บรรยากาศ ณ เวทีประลองในวันนี้ดูเหมือนเหล่าทายาทตระกูลสการ์เชียจะกลายเป็นจุดสนใจมากที่สุดไปเสียแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของแอเรียสจึงส่งผลให้มาเชลที่อยู่ตระกูลเดียวกันถูกจับจ้องอยู่เช่นกัน หลายคนคิดว่าบางทีมาเชลอาจจะกำลังซ่อนไพ่ตายอันน่าตกตะลึงเอาไว้ก็เป็นได้
แต่ตอนนี้ดูเหมือนหลายสายตาบนที่นั่งชมจะจ้องมองมาทางที่นั่งของผู้นำตระกูลสการ์เชียเช่นกัน
“ ฟาร์ฮาน เจ้าเคยบอกกับข้าเองไม่ใช่รึว่าหลานชายเจ้าเป็นผู้ไร้พลังเวท “
เสียงของดยุคโคเว่นเอ่ยถามด้วยความสงสัย ที่นั่งของผู้นำตระกูลสการ์เชียกับดยุคโคเว่นนั้นอยู่ห่างกันไม่มากนัก ทำให้เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดังมากนักก็สามารถพูดคุยกันได้ แม้น้ำเสียงจะไม่ดังมากนักแต่ก็ทำให้ผู้คนรอบๆพากันเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ
คำถามของดยุคโคเว่นมันเป็นสิ่งที่คาใจของทุกคนเช่นกัน เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครแต่เอ่ยปากถามขึ้นมา
“ เดิมทีข้าเองก็ปักใจเชื่อเช่นกันว่าหลานชายข้าเป็นผู้ไร้พลังเวท แต่เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน อยู่ๆวันหนึ่งพลังเวทในร่างของหลานชายข้าก็ตื่นขึ้นข้าเองเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดก็เลยไม่ได้ประกาศออกไปให้ทุกคนทราบเรื่องนี้ เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับท่านดยุค “
ฟาร์ฮานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ดยุคโคเว่นนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมืองแห่งนี้อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นถึงเชื้อพระวงศ์จึงทำให้ฟาร์ฮานต้องเคารพดยุคโคเว่นเช่นนี้
ฟาร์ฮานเลือกที่จะเอ่ยคำโป้ปดออกไปแทนที่จะบอกว่าพลังของแอเรียสพึ่งตื่นขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน พลังและพรสวรรค์ของแอเรียสนั้นแข็งแกร่งจนเกินไปซึ่งนั่นอาจจะนำภัยร้ายมาสู่ตัวของเขาได้ ราชสีห์ที่ยังไม่โตเต็มวัยมันก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของหมาจิ้งจอกได้
“ เพียงสองปีกลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้.. ดูเหมือนเหล่าทวยเทพจะอวยพรให้กับเจ้าเสียแล้วฟาร์ฮาน นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเมืองเบอเนียร์จริงๆที่มีนักเวทผู้แข็งแกร่งกำเนิดขึ้นอีกคน ไว้วันหน้าข้าคงต้องถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนตระกูลสการ์เชียสักหน่อย“
เมื่อได้ยินคำตอบของฟาร์ฮานก็ทำให้ดยุคโคเว่นตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี การที่มีนักเวทที่แข็งแกร่งอีกหนึ่งคนเกิดขึ้นในเมืองเบอเนียร์ก็นับเป็นการเพิ่มกำลังสำคัญในอนาคตให้กับเมืองเบอเนียร์เช่นกัน แตกต่างกับอีกหลายคนที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างต่างกันออกไป สายตาหลายคู่เต็มไปด้วยความตกตะลึง แต่บางคนก็เต็มไปด้วยความอิจฉา แม้จะมีหลายคนที่เคลือบแครงในคำพูดของฟาร์ฮานแต่ก็ไม่มีใครถามอะไรออกไปอีก ความสนใจถูกเพ่งมาที่เวทีการประลองอีกครั้ง
