ในยามค่ำคืนขณะกำลังจะเตรียมตัวเข้านอนนั้นจารุจันทร์อดนึกถึงเพื่อนชาวต่างชาติในสมัยเรียนมัธยมปลายที่ยังติดต่อกันอยู่เป็ระยะๆมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ได้ หลังจากที่วันนี้ทั้งวัน เธอเอาแต่หมกมุ่นกับการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับประเทศโมร็อกโก
เอเลน่าเพื่อนหญิงชาวต่างชาติที่แสนน่ารักของเธอ เป็ลูกครึ่งโมร็อกโก-สเปนแต่เกิดและเติบโตที่สเปน เธอเป็สาวสวยและนิสัยดีมาก แม้จะเคยได้เรียนด้วยกันได้เที่ยวด้วยกันเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ตอนที่อีกฝ่ายมาเรียนแลกเปลี่ยนที่เมืองไทยแต่จารุจันทร์กับเอเลน่าก็สนิทสนมกันมากเป็พิเศษเนื่องจากคุยกันถูกคอและมีนิสัยหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกันดังนั้นแม้อีกฝ่ายจะกลับสเปนไปแล้ว แต่พวกเธอก็ยังติดต่อกันเรื่อยมา
หญิงสาวจำได้ว่าเอเลน่าเคยบอกว่ามีญาติอยู่ที่โมร็อกโกด้วย ซึ่งเป็ญาติข้างมารดาที่สนิทสนมกันมากจารุจันทร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมกับมองนาฬิกาตั้งโต๊ะไปด้วยเธออยากโทรคุยกับเอเลน่าเหลือเกินแต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะว่างคุยด้วยหรือเปล่านี่สิ
หญิงสาวลองคำนวณเวลาระหว่างประเทศดูตอนนี้ที่ไทยห้าทุ่มกว่าแล้ว เพราะฉะนั้นที่สเปนก็น่าจะราวๆ ห้าหรือหกโมงเย็นเห็นจะได้่นี้เพื่อนสาวของเธอน่าจะมีเวลาว่างแล้วมั้งยังไม่ทันที่จารุจันทร์จะได้ตัดสินใจว่าจะโทรหรือไม่โทรดีเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงก็ดังขึ้นหญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบมาดู แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความอึ้งปนประหลาดใจก่อนจะกดรับสายด้วยความยินดี
“ฮัลโหล...เธอโทรมาได้จังหวะพอดีเลยนะเอเลน่า” เธอเอ่ยเป็ภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว
เสียงปลายสายของคนจากแดนไกลหัวเราะคิกคักเบาๆแล้วถามด้วยน้ำเสียงสดใสเป็ภาษาไทยแปร่งๆ ตามที่เพื่อนสาวเคยสอนเอาไว้และปนด้วยภาษาอังกฤษออกไปบ้างเมื่อนึกคำไทยไม่ออก
“กำลังคิดถึงฉันอยู่ใช่ไหมล่ะ”
“ใช่ฉันกำลังตัดสินใจว่าจะโทรหาเธอดีไหม แต่เธอกลับโทรมาซะก่อนราวกับเธอหยั่งรู้แน่ะ”จารุจันทร์บอกเสียงกลั้วหัวเราะ แล้วค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนราบไปกับเตียงนุ่ม
“ใจเราตรงกันเสมอเลยนะว่าแต่เธอจะโทรหาฉันทำไมเหรอ มีธุระจะคุยด้วย หรือแค่โทรหาเพราะคิดถึงฉัน”
“ทั้งสองอย่างนั่นแหละนี่เอเลน่า...่ต้นเดือนหน้าเธอว่างหรือเปล่า”
“ทำไมเหรอ”คนปลายสายถามด้วยความสงสัย
