เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่ 40 สู้กับพยัคฆ์ร้าย

            ตอนสู้กับพยัคฆ์ร้าย




        สักครู่นั้นในบรรยากาศแห่งผู้คนพบว่ามีการเคลื่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย  มีการขยับเปิดเป็นช่องทางเดินขึ้นสายหนึ่ง  และชายหนุ่มที่อายุราวๆ16-17 ปีหน้าตาคมคายรูปร่างสันทัด  ท่าทางแข็งแกร่งเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งพลังปราณกระจายออกรอบๆตัวปรากฏขึ้นมาผู้หนึ่ง

        มันเดินอย่างสง่าผ่าเผยไม่ช้าไม่เร็ว  มาตามแนวที่ฝูงชนเปิดขึ้นนั้น 

          

          ทันใดนั้นเห็นร่างมันขยับเพียงวูบเดียว  ก็พลันได้ไปยืนประจันหน้ากับเล้งปวยอยู่บนเวทีแล้ว  เห็นเช่นนั้นสายตาของเล้งปวยพลันเบิกกว้างขึ้นมา


       “ฮึพลังปราณที่สูงล้ำอย่างยิ่ง  มันเป็นใครกันทำไมไม่เห็นลี้น้อยกล่าวถึงบุคคลที่โดดเด่นเช่นนี้มาเลยหละ”   มันคิดทบทวน


       ทันทีที่ร่างของผู้มาปรากฏบนเวทีเสียงอุทานอันแตกตื่นของคนทั้งหลายก็ดังขึ้นอีกครา


    “โอนั่นมันคือ  พยัคฆ์ร้ายกวนสง  นี่เอง  ฉิบหายแน่ๆ!! เจ้าถึงกับขว้างหินไปโดนปีศาจเข้าให้แล้วไหมหละเจ้าเด็กน้อย  รับรองว่าเจ้าได้น่าดูแน่  ทุกคนย่อมทราบดีถึงฉายาของ  พยัคฆ์ร้ายกวนสง  ในคราวที่มีการประลองจัดอันดับของศิษย์สายนอก


         มันคือศิษย์สายนอกผู้ได้ตำแหน่งอันดับสองจากการประลองในปีที่ผ่านมา  ยามที่คนมองไปยังมันนั้น  มักจะมีทั้งความรู้สึกที่ทั้งเลื่อมใสและหวาดกลัวระคนกัน


     “ชักจะสนุกขึ้นมาแล้วสิครานี้”  ไม่ว่าใครจะชนะคงสนุกแน่นอนตามความคิดของคนดู


      บนเวทีประลองในยามนี้ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน  ผู้คนย่อมแทบจะคาดเดาได้แล้วว่า    ผลจะออกมาเป็นอย่างไร


    “แม้เล้งปวยจะชนะผ่านมาถึง  8 คนรวดจนน่าหวาดหวั่นก็จริง  แต่หากเทียบกับกวนสงที่เอาชนะผ่านรวดถึงเกือบ50 คนนั้น  ตัวเลขมันแทบจะห่างกันคนละชั้นก็ว่าได้”     นี่คือคำอธิบายของกลุ่มคนส่วนใหญ่  ไม่ใช่เพียงที่ถือข้างของกวนสง


         “เด็กน้อยความจริงเจ้าแพ้แล้ว  แพ้ให้กับความหยิ่งจองหองของตน  เจ้าไม่ควรท้าทายอย่างสะเปะสะปะ  วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นถึงคำกล่าวที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าให้เจ้าเก็บไปเป็นบทเรียน”  กวนสงกล่าวอย่างเน้นหนัก

         ขณะพูดนั้นมันพลันระเบิดพลังปราณจนล้นทะลักออกใส่อีกฝ่ายในยามไม่ทันระวัง  จนเห็นเล้งปวยเชตึงๆถอยไปด้างหลังสองก้าวค่อยหยุดลง  กวนสงมองเห็นเช่นนั้นพลันยิ้มออกมาอย่างพอใจ 


