นักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 44 อันตราย!

    ตอนที่44 อันตราย!

     

    ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นก็เห็นว่าฉินซีวิ่งเข้ามา “เสี่ยวชี โจวโจว พวกเธอมัวทำอะไรกันอยู่ ไปสิพี่ใหญ่บอกว่าจะเลี้ยงข้าวพวกเรา”

     

    ได้ยินแบบนั้น โจวโจวก็ตาเป็นประกายทันที “ไปกินข้าวกัน! ”

     

    เมื่อก่อนฉินซีไม่ชอบน้องสาวแต่เมื่อครู่ที่เห็นพละกำลังของน้องสาวแล้ว เขากลับชอบเธอมาก  และไม่ได้รังเกียจที่น้องสาวกินจุแล้วหากน้องสาวไม่กินเยอะ ๆ จะมีพละกำลังขนาดนั้นได้อย่างไร

     

    คิดแล้วมันก็เรื่องปกติ

     

    เขาจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า“อื้อ ข้างกันนี้มีร้านอาหารอยู่ร้านนึง อร่อยมากเลยล่ะพี่ใหญ่สั่งอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้แค่รอพวกเธอตามไป”

     

    “งั้นพวกเราไปกันเถอะ”

     

    ในไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงร้านที่พูดถึง ในตอนที่มาถึงประตูของห้องส่วนตัวนั้นก็เห็นว่าฉินเริ่นกำลังจัดเก้าอี้เด็กที่เหมือนกับที่บ้านดูแล้วน่าจะเตรียมไว้ให้เธอโดยเฉพาะ

     

    พี่ใหญ่ใส่ใจเธอดีจริงๆ

     

    เมื่อคิดได้แบบนี้โจวโจวก็มีความกล้าที่จะมองเขา แต่พอเห็นเขาสวมแว่นตาอยู่ หนูน้อยก็ใจฝ่อทันที

     

    เธอขี้ขลาดแล้วสุดท้ายจึงกลับไปยืนอยู่ข้างรถเข็นของฉินเฟิงเหมือนเดิม

     

    เธอยังคงกลัว

     

    เมื่อเห็นแบบนั้นฉินเริ่นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ใส่ใจที่เธอก้าวถอยหลังไป แต่ที่เขาสนใจคือเมื่อครู่นี้เธอก้าวมาข้างหน้าต่างหาก

     

    น้องสาวกำลังพยายาม?

     

    ฉินเริ่นขมวดคิ้วขึ้นเขามองไปยังฉินเฟิงที่นั่งอยู่บนรถเข็น หลังจากครุ่นคิดสักพัก เขาก็เข้าใจในทันที

     

    สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรเขาวางเก้าอี้แล้วจึงพูดว่า: “กินข้าวกันเถอะ”

     

    หลังจากนั่งลงโจวโจวพบว่าอาหารทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าเธอเป็นอาหารมังสวิรัติเธอจึงเงยหน้าขึ้นมองฉินเริ่นอีกคั้ง

     

    ดูเหมือนพี่ใหญ่จะดีกับเธอมากนะ

     

    เมื่อนึกถึงตอนที่เธอทำให้เขากลัวในตอนนั้นโจวโจวพลันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดขึ้นมาตอนนี้หัวของหนูน้อยก้มงุดแทบจะฝังอยู่ในชามข้าวแล้ว

     

    “โจวโจวกินข้าวสิ” ฉินซีทักทายอย่างอบอุ่นอย่างไม่เคยมีมาก่อนซึ่งต่างจากท่าทีที่เขามีต่อเธอในก่อนหน้านี้เลย

     

    ไม่ใช่แค่เขาแต่ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่จะมองเธอเป็นครั้งคราวในแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

     

    ฉินซีจึงเป็นฝ่ายถามหนูน้อยในตอนแรก“โจวโจว ทำไมเธอถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ ? ”

     

    เขาเองก็อยากแข็งแกร่งขนาดนี้เหมือนกัน

     