“ฉันจะชวนเธอไปเที่ยวด้วยกันเพราะฉันได้รางวัลใหญ่ไปเที่ยวโมร็อกโกน่ะ เธอว่างไหมล่ะ ถ้าว่างก็มาเที่ยวเป็เพื่อนฉันหน่อยสิเธอคงรู้จักโมร็อกโกเป็อย่างดีใช่ไหมเพราะฉันจำได้ว่าเธอบอกว่ามีญาติอยู่ที่นั่นและเธอก็ไปเที่ยวหาพวกเขาบ่อยๆ”หญิงสาวพูดจบก็ต้องยกโทรศัพท์ออกห่างจากหูเมื่อแม่เพื่อนรักกรี๊ดใส่หูโทรศัพท์เสียจนแสบแก้วหูไปหมดน้ำเสียงของเอเลน่าช่างดูตื่นเต้นนัก จนเธออยากถามเหลือเกินว่าทำไมต้องดีใจมากขนาดนี้ด้วย
“ว้าว...ยินดีด้วยนะจันทร์เธอโชคดีมากๆ เลยนะเนี่ย” เอเลน่ากล่าวแสดงความยินดีมาตามสาย
“ใช่ ฉันโชคดีมากๆ เลยมันเหมือนฝันไปเลยล่ะ ว่าแต่เธอจะไปเที่ยวกับฉันไหม”
ตอนแรกจารุจันทร์ก็ตั้งใจว่าจะเดินทางไปเที่ยวคนเดียวแต่พอคิดถึงเอเลน่าขึ้นมาก็คิดได้ว่า ชวนอีกฝ่ายไปเที่ยวด้วยกันด้วยจะดีกว่าเพราะเธอกับเพื่อนคนนี้ไม่ได้เจอหน้ากันแบบตัวเป็ๆ มาหลายปีแล้วแล้วอีกอย่างหนึ่งการที่มีเพื่อนที่เป็กึ่งๆ เ้าของถิ่นไปด้วยก็น่าจะสะดวกต่อการเดินทางไปไหนมาไหนมากกว่าการดุ่มๆ ไปคนเดียวกับแผนที่ที่สำคัญเอเลน่าก็น่าจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในโมร็อกโกแบบเชิงลึกแก่เธอได้ดีด้วย
“ไปสิไปที่ฉันโทรมาหาเธอก็เพราะเื่นี้นี่แหละฉันจะชวนเธอมาเที่ยวที่โมร็อกโกด้วยกันพอดีเลย ตอนนี้ฉันก็อยู่ที่โมร็อกโกนะ”
“จริงเหรอ ทำไมเราสองคนถึงได้ใจตรงกันได้แบบนี้นะ”
“ใช่ฉันดีใจมากเลยนะที่เธอได้รางวัล โชคช่างเข้าข้างฉันจริงๆ เลยไม่ต้องเสียเวลาพูดเกลี้ยกล่อมให้เธอมาเที่ยวที่นี่”
“แหม...ไม่ต้องเสียเวลามากล่อมฉันหรอกย่ะถึงไม่ได้รางวัล แต่ถ้าเธอยอมเลี้ยงอาหารสามมื้อกับที่พักให้ฟรีๆ ละก็...ฉันรีบตกลงเลย” จารุจันทร์บอกเสียงกลั้วหัวเราะ เอเลน่าจึงหัวเราะตามก่อนจะสวนกลับอย่างหมั่นไส้
“จริงสิฉันลืมไปว่าเธอน่ะ...งกจะตายไป”
“ไม่ได้งกย่ะเขาเรียกว่ารู้จักใช้สอยอย่างประหยัด”
แล้วสองสาวก็หัวเราะออกมาพร้อมกันจากนั้นก็คุยกันถึงเื่เที่ยวและกำหนดวันเวลาที่จะเดินทางของจารุจันทร์ก่อนจะลามไปถึงเื่สมัยเรียนมัธยมอีกพักใหญ่ถึงได้วางสายไป
ด้านเอเลน่าพอวางสายจากเพื่อนรักเสร็จก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตรงนั้นดวงตากลมโตดำขลับของเธอเป็ประกายอย่างถูกอกถูกใจอะไรบางอย่างขณะที่เธอยืนยิ้มกริ่มอยู่นั้น ราฟ ซึ่งเป็บุตรชายคนโตของมุฟฟาก็เดินออกมาจากห้องครัวพอดีหลังจากที่เขาทำขนมพายสูตรใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มเห็นหญิงสาวยืนอยู่ก็เดินตรงเข้าไปหาด้วยตั้งใจที่จะต่อว่าที่เธอหายเงียบมาเลยทั้งที่บอกกับเขาว่าจะเข้าไปช่วยเขาทำขนมต่อในครัวให้เสร็จทว่าพอเดินเข้ามาใกล้แล้วเห็นเธอเอาแต่ยิ้มราวกับคนบ้าเขาจึงเปลี่ยนใจเอ่ยแซวเล่นแทน
“หนีมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตรงนี้นี่เองมีเื่อะไรน่าดีใจนักหนาหรือ น้องสาวพี่ได้ถึงลืมว่าสัญญาอะไรเอาไว้”
“พี่ราฟ” เอเลน่าหันมามองคนถาม แล้วฉีกยิ้มกว้างอันสดใสให้ก่อนจะทำตาโตเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพูดอะไรเอาไว้กับเขา “ตายจริงน้องขอโทษค่ะ น้องลืมไปเลยว่าจะเข้าไปช่วยพี่ราฟทำขนมให้เสร็จ”
“ไม่เป็ไรพี่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะ น้องช่วยชิมให้หน่อยก็แล้วกันว่าแต่ยังไม่ได้บอกพี่เลยนะว่ามีเื่น่ายินดีอะไรนักหนาถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขนาดนี้”
เอเลน่าทำท่าจะพูดแต่แล้วก็เปลี่ยนใจไม่พูดจะดีกว่าเพราะกลัวว่าพูดไปแล้วจะพูดมากจนเก็บความลับบางอย่างเอาไว้ไม่อยู่อีกอย่างเธอก็อยากแกล้งราฟเล่นด้วย
“ยังบอกไม่ได้ค่ะเป็ความลับ”
“อะไรกัน เดี๋ยวนี้ริอ่านมีความลับกับพี่แล้วเหรอยัยตัวแสบ” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปโยกศีรษะหญิงสาวเล่นด้วยความเอ็นดูปนมันเขี้ยวเอเลน่าพยายามหลบแต่ก็ไม่พ้น ผมเผ้าของเธอจึงยุ่งเหยิงจนดูน่าตลกซึ่งราฟก็ไม่เก็บอาการขำเอาไว้เลย เขาะเิเสียงหัวเราะออกมาเต็มเสียงทีเดียว
“พี่ราฟบ้า...เล่นอะไรบ้าๆแบบนี้ หา! ดูสิผมยุ่งไปหมดแล้ว”เธอต่อว่าเสียงฉุน พลางใช้นิ้วสางผมไปด้วย
“ไม่เห็นต้องกลัวเลยต่อให้ผมเผ้าเรายุ่งเหยิงแค่ไหน ก็ยังดูน่ารักอยู่ดีนั่นแหละ” ราฟกล่าวออกมาจากใจ
“จริงเหรอคะ”
“จริงสิพี่จะโกหกไปทำไมกันล่ะ”
เอเลน่ายิ้มเขินๆก่อนจะเดินออกไปชะโงกหน้ามองทางหน้าต่าง แล้วร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นรถยนต์ของอัลฟาแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
“พี่อัลฟากลับมาแล้ว”
“เดี๋ยวสิ จะไปไหนล่ะ” ชายหนุ่มรีบถาม เมื่อเห็นเอเลน่าทำท่าจะเดินจากไป
หญิงสาวหันมามองคนถามแล้วตอบด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“จะไปหาพี่อัลฟาค่ะ”
“อ้าวแล้วจะไม่อยู่ช่วยชิมขนมให้พี่หรอกหรือ”
“เอาไว้วันหลังแล้วกันนะคะน้องมีเื่สำคัญจะคุยกับพี่อัลฟาจริงๆ ค่ะ”พูดจบเอเลน่าก็เดินลิ่วๆ จากไปทันที ทิ้งให้ราฟยืนมองตามไปอย่างไม่พอใจซึ่งความไม่พอใจของเขานั้น นอกจากที่เธอผิดสัญญาแล้วยังมีเหตุผลอย่างอื่นแฝงไว้อีกด้วย
ก่อนการเดินทางไปโมร็อกโกเพียงสองวันจารุจันทร์มีอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดที่หญิงสาวมีอาการเช่นนี้ก็เป็เพราะถูกบิดามารดาพูดโน้มน้าวใจให้เธอเห็นดีเห็นงามถึงเื่การแต่งงานกับวีกิจอีกครั้ง ทั้งๆที่เธอเพียรบอกพวกท่านไปตั้งหลายครั้งแล้วว่าเธอไม่มีทางรักวีกิจเกินคำว่าพี่ชายได้จริงๆ