ในตอนนี้หากนับรวมแอเรียสแล้วก็เหลือผู้เข้าแข่งขันอยู่เพียงสิบคนเท่านั้น นี่นับเป็นสิบอันดับนักเวทรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเบอเนียร์ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเวทอัจฉริยะอย่างลูเซียส มัลเลอร์ นักเวทอัคคีผู้บ้าคลั่งอามันโด้ โจฮันเนส หรือม้ามืดผู้แข็งแกร่งอย่างแอเรียส สการ์เชีย หรือแม้แต่อีกเจ็ดคนที่เหลือก็นับว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเช่นกัน
“ หมายเลขสองร้อยห้าสิบหก ประลองกับหมายเลขเก้าสิบ !! “
เสียงประกาศของร็อกโก้ดังขึ้นอีกครั้ง ในการประลองในรอบนี้แอเรียสเป็นคู่แรกที่จะต้องขึ้นไปต่อสู้ แอเรียสกระโดดขึ้นไปบนเวทีด้วยความรวดเร็ว มันแทบจะพร้อมเพรียงกับคู่ต่อสู้ของเขาเลยก็ว่าได้
“ หือ..“
แอเรียสอุทานออกมาเบาๆด้วยความแปลกใจ คู่ต่อสู้ของเขาในครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นนักเวทสาวคนหนึ่ง หน้าตาของนางก็จัดได้ว่าสวยสมวัย น่าอกหน้าใจของนางก็กำลังอยู่ในช่วงกำลังเติบโต อายุน่าจะมากกว่าแอเรียสอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นางจ้องมาทางแอเรียสด้วยสายตาซุกซน พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากของนาง
“เป็นอะไรไปรึแอเรียสถึงได้มองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น “
นางพูดออกมาพร้อมกับหัวเราะเล็กๆ
“ เจ้ารู้จักข้า? “
แอเรียสถามด้วยความแปลกใจ
“ ทำไมข้าจะไม่รู้เจ้าล่ะ ตอนนี้ทั่วทั้งงานประลองมีใครบ้างที่ไม่รู้จักเจ้า แล้วอีกอย่างเจ้าหลงลืมพี่สาวคนนี้ไปแล้วหรืออย่างไร “
นางปิดปากหัวเราะเล็กๆ ท่าทางของนางยิ่งทำให้แอเรียสรู้สึกสงสัยในตัวนางมากขึ้น
“ ..โคลลี่“
แอเรียสพึมพำออกมาแผ่วเบา ในที่สุดเขาก็จดจำนางได้เสียที นี่เป็นลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งของเขา นางเป็นบุตรสาวของพี่ชายมาเรียหรือก็คือบุตรสาวของลุงแอเรียสนั่นเอง
นางมีชื่อว่าโคลลี่ ริชาร์ท นางเกิดก่อนแอเรียสสองปี แอเรียสเคยพบเจอนางก็เพียงตอนยังเด็กก็เท่านั้น ที่พอจะจดจำได้ก็คือนางเองมักจะกลั่นแกล้งเขาอยู่เสมอเมื่อยามที่เขาไปยังตระกูลริชาร์ท ความจริงแล้วแอเรียสแทบจะไม่คุ้นเคยกับคนในตระกูลริชาร์ทเลยก็ว่าได้เพราะเมื่อรู้ว่าแอเรียสเป็นผู้ไร้พลังเวท บานประตูของตระกูลก็ไม่ค่อยจะเปิดต้อนรับแอเรียสสักเท่าใดนัก
“ เรียกพี่สาวห้วนๆแบบนั้นไม่น่ารักเลยนะคิกๆๆ หวังว่าเจ้าคงจะออมมือให้กับพี่สาวคนนี้บ้างนะ “
โคลลี่พูดออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะร่ายเวทเข้าจู่โจมแอเรียส
บอลวารี !!
พลังเวทรวมตัวกันด้วยธาตุวารีเป็นบอลน้ำลูกทรงกลมพุ่งเข้ามาจู่โจมแอเรียส แต่ทั้งความเร็วในการร่ายเวทและความเร็วในการโจมตีสำหรับแอเรียสแล้วมันช่างเชื่องช้านัก ระดับพลังของนางมีเพียงนักเวทฝึกหัดขั้นที่หกเท่านั้น สำหรับแอเรียสแล้วมันช่างง่ายดายนักหากคิดจะจัดการกับนาง
“ เจ้าบอกให้ข้าออมมืออย่างงั้นสินะ.. “
แอเรียสยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ออกที่ร่างของเขาจะพลิ้วไหวไปบนเวทีประลองราวกับมัจฉาที่แหวกว่ายอยู่ในสายธาร บอลวารีลูกที่สองถูกส่งมาโจมตีแอเรียสอีกครั้งแต่มันก็ทำได้เพียงเฉียดไปใกล้ๆแอเรียสเท่านั้น มันไม่แม้แต่จะโดนชายผ้าคลุมของเขาด้วยซ้ำไป
ปั๊ปปป !!
