กู้หวาเหล่ยเมื่อได้ยินกู้หยวนเผยเอ่ยชื่อก็รีบยืนขึ้นในทันที “ท่านพ่อไม่วางใจลูกงั้นหรือ หากลูกไม่สามารถปกป้องจิงจิงได้ จะมีหน้าฟังจิงจิงเรียกว่า ‘พี่ใหญ่’ มาตลอดหลายปีได้อย่างไร”
“งั้นก็ดี! ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้อีก ตระกูลไป๋โเี้อำมหิต ก็อย่ามาหาว่าพวกข้าไร้ความยุติธรรม ข้าจะไปหาเขาด้วยตนเอง”
กู้หยวนเผยออกจากจวนไปด้วยท่าทางดุดัน นายท่านใหญ่กู้หวาเหล่ยและนายท่านสามกู้หวาหรานทยอยออกตามกันไปติดๆ เหลือเพียงกู้หวาเซวียนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในจวน
“พวกตระกูลไป๋จะต้องไม่ยอมเลิกราด้วยดีเป็แน่ ข้าอยู่ที่นี่ พวกมันจะได้ไม่กล้าลงมืออันใด”
กู้หวาเซวียนรับรองกับกู้หวาจิงอย่างหนักแน่น ทว่าในใจของนางกลับรู้สึกกังวล
นายท่านรองผู้นี้ช่างทำให้ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ด้วยจริงๆ น่าฉงนนัก ทั้งๆ ที่ถือกำเนิดในตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่เหตุใดจึงได้เติบโตขึ้นมาดูเหมือนกับพวกแม่ทัพนายกองกัน
สีหน้าของฉินหว่านฮุ่ยดูไม่ค่อยดีนัก ั้แ่ตอนเริ่มพูดกัน นางก็ดูราวกับพยายามอดทนข่มบางอย่างเอาไว้ เวลานี้เมื่อบุรุษภายในบ้านทยอยออกไปจนหมด ฉินหว่านฮุ่ยจึงลุกขึ้น เดินตรงมายังข้างหน้าของกู้หวาจิง
“น้องหญิง พี่สะใภ้ใหญ่มีเื่เล็กน้อยที่ต้องไปจัดการ ขออภัยที่ต้องขอตัวก่อน หากธุระวุ่นวายจบลงแล้วข้าจะไปพูดคุยสนทนากับน้องหญิงดีหรือไม่”
“พี่สะใภ้ใหญ่ไปจัดการเื่ของท่านเถิด เื่ต่างๆ ภายในบ้านนั้นต้องยุ่งวุ่นวายเป็ธรรมดา ข้าคุ้นเคยกับที่นี่อยู่แล้ว”
“ใช่แล้วล่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ธุระยุ่งเหยิงนัก ไม่ต้องอยู่เป็เพื่อนพวกเราหรอก ่นี้ข้าไม่มีสิ่งใดให้จัดการ เช่นนั้นแล้วข้าจะอยู่คุยเป็เพื่อนน้องหญิงสักครู่ดีหรือไม่”
หยางจยาเหยายิ้มอ่อนโยน คล้องแขนของกู้หวาจิงอย่างสนิทสนม นางเอียงศีรษะเล็กน้อย ั์ตาฉายรอยยิ้ม “ข้ากำลังคิดจะทำความรู้จักกับน้องหญิงเสียหน่อย”
“...เช่นนั้น คงต้องรบกวนน้องสะใภ้รองแล้ว”
รอยยิ้มของฉินหว่านฮุ่ยไม่เป็ธรรมชาติขึ้นทุกที ท่าทางดูฝืนใจ นางจากไปอย่างรีบร้อน
หลังจากเลี้ยวผ่านูเาจำลองมาเล็กน้อย รอยยิ้มที่แทบรักษาไว้ไม่ได้บนใบหน้าของฉินหว่านฮุ่ยก็หายไป
ผ้าไหมที่ถือไว้ในมือถูกขยำจนเปลี่ยนรูปร่าง แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ความกลัดกลุ้มที่มีอยู่เต็มอกนางหายไปได้
หยางจยาเหยาสตรีนางนั้นมีนิสัยชอบพูดประจบประแจง เหตุใดจึงกล่าวว่า ‘นายท่านใหญ่ในบ้านนี้เก่งกาจเป็ที่สุด และจะไม่ปล่อยให้กู้หวาจิงได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็ธรรมแน่นอน’
เพราะนางรู้สึกได้ว่าในจวนนี้ไม่ให้ความสำคัญกับนางงั้นหรือ ฉะนั้นจึงใช้คำพูดที่กระทบกระเทียบเช่นนั้น!
