ไม่ใช่เธอไม่เชื่อมั่นในตัวโคทาโร่ แต่เธอไม่ชอบการเป็นจุดสนใจแบบนี้เลย
“อธิบายสิ ทำไมต้องมีการประลองด้วย”
“ขอให้ข้าได้ตอบเถอะเจ้าค่ะ” นิชิเอ่ยแทรกขึ้นมาเพราะเธอเองก็มีส่วนในเรื่องนี้
“คุณหนูเจ้าค่ะ ความจริงท่านโคทาโร่ไม่ได้ตั้งใจพักอยู่ที่นี่นานขนาดนี้ ทีแรกตกลงกันว่าพอส่งข้าถึงบ้านเรียบร้อยจะเลยไปสมทบกับสหายที่หมู่บ้านชาวประมง แต่หลังจากปรึกษาหารือกันเห็นว่าที่นี่มีหยูกยาพร้อม อีกใกล้โรงหมอ เหมาะกับการพักฟื้น อย่างน้อยขอให้คุณหนูพอรู้สึกตัวก่อน ที่ไหนได้...”
ห้าวันก่อน
“พี่สาวให้ข้าออกหน้าเถอะ ไม่ต้องกังวลทำใจให้สบาย”
“แต่ว่า”
ต้าหมินยกมือห้ามกล่าวด้วยความมั่นใจ
“ในเมื่อพี่สาวช่วยดูแลศิษย์พี่อย่างดี ก็ควรให้น้องชายคนนี้ได้ตอบแทนอะไรบ้าง ข้อที่ท่านกังวลว่าพ่อกับแม่อาจพาลโกรธไปถึงหลานในไส้ ขอให้วางใจ ปัญหานี้สองบ่าน้อย ๆ แบกรับเอาไว้แล้ว”
นิชิ ลูกสาวคนเดียวของร้านข้าวสาร กิจการที่บ้านถึงไม่ใหญ่โตแต่ก็พอมีคนนับหน้าถือตา ยุคสมัยนี้มีเพียงสตรีชนชั้นสูงเท่านั้นที่ไม่ต้องทำงาน สามารถใช้เวลาไปกับสิ่งบันเทิงเริงใจ อย่าง ดนตรี กาพย์กลอน และการละเล่น พร้อมกับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวด้วยการเรียนเย็บปักถักร้อย และเล่าเรียนเขียนอ่าน
นิชิช่วยบิดาทำการค้าตั้งแต่เล็ก เธอจึงมองคนที่การทำงานไม่ใช่รูปร่างหน้าตา ไม่แน่ใจว่ากามเทพดลใจหรือกรรมผูกพัน เธอกับลูกจ้างร้านฝั่งตรงข้ามจึงเกิดผูกสมัครรักใคร่ แน่นอนบิดาต้องกีดกัน อีกบังคับหมั้นหมายกับคนอื่น เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้คู่รักตัดสินใจหนีตามกัน...
ต้าหมินฟังไป ๆ ก็จินตนาการถึงเรื่องราวความรักของซีรีส์เกาหลีในชาติปางก่อน ประมาณลูกสาวประธานบริษัทพบรักกับพนักงานร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน ต่างชอบพอในกันและกัน รักเพราะเธอเป็นเธอและฉันเป็นฉัน ไม่ใช่รักในทรัพย์สินเงินทองหรือตำแหน่งหน้าที่
อนิจจาคู่สวรรค์สร้างกลับถูกภูตเทพขัดขวาง ถูกบิดามารดาของฝ่ายหญิงกีดกัน ยังดีที่จิตใจเข้มแข็งไม่ได้ตัดช่องน้อยแต่พอตัว กอดคอกันกระโดดแม่น้ำ แต่ตัดสินใจหนีไปตั้งหลัก ด้วยหวังว่าหากมีเจ้าตัวน้อย บิดามารดาอาจเห็นใจและยกโทษให้
ยามนี้ตะกอนของความรู้สึกผิดถูกสายธารเชี่ยวกรากของโชคชะตาสาดซัด ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เก็บซ่อนเอาไว้เกิดพลุ่งพล่านจนสุดระงับ มีเพียงการให้อภัยของบุพการีเท่านั้นใจของนิชิจึงจะสงบได้
ต้าหมินไม่คิดทำตัวเป็นคนกลาง เฝ้ามองลูกสาวกราบขอขมาพ่อแม่ ขอให้ท่านเห็นแก่หลานที่ยังไม่ออกมาดูโลก ได้โปรดยกโทษให้ จากนั้นเฝ้ามองสามคนพ่อแม่ลูกกอดคอกันร่ำไห้ ส่วนตัวเองน้ำตาไหลพราก
ไม่!
