หลินเฟิงเปิดประตูเข้ามา เขาก็ใบหน้าก็มืดมนทันที ตอนนี้เขากัดฟัน กำหมัดแน่น นั่นเพราะหลินเฟิงเห็นทั้งหลินอี้หาน หลินฮุย หลินหลานรวมทั้งคนตระกูลเซี่ยอีก 2 คนนั่งทำแผลให้กันอยู่ พวกเขามีสภาพสะบักสะบอม ลอยช้ำทั่วทั้งตัว มีเลือดไหลออกมาที่มุมปากของพวกเขา ส่วนหลินหลานโชคดีที่เป็นสตรี โดนไม่มากเท่าคนอื่น แต่อย่างไรก็ถือว่ายังเจ็บตัวอยู่ดี
ไม่ต้องบอกหลินเฟิงก็รู้ได้ว่านี้คือฝีมือของใคร มันต้องเป็น จางมัวและคนของมันอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งหลินเฟิงนึกก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลมากขึ้น เขาไม่คิดเลยว่าจางมัวจะเล่นเช่นนี้ มาทำร้ายคนรอบตัวเขาทั้งๆที่พวกขาไม่เกี่ยวด้วย ดูอย่างไรก็รู้ว่าจางมัวมันต้องแค้นเขาอย่างแน่นอน
“เจ้ากลับมาแล้วรึ” หลินอี้หาน
เมื่อพวกหลินอี้หานเห็นหลินเฟิงเปิดประตูมาพวกเขาก็หันไปมองหลินเฟิงทันที
“พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” หลินเฟิงถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
หลินเฟิงเดินเข้าไปดูอาการของหลินหลานก่อน นางส่ายหน้า บอกว่าไม่ได้เป็นไรมาก ก็ทำให้เขาโล่งใจ หลินอี้หานกับคนอื่นๆ เขาพอเข้าใจได้ แต่การที่หลินหลานต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยนั้นทำให้เขารู้สึกว่าจางมัวมันล้ำเส้นเขามากเกินไป เขาจะคิดบัญชีคราวนี้อย่างแน่นอน
“เจ้าไม่ต้องใส่ใจหรอก รออีกไม่นานเดี๋ยวเจ้าก็แซงหน้ามันได้แล้ว ถึงตอนนั้นค่อยแก้แค้นให้พวกข้าก็ยังไม่สาย” หลินหลานกล่าว ขณะที่คนรอบๆพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ส่วนหลินเฟิงที่ได้ยินก็กำหมัดแน่นขึ้นไปอีก เมื่อเขามองคนรอบๆตัวเขา
แม้ว่าพวกหลินอี้หานจะรู้ว่าจางมัวทำเช่นนี้ก็เพราะมีเป้าหมายเป็นหลินเฟิง แต่พวกเขาไม่ได้โทษหลินเฟิงเลย พวกเขาโทษตัวเองที่ไม่สามารถสู้ได้ต่างหาก หากพวกเขาแข็งแกร่งมากกว่านี้ สามารถปกป้องตัวเองได้ หลินเฟิงก็ไม่ต้องมาคอยปกป้องพวกเขาเช่นนี้ นี้ทำให้พวกเขารู้สึกโกรธแค้นที่ตัวพวกเขาไร้ความสามารถ
“เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เจ้าตั้งใจฝึกฝน ส่วนพวกข้าก็จะตั้งใจฝึกฝนและจะไม่ให้ใครมาทำอะไรพวกข้าได้อีกแน่นอน” หลินอี้หานกล่าว
“พรุ่งนี้ข้าจะลองขอโอสถฟื้นฟูมาให้พวกเจ้า” ตอนนี้หลินเฟิงมีโอสถฟื้นฟูเพียงเม็ดเดียว และไม่รู้ว่าควรให้ใครทำให้เขาเลือกที่จะไม่ให้เลยเสียดีกว่า
