“ต๊อบ เอก พวกแกนอนเล่นเฉย ๆ ทำไมกันวะ?” หัวหน้าช่างเอ่ยขึ้นพลางเดินเข้ามาพร้อมกล่องขนมในมือ
เอกรีบตอบพร้อมรอยยิ้ม “พอดีตอนนี้ไม่มีงานทำแล้วครับ ลูกพี่”
หัวหน้าวางกล่องขนมลงก่อนจะเดินไปเปิดกระโปรงรถ พลางเอ่ยว่า “คงต้องเอาเข้าร้านจริง ๆ สินะ” เขามองเครื่องยนต์อย่างละเอียด พินิจหาสาเหตุ
“ลูกพี่ดูแล้วเหรอครับ?” ต๊อบถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ฉันดูแล้วเมื่อวาน แต่ทำไม่ได้ เลยให้พวกแกลองทำดูไง” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “งั้นเดี๋ยวเอาเข้าร้านแล้วกัน”
“ที่แท้ลูกพี่ก็ซ่อมไม่ได้นี่เอง” ต๊อบคิดในใจแล้วพูดออกมาดัง ๆ ว่า “ไม่ต้องแล้วครับ ซ่อมได้แล้วครับ”
“อะไรนะ! แล้วพวกแกทำไมไม่บอกฉันตั้งแต่แรก” ลูกพี่เอ่ยเสียงหนักอย่างขบขัน แต่แฝงความประหลาดใจ
"พอดีพี่วายุช่วยซ่อมน่ะครับ พี่เขาว่างพอดี" เอกเอ่ยพลางหันมาหาผม
ผมส่งยิ้มเล็กๆ ให้หัวหน้า แล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า "สวัสดีครับหัวหน้าโทน"
"คุณคือคนขับรถ ที่เพิ่งมาทำงานใหม่นี่" หัวหน้าพูดทัก พลางเดินเข้ามาประชิดตัวผม แล้วถามว่า "คุณซ่อมรถได้ ด้วยเหรอ"
ผมฉีกยิ้ม "ก็พอทำได้ครับ"
หัวหน้าหัวเราะด้วยความพอใจ "ขอบคุณมากนะ ถ้าว่างก็ช่วยสอนงานน้อง ๆ ด้วยล่ะ"
"ได้เลยครับ" ผมรับคำด้วยน้ำเสียงที่เบิกบาน ผมและพวกเขานั่งสนทนากัน เกี่ยวกับเรื่องรถอยู่เป็นเวลานาน
เวลาผ่านไปจนถึง 11:05 น. โทรศัพท์ของผมก็ส่งเสียงดัง ผมหยิบมันขึ้นมา ด้วยความ ฉงนว่าใครเป็นผู้โทรมา แต่หน้าจอกลับปรากฏเป็นหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย ผมยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกดรับ
ผมตั้งใจฟังเสียงจากปลายสาย ไม่นานนักเสียงของผู้หญิงก็ดังขึ้นว่า "คุณวายุ ใช่ไหมคะ"
"ใช่ครับ" ผมตอบรับอย่างเนิบ ๆ
"ฉันเป็นเลขาของ ผอ.ธนกฤต ค่ะ" ปลายสายกล่าวเพิ่มเติม
“อ้อ...ครับ” ผมตอบรับสั้น ๆ ก่อนเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วถามกลับ “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”
“พอดีว่า ผอ.ธนกฤต จะออกไปที่โรงพยาบาล สาขาศาลายา ตอนเที่ยงนี้ค่ะ รบกวนคุณช่วยเตรียมรถไว้รอด้วยนะคะ”
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วสอบถามเพื่อความแน่ใจ "สรุปคือ ท่านไม่ได้มีกำหนดการ ไปในช่วงบ่ายแล้วใช่ไหมครับ"
"ใช่ค่ะ ยกเลิกแล้ว" เธอยืนยัน
"รับทราบครับ" ผมกล่าวเพียงเท่านั้น เธอก็ตัดสายไปในทันที
ผมหันไปทางหัวหน้าและน้อง ๆ ที่นั่งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ตอนเที่ยงผมไม่ว่างแล้วนะครับ ต้องไปส่ง ผอ. ที่โรงพยาบาลสาขาย่อย” ผมพูดพลางถอนหายใจเล็กน้อยด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ
หัวหน้าโทนหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “งานที่นี่มันก็แบบนี้แหละวายุ เดี๋ยวสั่งแกร็บมากินที่นี่ก็ได้ ไม่เป็นไร”
จากตอนนั้นเวลาก็ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง รถของผมก็แล่นไปตามถนนแล้ว ที่เบาะข้างคนขับคือเลขาของ ผอ. เธอนั่งเปิดเอกสารอ่านอย่างตั้งใจเป็นระยะ ๆ
ส่วน ผอ. เองก็นั่งพิงพนักอย่างสบาย พลางเลื่อนหน้าจอไอแพดดูวิดีโอบางอย่าง อย่างเงียบ ๆ
จนไม่นาน ผมก็ขับรถมาถึงโรงพยาบาลในเครือสาขาศาลายา ผมจอดส่ง ผอ.ธนกฤต และเลขาส่วนตัวที่ทางเข้าอาคาร ก่อนจะเคลื่อนรถไปจอดที่ลานจอดตามระเบียบ
ผมนั่งอยู่ในรถสักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินไปที่คาเฟ่อเมซอนซึ่งอยู่ในพื้นที่ของโรงพยาบาล
ระหว่างเดินเข้าไป ผมเหลือบมองผ่านกระจกเห็นว่าข้างในร้านคนแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง
แต่ยังดีที่ด้านนอกยังเหลือที่นั่งอยู่หนึ่งโต๊ะ มันอยู่ข้างร้านใต้ร่มไม้ใหญ่ มีลมพัดอ่อน ๆ ผ่านมาเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศไม่ร้อนจนเกินไป
ผมเดินเข้าไปในร้านเพื่อสั่งกาแฟก่อนจะออกไปนั่งที่โต๊ะด้านนอกซึ่งยังว่างอยู่ วันนี้พนักงานดูเหมือนจะอยู่กันครบ ที่หน้าเคาน์เตอร์ผมเห็นโฟร์ทกำลังง่วนอยู่กับงาน เธอก้มหน้าทำเครื่องดื่มอย่างตั้งใจ แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงประตูเปิด เธอก็เงยหน้าขึ้นมา
และเมื่อเธอเห็นว่าเป็นผม เธอก็ส่งยิ้มบาง ๆ มาให้ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
“ยินดีต้อนรับค่ะ วันนี้รับเมนูอะไรดีคะ”
“สวัสดีครับ” ผมทักกลับพลางเหลือบตามองเมนูบนกระดานอยู่ครู่หนึ่ง “เอาเป็นกาแฟดำเย็นครับ”
“กาแฟดำเย็นหนึ่งแก้วนะคะ ลูกค้าต้องการชำระแบบไหนเอ่ย” เธอถามต่อด้วยน้ำเสียงร่าเริง ดวงตาคู่สวยมองผมพลางยิ้มเล็กน้อยเหมือนกำลังหยอก
“แสกนจ่ายแล้วกันครับ” เมื่อพูดจบ ผมก็ยกโทรศัพท์ขึ้นแสกนจ่าย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างสุภาพว่า “รอนานไหมครับ พอดีผมว่าจะไปนั่งด้านนอก”
“อีกสามออเดอร์ค่ะ ลูกค้านั่งรอด้านนอกได้เลยนะคะ เดี๋ยวพนักงานจะเอาไปให้ค่ะ”
“ครับผม” ผมตอบสั้น ๆ พร้อมพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไปทางประตู
ผมนั่งลงบนเก้าอี้แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ โต๊ะใกล้เคียง ทุกโต๊ะมีคนนั่งเต็มไปหมด ตอนนี้เป็นช่วงพักเที่ยง จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะหลั่งไหลกันมาพักผ่อนและดื่มกาแฟ ส่วนใหญ่ที่เห็นก็มีทั้งหมอ พยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล เท่าที่ดูจากชุดยูนิฟอร์มของแต่ละคน ส่วนคนทั่วไปนั้นมีอยู่ไม่มากนัก
ขณะที่ผมกำลังปล่อยความคิดล่องลอย เสียงของโฟร์ทก็ดังขึ้นข้าง ๆ พร้อมกับรอยยิ้มสดใสของเธอ “เครื่องดื่มได้แล้วค่ะ”
ผมหันไปมองก่อนจะยิ้มตอบ “ขอบคุณครับ วันนี้คนเยอะเลยนะครับ”
“ค่ะ ช่วงเที่ยงก็จะเป็นแบบนี้ทุกวัน” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “ถ้าว่าง ๆ ฉันจะเดินมาเล่นด้วยนะ”
“ครับ ผมจะรอนะ” ผมตอบ
เธอหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยอย่างหยอกล้อ “จะรอเลยเหรอคะ” ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายโมงครึ่ง ตอนนี้ที่ร้านเหลือเพียงผมที่นั่งอยู่โต๊ะด้านนอก ส่วนลูกค้าคนอื่น ๆ ทยอยกลับกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงคนแวะเข้ามาเป็นพัก ๆ ไม่กี่คน
ไม่นานนัก โฟร์ทก็เดินออกมาหาผมพร้อมถุงเซเว่นสีน้ำตาลอ่อนในมือ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“หิวข้าว...” เสียงใส ๆ ของเธอดังขึ้นคล้ายคนบ่นเบา ๆ ก่อนที่เธอจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามผม แล้วหยิบข้าวกล่องออกมาจากถุง
“นายกินข้าวหรือยัง” เธอถามขึ้นขณะเปิดกล่องข้าวด้วยท่าทีสบาย ๆ
“ผมกินมาแล้วครับ ก่อนจะมาที่นี่” ผมตอบกลับ
“อ๋อ...” โฟร์ทตอบสั้น ๆ ก่อนจะตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า
“งานนายดูสบายดีนะ ส่งคนเสร็จก็นั่งเล่นได้เลย”
ผมหลุดหัวเราะเบา ๆ “จะว่าสบายก็สบายจริง ๆ นั่นแหละ แต่บางทีมันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะ”
โฟร์ทพยักหน้าเบา ๆ พลางเคี้ยวข้าว “แล้วได้เงินเดือนเท่าไหร่เหรอ”
ผมชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามนั้น ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ แล้วตอบหลบ ๆ ว่า “ก็...เก้าพันบาทได้มั้ง พออยู่พอใช้แหละนะ”
“โอ้...ก็เยอะอยู่นะ...” เธอพูดพลางทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามต่อ
“แล้วทำไมถึงเลือกมาทำงานขับรถล่ะ ขอถามได้ไหม”
ผมนิ่งไป คิดหาคำตอบอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบกลับไปเรียบ ๆ ว่า “ก็...มันง่ายดี ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ขับรถไปส่งคนให้ถึงที่ก็พอแล้ว”
เธอพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “ว่าแต่นายไม่อยากมาทำงานที่นี่เหรอ” พูดจบรอยยิ้มเธอก็ปรากฏขึ้นทันที
ผมหัวเราะออกมาแล้วเอ่ยกลับไปว่า “ผมรู้นะคุณกำลังคิดอะไรอยู่”
แต่ทันใดนั้นสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นคุณอธิญาที่กำลังจะเดินเข้าไปในร้าน
เธอเหมือนจะมองมาทางพวกเราอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่สายตาของเราจะสบกันโดยบังเอิญ
และทันทีที่เกิดขึ้น เธอก็รีบเบือนหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อยากให้ผมรู้ว่าเธอมองอยู่