    ต่อให้ต่อสู้เก่งแค่ไหนแต่เมื่อเจอกับพละกำลังในระดับนี้ เป็นใครก็ต้องยอม

     

    คนที่เหลือก็เช่นกันพวกเขาไม่ชอบศิลปะการต่อสู้เท่าฉินซีก็จริง แต่เมื่อกี้พวกเขาเห็นเธอเตะต้นไม้เบา ๆแต่ต้นไม้กลับล้มครืนลงมา พวกเขาเลยอยากรู้ว่าเธอเก่งแค่ไหน

     

    “หนูเกิดมาพร้อมกับมัน”โจวโจวบอก “ศิษย์พี่ใหญ่บอกว่าหนูมีพละกำลังเยอะเลยกินจุ”

     

    “ศิษย์พี่ใหญ่? โจวโจวมีศิษย์พี่หลายคนหรือ ? ศิษย์พี่ของโจวโจวเก่งแบบนี้เหมือนกันไหม ? พวกเธอเป็นคนของสำนักยุทธ์เหมือนในทีวีหรือเปล่า? ” ยิ่งฉินซีพูด เขาก็ยิ่งตื่นเต้น เสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อย

     

    โจวโจวส่ายหน้า“หนูมีศิษย์พี่ 7 คนแต่พวกเราไม่ใช่คนของสำนักยุทธ์ พวกเราเป็นนักพรตของอารามเต๋า”

     

    “อารามเต๋างั้นหรือ ? ” ฉินซีตะลึงไปเล็กน้อย“งั้นโจวโจวก็เป็นนักพรตเต๋าน่ะสิ ? ”

     

    โจวโจวยิ้มกว้างแล้วพยักหน้ารับ“ใช่แล้ว ! ”

     

    ฉินซีมองหัวล้านของเธออีกครั้งด้วยความสงสัย“แล้วทำไมโจวโจวถึงไม่มีผมล่ะ ? ”

     

    นักพรตเต๋าก็น่าจะไว้ผมสิไม่เห็นพวกเขาจะโกนหัวเหมือนนักบวชในวัดพุทธเลย

     

    ได้ยินแบบนั้นโจวโจวจึงลูบหัวตัวเอง แล้วอธิบายให้พี่ชายฟัง“เพราะเมื่อก่อนหนูเคยเป็นนักบวชในวัดพุทธ ต่อมาถึงย้ายมาอยู่ที่อารามเต๋าอาจารย์บอกว่าในเมื่อหนูเคยนับถือศาสนาพุทธ งั้นก็ไว้หัวโล้นแบบนี้หนูนับถือพระพุทธรูปครึ่งหนึ่ง นับถือจู่ซือเอี๋ยครึ่งนึง”

     

    หนูน้อยพูดอย่างจริงจังโดยไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคือหลี่หยวนหมิงไม่รู้วิธีมัดผมเด็กผู้หญิงฉะนั้นจึงให้หนูน้อยโกนหัวเพื่อแก้ปัญหานี้

     

    เพราะถึงอย่างไรโจวโจวก็ชินแล้วหนูน้อยไม่ได้คิดว่ามันคือเรื่องใหญ่อะไร ซึ่งเธอเองก็ชอบแบบนี้เช่นกัน

     

    ยังจะทำอะไรได้อีก?

     

    ฉินซีตะลึง“งั้นทำไมโจวโจวถึงไม่เป็นนักบวชวัดพุทธต่อล่ะ ?ทำไมถึงเปลี่ยนมาเป็นนักพรตเต๋าแล้ว ? ”

     

    นั่นเป็นเพราะเธอทำให้วัดล้มละลายอาจารย์อี้หยุนถึงไม่ต้องการเธอแล้ว

     

    และตอนนี้อาจารย์หยวนหมิงก็ไม่ต้องการเธอแล้วเช่นกัน

     

    โจวโจวไม่ได้พูดคำนี้ออกมาแต่สีหน้าของหนูน้อยดูเศร้าหมองลงเธอบีบมือตัวเองแล้วก้มหน้าลงกินอาหารต่อไปด้วยท่าทางหดหู่

