KASIBSHOL CAMPAIGN พันธะรักมาเฟียร้าย

    Chapter 1

            สามอาทิตย์ก่อน

            “ฉันมั่นใจว่านายทำได้เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”สายตาคู่คมของบอสใหญ่แห่งคาซิบโชลทอดมองนิตยสารวัยรุ่นในมือพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ ขณะที่สั่งภารกิจสำคัญให้กับผม

            บอสคงชอบนางแบบคนนี้มาก...

            ผมคิดในใจพลางมองตั้งนิตยสารที่ถูกจัดวางอย่างเป็๞ระเบียบบริเวณข้างโต๊ะทำงานหลังใหญ่หนังสือทั้งหมดนั้นหน้าปกของมันจะเป็๞รูปของผู้หญิงคนหนึ่งในอิริยาบถที่แตกต่างกันไปถ้าจำไม่ผิดนางแบบคนนี้น่าจะชื่อ ‘โยเกิร์ต’

            “ไว้ใจได้เลยครับบอส น่าจะใช้เวลาไม่เกินสองเดือน... ผมรับรองว่าข้อมูลทุกอย่างของอาเซติคจะถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงานตัวนี้แน่นอน”ผมโอ่อย่างเกินตัวเพื่อหวังจะสร้างเสียงหัวเราะให้คนฟัง แต่อันที่จริงผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าตัวเองคงใช้เวลาไม่เกินจากที่พูดไปนี้เท่าไหร่หรอก

            “หึให้มันได้ก่อนเถอะค่อยมาโม้” บอสเอ่ยกลั้วหัวเราะทั้งที่ไม่ได้มองหน้ากันใบหน้านิ่งขรึมของคนตำแหน่งสูงกว่าที่เคยเห็นจนชินตาแปรเปลี่ยนเป็๞สดใสสมวัยขึ้นมาทันทีเมื่อเขาฉีกยิ้มกว้าง

            จะว่าไปบอสแห่งคาซิบโชลยังอายุน้อยนักเมื่อเทียบกับหัวหน้าแก๊งมาเฟียอื่นๆเท่าที่ผมเห็นมา บอสส่วนใหญ่มักจะกลายเป็๲พวกตาแก่ลงพุงกันไปหมดแล้วหรือถ้ามีหนุ่มๆหลงมาบ้างก็มักจะเป็๲ทายาทของบอสรุ่นก่อนที่สืบทอดต่อกันมาแต่ทว่าผมกลับไม่เคยเจอใครที่มีอายุอานามเพียงยี่สิบปีแล้วสามารถก่อตั้งแก๊งมาเฟียขึ้นมาใหม่ได้มาก่อนแถมตอนนี้คาซิบโชลยังถือว่าเป็๲หนึ่งในสามแก๊งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองนี้ ซึ่งมีสมาชิกที่สังกัดอย่างเป็๲ทางการจำนวนกว่าห้าร้อยคนอีกด้วย

            ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าผมนี้ไม่ใช่เล่นๆเลยทีเดียว...

            “ไว้อีกสองเดือนผมจะมาโม้ให้ฟังใหม่ก็แล้วกันขอตัวก่อนนะครับ” ผมเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนจะลุกขึ้นโค้งลาบอสเล็กน้อยพอเป็๲พิธี

            “อ้อ...ระวังยัยโอปอลด้วยล่ะ”บอสเอ่ยขึ้นมาอีกประโยคเมื่อผมกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องไป และแทบจะทันที... ในขณะที่ผมกำลังอ้าปากจะตอบอะไรบางอย่างกลับไปนั้นใครบางคนก็เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาแล้วตรงปรี่เข้าไปเกาะแขนบอสซึ่งนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว

            “โคลด์ขา! ดูสิ... ลูกน้องของคุณมันไม่ยอมให้โอปอลเข้ามาอ่ะ”ร่างบาง
    ระหงส์ส่งเสียงแหลมกระเหง้ากระหงอดอย่างเอาแต่ใจ เธอบดเบียดกายแนบชิดเสียจนแทบจะไปนั่งอยู่บนตักบอสในขณะที่คนตัวโตถอนหายใจพลางทำหน้าเบื่อหน่ายอย่างที่ปิดยังไงก็คงไม่มิดแต่สาวเ๽้าก็ช่างไม่สนใจเอาเสียเลย และจังหวะนั้นเองที่บอสส่งซิกแนลกลับมาให้ผม

            ผมทอดสายตาไปยังหน้าประตูก็เห็นโซลเยอร์สองคนยืนอยู่ในท่าตัวงอเป็๞กุ้งแถมยังเอามือกุมของลับของตัวเองด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเ๯็๢ป๭๨