        “เหอะๆเช่นนี้คงหยุดความลำพองของมันลงได้บ้างกระมัง  หรือหากจะยอมแพ้ในตอนนี้ก็ยังพอทันนะ”  มันพูดอย่างลำพองใจ


       “ต้องขอบคุณศิษย์พี่ที่กรุณาแนะนำสั่งสอน  เพื่อเป็นการขอบคุณข้าขอต่อให้ท่านหนึ่งกระบวนท่า  เชิญ   

        เล้งปวยกลับพูดในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงด้วยเสียงเนิบนาบอย่างเบื่อหน่าย  คล้ายดูถูกไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา


         เสียงพูดและท่าทีเช่นนี้  สำหรับกวนสงแล้วย่อมคล้ายราดน้ำมันเข้ากองไฟทันที    มีหรือที่มันจะสะกดกลั้นโทสะเอาไว้ได้ 


     “ดี!  ไอ้บัดซบจองหอง    จงนอนลง!!!!” มันพลันตะโกนดังๆขึ้นมา


    พลังอันมหาศาลจากหมัดของกวนสง  พลันแวกพุ่งฝ่าอากาศเข้าหาเล้งปวยอย่างรวดเร็วรุนแรงที่สุด    จนปรากฏเป็นเงาคลื่นอัดกระแทกใส่มวลแห่งบรรยากาศโดยรอบจนบิดเบี้ยวพร่ามัวขึ้นมาผู้คนทั้งหลายแทบจะมองไม่เห็นสิ่งใดทันที


         “ตูม!!!!!!!!!!!!”


       พลังที่บดกระแทกเข้าหาเล้งปวยในครานี้นับว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่ที่มีมา  ยิ่งทำให้เงาร่างมังกรศักดิ์สิทธิ์เกิดการดีดสะท้อนพลังนั้นกลับไปอย่างรุนแรงขึ้นอีกเป็นสองเท่าเข้าใส่กวนสง 

        จึงเสมือนกวนสงถูกต่อยด้วยหมัดตังเองแต่เพิ่มพลังขึ้นเป็นสองเท่า


        ร่างพลันปลิวกระเด็นตกออกไปนอกเวทีและยังไถลเข้ากระแทกใส่ผู้คนจนพากันหวีดร้องอย่างแตกตื่นขวัญหนีดีฝ่อ  หากเป็นผู้คนธรรมดากลัวว่าคงมีการบาดเจ็บล้มตายเป็นแน่

         กวนสงยามนี้เลือดลมในกายปั่นป่วน  ใบหน้าขาวซีดมุมปากมีโลหิตสดๆไหลออกมา  หอบหายใจอย่างแรงไม่หยุด


      “เล้งปวยเป็นฝ่ายชนะ”  เสียงกรรมการประกาศก้องอีกครั้ง  ครานี้ทุกคนต่างเงียบกริบไปพร้อมกันครู่ใหญ่ๆ  บรรยากาศเช่นนี้กดดันจนทุกคนแทบขาดอากาศหายใจตาย    แววหวาดหวั่นพรั่นพรึงพลันบังเกิดขึ้นมาในใจของทุกคน


      “มันช่างเป็นสัตว์ประหลาดในมวลหมู่ของสัตว์ประหลาดโดยแท้จริง”  เสียงคนกล่าวออกมา



        จากนั้นอย่าว่าแต่กรรมการจะประกาศหาคนขึ้นมาประลองโดยให้เวลา5 นาทีเลยต่อให้ทั้งชั่วยามยังเกรงว่าไม่มีคนขึ้นเวทีแน่ดังนั้นจึงเปลี่ยนตัวเล้งปวยลงมาให้คนอื่นขึ้นไปแทน


    “ลูกพี่ปวยขอบคุณที่กู้หน้าให้แก่ข้า  แม้ข้าจะรู้ว่าพี่เก่งอยู่แล้วแต่พี่ก็ทำให้ข้าตกตะลึงได้ในทุกๆรอบเลย” ลี้เพ้งรีบเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางดีใจจนอยากจะยกอีกฝ่ายขึ้นขี่คอมันทีเดียว