นี่ไม่ใช่วิธีการของเขา
ดั่งคำพูดในยุทธจักร ‘ยุ่งเหยิงดุจกองปอ’
ทางแก้ไม่ใช่มานั่งสางกองปอให้หลุดออกจากกันทีละเส้น แต่ต้องใช้ ‘ดาบไวฟันกองปอ’
ปึง!
ปึง!
ปึง!
“มาแล้วขอรับ”
ใครกันมามืดค่ำเอาป่านนี้
พ่อบ้านชราเพิ่งลงกลอนประตู ยังไม่ทันไรก็มีเสียงเคาะราวกับต้องการทุบให้พังอย่างไรอย่างนั้น
...
“นายท่านขอรับ มีคนของทางการมาขอรับ” พ่อบ้านชรากึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในเรือนชั้นใน จังหวะเดียวกับนายผู้เฒ่าของบ้านกำลังรับประทานอาหารเย็น
หลายปีที่ผ่านมานิชิโน่นำความเจ็บปวดมาเป็นพลัง ขยายการค้าออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงร้านขายปลีกจากหนึ่งร้านเพิ่มเป็นสี่ร้าน ตั้งกระจายอยู่สี่มุมเมือง ยังเปิดร้านค้าส่งเพิ่มที่ท่าเรือนานิวะ หลังจากกิจการขยับย้ายลูกน้องที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่แรกก็เติบโตตาม ต่างคนต่างแสดงฝีมือจนนิชิโน่มั่นใจฝากร้านให้ดูแล ทุกวันนี้เขาไม่จำเป็นต้องวิ่งรอกดูแลร้านอีกต่อไป เพียงวนตรวจบัญชีร้านขายปลีกตอนเช้า บ่ายดูงานร้านขนส่ง ตกเย็นสามารถกลับบ้านอย่างวางใจ เพื่อมารับประทานอาหารกับภรรยา
ปกติตนกับคนของทางการนั้นหามีสัมพันธ์พิเศษไม่ มีเพียงค่าน้ำร้อนน้ำชาที่กลุ่มพ่อค้าในท่าเรือลงขันกันทุกเดือนเท่านั้น
“จัดเตรียมน้ำชาและของว่างไปรับรองก่อน เดี๋ยวข้าตามไป”
นิชิโน่รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องด้านใน พยายามปลุกปลอบกำลังขวัญ พบเจอเจ้าหน้าที่ครั้งใดไม่เคยมีเรื่องดี โดยเฉพาะการมาเยี่ยมเยียนถึงบ้านเช่นนี้ ชวนให้กังวลยิ่งนัก ถึงอย่างไรก็ไม่อาจให้ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากกังวลมากไปกว่านี้
“อย่าห่วงไปเลย คนไม่ได้ทำความผิดย่อมไม่มีอะไรให้กังวล ข้าจะรีบไปรีบกลับ” เขาบีบมือภรรยาที่เข้ามาช่วยแต่งตัวเบา ๆ
ถึงการค้าของนิชิโน่จะไปได้ดีทว่าเขาไม่เคยฟุ้งเฟ้อ ยังคงอาศัยในเรือนสี่ประสาน*หลังเก่า ทั้งที่ฐานะอย่างเขาสามารถขยับขยายเป็นบ้านแบบสองเข้าสองออกได้แล้วก็ตาม ยามนี้นึกขอบคุณตัวเอง อย่างน้อยบ้านซอมซ่อคงถูกรีดไถไม่เท่าไร
หน้าห้องรับแขกมีชายสองคนรูปร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ ถึงแต่งกายด้วยชุดลำลองแต่จากเสื้อที่พองนูนขึ้นมา ผนวกกับรังสีฆ่าฟันที่แค่เฝ้ามองก็สัมผัสได้ ไม่ต้องให้ใครบอกนิชิโน่ก็รู้เลยว่าทั้งสองคือทหารกล้า ไม่เพียงเท่านั้นยังเคยผ่านสมรภูมิมาก่อน ไม่ใช่ทหารที่ดูแลท่าเรือคอยรีดไถพ่อค้าพวกนั้น
นิชิโน่พยายามข่มความตื่นเต้น ด้วยการยืดหลังตรง ผ่อนลมหายใจ ถึงกระนั้นหัวใจก็ยังเต้นรัว เหงื่อเต็มแผ่นหลัง
ยิ่งพอเดินเข้ามาใกล้ทหารเหล่านี้แข้งขาเหมือนจะอ่อนแรง คนที่สามารถให้ทหารระดับนี้มายืนเฝ้าหน้าประตูได้ แสดงว่าไม่ใช่ขุนนางธรรมดาทั่วไป
พอเดินเข้าไปด้านในหาใช่บรรยากาศที่เขาคุ้นเคย เหมือนว่ายามนี้ตนต่างหากที่เป็นแขก เป็นฝ่ายมาขอร้องให้เจ้าบ้านช่วย โต๊ะรับแขกด้านในมีสมณะสวมหมวกสานนั่งอยู่ ด้านหลังมีสามเณรและนักดาบแววตาคมกริบยืนอยู่ ความกดดันไร้สภาพแผ่ออกมาจากนักดาบ กดดันจนนิชิโน่แทบหายใจไม่ออก
มุมห้องด้านในยังมีนักรบสะพายธนูอีกสองคนและหญิงรับใช้อีกหนึ่งคน ภาพทั้งหมดนี้เกิดจากการเหลือบมองเพียงแวบหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นบุตรสาวที่ก้มหน้า อีกอย่างในสมองก็มัวยุ่งวุ่นวายเกินไป...
สมณะท่านนี้คือใคร?
ทำไมถึงต้องมีคนคุ้มกันขนาดนี้?
มีธุระอันใดกับข้า?
คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นในใจอย่างไม่อาจระงับ ยังไม่ทันได้เอ่ยคำพูดใด เสียงอ่อนใสพลันดังขึ้น
“ประสกนิชิโน่สินะ ท่านนี้พระอาจารย์ของอาตมาเอง นามสมณะ ‘อิจิ’ ส่วนอาตมานาม ‘ซัง’ นามรูปเป็นของสมมติ ประสกอย่าพึงยึดถือ มา ๆ นั่งสนทนากันก่อนเถอะ”
“ขอรับ”
นิชิโน่ค่อย ๆ ขยับกายเข้าใกล้ เขาไม่รู้ว่าควรนั่งลงสนทนาตามคำเชิญดีหรือไม่ แต่ประสบการณ์พ่อค้านานปีสอนอีกอย่างหนึ่ง
‘ยามคนสูงศักดิ์นั่ง พ่อค้าชั้นต่ำได้แต่ยืน’
นิชิโน่คาดเดาถูกต้อง ไม่มีใครพูดอะไรเลยเมื่อเขาขยับเข้าไปยืนอย่างสำรวมหน้าโต๊ะรับแขก
“กรี๊ด!!!”
“อ๊ากกกก!”
ทันใดนั้นเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น เสียงไม่ใกล้ไม่ไกลน่าจะภายในตัวบ้านนี่เอง ด้วยความเป็นห่วงภรรยา นิชิโน่รีบออกจากห้องทันที ระหว่างทางสวนกับพ่อบ้านชราที่กำลังวิ่งหน้าตาตื่น โชคดีรับร่างของชายชราที่สะดุดล้มได้ทัน
“นายท่าน”
“ส ส เส เสือ!”
สิ้นเสียงสั่นเครือขาดหายเมื่อได้ยินเสียงคำราม
“โฮกกกก!”
เสือโคร่งตัวใหญ่สองตัวกระโจนออกมาจากเรือนด้านใน พอเจอกับตัวแบบนี้นิชิโน่ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ควรหันหลังวิ่งหนีดีหรือควรล้มตัวลงแกล้งตายดี
มันจ้องมองคนตรงหน้า ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นี่คงเป็นดังคำโบราณที่ว่า ‘ย่างสามขุม’
กลิ่นสาบสางฉุนกึกทำชวนสะอิดสะเอียน จนยากที่นิชิโน่จะครองสติไว้ได้ ในสายตาเห็นเพียงคมเขี้ยววาววับ ยามนี้แข้งขาอ่อนแรงทรุดตัวลงไปกองกับพื้น ส่วนพ่อบ้านสลบไสลไม่ได้สติไปตั้งแต่แรก
“อมิตตาภา”
เสียงสวดมนต์สูงต่ำราวกับเสียงสวรรค์ดังขึ้น
นะโม อะมิดะ บุตสึ...
ฉับพลันทันใดสิ่งอัศจรรย์บังเกิด เสือโคร่งสองตัวนอนลงกับพื้น เท้าหน้ายื่นเหยียดคล้ายกำลังกราบกรานไปทางสมณะ หัวใจของนิชิโน่แทบกระดอนออกจากอก ทั้งตื่นเต้นและตื้นตัน ความรู้สึกพรั่งพรูราวกับตนกำลังอยู่ในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์
ภาพที่เห็นต่อมายิ่งชวนตะลึง เสือทั้งสองตัวคลานเข้าหาสมณะจนมาถึงแทบเท้าท่าน จากนั้นค้อมศีรษะทำความเคารพหรือบางทีอาจเป็นสัญญาณขอให้ท่านลูบหัวของพวกมันก็ได้ ท่านเพียงยืนอย่างสำรวม ทว่านิชิโน่กลับได้ยินเสียงสวดมนต์แว่วมาจากที่ห่างไกล
มาจากแดนปทุมาสุขาวดีหรือเปล่านะ นิชิโน่ครุ่นคิดอย่างเคลิบเคลิ้ม
เณรยื่นมือน้อย ๆ มาลูบหัวของเสือแทนสมณะ หลังจากนั้นพวกมันค่อยลุกขึ้น แล้วกระโจนข้ามกำแพงบ้าน หายลับกับความมืดยามสนธยา
...
“แล้วเรื่องนี้มาเกี่ยวอะไรกับการประลองยุทธ์ล่ะ” โนะฮิเมะถามด้วยความสงสัย
“อ้อ จากนั้นข้าก็เอ่ยแทนพระอาจารย์ว่า ระหว่างเดินทางพบหมู่บ้านของสีกาถูกโจรป่าบุกปล้น สามีของสีกาตาย ท่านพบว่าสีกาตั้งครรภ์ผู้มีบุญวาสนาจึงเอ่ยขอรับเด็กน้อยคนนี้เป็นศิษย์ หลังทราบเรื่องราวแต่หนหลังจึงอาสาพามาส่งบ้านพร้อมกับขอให้โยมบิดามารดาให้อภัย หากท่านทั้งสองปฏิเสธ ท่านจะพาสีกาไปฝากอาศัยบ้านขุนนางที่รู้จักแทน”
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นบิดาคงยอมยกโทษให้พี่สาวแล้วกระมัง”
“เจ้าค่ะ ต้องขอบคุณแผนการของท่านโคทาโร่”
“ไม่เป็นไรหรอกขอรับ” ต้าหมินยิ้มอย่างขัดเขิน
“แล้ว?” โนะฮิเมะทำสีหน้าเร่งรัด
“เออ ข้าไม่เคยรู้เลยว่าตอนนี้นิกายเทนไดกับนิกายอาสุกะ**กำลังมีปัญหากันอยู่ พอพวกเราที่เป็นคนของนิกายชินกงมาแสดงปาฏิหาริย์ที่นี่ อันที่จริงข้าย้ำแล้วย้ำอีกให้คุณนิชิโน่เก็บเป็นความลับ สุดท้ายแพร่ออกไปยังไงไม่รู้ ทางนิกายอาสุกะไม่พอใจหาว่าพวกเราใช้อามิส***มอมเมาชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องเสือ ข้าเพิ่งทราบเมื่อครู่นี้เองว่าทางนั้นก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งเคยแสดงอะไรคล้ายพวกเรา ท่านนั้นรู้สึกเสียหน้าเลยท้าประลองว่าใครคือผู้กำราบพยัคฆ์ที่แท้จริงกันแน่”
“หึ ทางนั้นสามารถทำให้เสือหมอบแล้วคลานเข้ามาเหมือนกันเหรอ”
“เปล่า เสือมันกลัวพระภิกษุรูปนั้นจนตัวสั่นล้มตัวลงนอนกับพื้น แต่แทนที่จะปล่อยมันไปพระรูปนั้นกลับสังหารมันด้วยหมัดเดียวน่ะ”
ต้าหมินส่ายหน้า ตอบด้วยใจกังวล
คราวนี้คนที่ประลองคือพระอาจารย์ตัวปลอมของพวกเขา
‘ตุ๊กตามนุษย์’
ของวิเศษซึ่งหลอมรวมมาจาก เสื้อฟางกันฝน จีวรเก่า ไม้บักฮื้อและรองเท้าฟาง
ของวิเศษซึ่งยึดหลักเมตตา ขอทำหน้าที่ยกสัมภาระ
*เรือนสี่ประสาน คือบ้านแบบจีนซึ่งมีที่ว่างตรงกลาง อาคารตั้งอยู่รายรอบ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘บ้านล้อมสวน’
สำหรับเรือนสองเข้าสองออกหมายถึงเรือนที่มีที่ว่างสองแห่ง
**อาสุกะ เป็นชื่อที่ผู้เขียนกำหนดแทนนิกายที่อยู่มาแต่เดิมตั้งแต่ยุคอาสุกะ คือราวปี ค.ศ.550-710 เมืองหลวงของยุคนี้อยู่ทางใต้ของเมืองนาราในปัจจุบัน ประมาณ 25 กิโลเมตร
***อามิส หมายถึง สิ่งของ วัตถุเครื่องล่อใจ