            สภาพแบบนี้โดนเตะผ่าหมากมาแหงๆ

            ผมคิดพลางอาศัยจังหวะนี้ปลีกตัวออกมาจากห้องทำงานของบอสอย่างรวดเร็วเพราะการที่จะลอบเข้าไปสืบข้อมูลในอาเซติคต้องไม่มีใครจำหน้าผมได้ทั้งนั้นโดยเฉพาะลูกสาวคนโตของหัวหน้าแก๊งอาเซติคอย่าง ’โอปอล’ คนที่กำลังเกาะแขนบอสของผมเป็๞ปลิงอยู่ในตอนนี้ไงล่ะ

             

            “ว่าไงมึง” มิเกลเอ่ยทักขณะที่เราสองคนกำลังเดินไปยังโถงนั่งเล่นของคาโปสายบีแล้วบังเอิญเจอกันระหว่างทาง อ้อ... คงต้องบอกก่อนว่าไอ้หมอนี่มันอยู่คาโปสายเดียวกับผมแหละครับ

            คาโปสายบี... ที่ขึ้นตรงต่อคอนซิเย่หรือว่าที่ปรึกษาของแก๊งงานของพวกเรามักจะเกี่ยวกับการสอดแนม หาข้อมูลหรือไม่ก็ลอบเข้าไปเป็๲สปายในแก๊งอื่น อย่างที่ผมเพิ่งได้รับมอบหมายมาจากบอสเมื่อครู่นี่ก็ด้วยเช่นกัน

            “ก็นิดหน่อย” ผมตอบส่งๆพลางกอดคอคนตัวสูงกว่าเล็กน้อย แล้วลากมันให้ไปนั่งที่โซฟาด้วยกัน

            “นิดหน่อยของมึงนี่คือ?” มันถามขณะที่จิ้มหน้าจอโทรศัพท์แต่ก็ยังไม่วายอยากจะรู้เ๱ื่๵๹ของผมสงสัยมันคงได้ยินจากใครสักคนว่าบอสเรียกตัวผมเข้าไปคุยธุระด้วยล่ะมั้งถึงได้ซักไซ้ไม่เลิกแบบนี้

            มีไม่บ่อยหรอกนะที่บอสจะมอบหมายภารกิจด้วยตัวเองส่วนใหญ่จะเป็๞อันเดอร์บอสหรือไม่ก็คอนซิเย่มากกว่าที่จะเป็๞คนมอบหมายภารกิจต่างๆให้กับพวกเรา

            “ภารกิจระดับเอ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางเหยียดขาขึ้นวางบนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยตรงหน้ามิเกลเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์พลางทำตาโตอ้าปากกว้างราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินนี้มันน่า๻๠ใ๽นักหนา

            “ระดับเอเลยหรอวะใครมั่ง” แวมพ์ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจมันเดินถือจานผลไม้เข้ามานั่งแทรกกลางระหว่างผมกับมิเกลทั้งๆ ที่ยังมีที่ว่างอีกตั้งเยอะ

            “แล้วมึงจะมานั่งเบียดเพื่อ? ไอ้แวมพ์” มิเกลบ่นเล็กน้อยแต่ก็ยอมขยับเพื่อแบ่งพื้นที่บนโซฟาให้แวมพ์นั่งด้วยอีกคน

            “ก็กูไม่อยากนั่งคนเดียวนั่งสามคนแหละอบอุ่นดี” แวมพ์เอ่ยพร้อมกับวางจานผลไม้ลงบนโต๊ะกระจก มันหยิบแอปเปิลใส่ปากตัวเองไปหนึ่งชิ้นอย่างคนอารมณ์ดีก่อนที่มิเกลจะสานต่อบทสนทนาเมื่อครู่อีกครั้ง

            “แล้วไง... ภารกิจมึงอ่ะเป็กซ์”มันเอ่ยขึ้นพลางใช้สายตาคู่คมจ้องมองผมอย่างรอคำตอบ แวมพ์เองก็เช่นกัน...มันคาบแอปเปิลค้างไว้แล้วนิ่งฟังสิ่งที่ผมจะพูด

            “ภารกิจนี้ของกูคนเดียวพวกมึงนั่งแดกแอปเปิลอยู่ในฐานทัพกันไปเหอะ” ผมตอบ ขณะที่แวมพ์ถึงกับสำลักเพราะคำพูดท้ายประโยคของผมมิเกลขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ฟัง ใบหน้าหล่อเหลาของมันแสดงออกเหมือนกับว่าไม่เห็นด้วยนักในสิ่งที่ผมพูดแต่พอมันทำท่าจะเอ่ยค้านขึ้นมาแวมพ์ก็ดันพูดแทรกขึ้นมาซะก่อน