อารมณ์ขุ่นมัวของหญิงสาวยังไม่จางหายไปง่ายๆดังนั้นเมื่อจิรารัตน์มาหาที่ทำงานก็เจอเข้ากับใบหน้าบูดบึ้งของเพื่อนรักเธอจึงอดทักไม่ได้
“ไปกินรังแตนมาจากไหนยะถึงได้ทำหน้าบูดหน้าเบี้ยวแบบนี้” จิรารัตน์ถามขณะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นุ่มหน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน จารุจันทร์มองหน้าเพื่อนสาวแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนตอบไปอย่างเซ็งๆ
“รังแตนจากที่บ้านน่ะสิยะว่าแต่แกมาหาฉันมีธุระอะไร อย่าบอกนะ ว่าจะมาชวนไปเที่ยวน่ะ”หญิงสาวดักคอเพื่อนสาวเอาไว้ก่อน แล้วก็เป็จริงอย่างที่เธอถามไม่มีผิด
“ถูกต้องฉันจะมาชวนแกไปชอปปิ้งกัน ไปนะ”
“ไม่ฉันไม่มีอารมณ์จะไปไหนทั้งนั้น ่นี้แกว่างนักหรือไงฮะ หรือว่าตกกระป๋องแล้วถึงไม่มีใครจ้างไปเดินแบบอีก”
“ปากเสียนะแก สวยๆ หุ่นดีๆอย่างฉันนี่น่ะเหรอไม่มีใครจ้าง มีจนฉันรับไม่หวาดไม่ไหวต่างหากล่ะย่ะ” จิรารัตน์ค้อนขวับ แล้วเอ่ยต่อ “แต่ที่ฉันว่างเนี่ยเพราะฉันอยากพักผ่อนต่างหากล่ะ ทำงานทุกวันมาตั้งหลายเดือนก็ขอพักใช้เงินบ้างสิยะว่าแต่แกจะไม่ไปชอปปิ้งกับฉันจริงๆ เหรอ ของที่ใช้เดินทางของแกมีครบแล้วหรือไงลองนึกดูสิเผื่อมีอะไรขาด จะได้ไปเดินหาซื้อกัน วันมะรืนนี้แกจะเดินทางแล้วนี่”
“ฉันมีครบหมดแล้ว แล้วฉันก็เซ็งมากจนไม่อยากออกไปไหนทั้งนั้นเข้าใจไหมแกไปชวนคนอื่นเถอะ”
จิรารัตน์เห็นเพื่อนอารมณ์ไม่ดีจริงๆจึงหยุดเซ้าซี้ แล้วถามด้วยความเป็ห่วง
“แกมีเื่อะไรไม่สบายใจงั้นเหรอบอกฉันได้นะ เผื่อฉันจะช่วยหาทางออกให้แกได้”
“เฮ้อ...” จารุจันทร์ถอนใจออกมาอีกเฮือกใหญ่ แล้วเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ “เื่เดิมๆ น่ะแก เื่ระหว่างฉันกับพี่วีไงล่ะเมื่อเช้านี้แม่กับพ่อฉันพูดเื่นี้ขึ้นมาอีกแล้ว ฉันล่ะเซ็งมากเลยไม่เข้าใจว่าทำไมพวกท่านถึงยังดื้อรั้น อยากจะให้ฉันแต่งงานกับพี่วีนักนะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่เข้าใจความคิดของพวกผู้ใหญ่ และเมื่อได้พูดออกมาแล้วเธอก็เริ่มพูดระบายความอัดอั้นตันใจออกมาอีกหลายประโยคซึ่งจิรารัตน์ก็นั่งฟังเพื่อนพูดอย่างเงียบๆ “แกเข้าใจฉันใช่ไหมเข้าใจใช่ไหมว่ายังไงฉันก็รักพี่วีมากไปกว่าพี่ชายไม่ได้จริงๆและฉันก็ไม่อยากฝืนใจตัวเอง และไม่อยากต้องมานั่งทุกข์ใจในภายหลังหากยอมแต่งงานตามคำขอของพวกผู้ใหญ่ ที่สำคัญคนที่จะทุกข์หนักกว่าฉันก็คือพี่วีเขาจะมีความสุขได้ยังไง เมื่อรู้อยู่ตลอดว่าฉันไม่ได้รักเขาน่ะ”
