาวของลุงแอเรียสนั่นเอง 

     

         นางมีชื่อว่าโคลลี่  ริชาร์ท นางเกิดก่อนแอเรียสสองปี แอเรียสเคยพบเจอนางก็เพียงตอนยังเด็กก็เท่านั้น ที่พอจะจดจำได้ก็คือนางเองมักจะกลั่นแกล้งเขาอยู่เสมอเมื่อยามที่เขาไปยังตระกูลริชาร์ท  ความจริงแล้วแอเรียสแทบจะไม่คุ้นเคยกับคนในตระกูลริชาร์ทเลยก็ว่าได้เพราะเมื่อรู้ว่าแอเรียสเป็นผู้ไร้พลังเวท บานประตูของตระกูลก็ไม่ค่อยจะเปิดต้อนรับแอเรียสสักเท่าใดนัก 

     

         “ เรียกพี่สาวห้วนๆแบบนั้นไม่น่ารักเลยนะคิกๆๆ หวังว่าเจ้าคงจะออมมือให้กับพี่สาวคนนี้บ้างนะ “

     

         โคลลี่พูดออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะร่ายเวทเข้าจู่โจมแอเรียส

     

         บอลวารี !!

     

        พลังเวทรวมตัวกันด้วยธาตุวารีเป็นบอลน้ำลูกทรงกลมพุ่งเข้ามาจู่โจมแอเรียส แต่ทั้งความเร็วในการร่ายเวทและความเร็วในการโจมตีสำหรับแอเรียสแล้วมันช่างเชื่องช้านัก   ระดับพลังของนางมีเพียงนักเวทฝึกหัดขั้นที่หกเท่านั้น สำหรับแอเรียสแล้วมันช่างง่ายดายนักหากคิดจะจัดการกับนาง 

     

         “ เจ้าบอกให้ข้าออมมืออย่างงั้นสินะ.. “

     

         แอเรียสยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ออกที่ร่างของเขาจะพลิ้วไหวไปบนเวทีประลองราวกับมัจฉาที่แหวกว่ายอยู่ในสายธาร บอลวารีลูกที่สองถูกส่งมาโจมตีแอเรียสอีกครั้งแต่มันก็ทำได้เพียงเฉียดไปใกล้ๆแอเรียสเท่านั้น  มันไม่แม้แต่จะโดนชายผ้าคลุมของเขาด้วยซ้ำไป

     

         ปั๊ปปป !!

     

         เสียงฝ่ามือของแอเรียสที่หวดลงที่ก้นของโคลลี่ดังสนั่นอยู่ทั่วเวทีประลอง แรงหวดจากฝ่ามือของแอเรียสมันทำให้ร่างของโคลลี่ที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากขอบเวทีประลองมากนักร่วงลงจากเวทีไป การกระทำของแอเรียสตกอยู่ในสายตาของผู้คนทั่วทั้งงานประลอง  มันทำให้หลายคนจ้องมองมาด้วยความตกตะลึงในวิธีการของเขา  บ้างก็ก่นด่าแอเรียสออกมา โดยเฉพาะมารดาของแอเรียสที่เห็นการกระทำของเขาก็ได้แต่ทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

     

          “ เจ้า!! เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า !! “

     

          โคลลี่ตะโกนออกมาด้วยความฉุนเฉียว  หน้าของนางแดงซ่านไปทั่วด้วยความโกรธและความอาย  ไม่เคยมีบุรุษคนไหนทำเช่นนี้กับนางมาก่อน และไม่เคยมีใครทำให้นางรู้สึกอับอายเช่นนี้มาก่อนเช่นกัน  ความรู้สึกเจ็บและชาที่ก้นของนางยังคงรู้สึกได้อยู่ หากเปิดออกดูคงจะเห็นรอยแดงเป็นรูปฝ่ามือของแอเรียสอย่างแน่นอน  มันช่างเป็นการล่วงเกินแบบไร้ซึ่งยางอายใดๆ สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกโกรธเข้าไปอีกคงไม่พ้นการที่เจ้าปีศาจตัวน้อยนั่นยังคงยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดีโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆอยู่บนเวทีประลองนั่น