“เจ้าไม่ต้องลำบากแทนพวกข้าหรอก” หลินอี้หานรีบกล่าวทันที ส่วนหลินเฟิงก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะอย่างไรเขาก็จะขอโอสถมาให้อยู่ดี พูดไปก็เท่านั้น
หลังจากคุยกันไม่นานพวกเขาก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน หลินเฟิงรู้แล้วว่าเหตุการณ์มันเกิดข้นบริเวณบ้านพักชั้นนอก จางมัวเดินมาพร้อมกับกลุ่มและมาหาเรื่องพวกหลินอี้หาน ที่เพิ่งทำภารกิจเสร็จ พวกมันล้อมไม่ให้กลุ่มของหลินอี้หานไปไหน การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น
ครั้งนี้กลุ่มจางมัวมีคนราวๆ 10 คนได้ มีทั้งศิษย์ใหม่บางคนที่เพิ่งเข้ามาด้วยเช่นกัน และยังมีศิษย์เก่าที่พวกเขาไม่ได้เห็นหน้าก่อนหน้านี้ด้วย ด้วยจำนวนและระดับพลังฝีมือทำให้กลุ่มของหลินอี้หานเสียเปรียบตั้งแต่เริ่ม สภาพพวกเขาจึงได้เป็นเช่นนี้
เมื่อหลินเฟิงเข้าห้องมาแล้วใบหน้าของเขาก็มืดมนทันที ถึงทุกๆคนจะไม่ว่าหรือโทษอะไรเขา แต่อย่างไรเขาก็รู้สึกผิดอยู่ดี เขาเป็นเป้าหมายแต่คนรอบตัวต้องมาเดือดร้อนแทนเขา แล้วอย่างนี้จะให้เขาอยู่สุขสบายได้อย่างไร
“จางมัว รอข้าก่อน ข้าจะเหยียบเข้าให้จมดิน ข้าจะไม่มีวันอภัยให้เจ้าอย่างแน่นอนที่กล้ามาแตะต้องคนรอบตัวของข้า” หลินเฟิงกล่าวกับตนเองด้วยความโกรธ และจิตสังหารของเขาก็ถูกปล่อยออกมา เขาไม่รู้สึกอยากทำร้ายใครเท่าจางมัวมาก่อนเลย
ไม่นานหลินเฟิงก็สงบสติอารมณ์ให้ตัวเองเย็นลงมาได้ เขาคิดว่าตอนนี้ไม่ใช่วลาที่จะมาพักผ่อนแล้ว หากเขาต้องการปกป้องคนรอบกาย เขาจำเป็นต้องแข็งแกร่งมากขึ้น รวมทั้งยังต้องเหยียบย้ำจางมัว หรือคนอื่นๆที่คิดจะทำร้ายเขาและคนรอบกายเขา
“ข้าหลินเฟิง ขอไม่แพ้ใครอีก” หลินเฟิงกล่าวกับตัวเองอย่างหนักแน่น นับแต่นี้ต่อไปเขาจะไม่มีทางแพ้ใครอีก
จากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิและฝึกฝนวรยุทธ์ต่างๆของเขาทันที เพราะตั้งแต่เข้านิกายมาเขาไม่ได้ฝึกฝนอย่างจริงๆจังเลย เขาใช้เวลาส่วนมากไปกับอ่านตำราสมุนไพรรวมทั้งยังคิดเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ทำให้เขารู้ว่าตัวเขาไม่สามารถหย่อนยานได้ ไม่ว่าจะเส้นทางฝึกฝน หรือการหลอมโอสถ
แม้แต่เส้นทางหลอมอาวุธที่เขาจะไปศึกษาหลังจากหลอมโอสถเสร็จสิ้นแล้ว แม้ว่าจะใช้เวลา หรือความพยายามมากกว่าคนอื่น แต่เพื่อความแข็งแกร่งที่ไว้ใช้ปกป้องคนรอบกายแล้ว แม้ต้องเหนื่อยกว่านี้ ต้องพยายามมากกว่านี้เขาก็สามารถทำได้