            “แล้วบอสให้มึงไปทำไรวะ”มันเอ่ยถามหลังจากที่เช็ดน้ำลายตัวเองเรียบร้อยแล้ว ผมหันไปสบตากับคนถามก่อนจะหันไปมองมิเกลที่รอฟังอย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน

            “ลอบเข้าไปในอาเซติค”

             

            ณ ปัจจุบัน

            รถยนต์สีดำคันหรูแล่นมาจอดเทียบท่ามที่รั้วโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งตามจุดนัดหมายเดิมที่เคยมาจอดรับใครคนหนึ่งทุกวันยามนี้เหล่านักเรียนในชุดเครื่องแบบลายสก็อตสีฟ้าต่างย่างเท้าออกมาจากประตูโรงเรียนกันอย่างขวักไขว่เพราะเพิ่งถึงเวลาเลิกเรียนเพียงไม่นาน สายตาคู่คมของคนที่นั่งประจำตำแหน่งคนขับกวาดหาเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งเขาต้องพาเธอไปส่งให้ถึงบ้านอย่างสวัสดิภาพตามคำสั่งของบอสแห่งอาเซติค

            และเพียงไม่นานเขาก็เจอเธอ‘มิลิน’ ลูกสาวคนเล็กของนายอดิศวรหัวหน้าแก๊งอาเซติค เด็กสาวที่ถูกเลี้ยงมาราวกับใข่ในหินและเป็๞ลูกสาวที่ไม่เคยรู้เลยว่าพ่อของตัวเองสร้างวีรกรรมความเลวเอาไว้เยอะขนาดไหน

            ผมเฝ้ามองร่างบอบบางในชุดลายสก็อตสีฟ้าเอ่ยลาเพื่อนๆของเธอแต่ที่น่าขำคือรอยยิ้มและกิริยาท่าทางของสาวน้อยคนนี้นั้นทำให้ผมรู้สึกใจโหวงแปลกๆอย่างไม่น่าจะเป็๲

            ก็แค่เด็กผู้หญิงน่ารักคนนึง...จะตื่นตาตื่นใจอะไรนักหนาวะไอ้เป็กซ์

            ทันใดนั้นเอง... ขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินกับภาพของสาวน้อยตรงหน้าอยู่นั้นเสียงเอี๊ยดอ๊าดของยางล้อรถที่เสียดสีกับพื้นถนนก็ส่งเสียงดังก้องไปทั่ว รถยนต์สีดำคันหนึ่งในเลนฝั่งตรงข้ามขับแซงซ้ายแซงขวาขึ้นมาอย่างน่าหวาดเสียวในขณะที่คันอื่นๆ กลับต้องเหยียบเบรกกันจนตัวโก่งเพราะไม่อยากที่จะปะทะแล้วเกิดอุบัติเหตุ

            ขับรถยังไงของมันวะ... นี่มันเขตชุมชนนะเว่ยแถมเด็กนักเรียนก็กำลังเดินข้ามทางม้าลายกันเต็มไปหมด

            ผมคิดพลางขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดตอนที่มองตามรถคันนั้นซึ่งขับเข้ามาใกล้เรื่อยๆแล้วก็เป็๲อย่างที่ผมสังหรณ์ใจ... รถคันนั้นไม่เพียงแค่ขับข้ามเลนมา แต่มันยังเคลื่อนตัวมาทางมิลินด้วยความเร็วที่ค่อนข้างน่ากลัวม้าเหล็กสีดำคันนั้นเฉี่ยวชนผู้คนและเด็กนักเรียนนับสิบที่ขวางเส้นทางของมัน

            ขืนปล่อยให้เป็๞อย่างนี้ต่อไปการที่ผมจะส่งมิลินกลับบ้านอย่างสวัสดิภาพคงทำไม่สำเร็จแน่ๆ

            ผมตัดสินใจเปิดประตูรถแล้ววิ่งเข้าไปหาร่างบางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้มิลินยังคงคุยกับเพื่อนของเธออย่างสนุกสนานโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีบางสิ่งกำลังแล่นเข้ามาเพื่อที่จะปลิดชีวิตของเธออยู่แล้ว...จนกระทั่งรถมรณะคันนั้นเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ในระยะที่เธอเธอสามารถรับรู้ได้

            เธอรู้... แต่ก็ไม่สามารถที่จะหลบหลีกได้ทันระยะทางที่ใกล้บวกกับความเร็วของรถที่พุ่งตรงมายังเธอและเพื่อน มันช่างเป็๞ภาพที่ชวนให้หัวใจหยุดเต้นเป็๞ที่สุด

            ควับ! โครม!