     

         “ ก็เจ้าบอกเองไม่ใช่รึไงว่าให้ข้าออมมือให้กับเจ้า  นี่ข้าก็ออมมือให้กับเจ้าแล้วไง  หรือเจ้าอยากจะให้ข้าใช้เท้าของข้าเตะไปที่ก้นใหญ่ๆของเจ้า“

     

         แอเรียสพูดปนหัวเราะออกมาเล็กๆอย่างอารมณ์ดี ความรู้สึกอันนุ่มนวลยังคงติดอยู่ที่ฝ่ามือของเขา เขายืนยิ้มเล็กๆที่มุมปากก่อนที่จะพริ้วกายลงจากเวทีประลองไปโดยไม่ได้สนใจนางอีก  แม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแต่เขาก็ไม่ได้มีความสนิทใดๆกับนางมากนักแม้แต่ใบหน้าของนางเขายังแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำไป ส่วนที่เขาทำเช่นนั้นกับนางก็เป็นเพียงความนึกสนุกของเขาก็เพียงเท่านั้น

     

          “ คอยดูเถอะข้าจะล้างแค้นเจ้าให้ได้แอเรียส!! “

     

         เมื่อเห็นว่าแอเรียสจากไปโดยไม่ได้สนใจใยดีนางหรือแม้จะเอ่ยคำขอโทษสักคำมันก็ทำให้โคลลี่ยิ่งโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้าไปใหญ่ นางค่อยๆลุกขึ้นมาก่อนที่จะเดินออกไปด้วยความอับอาย แม้จะไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากนักแต่การโจมตีของแอเรียสก็ทำให้ท่าเดินของนางดูแปลกไปอยู่เล็กน้อย

     

         หลังจากการประลองของแอเรียสจบลงแล้วการประลองในคู่ต่อไปก็เต็มไปด้วยความดุเดือด มีคนหนึ่งที่รีบเอ่ยยอมแพ้ทันทีที่ได้เจอกับอามันโด้ มันรู้ดีว่าหากสู้ไปก็ไม่มีทางที่จะชนะอยู่ดีและการโจมตีของอามันโด้นับว่าโจมตีอย่างบ้าคลั่งหากสู้ไปก็มีแต่จะทำให้มันบาดเจ็บหนักเสียมากกว่า  อย่างน้อยหากมันไม่บาดเจ็บหนักมันก็ยังมีโอกาสที่จะติดหนึ่งในเก้าอยู่

     

         ในที่สุดการประลองทั้งห้าคู่ก็จบลง  ผู้ที่ติดอันดับห้าคนแรกส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเหล่านักเวทที่ผู้คนต่างคาดหวังเอาไว้  แอเรียส ลูเซียส  อามันโด้  และมาเชล แต่มีนักเวทนามว่าสเวนที่ดูเหมือนจะเป็นม้ามืดอีกหนึ่งคน เขาอายุได้ยี่สิบปีแล้วและไม่ได้สังกัดอยู่ในตระกูลใหญ่ตระกูลไหนเลยแม้แต่ตระกูลเดียว พลังเวทของเขาอยู่ในขั้นนักเวทฝึกหัดขั้นที่เก้านับว่าแข็งแกร่งอยู่ในระดับทัดเทียมกับลูเซียส  แต่บุคลิคที่ดูเงียบขรึมทำให้เขาไม่ได้โดดเด่นนักในการประลองรอบก่อนหน้า

     

         “ กติกาในรอบนี้!! พวกเจ้าทั้งห้าคนจะต้องประลองกันทั้งหมดสี่รอบ ผู้ที่สามารถเอาชนะทุกคนในที่นี่ได้ก็จะได้รับอันดับหนึ่งไปครอง  !! ขอทวยเทพจงอวยพร“

     

          เสียงประกาศของร็อกโก้ดังขึ้นอีกครั้ง  กติกาในรอบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจยากเย็นนัก เพียงแค่ผู้เข้าแข่งทุกคนจะต้องต่อสู้กับอีกสี่คนที่เหลือคนละหนึ่งรอบ  หากใครชนะติดต่อกันทั้งสี่รอบก็ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในการประลองครั้งนี้ 