เสียงฝ่ามือของแอเรียสที่หวดลงที่ก้นของโคลลี่ดังสนั่นอยู่ทั่วเวทีประลอง แรงหวดจากฝ่ามือของแอเรียสมันทำให้ร่างของโคลลี่ที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากขอบเวทีประลองมากนักร่วงลงจากเวทีไป การกระทำของแอเรียสตกอยู่ในสายตาของผู้คนทั่วทั้งงานประลอง มันทำให้หลายคนจ้องมองมาด้วยความตกตะลึงในวิธีการของเขา บ้างก็ก่นด่าแอเรียสออกมา โดยเฉพาะมารดาของแอเรียสที่เห็นการกระทำของเขาก็ได้แต่ทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ เจ้า!! เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า !! “
โคลลี่ตะโกนออกมาด้วยความฉุนเฉียว หน้าของนางแดงซ่านไปทั่วด้วยความโกรธและความอาย ไม่เคยมีบุรุษคนไหนทำเช่นนี้กับนางมาก่อน และไม่เคยมีใครทำให้นางรู้สึกอับอายเช่นนี้มาก่อนเช่นกัน ความรู้สึกเจ็บและชาที่ก้นของนางยังคงรู้สึกได้อยู่ หากเปิดออกดูคงจะเห็นรอยแดงเป็นรูปฝ่ามือของแอเรียสอย่างแน่นอน มันช่างเป็นการล่วงเกินแบบไร้ซึ่งยางอายใดๆ สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกโกรธเข้าไปอีกคงไม่พ้นการที่เจ้าปีศาจตัวน้อยนั่นยังคงยืนยิ้มอย่างอารมณ์ดีโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆอยู่บนเวทีประลองนั่น
“ ก็เจ้าบอกเองไม่ใช่รึไงว่าให้ข้าออมมือให้กับเจ้า นี่ข้าก็ออมมือให้กับเจ้าแล้วไง หรือเจ้าอยากจะให้ข้าใช้เท้าของข้าเตะไปที่ก้นใหญ่ๆของเจ้า“
แอเรียสพูดปนหัวเราะออกมาเล็กๆอย่างอารมณ์ดี ความรู้สึกอันนุ่มนวลยังคงติดอยู่ที่ฝ่ามือของเขา เขายืนยิ้มเล็กๆที่มุมปากก่อนที่จะพริ้วกายลงจากเวทีประลองไปโดยไม่ได้สนใจนางอีก แม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแต่เขาก็ไม่ได้มีความสนิทใดๆกับนางมากนักแม้แต่ใบหน้าของนางเขายังแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำไป ส่วนที่เขาทำเช่นนั้นกับนางก็เป็นเพียงความนึกสนุกของเขาก็เพียงเท่านั้น
“ คอยดูเถอะข้าจะล้างแค้นเจ้าให้ได้แอเรียส!! “
เมื่อเห็นว่าแอเรียสจากไปโดยไม่ได้สนใจใยดีนางหรือแม้จะเอ่ยคำขอโทษสักคำมันก็ทำให้โคลลี่ยิ่งโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้าไปใหญ่ นางค่อยๆลุกขึ้นมาก่อนที่จะเดินออกไปด้วยความอับอาย แม้จะไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากนักแต่การโจมตีของแอเรียสก็ทำให้ท่าเดินของนางดูแปลกไปอยู่เล็กน้อย
หลังจากการประลองของแอเรียสจบลงแล้วการประลองในคู่ต่อไปก็เต็มไปด้วยความดุเดือด มีคนหนึ่งที่รีบเอ่ยยอมแพ้ทันทีที่ได้เจอกับอามันโด้ มันรู้ดีว่าหากสู้ไปก็ไม่มีทางที่จะชนะอยู่ดีและการโจมตีของอามันโด้นับว่าโจมตีอย่างบ้าคลั่งหากสู้ไปก็มีแต่จะทำให้มันบาดเจ็บหนักเสียมากกว่า อย่างน้อยหากมันไม่บาดเจ็บหนักมันก็ยังมีโอกาสที่จะติดหนึ่งในเก้าอยู่
ในที่สุดการประลองทั้งห้าคู่ก็จบลง ผู้ที่ติดอันดับห้าคนแรกส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเหล่านักเวทที่ผู้คนต่างคาดหวังเอาไว้ แอเรียส ลูเซียส อามันโด้ และมาเชล แต่มีนักเวทนามว่าสเวนที่ดูเหมือนจะเป็นม้ามืดอีกหนึ่งคน เขาอายุได้ยี่สิบปีแล้วและไม่ได้สังกัดอยู่ในตระกูลใหญ่ตระกูลไหนเลยแม้แต่ตระกูลเดียว พลังเวทของเขาอยู่ในขั้นนักเวทฝึกหัดขั้นที่เก้านับว่าแข็งแกร่งอยู่ในระดับทัดเทียมกับลูเซียส แต่บุคลิคที่ดูเงียบขรึมทำให้เขาไม่ได้โดดเด่นนักในการประลองรอบก่อนหน้า