วันต่อมาหลินเฟิงรอส่งพวกเพื่อนๆของเขาเสร็จแล้วเขาจึงจะขึ้นไปตึกหลอมโอสถ เพื่อไปช่วยผู้อาวุโสหนิงหลอมโอสถหรือไปเรียนรู้และรับคำชี้แจะจากผู้อาวุโสหนิง ทั้งนี้เขายังขอโอสถฟื้นฟูระดับ 1 เพื่อมาให้เพื่อนๆของเขาด้วย
เมื่อเสร็จจากตึกหลอมโอสถ หลินเฟิงก็จหลินเฟิงก็นำยามาให้พวกหลินอี้หาน แน่นอนว่าเดิมทีพวกหลินอี้หานก็ไม่รับ และหลินเฟิงก็บังคับให้พวกเขากลืนลงท้องไปจนหมด อาการพวกเขาเริ่มดีขึ้นมากหลังจากกลืนโอสถไป คาดว่าใช้เวลาเพียง สองสามวันก็หายเป็นปกติแล้ว
หลินเฟิงที่ได้เป็นผู้ช่วยหลอมโอสถทำให้ไม่จำเป็นต้องทำภารกิจอื่นๆ ส่วนพวกหลินอี้หานก็ทำภารกิจต่างๆจนเริ่มมีแต้มสะสมมากพอ ทำให้พวกเขาหาทรัพยากรมาฝึกฝนได้แล้ว พวกเขาจึงเริ่มทำภารกิจน้อยลงและฝึกฝนเป็นหนัก
ส่วนหลินเฟิงกนอกจากการหลอมโอสถก็เอาแต่ฝึกฝน แม้ว่าเขาอยากจะรีบเพิ่มความแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่เขาก็ไม่ลืมแนวทางและเส้นทางการฝึกฝนของตัวเอง แม้จะช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอันใดจนทำให้เขาเดือดร้อน
ไม่นานเวลาก็ผ่านไป 2 เดือน
ฟึบบ!!
เสียงของควันกระจายออกมาอย่างรวดเร็วหลางจากที่ผู้อาวุโสหนิงเปิดฝาเตาหลอมโอสถพร้อมกันนั้นกลิ่นหอมก็กระจายออกจอกหม้ออย่างรวดเร็ว จนหลินเฟิงต้นปิดจมูกไว้แน่น จนผ่านไปไม่นาน หลินและควันเริ่มจางลงไป ผู้อาวุโสหนิงจึงหยิบโอสถออกมาจากเตาหลอมอย่างระมัดระวัง จากนั้นผู้อาวุโสหนิงก็เก็บโอสถใส่ขวดที่เขาเตรียมเอาไว้
“เอาละ วันนี้พอแค่นี้แหละ เจ้าไปพักผ่อนเสียเถอะ” ผู้อาวุโสหนิงกล่าว
“ขอรับ”หลินเฟิงทำความเคารพแล้วลาทันที
เมื่อหลินเฟิงจากไปผู้อาวุโสหนิงก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ในเวลา 2 เดือนที่ผ่านหลินเฟิงเรียนรู้จากผู้อาวุโสหนิงได้อย่างรวดเร็ว หากหลินเฟิงสงสัยก็จะถามทันที แต่น้อยครั้งมากที่เขาจะถาม ส่วนคำถามแต่ละข้อนั้นก็เป็นคำถามในเชิงลึกทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้อาวุโสหนิงทึ่งในความสามารถของหลินเฟิงอย่างมาก เขาไม่คิดเลยว่านอกจากความจำที่เป็นเลิศแล้วหลินเฟิงยังสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ได้รวดเร็วเช่นนี้ แน่นอนว่าหากผู้อาวุโสหนิงคนนี้รู้ว่าหลินเฟิงฝึกฝร และเรียนรู้วรยุทธ์ได้เร็วขนาดไหนแล้ว เขาจะต้องอ้าปากค้างอย่างแน่นอน