     

         “ หมายเลขสิบสาม  ประลองกับหมายเลขแปดสิบเจ็ด !! “

     

         ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศอามันโด้ก็กระโดดขึ้นไปยังเวทีทันที  ก่อนที่ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขแปดสิบเจ็ดจะพริ้วร่างขึ้นไปบนเวทีเช่นกัน  สเวนนั่นเองที่เป็นคู่ต่อสู้ของอามันโด้ 

     

         “ หากเจ้าไม่อยากเจ็บตัวก็รีบยอมแพ้ไปซะ  บอกไว้ก่อนว่าดาบของข้ามันไม่มีตาหรอกนะ “

         

         แม้ระดับพลังของอามันโด้จะต่ำกว่าสเวนอยู่หนึ่งขั้นแต่มันก็หาได้เกรงกลัวใดๆเลยแม้แต่น้อย  ดาบในมือของมันนั้นเป็นถึงอาวุธเวทระดับกลาง  แม้แต่ระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สองอย่างแอเรียสก็หาทำให้มันเกรงกลัวใดๆไม่

     

         แต่ดูเหมือนจะไร้เสียงตอบรับใดๆจากชายหนุ่มผู้เงียบขรึม  เขาทำเพียงนำดาบเล่มหนึ่งออกมาก่อนจะร่ายเวทออกมาเท่านั้น วงแหวนเวทสีฟ้าปรากฏรอบพื้นใต้ฝ่าเท้าของเขาก่อนที่มันจะจางหายไป 

     

         “ หึ กล้าเมินข้ารึ!! “

     

          เมื่อเห็นอีกฝ่ายเมินเฉยอามันโด้ก็พุ่งเข้าโจมตีด้วยความเกรี้ยวกราดทันที ดาบในมือของอามันโด้ถูกจุดขึ้นด้วยเวทอัคคีอันร้อนแรง  มันพุ่งเข้าโจมตีสเวนด้วยความเกรี้ยวกราด เสียงปะทะกันของดาบทั้งสองเล่มดังอยู่ทั่วบริเวณ  ดาบในมือของสเวนก็เป็นอาวุธเวทเช่นกันแม้มันจะเป็นเพียงระดับต่ำก็ตาม 

     

          ดาบของอามันโด้โหมกระหน่ำเข้าฟาดฟันสเวนอย่างรุนแรง  ผู้คนต่างคาดเดากันว่าสเวนคงต้องตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้อย่างแน่นอนเพราะเขาทำได้เพียงตั้งรับเท่านั้น  แต่แอเรียสเองไม่ได้คิดเช่นนั้น ‘ ใช้เวทวารีสร้างกับดักเอาไว้สินะ  ช่างเป็นนักเวทที่น่าสนใจนัก ‘

     

        ทันใดนั้นอามันโด้ก็รู้สึกได้ว่าขาของมันไม่สามารถขยับไปไหนได้ เมื่อมันก้มมองที่เท้าของมันเวทสีฟ้าครามคล้ายกับเถาวัลย์ที่รัดแน่นเอาไว้ มันพยายามทำลายเวทที่พันธนาการเท้าของมันเอาไว้แต่ดูเหมือนจะไร้ผล 

     

         “ เจ้าแพ้แล้ว“

     

         เสียงอันราบเรียบเอ่ยขึ้นมา พร้อมกับความรู้สึกอันเย็นเฉียบของใบมีดที่จ่อลงใกล้กับลำคอของอามันโด้ แม้จะรู้สึกเจ็บใจแต่มันก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไป

     

          “ หมายเลขสองร้อยห้าสิบหกประลองกับหมายเลขหนึ่งร้อยห้าสิบ “

     

          เสียงประกาศของร็อกโก้ปลุกโสตประสาทของแอเรียสให้ตื่นตัวด้วยความตื่นเต้น  รังสีสังหารจางๆแผ่ออกมาจากทั่วร่างของเขา ‘ในที่สุดข้าก็ได้โอกาสตอบแทนเจ้าเสียที..มาเชล ! “

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน