ตอนที่ 1เสี่ยงชีวิตช่วยภรรยา
“แกมันคนไม่เอาไหน! ไอ้สวะกระจอก!ไปคุกเข่าหน้าบ้านเดี๋ยวนี้!”
ท่ามกลางเสียงร้องะโด่าอย่างดูถูกเหยียดหยามฉีเล่ยที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่สวมแม้กระทั่งรองเท้าแก้มข้างหนึ่งของเขามีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ถูกผลักกระเด็นออกจากประตูบ้านอย่างไม่ปราณี
ฉีเล่ยถึงกับล้มลงอยู่หน้าประตูเขาได้แต่พยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นใจเขาคุกเข่าอยู่เงียบๆเช่นนั้นเป็เวลานาน และได้แต่แอบถอนหายใจและคิดอยู่ภายในใจเงียบๆว่า
“เถ้าแก่เฉินครับ!เมื่อไหร่ผมถึงจะชดใช้หนี้ชีวิตให้คุณหมดเสียที?”
………..
เมื่อแปดปีก่อน เพื่อ้าช่วยชีวิตฉีเล่ยเถ้าแก่เฉินถึงกับต้องยอมเสียสละชีวิตของตนเอง แต่ก่อนตายนั้น เขาได้แต่หวังว่าให้ฉีเล่ยแต่งงานกับลูกสาวของเขา..
การตัดสินใจของเฉินฉางเชิงในครั้งนั้นได้สร้างความตระหนกใให้กับภรรยา และบุตรสาวของเขาเป็อย่างมาก และสองแม่ลูกก็คัดค้านหัวชนฝาทั้งคู่ไม่เห็นด้วยกับความ้าของเฉินฉางเชิงเป็อย่างมากที่จะให้ชายหนุ่มซึ่งเป็ต้นเหตุให้หัวหน้าครอบครัวของพวกเธอสองแม่ลูกต้องเสียชีวิตกลายมาเป็ลูกเขยสกุลเฉินเช่นนี้
แต่ถึงอย่างนั้นเถ้าแก่เฉินก็ยังยืนกรานหนักแน่น และประกาศต่อหน้าภรรยากับลูกสาวว่าหากทั้งคู่ไม่ยอมให้ฉีเล่ยแต่งเข้าสกุลเฉิน เขาคงจะต้องตายตาไม่หลับแน่
และด้วยสาเหตุนี้หลังจากเฉินฉางเชิงเสียชีวิตลง ฉีเล่ยจึงได้แต่งเข้าเป็ลูกเขยสกุลเฉินและใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวนี้มานานถึงแปดปีแล้ว
แต่ทุกครั้งที่สองแม่ลูกนึกถึงการตายของเฉินฉางเชิงทั้งคู่ก็มักจะมาระบายอารมณ์ความโกรธแค้นภายในใจกับฉีเล่ยอยู่เสมอ
และในคืนนี้ก็เช่นกันฉีเล่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งคืนไม่อาจทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายได้อีก ร่างของเขาค่อยๆเอนลงเรื่อยๆก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น และหลับไปในสภาพเช่นนั้น
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากด้านในบ้านฉีเล่ยถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความใก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตามเดิมอย่างรวดเร็ว
และเมื่อประตูบ้านเปิดผางออกแม่ยายของฉีเล่ยก็ยืนจ้องมองเขาด้วยสีหน้า และแววตาเคียดแค้น ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้นจึงได้แต่เตรียมใจที่จะรับพายุอารมณ์ของหญิงในวัยกลางคนอีกระลอก..
“ไอ้คนสารเลว นี่แกกล้าเผลอหลับงั้นเหรอ?ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ฆาตกร! ฉันจะฆ่าแก!”
สีหน้าของแม่ยายฉีเล่ยดูเหมือนจะแสดงความสงสารออกมาวูบหนึ่งแต่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็ถูกบดบังไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทน
ความปรารถนาของเถ้าแก่เฉินได้ทรมานจิตใจของหญิงวัยกลางคนผู้นี้จนแทบเสียสติ และกลายเป็คนบ้าเธอเองก็เริ่มเกลียดตัวเองที่เป็แบบนี้ และไม่รู้ว่าตัวเองได้กลายเป็คนโเี้แบบนี้ไปั้แ่เมื่อไหร่..
หลังจากที่ได้ฟังคำกร่นด่าด้วยความเคียดแค้นของแม่ยายบนหน้าผาก และขมับทั้งสองข้างของฉีเเล่ย ก็ปรากฏเส้นเืปูดโปนขึ้นมามากมายแต่เขาก็ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นอย่างอดทน และปล่อยให้ร่างกายของตนเองกลายเป็ที่ระบายความเคียดแค้นของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ต่อไป
“พี่เฉิน..ทำไมพี่ถึงต้องช่วยไอ้คนสารเลวพรรณนี้ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไป?เพราะมันคนเดียว ทำให้ฉันต้องกลายเป็หม้ายส่วนลูกสาวของเราก็ต้องกำพร้าพ่อ!
“พี่เฉิน..พี่ปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกมีชีวิตที่ทุกข์ทรมานอยู่กับไอ้คนชั่วช้าทุกวันแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
แม่ยายของเขาทรุดลงไปกองกับพื้นพร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเ็ปอย่างทีุ่สุด!
ฉีเล่ยได้แต่อดกลั้นต่อความทุกข์ใจและทุกข์กายไว้เงียบๆเพียงลำพัง ความโกรธแค้นภายในใจที่เกิดจากการถูกข่มเหงด่าทอกลับถูกความรู้สึกผิดภายในใจสะกดไว้แทน
“แม่คะ กลับเข้าไปในบ้านเถิดนะคะ!”
ฉีเล่ยแทบไม่ต้องลืมตามองเพราะเพียงแค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเ้าของเสียงนุ่มนวลนี้ก็คือเฉินอวี้หลัว ภรรยาของเขานั่นเอง
เฉินอวี้หลัวเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าวเธอก็หันมาบอกกับฉีเล่ยว่า
“นายเองก็ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว!”
หลังจากที่บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงแล้วฉีเล่ยที่เวลานี้มีาแอยู่เต็มร่างกาย ก็ได้แต่ลุกขึ้นยืนและเดินตามเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆก่อนจะเดินไปที่แคร่ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงระเบียงบ้าน แล้วทรุดกายลงนอนพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลอยู่บนท้องฟ้า
……
จนกระทั่งเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันใหม่ฉีเล่ยจึงรีบลืมตาตื่นขึ้น เพื่อลุกขึ้นมาทำงานที่คั่งค้างของเมื่อวานรวมทั้งงานที่ต้องทำในวันนี้ด้วย
เขาลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้กับเฉินอวี้หลัวและแม่ของเธอ จากนั้นจึงกลับไปนั่งหลบที่มุมระเบียงเพื่อรอให้สองแม่ลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็จะได้เข้าไปเก็บโต๊ะและจัดการล้างถ้วยล้างชามให้เรียบร้อย
ในระหว่างที่นั่งหลบมุมอยู่ข้างระเบียงนั้นในมือของฉีเล่ยก็ถือชามข้าวถ้วยหนึ่งไว้เหมือนเช่นทุกๆวัน
แม้สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะสงบนิ่งลงบ้างแล้วแต่บรรยากาศภายในบ้านกลับอึมครึม และดูเหมือนจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิมราวกับูเาไฟที่สามารถะเิขึ้นได้ทุกเมื่อ
เมื่อครั้งที่เขาและเฉินอวี้หลัวแต่งงานกันใหม่ๆนั้นฉีเล่ยได้เคยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ให้ดีขึ้นแต่เขาก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมาเขาก็ได้แต่อดทนต่อความทุกข์กายทุกข์ใจที่ได้รับอย่างเงียบๆ
ในระหว่างที่เฉินอวี้หลัวจะออกไปทำงานนั้นเธอก็สังเกตเห็นฉีเล่ยที่นั่งแอบอยู่มุมหนึ่งของระเบียงบ้านและดูเหมือนจะมีาแอยู่เต็มตัวแววตาของหญิงสาวปรากฏร่องรอยของความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วจู่ๆความสงสารพลันเปลี่ยนเป็ความโกรธแค้น เธอกัดฟันแน่นก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีต่อฉีเล่ย
หลังจากรับประทานอาหารเช้าและจัดการเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็หยิบถุงปุ๋ยคู่กายไปหนึ่งอันและเริ่มเดินไปตามท้องถนนเพื่อเก็บขยะที่สามารถขายเป็เงินได้กลับมาใบหน้าของเขานั้นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก
ฉีเล่ยคุ้นเคยกับสีหน้า และแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาบางคนก็มองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจแต่ส่วนใหญ่มักจะมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ยถากถาง และบางส่วนก็มองเขาด้วแววตาเฉยเมย
ใครจะไปคิดเล่าว่าชายหนุ่มที่เคยร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงกลับจะต้องกลายมาเป็คนเก็บขยะไปวันๆแบบนี้?
แต่นั่นก็เป็สิ่งที่เฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอสั่งให้ฉีเล่ยทำมาตลอดระยะเวลาแปดปี!
ฉีเล่ยเดินก้มๆเงยๆเก็บขวดตามถังขยะบ้างตามท้องถนนที่ผู้คนต่างพากันโยนให้เขาบ้าง แต่แล้วจู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูร้องะโเสียงดัง
“ขโมย! ช่วยจับขโมยด้วย!”
ฉีเล่ยรีบเงยหน้าขึ้นมองทันทีและพบว่าเฉินอวี้หลัวกำลังวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาเขาโยนสิ่งของที่อยู่ในมือทิ้งทันที และรีบวิ่งตามโจรผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว
“หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้!คืนของที่ขโมยให้เธอไปเดี๋ยวนี้..”
ฉีเล่ยวิ่งตามโจรไปพร้อมกับร้องะโบอกไปด้วยจนกระทั่งสามารถวิ่งนำหน้าไปได้ และรีบวิ่งไปยืนขวางทางไว้พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างออกกางกั้น
ในเวลานั้นเอง เฉินอวี้หลัวก็วิ่งตามมาทันพอดีเธอรีบวิ่งเข้าไปดึงแขนของโจรหนุ่ม พร้อมกับหายใจหอบรุนแรง แต่ก็ร้องะโบอกไปว่า
“คืนจี้หยกนั่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ!”
‘จี้หยกงั้นเหรอ?’
ฉีเล่ยพึมพำอยู่ในใจก่อนจะก้มลงมองที่มือข้างซ้ายของโจรหนุ่ม และพบว่ามันกำลังกำจี้หยกสีแดงโลหิตไว้แน่น!
‘นั่นเป็สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เถ้าแก่เฉินทิ้งไว้ให้อวี้หลัวไว้ดูต่างหน้านี่!’
แต่ในขณะที่ฉีเล่ยกำลังอยู่ในอาการครุ่นคิดนั้นโจรหนุ่มก็ล้วงมีดสั้นออกมาจากเอว พร้อมกับแทงเข้าไปที่ร่างของเฉินอวี้หลัวปากของมันก็ร้องะโออกไปด้วยว่า
“แก.. ฉันจะฆ่าแกทิ้งซะ!”
“ระวัง!”
ฉีเล่ยร้องะโออกมาเสียงดังพร้อมกับพุ่งเข้าไปผลักร่างของเฉินอวี้หลัวที่ยืนอยู่ข้างๆ ออกไปอย่างรวดเร็วทำให้มีดสั้นของโจรหนุ่มปักเข้าที่ท้องของเขาแทน
เฉินอวี้หลัวได้แต่ตกตะลึง เธอหันมองไปรอบตัวและได้แต่กรีดร้องออกมา เมื่อเห็นภาพที่ฉีเล่ยกำลังถูกแทง
“มะ.. ไม่!!”