    “ลูกพี่เชื่อไหมว่าต่อจากวันนี้ไปจะมีแต่คนเห็นพี่เป็นสัตว์ประหลาดทั้งนั้นคอยดู”อีกฝ่ายได้แต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร


    …



    ณกระท่อมท้ายสวนสมุนไพร  เวลาคำ่คืน


    “ปวยเอ๋อ!  นี่เจ้าบรรลุขั้นแก่นแท้ระดับระดับสิบแล้วนี่”   ผู้เป็นอาจารย์พูดขึ้นมาอย่างแปลกใจ  ที่ผ่านมาเพียงแค่สามสี่เดือนเท่านั้นศิษย์กลับเลื่อนระดับพลังได้ถึง2ระดับ  อีกครึ่งก้าวก็เข้าสู่ขั้นนภาแล้ว


    “เรียนท่านอาจารย์  ข้าว่าย่อมเป็นผลจากพลังปราณธรรมชาติอันเข้มข้นของที่นี่และอีกอย่างคือการต่อสู้ที่กระตุ้นการไหลเวียนของพลังปราณได้เป็นอย่างดีนั่น”


    “เจ้าพูดได้ถูกต้อง  การพัฒนาในห้วงจิตของเจ้านับว่าก้าวไกลกว่าทางกายภาพไปมากเทียบได้ถึงสวรรค์จุติแล้ว  ต่อไปเพียงเน้นด้านกายภาพเจ้าก็จะไร้ขีดจำกัดได้เลย  เสียดายที่เรื่องนี้ตัวอาจารย์เองช่วยเจ้าไม่ได้”  

         มันเข้าใจในสภาพของอาจารย์มันคล้ายได้ถูกสะกดเอาไว้จากบางสิ่ง


    “ท่านอาจารย์เช่นนี้ก็ดีมากแล้วเรื่องอื่นข้าจะจัดการเองข้ารับรอง”


    “อืมฟังเจ้าว่าเช่นนี้อาจารย์ก็วางใจ  เออเมื่อเจ้ามีการเพิ่มพลังมาถึงขั้นนี้ร่างกายของเจ้าก็สามารถรับการฝึกเคล็ดวิชาเปลี่ยนร่างย้ายกระดูกได้แล้ว”  พลางหยิบตำราบางๆเล่มหนึ่งออกมายื่นให้แก่เขา   


     “เจ้าศึกษาดูหากมีอันใดสงสัยอาจารย์จะได้ช่วยแนะนำให้”  เล้งปวยรับตำราจากอาจารย์มานั่งลงพลิกเปิดดูอยู่ครู่ใหญ่ๆ  เห็นมันขมวดคิ้วเล็กน้อย  แล้ววางตำราลง  ผู้เป็นอาจารย์คิดว่ามันอาจจะต้องอธิบายให้เขาฟังก่อนแต่ก็ตกใจที่เห็นมันพูด 


    “อาจารย์ข้าจะลองดู  มีอันใดผิดพลาดท่านได้โปรดชี้แนะด้วย”


    เห็นเล้งปวยขับเคลื่อนพลังปราณอยู่เล็กน้อย  เสียงกระดูกลั่นเกรียวกราวดังขึ้นมาแล้วร่างมันเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น  เช่นนี้ย่อมทำให้ผู้เป็นอาจารย์ถึงกับตื่นตะลึงทันที


    “เราผู้เป็นอาจารย์ใช้เวลาสามเดือนจึงจะเข้าใจเคล็ดวิชาและสี่เดือนจึงใช้ออกได้ครั้งแรก  นี่มันใช้เวลาเพียงครู่ใหญ่ๆก็สามารถใช้ออกได้แล้ว  เช่นนี้คาดว่าอีกไม่นานมันคงแตกฉานถึงขั้นเปลี่ยนเป็นคนใดก็ได้ตามต้องการแล้ว” ชายชราพูดอย่างดีใจ

      


    …



       




    /น่าจะให้สู้กับอันดับหนึ่งเนาะ