     

    เมื่อเห็นเช่นนั้นฉินเริ่นจึงชำเลืองมองฉินซีที่อยากพูดต่อ เมื่อเห็นสายตาของเขาฉินซีพลันเงียบเสียงลงเพราะไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปถึงได้ไปสะกิดต่อมความเศร้าของน้องสาวได้

     

    โจวโจวกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างและกำลังอารมณ์ไม่ดีทันใดนั้นก็มีชามพร้อมตะเกียบอยู่ในชาม เธอตกตะลึงไปครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นและเผชิญหน้ากับใบหน้าที่อ่อนโยนของฉินเริ่น

     

    เขายังสวมแว่นอยู่แต่แววตาของเขาอ่อนโยนมาก ที่จริงแล้วเขาก็เป็นแบบนี้เกือบตลอดเวลาเพียงแต่โจวโจวกลัวมาดนักวิทยาศาสตร์ของเขา หนูน้อยจึงไม่กล้าเข้าใกล้เขา

     

    นอกจากเรื่องนี้แล้วเขาก็ยังมีหลายจุดที่คล้ายกับศิษย์พี่ใหญ่ของเธอ

     

    ศิษย์พี่ใหญ่ไม่เคยรังเกียจที่เธอมีชะตาชีวิตขาดแคลนเงินทุกครั้งที่กลับมายังอาราม เขาก็มักจะเอาของอร่อยมาฝากเธอเสมอและไม่เคยรังเกียจที่เธอกินเยอะ ทุกครั้งที่กินข้าว เขาก็มักจะคีบเมนูมังสวิรัติให้เธอเสมอ

    เธอคิดถึงศิษย์พี่ใหญ่แล้ว

     

    ในตอนนี้เองราวกับใบหน้าของฉินเริ่นได้ซ้อนทับกับใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ของเธอในที่สุดโจวโจวก็ยอมเขยิบเข้าหาเขา หนูน้อยกระพริบตาปริบๆแล้วรีบคีบอาหารใส่ชามให้เขา จากนั้นเธอก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารอยู่

     

    เมื่อเห็นแบบนี้ฉินเริ่นหัวเราะออกมาอย่างลืมตัว

     

    โจวโจวได้ยินเสียงหัวเราะของเขาขนตายาวงอนของเธอกระพริบตามองเขา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาหันมามองเธอพอดีเธอรีบก้มหัวลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครสังเกตเลยว่าบนมือของหนูน้อยจะเลอะวิปครีมด้วย

     

    หนูน้อยขมวดคิ้วแล้วกระโดดลงจากเก้าอี้ “หนูไปล้างมือก่อนนะ”

     

    พูดจบเธอก็วิ่งออกไปโดยไม่รอให้พวกเขาตอบรับ

     

    แต่เมื่อเห็นว่าหนูน้อยรู้จักบอกให้พนักงานในร้านพาไปที่ห้องน้ำพวกเขาก็วางใจ

     

    “พี่ใหญ่เมื่อกี้ผมมีคำพูดไหนที่พูดผิดไปหรือเปล่า ? ” รอจนกระทั่งเห็นหนูน้อยเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วฉินซีถึงได้หันไปถามฉินเริ่น

     

    ฉินเริ่นตอบเพียงว่า“ในเมื่อโจวโจวไม่อยากพูด เราก็ไม่ต้องถามหรอก”

     

    ฉินซีใบ้กิน:ตกลง เดิมทีเขาก็ไม่อยากขุดคุ้ยเรื่องของหนูน้อยอยู่แล้ว

     

    “พี่ใหญ่ไม่สงสัยหรือว่าทำไมโจวโจวถึงไม่เป็นนักบวชพุทธแต่เปลี่ยนมาเป็นนักพรตเต๋าแทน ? ”

     