เมื่อถึงวันหน้ายามที่แต่ละครอบครัวแยกบ้านออกไป เื่ของน้องสาวสามี ภาระมากกว่าครึ่งก็ต้องเป็หน้าที่ของบ้านใหญ่ที่คอยดูแล และบ้านรองนั้นก็คงไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวมากนัก ดังนั้นนางจึงกล่าวคำพูดสวยหรูเช่นนี้ออกมา!
ช่างน่าชังเสียจริง!
ฉินหว่านฮุ่ยพยายามหายใจเข้าลึกๆ อยู่สองสามครา เพื่อทำให้จิตใจตนสงบลง
ครั้งที่กู้หวาจิงแต่งงานนางบอกกับตนเองว่าอย่าไปมีปากมีเสียงกับนายท่านใหญ่จนทำให้ตนไม่สบายใจ แต่คนในตระกูลกู้ก็ทำเกินไปมิใช่หรือ เป็แค่เพียงงานแต่งของบุตรสาว แต่ทรัพย์สมบัติก็มอบให้กู้หวาจิงไปเกือบทั้งหมด
พวกเขาไม่ได้คิดกันบ้างเลยหรือว่าในเรือนยังมีบุตรชายอีกสามคน แล้วยังมีหลานชาย หลานสาวในภายภาคหน้าอีกล่ะ!
ในใจของฉินหว่านฮุ่ยมิใช่ว่าไม่โกรธแค้น ทว่าเกลียดไปแล้วจะสามารถทำอย่างไรได้ ตระกูลกู้นับั้แ่กู้หยวนเผยมาจนถึงบุตรชายทั้งสาม กู้หวาจิงเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวจึงทำให้เป็ที่โปรดปรานไม่มีที่สิ้นสุด นางเพิ่งจะแต่งเข้าตระกูลกู้ได้ไม่นาน จะสามารถไปวางท่าวางอำนาจใส่ได้อย่างไร
ทว่าดูตอนนี้ กู้หวาจิงกลับกลายเป็สตรีที่น่าสมเพชเช่นนี้เชียวหรือ
ฉินหว่านฮุ่ยปลอบใจตนเองว่ามีทรัพย์สินเงินทองมากมายข้างกาย ก็เทียบไม่ได้กับการมีฟูจวิน[1]ที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือเพียงคนเดียว
แต่อย่างไรเสียกู้หวาจิงก็แต่งงานออกเรือนไปแล้ว เหตุใดนางจึงยังกลับมาอีก! นางไม่มียางอายบ้างเลยหรือไร! เหตุใดจึงเสนอตนจะออกจากตระกูลไป๋ ทั้งคนในตระกูลกู้ยังเห็นดีเห็นงามไปกับนาง!
ฉินหว่านฮุ่ยคิดไปมาจนปวดศีรษะ เรือน์บุปผาเริงระบำร้างไร้ผู้คนมานานเช่นนี้ บุตรสาวคนโตของนางผิงเจี่ยเอ๋อร์ก็ทุ่มเถียงเื่นี้กับนางมาเป็เวลานาน เพื่อให้กู้หยวนเผยเอ่ยปาก...นางคงต้องหาวิธีโน้มน้าวใจเขาให้ได้...
...
“น้องหญิงทิวทัศน์ตรงนี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจนัก มิน่าเล่าผิงเจี่ยเอ๋อร์ถึงกล่าวเสมอว่าชอบที่แห่งนี้ แม้แต่ข้าเมื่อได้มองแล้วก็รู้สึกสบายอกสบายใจ”
หยางจยาเหยานั่งลงบนระเบียงทางเดินเดียวกับกู้หวาจิง ลมพัดเย็นสบายช้าๆ ผ่านกาย ทำให้ผ้าแพรบางรอบด้านพลิ้วไหวไปตามสายลม และยังพัดเอาควันจากกระถางธูปลายครามพันหมุนเป็เกลียวลอยสูงขึ้นไป ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้จิตใจรู้สึกสงบ
เมื่อหยางจยาเหยาเอ่ยถึงผิงเจี่ยเอ๋อร์ กู้หวาจิงจึงนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินเถียนหมอมอเอ่ยถึงบางครั้งบางคราว ดูเหมือนจะเกิดก่อนนางแต่งงานออกจากเรือนไป
ในตระกูลกู้นั้นหยินลดหยางเพิ่ม[2] กู้หวาจิงเป็สตรีเพียงคนเดียวในรุ่น นางจึงเป็ที่รักใคร่มาก
หลังจากฉินหว่านฮุ่ยแต่งเข้ามาก็ให้กำเนิดบุตรคนแรกเป็เด็กผู้หญิง คนในตระกูลกู้ต่างดีอกดีใจ เด็กน้อยจึงกลายเป็ที่โปรดปราน
“หากพี่สะใภ้รองชอบ เมื่อข้าออกจากเรือนไปที่นี่ก็จะไร้ผู้คน ท่านก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เป็อย่างไร”
“น้องหญิงพูดเื่ใดกัน เ้าสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจ จะกล่าวว่าย้ายออกไปได้อย่างไร หรือว่าภายในใจน้องหญิงรู้สึกเป็กังวล”
กู้หวาจิงส่ายศีรษะน้อยๆ “ข้าก็แค่พูดไปเช่นนั้นเอง”
มือเรียวขาวของหยางจยาเหยาตบลงบนหน้าอก “น้องหญิงอย่าได้คิดเช่นนี้ ที่นี่คือบ้านของเ้า หากเ้าแยกออกไปห่างเหินกับพวกข้า ไม่รู้ว่านายท่านผู้เฒ่าและนายท่านทั้งสามจะเศร้าโศกเสียใจมากขนาดไหน”
การพูดคุยกับหยางจยาเหยาเป็เื่ที่น่าพึงพอใจเื่หนึ่ง นางพูดช้าๆ ไม่รีบเร่ง น้ำเสียงอ่อนโยน และยังเว้นจังหวะได้ดีในทุกประโยค ทำให้กู้หวาจิงรู้สึกเหมือนสายลมไล้ผ่านใบหน้า
ทั้งเื่ที่หยางจยาเหยาหยิบยกมาพูดล้วนสนุกสนาน เป็แค่เื่ราวเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ ในตระกูลกู้ ฟังแล้วสบายอกสบายใจ และยังทำให้กู้หวาจิงเข้าใจในตระกูลกู้มากกว่าเดิม
ดังนั้นตลอดทั้งบ่าย กู้หวาจิงและหยางจยาเหยาจึงจิบชาสนทนากันออกรสอย่างมีความสุข รอจนนางกลับไป พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลับขอบฟ้าเสียแล้ว
“พี่สะใภ้ใหญ่ได้เตรียมงานเลี้ยงไว้ พวกเราเดินไปด้วยกันดีหรือไม่ คิดว่าท่านพ่อและนายท่านสามคงจวนจะกลับมาแล้ว ไม่รู้ว่าจะนำข่าวอะไรกลับมาบ้าง”
...
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] คำที่ภรรยาใช้เรียกสามีในสมัยโบราณ
[2] มาจากกฎของหยินหยาง ข้อที่ว่า หยินหยางมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นและลง ในที่นี้ ‘หยิน’ หมายถึง ผู้หญิง และ ‘หยาง’ หมายถึง ผู้ชาย สรรพสิ่งที่ตรงข้ามกัน 2 อย่าง จะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะขัดแย้งกัน ฝ่ายหนึ่งจะมีการเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องลดลง