“ กติกาในรอบนี้!! พวกเจ้าทั้งห้าคนจะต้องประลองกันทั้งหมดสี่รอบ ผู้ที่สามารถเอาชนะทุกคนในที่นี่ได้ก็จะได้รับอันดับหนึ่งไปครอง !! ขอทวยเทพจงอวยพร“
เสียงประกาศของร็อกโก้ดังขึ้นอีกครั้ง กติกาในรอบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจยากเย็นนัก เพียงแค่ผู้เข้าแข่งทุกคนจะต้องต่อสู้กับอีกสี่คนที่เหลือคนละหนึ่งรอบ หากใครชนะติดต่อกันทั้งสี่รอบก็ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในการประลองครั้งนี้
“ หมายเลขสิบสาม ประลองกับหมายเลขแปดสิบเจ็ด !! “
ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศอามันโด้ก็กระโดดขึ้นไปยังเวทีทันที ก่อนที่ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขแปดสิบเจ็ดจะพริ้วร่างขึ้นไปบนเวทีเช่นกัน สเวนนั่นเองที่เป็นคู่ต่อสู้ของอามันโด้
“ หากเจ้าไม่อยากเจ็บตัวก็รีบยอมแพ้ไปซะ บอกไว้ก่อนว่าดาบของข้ามันไม่มีตาหรอกนะ “
แม้ระดับพลังของอามันโด้จะต่ำกว่าสเวนอยู่หนึ่งขั้นแต่มันก็หาได้เกรงกลัวใดๆเลยแม้แต่น้อย ดาบในมือของมันนั้นเป็นถึงอาวุธเวทระดับกลาง แม้แต่ระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สองอย่างแอเรียสก็หาทำให้มันเกรงกลัวใดๆไม่
แต่ดูเหมือนจะไร้เสียงตอบรับใดๆจากชายหนุ่มผู้เงียบขรึม เขาทำเพียงนำดาบเล่มหนึ่งออกมาก่อนจะร่ายเวทออกมาเท่านั้น วงแหวนเวทสีฟ้าปรากฏรอบพื้นใต้ฝ่าเท้าของเขาก่อนที่มันจะจางหายไป
“ หึ กล้าเมินข้ารึ!! “
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเมินเฉยอามันโด้ก็พุ่งเข้าโจมตีด้วยความเกรี้ยวกราดทันที ดาบในมือของอามันโด้ถูกจุดขึ้นด้วยเวทอัคคีอันร้อนแรง มันพุ่งเข้าโจมตีสเวนด้วยความเกรี้ยวกราด เสียงปะทะกันของดาบทั้งสองเล่มดังอยู่ทั่วบริเวณ ดาบในมือของสเวนก็เป็นอาวุธเวทเช่นกันแม้มันจะเป็นเพียงระดับต่ำก็ตาม
ดาบของอามันโด้โหมกระหน่ำเข้าฟาดฟันสเวนอย่างรุนแรง ผู้คนต่างคาดเดากันว่าสเวนคงต้องตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้อย่างแน่นอนเพราะเขาทำได้เพียงตั้งรับเท่านั้น แต่แอเรียสเองไม่ได้คิดเช่นนั้น ‘ ใช้เวทวารีสร้างกับดักเอาไว้สินะ ช่างเป็นนักเวทที่น่าสนใจนัก ‘
ทันใดนั้นอามันโด้ก็รู้สึกได้ว่าขาของมันไม่สามารถขยับไปไหนได้ เมื่อมันก้มมองที่เท้าของมันเวทสีฟ้าครามคล้ายกับเถาวัลย์ที่รัดแน่นเอาไว้ มันพยายามทำลายเวทที่พันธนาการเท้าของมันเอาไว้แต่ดูเหมือนจะไร้ผล
“ เจ้าแพ้แล้ว“
เสียงอันราบเรียบเอ่ยขึ้นมา พร้อมกับความรู้สึกอันเย็นเฉียบของใบมีดที่จ่อลงใกล้กับลำคอของอามันโด้ แม้จะรู้สึกเจ็บใจแต่มันก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไป
“ หมายเลขสองร้อยห้าสิบหกประลองกับหมายเลขหนึ่งร้อยห้าสิบ “
เสียงประกาศของร็อกโก้ปลุกโสตประสาทของแอเรียสให้ตื่นตัวด้วยความตื่นเต้น รังสีสังหารจางๆแผ่ออกมาจากทั่วร่างของเขา ‘ในที่สุดข้าก็ได้โอกาสตอบแทนเจ้าเสียที..มาเชล ! “