“ฉันเข้าใจแกนะจันทร์เป็ฉันก็คงรู้สึกแบบนี้ แต่ว่า...” จิรารัตน์อ้ำอึ้งไปพลางก้มหน้าลงมองมือของตนเองที่ประสานกันอยู่ที่ตัก หญิงสาวบีบมือไว้แน่นและเม้มริมฝีปากนิดๆใบหน้าหมองเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าเธอจะพยายามปกปิดสักแค่ไหนก็ตาม
“แต่ว่าอะไร”
“แต่ว่าพี่วีก็เป็คนดีมากๆเลยนะ ฉันว่าถ้าผู้หญิงคนไหนได้แต่งงานด้วย จะต้องมีความสุขมากแน่ๆทำไมแกไม่ลองเปิดใจสักนิดให้พี่เขาล่ะ ลองคบดูไปก่อนก็ไม่เสียหายอะไรไม่ใช่เหรอถ้าแกคบแล้วไม่เวิร์กจริงๆ ก็มีข้ออ้างที่มีน้ำหนักใช้ปฏิเสธพ่อกับแม่ได้นะ” จิรารัตน์แนะนำด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มและยังคงหลุบตาลงมองมือของตนเองที่กำแน่นไว้เหมือนเดิม
“ไม่ต้องลองคบกันฉันก็มั่นใจว่าไม่รักพี่วีเด็ดขาด”จารุจันทร์ยังยืนยันคำเดิมอย่างแน่วแน่ ไม่ใช่ว่าเธอรังเกียจอะไรวีกิจหรอกนะเพียงแต่คิดว่าจะเสียเวลาศึกษากันไปทำไมในเมื่อเธอรู้ใจตัวเองดีอยู่แล้วเพราะหากคิดจะรัก เธอคงรักชายหนุ่มไปนานแล้วเนื่องจากเธอกับเขารู้จักสนิทสนมกันมานาน...นานจนความรู้สึกที่มีให้ไม่สามารถพัฒนาไปเป็อื่นได้อีกแล้ว
“แกอย่าดูแค่ภายนอกสิจริงอยู่ว่าบุคลิกพี่วีเขาดูออกเชยๆ เรียบๆ ไปหน่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นแย่อะไรนะพี่เขายังดูดี น่ารักและอบอุ่นเสมอเลย คุยกับพี่วีทีไรฉันรู้สึกดีมากเขาสอนอะไรให้ฉันได้หลายอย่างเลยนะ ฉันว่าผู้ชายแบบนี้แหละที่เหมาะกับการเลือกมาเป็คู่ชีวิตด้วยน่ะ”จิรารัตน์บอกด้วยสีหน้าที่อ่อนโยน ดวงตาดำขลับเป็ประกายพราวน้ำเสียงที่ใช้พูดก็ดูอ่อนหวานจนผิดปกติทำให้จารุจันทร์รู้สึกเอะใจและเริ่มมองเพื่อนรักด้วยสายตาพิจารณามากยิ่งขึ้น
หญิงสาวเบิกตากว้างนิดๆ เมื่อคิดอะไรบางอย่างได้เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเลย ว่ามันจะเป็เื่จริงแต่ท่าทางและคำพูดของเพื่อนรักก็ชวนให้คิดเช่นนี้จริงๆจารุจันทร์ยังคงมองหน้าเพื่อนต่อไป ก่อนจะตัดสินใจโยนะเิใส่เพื่อนตู้มใหญ่เพื่อหวังรอดูปฏิกิริยาให้ชัดๆ กันไปเลย
“รวมถึงเธอด้วยใช่ไหมยัยจิ”
จิรารัตน์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะแสร้งหัวเราะ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตนเอง
“บ้า!ฉันไม่คิดแบบนั้นหรอก”
“แกรักพี่วีใช่ไหม” หญิงสาวถามตรงจุดอย่างไม่อ้อมค้อมอีกต่อไปทำเอาเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าสบตาด้วยอย่างตกตะลึงก่อนจะหลบตาแล้วพูดออกมาอย่างอ้ำอึ้ง
“แก...แกพูดอะไรบ้าๆ น่ะฉันไม่...”
“อย่าโกหกเลยยัยจิท่าทางกับคำพูดของแกมันชัดเจนจะตายไป”
“จริงเหรอ” จิรารัตน์ใจนเผลอตัวถามออกมา แล้วก็ต้องรีบยกมือขึ้นอุดปากเมื่อเห็นสายตาระยิบระยับของเพื่อนรัก จึงได้รู้ตัวว่าถูกต้มเสียแล้วหญิงสาวจึงค้อนให้ขวับหนึ่งอย่างหงุดหงิดก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกและนั่งเงียบด้วยความเจ็บใจ ที่ความลับถูกเปิดเผย
“แกรักพี่วีใช่ไหม” จารุจันทร์คาดคั้น เมื่อเห็นเพื่อนยังนิ่งเงียบเธอก็เริ่มขู่ด้วยเสียงเข้มงวด “ใช่ไหมยัยจิถ้าแกไม่บอกมาตามตรง ฉันจะไปบอกพี่วีว่าแกชอบเขา”
“อย่านะ!” จิรารัตน์ร้องห้ามเสียงหลง “แกนี่มันชั่วร้ายที่สุดเลยยัยจันทร์ก็ได้ๆ ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันชอบพี่วี พอใจไหม”
“พอใจสิ พอใจมากด้วยว่าแต่แกไปชอบพี่วีตอนไหนเนี่ย ฉันดูไม่ออกเลยจริงๆ”
“ก็...ฉันก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พี่วีบอกว่ารักแกแล้วนั่นแหละ” จิรารัตน์เล่าเสียงเศร้าด้วยหัวใจที่ปวดร้าว“คงเป็เพราะพี่วีเขาใจดีกับฉันมากๆ มั้งเขาช่วยเหลือฉันหลายครั้ง และคอยให้คำแนะนำดีๆ มากมายฉันรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งเลยนะที่อยู่ใกล้พี่เขา แกคงไม่อยากจะเชื่อเลยใช่ไหมว่าฉันจะรักพี่วีได้น่ะ”
“ใช่ ก็แฟนแกแต่ละคนที่คบๆ กันมามีแต่รูปหล่อเท่ สังคมจัดและเ้าชู้มากกก”หญิงสาวลากเสียงคำพูดสุดท้ายอย่างประชดประชัน
จิรารัตน์เป็คนสวยและหุ่นดีมากจึงได้เป็นางแบบั้แ่สมัยเรียนดังนั้นแฟนแต่ละคนของจิรารัตน์จึงมักเป็คนในแวดวงนายแบบ หรือนักแสดงเป็ส่วนใหญ่ซึ่งแต่ละคนที่เพื่อนเธอคบด้วยนั้น หาความจริงใจไม่ค่อยได้เลยพอคบกันได้เพียงแค่ไม่กี่เดือนก็เริ่มออกลายเ้าชู้ จนต้องเลิกรากันไปเสมอ
“ใช่ พอฉันได้มองพี่วีดีๆและได้คิดอะไรหลายอย่างแล้ว ฉันถึงไม่คิดคบผู้ชายในวงการบันเทิงอีกยังไงล่ะเพราะฉันแน่ใจตัวเองแล้วว่า สิ่งที่ฉัน้าจากผู้ชายที่ฉันรักนั้นไม่ใช่หน้าตาหรือบุคลิกภายนอกเลย แต่เป็นิสัยและความดีของเขาต่างหากล่ะ”
“ฉันดีใจนะที่แกคิดแบบนี้ได้”
“เฮ้อ...คิดได้แต่ก็สายไปเสียแล้วล่ะเพราะพี่วีเขารักแก รักมากด้วย”
“แต่ฉันคิดว่าคงไม่มากพอที่เขาจะไม่คิดเปลี่ยนใจหรอกนะแล้วยิ่งฉันไม่สนใจเขาแบบนี้ด้วย ก็ยิ่งไม่มีเยื่อใยอะไรต่อกันเลยมันง่ายมากที่แกจะทำให้พี่เขาเปลี่ยนใจไปชอบแกได้”จารุจันทร์ยุยงเพื่อนสุดฤทธิ์ เพราะหากจิรารัตน์ทำสำเร็จเธอก็จะไม่ต้องมาหนักใจเื่การแต่งงานอีกอีกอย่างจารุจันทร์ก็อยากให้เพื่อนรักได้สมหวังในความรักเสียที ซึ่งหญิงสาวเชื่อว่าหากวีกิจตัดสินใจเลือกจิรารัตน์เขาก็จะมีความสุขอย่างแน่นอน
“แกคิดแบบนั้นเหรอ” จิรารัตน์ถามอย่างไม่แน่ใจ แต่ในใจนั้นเริ่มฮึดสู้เพราะมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว ยิ่งเพื่อนรักมาเปิดทางให้ลุยได้เต็มที่อย่างนี้มีหรือที่คนที่ไม่ชอบยอมแพ้อะไรง่ายๆ อย่างเธอจะไม่คว้าเอาไว้
“ใช่แกสวยและมีเสน่ห์ออกขนาดนี้ พี่วีจะไม่สนใจได้ยังไงกันล่ะแต่แกต้องเป็ฝ่ายรุกจีบพี่เขาก่อนนะแกก็รู้นี่นา...ว่าพี่วีไม่เคยจีบผู้หญิงคนไหนก่อนเลย ขนาดฉันที่แกบอกว่าพี่เขารักเขายังเฉยๆ เลย นี่ถ้าไม่มีพวกผู้ใหญ่คอยจัดฉากให้คงไม่มีอะไรคืบหน้าหรอกนะเพราะฉะนั้นแกจะต้องเป็ฝ่ายลุยเท่านั้น เข้าใจไหม”
“แกพูดซะเหมือนฉันเป็ผู้หญิงไม่ดีเลยที่ต้องไปจีบผู้ชายก่อน” จิรารัตน์โอดครวญเบาๆจึงถูกจารุจันทร์พูดสวนกลับมาทันควัน
“แหม...เกิดอยากจะเล่นบทนางเอกผู้แสนเรียบร้อยแทนนางมารร้ายขึ้นมาหรือยังไงกันยะถ้าอยากเล่นนักก็เชิญกินแห้วกระป๋องใหญ่ไปได้เลย”
“แกนี่กัดฉันตลอดเลยนะเฮ้อ...ก็ได้ ฉันจะลองดูซักตั้งหนึ่ง ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าฉันเอาจริงขึ้นมา พี่วีจะเปลี่ยนใจได้ไหม”จิรารัตน์บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแววตาที่มุ่งมั่น
“ดีมาก ฉันเอาใจช่วยแกเต็มที่เลย” จารุจันทร์ยื่นมือออกมาจับกับเพื่อน สองสาวจับมือกันแน่น ก่อนจะปล่อยออกจากนั้นก็ช่วยกันวางแผนอย่างสนุกสนาน