ตอนสู้กับพยัคฆ์ร้าย
สักครู่นั้นในบรรยากาศแห่งผู้คนพบว่ามีการเคลื่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย มีการขยับเปิดเป็นช่องทางเดินขึ้นสายหนึ่ง และชายหนุ่มที่อายุราวๆ16-17 ปีหน้าตาคมคายรูปร่างสันทัด ท่าทางแข็งแกร่งเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งพลังปราณกระจายออกรอบๆตัวปรากฏขึ้นมาผู้หนึ่ง
มันเดินอย่างสง่าผ่าเผยไม่ช้าไม่เร็ว มาตามแนวที่ฝูงชนเปิดขึ้นนั้น
ทันใดนั้นเห็นร่างมันขยับเพียงวูบเดียว ก็พลันได้ไปยืนประจันหน้ากับเล้งปวยอยู่บนเวทีแล้ว เห็นเช่นนั้นสายตาของเล้งปวยพลันเบิกกว้างขึ้นมา
“ฮึพลังปราณที่สูงล้ำอย่างยิ่ง มันเป็นใครกันทำไมไม่เห็นลี้น้อยกล่าวถึงบุคคลที่โดดเด่นเช่นนี้มาเลยหละ” มันคิดทบทวน
ทันทีที่ร่างของผู้มาปรากฏบนเวทีเสียงอุทานอันแตกตื่นของคนทั้งหลายก็ดังขึ้นอีกครา
“โอนั่นมันคือ พยัคฆ์ร้ายกวนสง นี่เอง ฉิบหายแน่ๆ!! เจ้าถึงกับขว้างหินไปโดนปีศาจเข้าให้แล้วไหมหละเจ้าเด็กน้อย รับรองว่าเจ้าได้น่าดูแน่ ทุกคนย่อมทราบดีถึงฉายาของ พยัคฆ์ร้ายกวนสง ในคราวที่มีการประลองจัดอันดับของศิษย์สายนอก
มันคือศิษย์สายนอกผู้ได้ตำแหน่งอันดับสองจากการประลองในปีที่ผ่านมา ยามที่คนมองไปยังมันนั้น มักจะมีทั้งความรู้สึกที่ทั้งเลื่อมใสและหวาดกลัวระคนกัน
“ชักจะสนุกขึ้นมาแล้วสิครานี้” ไม่ว่าใครจะชนะคงสนุกแน่นอนตามความคิดของคนดู
บนเวทีประลองในยามนี้ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน ผู้คนย่อมแทบจะคาดเดาได้แล้วว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร
“แม้เล้งปวยจะชนะผ่านมาถึง 8 คนรวดจนน่าหวาดหวั่นก็จริง แต่หากเทียบกับกวนสงที่เอาชนะผ่านรวดถึงเกือบ50 คนนั้น ตัวเลขมันแทบจะห่างกันคนละชั้นก็ว่าได้” นี่คือคำอธิบายของกลุ่มคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพียงที่ถือข้างของกวนสง
“เด็กน้อยความจริงเจ้าแพ้แล้ว แพ้ให้กับความหยิ่งจองหองของตน เจ้าไม่ควรท้าทายอย่างสะเปะสะปะ วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นถึงคำกล่าวที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าให้เจ้าเก็บไปเป็นบทเรียน” กวนสงกล่าวอย่างเน้นหนัก
ขณะพูดนั้นมันพลันระเบิดพลังปราณจนล้นทะลักออกใส่อีกฝ่ายในยามไม่ทันระวัง จนเห็นเล้งปวยเชตึงๆถอยไปด้างหลังสองก้าวค่อยหยุดลง กวนสงมองเห็นเช่นนั้นพลันยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“เหอะๆเช่นนี้คงหยุดความลำพองของมันลงได้บ้างกระมัง หรือหากจะยอมแพ้ในตอนนี้ก็ยังพอทันนะ” มันพูดอย่างลำพองใจ
“ต้องขอบคุณศิษย์พี่ที่กรุณาแนะนำสั่งสอน เพื่อเป็นการขอบคุณข้าขอต่อให้ท่านหนึ่งกระบวนท่า เชิญ
เล้งปวยกลับพูดในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงด้วยเสียงเนิบนาบอย่างเบื่อหน่าย คล้ายดูถูกไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา
เสียงพูดและท่าทีเช่นนี้ สำหรับกวนสงแล้วย่อมคล้ายราดน้ำมันเข้ากองไฟทันที มีหรือที่มันจะสะกดกลั้นโทสะเอาไว้ได้
“ดี! ไอ้บัดซบจองหอง จงนอนลง!!!!” มันพลันตะโกนดังๆขึ้นมา
พลังอันมหาศาลจากหมัดของกวนสง พลันแวกพุ่งฝ่าอากาศเข้าหาเล้งปวยอย่างรวดเร็วรุนแรงที่สุด จนปรากฏเป็นเงาคลื่นอัดกระแทกใส่มวลแห่งบรรยากาศโดยรอบจนบิดเบี้ยวพร่ามัวขึ้นมาผู้คนทั้งหลายแทบจะมองไม่เห็นสิ่งใดทันที
“ตูม!!!!!!!!!!!!”
พลังที่บดกระแทกเข้าหาเล้งปวยในครานี้นับว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่ที่มีมา ยิ่งทำให้เงาร่างมังกรศักดิ์สิทธิ์เกิดการดีดสะท้อนพลังนั้นกลับไปอย่างรุนแรงขึ้นอีกเป็นสองเท่าเข้าใส่กวนสง
จึงเสมือนกวนสงถูกต่อยด้วยหมัดตังเองแต่เพิ่มพลังขึ้นเป็นสองเท่า
ร่างพลันปลิวกระเด็นตกออกไปนอกเวทีและยังไถลเข้ากระแทกใส่ผู้คนจนพากันหวีดร้องอย่างแตกตื่นขวัญหนีดีฝ่อ หากเป็นผู้คนธรรมดากลัวว่าคงมีการบาดเจ็บล้มตายเป็นแน่
กวนสงยามนี้เลือดลมในกายปั่นป่วน ใบหน้าขาวซีดมุมปากมีโลหิตสดๆไหลออกมา หอบหายใจอย่างแรงไม่หยุด
“เล้งปวยเป็นฝ่ายชนะ” เสียงกรรมการประกาศก้องอีกครั้ง ครานี้ทุกคนต่างเงียบกริบไปพร้อมกันครู่ใหญ่ๆ บรรยากาศเช่นนี้กดดันจนทุกคนแทบขาดอากาศหายใจตาย แววหวาดหวั่นพรั่นพรึงพลันบังเกิดขึ้นมาในใจของทุกคน
“มันช่างเป็นสัตว์ประหลาดในมวลหมู่ของสัตว์ประหลาดโดยแท้จริง” เสียงคนกล่าวออกมา
จากนั้นอย่าว่าแต่กรรมการจะประกาศหาคนขึ้นมาประลองโดยให้เวลา5 นาทีเลยต่อให้ทั้งชั่วยามยังเกรงว่าไม่มีคนขึ้นเวทีแน่ดังนั้นจึงเปลี่ยนตัวเล้งปวยลงมาให้คนอื่นขึ้นไปแทน
“ลูกพี่ปวยขอบคุณที่กู้หน้าให้แก่ข้า แม้ข้าจะรู้ว่าพี่เก่งอยู่แล้วแต่พี่ก็ทำให้ข้าตกตะลึงได้ในทุกๆรอบเลย” ลี้เพ้งรีบเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางดีใจจนอยากจะยกอีกฝ่ายขึ้นขี่คอมันทีเดียว
“ลูกพี่เชื่อไหมว่าต่อจากวันนี้ไปจะมีแต่คนเห็นพี่เป็นสัตว์ประหลาดทั้งนั้นคอยดู”อีกฝ่ายได้แต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
…
ณกระท่อมท้ายสวนสมุนไพร เวลาคำ่คืน
“ปวยเอ๋อ! นี่เจ้าบรรลุขั้นแก่นแท้ระดับระดับสิบแล้วนี่” ผู้เป็นอาจารย์พูดขึ้นมาอย่างแปลกใจ ที่ผ่านมาเพียงแค่สามสี่เดือนเท่านั้นศิษย์กลับเลื่อนระดับพลังได้ถึง2ระดับ อีกครึ่งก้าวก็เข้าสู่ขั้นนภาแล้ว
“เรียนท่านอาจารย์ ข้าว่าย่อมเป็นผลจากพลังปราณธรรมชาติอันเข้มข้นของที่นี่และอีกอย่างคือการต่อสู้ที่กระตุ้นการไหลเวียนของพลังปราณได้เป็นอย่างดีนั่น”
“เจ้าพูดได้ถูกต้อง การพัฒนาในห้วงจิตของเจ้านับว่าก้าวไกลกว่าทางกายภาพไปมากเทียบได้ถึงสวรรค์จุติแล้ว ต่อไปเพียงเน้นด้านกายภาพเจ้าก็จะไร้ขีดจำกัดได้เลย เสียดายที่เรื่องนี้ตัวอาจารย์เองช่วยเจ้าไม่ได้”
มันเข้าใจในสภาพของอาจารย์มันคล้ายได้ถูกสะกดเอาไว้จากบางสิ่ง
“ท่านอาจารย์เช่นนี้ก็ดีมากแล้วเรื่องอื่นข้าจะจัดการเองข้ารับรอง”
“อืมฟังเจ้าว่าเช่นนี้อาจารย์ก็วางใจ เออเมื่อเจ้ามีการเพิ่มพลังมาถึงขั้นนี้ร่างกายของเจ้าก็สามารถรับการฝึกเคล็ดวิชาเปลี่ยนร่างย้ายกระดูกได้แล้ว” พลางหยิบตำราบางๆเล่มหนึ่งออกมายื่นให้แก่เขา
“เจ้าศึกษาดูหากมีอันใดสงสัยอาจารย์จะได้ช่วยแนะนำให้” เล้งปวยรับตำราจากอาจารย์มานั่งลงพลิกเปิดดูอยู่ครู่ใหญ่ๆ เห็นมันขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้ววางตำราลง ผู้เป็นอาจารย์คิดว่ามันอาจจะต้องอธิบายให้เขาฟังก่อนแต่ก็ตกใจที่เห็นมันพูด
“อาจารย์ข้าจะลองดู มีอันใดผิดพลาดท่านได้โปรดชี้แนะด้วย”
เห็นเล้งปวยขับเคลื่อนพลังปราณอยู่เล็กน้อย เสียงกระดูกลั่นเกรียวกราวดังขึ้นมาแล้วร่างมันเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น เช่นนี้ย่อมทำให้ผู้เป็นอาจารย์ถึงกับตื่นตะลึงทันที
“เราผู้เป็นอาจารย์ใช้เวลาสามเดือนจึงจะเข้าใจเคล็ดวิชาและสี่เดือนจึงใช้ออกได้ครั้งแรก นี่มันใช้เวลาเพียงครู่ใหญ่ๆก็สามารถใช้ออกได้แล้ว เช่นนี้คาดว่าอีกไม่นานมันคงแตกฉานถึงขั้นเปลี่ยนเป็นคนใดก็ได้ตามต้องการแล้ว” ชายชราพูดอย่างดีใจ
…
/น่าจะให้สู้กับอันดับหนึ่งเนาะ