    “เธอเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งจะไปมีสิทธิ์เลือกได้มากขนาดนั้นได้ไง” ฉินเริ่นเหลือบมองน้องชายด้วยหางตาเขาขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงดูจริงจังราวกับกำลังเตือนฉินซี “อย่าถามคำถามแบบนี้ต่อหน้าโจวโจวอีก”

     

    “อื้ม”ฉินซีพูดเสียงแผ่วทันที

     

    ทำไมตอนนี้ฉันถึงรู้สึกเหมือนพี่ใหญ่เริ่มลำเอียงเลยล่ะชักจะเริ่มเหมือนคุณปู่คุณย่าไปทุกทีแล้ว

     

    โจวโจวไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทางฝั่งนี้หนูน้อยกำลังยืนบนเก้าอี้เพื่อล้างมือในตอนที่เธอหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดมือนั้น ในขณะที่กำลังจะออกจากห้องน้ำนั้นจู่ ๆ ที่โถงทางเดินก็มีชาวต่างชาติผมบลอนด์สองคนกำลังเดินมา

     

    พวกเขาสวมเสื้อผ้าสีขาวและมีกลิ่นบางอย่างโชยออกมามันน่าแปลกตรงที่กลิ่นของพวกเขาเหมือนกลิ่นจากตัวของพี่ใหญ่นักวิทยาศาสตร์เลย

     

    หรือว่าพวกเขาคือนักวิทยาศาสตร์?

     

    โจวโจวขมวดคิ้วแต่ทันใดนั้นหนูน้อยก็ส่ายหน้า ไม่ ไม่ใช่ พวกเขาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์

     

    เธอขมวดคิ้วและมองไปที่ปราณสีเลือดบนร่างกายของพวกเขาและเธอก็ขมวดคิ้วเป็นปมยิ่งขึ้น

     

    ปราณสีเลือดต้องเป็นคนที่ร่างกายเปื้อนไปด้วยเลือดถึงจะมีปราณแบบนี้ได้ 

     

    พวกเขาคือคนชั่ว!

     

    โจวโจวกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดีทันใดนั้นเธอก็ได้ยินคนที่อยู่ด้านหน้าสุดพูดว่า “หมายเลขหนึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือ ? ”

     

    “ครับดร.อัลรายงานทางการแพทย์ของเขาเพิ่งเข้ามาและทุกอย่างเรียบร้อยดี” ระหว่างที่พูดคนที่อยู่ด้านหลังส่งรายงานการทดลองให้เขา

     

    อัลรับมาอ่านแล้วยกยิ้มที่มุมปาก “โอ้ ? น่าสนใจ”

     

    อย่างไรก็ตามรอยยิ้มนี้ไม่มีความอบอุ่นเลย มันมีแต่จะทำให้รู้สึกขนลุกเท่านั้น

     

    และเมื่อเขาพูดถึง“หมายเลขหนึ่ง” น้ำเสียงของเขาดูเหมือนกำลังพูดถึงของที่ไม่สำคัญโจวโจวรู้สึกไม่สบายใจโดยไม่รู้ตัว

     

    ไม่รู้ว่าหมายเลขหนึ่งที่เขาพูดถึงคืออะไร

     

    เธอสงสัยจึงหยิบยันต์มองเห็นได้พันลี้ออกมา ซึ่งเป็นตอนที่อัลพลิกไปหน้าที่หนึ่งพอดีด้านบนนั้นเป็นรูปภาพหนึ่งใบ

     

    โจวโจวมองเห็นทุกอย่างบนเอกสารนั้นอย่างชัดเจนและเมื่อหนูน้อยเห็นภาพใบหน้าที่คุ้นเคยบนรูปถ่ายนั้น เธอก็ตัวแข็งทื่อนัยน์ตาเบิกกว้าง

     

    ทำไมถึงเป็นพี่ใหญ่ได้ล่ะ!

     

    ดูเหมือนเขาจะรู้สึกถึงบางอย่างได้อัลหยุดเดินแล้วค่อย ๆ หันมามอง……

    คล้ายกับเรื่องนักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน