เทพอัสนีย์เดินเข้าไปหาภัทราพร้อมกับจูงมือนาง ซึ่งมีท่าทางตกใจและสับสน นางไม่คิดว่าเหตุการณ์จะล่วงเลยมาจนกลายเป็นเช่นนี้ นางไม่กล้าขัดขืนเพราะเกรงในอำนาจของเทพอัสนีย์ นางจึงปล่อยตัวไปตามสถานการณ์
ภัทราคิดในใจ "ข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะต้องมาเจอสถานการณ์เช่นนี้... ข้าจะทำเช่นไรดี?"
เทพอัสนีย์มองนางด้วยสายตาแน่วแน่ ก่อนจะใช้พลังวาร์ป พานางหายตัวไปยังหุบเขาอัสนีเทวะ
เทพอัสนีย์ "มานี่ ภัทรา ถึงเวลาที่เจ้าจะได้เริ่มต้นกระบวนการเป็นเทพีแห่งแสงแล้ว"
เทพอัสนีย์พาภัทราเข้าไปยังอาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ภายในอาคารมีบรรยากาศที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญ
เทพอัสนีย์ชี้ไปที่โต๊ะหินซึ่งวางอยู่กลางห้อง "ที่นี่ เจ้าจะได้เรียนรู้วิชาจาก "คัมภีร์ตายแล้วเกิดของมาร" ซึ่งเป็น 5 บทสุดท้ายของคัมภีร์เทพอัสนีย์ ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญของเราผู้เป็นเทพ
ภัทราพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด พลางเดินไปที่โต๊ะหิน เธอเริ่มอ่านและศึกษาในคัมภีร์ด้วยสมาธิแน่วแน่และตั้งใจจนเวลาผ่านไป
ภัทราหลังจากเข้าใจในเนื้อหาทั้งหมด "ข้าเข้าใจแล้ว"
ทันใดนั้น เทพอัสนีย์ยื่นมือออกมา พลังสายฟ้าเริ่มก่อตัวในฝ่ามือของเขา
เทพอัสนีย์ "ดีแล้ว เจ้าเตรียมพร้อมสำหรับขั้นต่อไป"
เทพอัสนีย์ใช้พลังอัสนีสายฟ้าฟาดลงที่ร่างของภัทรา นางถูกฟาดเพียงครั้งเดียวก็สิ้นใจ ร่างของนางล้มลงในทันที
เทพอัสนีย์เดินไปยังร่างของนาง หากผู้ที่ไม่รู้คัมภีร์ตายแล้วเกิด แก่นวิญญาณก็จะแตกสลายวิญญาณก็จะหลุดออกไปหาที่เกิดใหม่ แต่นางรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี แก่นวิญญาณและวิญญาณจึงยังคงรวมอยู่ด้วยกันไม่ได้รับความเสียหายแต่ประการใด
เทพอัสนีย์ผนึกแก่นวิญญาณของภัทราหลอมรวมเข้ากับผลึกแห่งแสงซึ่งเป็นผลึกประจำธาตุของเทพีแห่งแสง ผลึกเปล่งประกายเรืองรองไปด้วยแสงที่เจิดจ้า ก่อนที่เทพอัสนีย์จะใช้น้ำจากว่านน้ำตามังกรบ่มเพาะจนกำเนิดร่างใหม่ของภัทราขึ้นมา
เวลาผ่านไปไม่นาน หญิงสาวที่งดงามมากปรากฏขึ้น อายุประมาณ 18 ปี ร่างนี้เปล่งประกายแสงเรืองรอง
เทพอัสนีย์ยิ้มอย่างพึงพอใจ "งดงามมาก ข้าจะใช้ปราณมหาเทพอัสนีย์ขัดเกลาร่างของเจ้า"
เทพอัสนีย์ใช้ปราณมหาเทพอัสนีย์ขัดเกลาร่างของภัทรา กระบวนการนี้กินเวลา 1 ชั่วยามเต็ม
ภัทราฟื้นขึ้นจากกระบวนการ กลายเป็นมหาเทพระดับ 10 นางค่อย ๆ ลุกขึ้น นั่งชันเข่าลงต่อหน้าเทพอัสนีย์ รู้สึกถึงพลังอันล้นเหลือของตนที่ได้รับใหม่
ภัทราน้ำตาไหลด้วยความตื้นตัน "ข้า... ข้ากลายเป็นเทพแล้ว"
เทพอัสนีย์ยิ้มอย่างสงบ "ใช่, เจ้าได้เป็นเทพอย่างสมบูรณ์แล้ว จากนี้ไปเจ้าจะเป็นพระสนมของพี่ เป็นเจ้าตำหนักแสง"
ภัทรานั่งชันเข่ารับการแต่ตั้งเป็นพระสนมเจ้าตำหนักแสง โดยเทพอัสนีย์
เทพอ้สนีย์ “ภัทรา รับตำแหน่ง พระสนมและเจ้าตำหนักแสง ห้องบรรทม “เคียงรัศมี” ณ ตำหนักน้ำ พร้อมด้วยทหารองครักษ์หญิง 100 นาย และนางกำนัล 100 คน จัดส่งสมบัติและของวิเศษให้ทุกๆ 2 เดือน”
เทพอัสนีย์หงายฝ่ามือชูขึ้น เมฆหมอกสีขาวปรากฏขึ้นพร้อมกับสายฟ้าที่พันเป็นเกลียวโดยรอบพุ่งกระจายไปยังกลางหน้าผากของภัทรา
เทพอัสนีย์เอื้อมมือออกไปลูบศีรษะภัทราด้วยความเอ็นดู “เดี๋ยวเจ้าต้องฝึกต่อ พี่จะสอนเจ้าเกี่ยวกับวิชาของเทพีแห่งแสงที่ต้องมี”
ณ ห้องประกายอัสนี ท้องพระโรงหลักของพระราชวังอัสนีดารา
ห้องประกายอัสนีเต็มไปด้วยเสียงสนทนาที่แผ่วเบาของเหล่าเทพผู้เข้าร่วมประชุม เทพเหมันต์ประทับอยู่บนบัลลังก์อัสนีที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งสูงสุด ทุกสายตาจับจ้องไปยังบัลลังก์รอคอยคำสั่งจากเทพเหมันต์
เทพมังกรเขียวลุกขึ้นยืนอย่างมั่นใจ "ข้าขอเสนอให้เรารีบบุกไปตีเมืองเมฆอัคคีในทันที! ช่วงนี้ทัพมารยังไม่พร้อมที่จะรับมือหากเรายกทัพไปโจมตีตอนนี้ เราอาจจะมีโอกาสสูงที่จะชิงชัยได้"
เทพพิรุณส่ายหน้าแย้งขึ้นอย่างรอบคอบ "ข้าไม่เห็นด้วยกับท่าน เทพมังกรเขียว กำลังรบของเราในตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูในเมืองเมฆอัคคีได้ ในศึกครั้งที่แล้วเรายังไม่สามารถฝ่าเข้าไปถึงแนวป้องกันแรกได้เลย ทั้งยังเป็นเหตุให้ท่านเทพเหมันต์ถูกจับตัวไป"
เหล่าเทพเริ่มซุบซิบกันเบา ๆ หลังจากได้ยินคำแย้งของเทพพิรุณ ความเงียบครอบงำห้องโถงเมื่อเทพเหมันต์เริ่มพูด
เทพเหมันต์ยกมือขึ้นเพื่อให้ทุกคนเงียบลง "เทพมังกรเขียว ข้าเข้าใจในความมุ่งมั่นของเจ้า แต่เทพพิรุณก็กล่าวถูกต้อง เราจะต้องมีการเตรียมการที่ดีกว่านี้ ศึกครั้งก่อนนั้นทำให้เราได้เรียนรู้ว่ากำลังของเรายังไม่เพียงพอ"
เทพมังกรเขียวทำหน้าสลดเล็กน้อย แต่ยังคงยืนรับฟังอย่างตั้งใจ
เทพเหมันต์ "เราจะต้องรอให้เทพีแห่งแสงฝึกเสร็จเสียก่อน จากนั้นนางจะสามารถสร้างกองทัพแห่งแสงที่ทรงพลังออกมาได้ ข้าเชื่อว่าด้วยพลังของนางและกองทัพที่แข็งแกร่ง เราจะสามารถรับมือทัพมารและตีเมืองเมฆอัคคีได้สำเร็จแน่นอน"
เทพพิรุณและเทพมังกรเขียวพยักหน้าเห็นด้วย
เทพพิรุณ "ข้าเห็นด้วยกับท่านเทพเหมันต์ หากเรามีกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้น เราจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าในครั้งก่อน"
เทพเหมันต์พยักหน้าและกล่าวสรุป "ดังนั้น เราจะยังไม่ทำการบุกใด ๆ ในช่วงนี้ ช่วงเวลานี้ทัพมารคงไม่กล้าบุกมาหาเราแน่ เราจะใช้เวลานี้ในการเตรียมการ และเมื่อเทพีแห่งแสงพร้อมแล้ว เราจะหารือกันอีกครั้งถึงการบุกโจมตีเมืองเมฆอัคคี"
เสียงกระซิบกระซาบและคำตกลงจากเหล่าเทพดังขึ้นแสดงความเห็นด้วย เหล่าเทพแท้ทั้งหลายยังหวังว่าจะได้ยินคำแนะนำใหม่ๆจากเทพเหมันต์
เทพเหมันต์ยืนขึ้นกล่าวด้วยเสียงที่หนักแน่นและทรงอำนาจ "เหล่าเทพทั้งหลาย ข้าขอเชิญชวนพวกท่านให้เข้าไปฝึกตนยังอาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขาอัสนีเทวะ สถานที่แห่งนั้นคือที่ที่เราจะสามารถพัฒนาระดับขั้นและเพิ่มพลังให้แข็งแกร่งขึ้นได้ เราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการศึกครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง"
เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นในกลุ่มเทพ บางคนมีท่าทางหวั่นใจและกังวล
เทพพิรุณยืนขึ้นแสดงความกล้าหาญ "ข้าเห็นด้วยกับท่านเทพเหมันต์ ข้าจะเข้าร่วมการฝึกในอาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ เราจะต้องเพิ่มพลังและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสู้รบในอนาคต"
เทพมังกรเขียวยืนขึ้นอย่างมั่นใจและแววตาแน่วแน่ "ข้าก็พร้อมจะเข้าไปฝึกเช่นกัน ข้าต้องการที่จะเพิ่มพลังและความสามารถในการต่อสู้ของข้าให้แข็งแกร่งขึ้น!"
เทพวายุยืนขึ้นอย่างกล้าหาญ “ข้าพร้อมไปฝึกเพื่อพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อสู้ศึกในภายหน้าได้อย่างไม่หวั่นเกรงผู้ใด”
เทพีทั้งห้ายืนขึ้นพร้อมกันด้วยท่าทีสง่างาม พวกนางทุกคนแสดงความกล้าหาญและมุ่งมั่นที่จะฝึกฝน
เทพีแห่งลมพระชายารองกล่าว "พวกเราทั้งห้ายินดีที่จะเข้าร่วมการฝึก ข้าเชื่อว่าเราแต่ละคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้"
เหล่าเทพแท้ที่เหลือยังคงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งของตน ไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นตาม แม้จะมีเสียงกระซิบกระซาบกันเล็กน้อย
เทพแท้คนหนึ่งพูดเสียงเบาๆ กับเทพที่นั่งข้างๆ "ข้าไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะพัฒนาไปถึงระดับขั้นสูงในอาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ การฝึกนั้นต้องใช้พลังมากและเป็นงานที่หนักเกินไป"
เทพแท้คนอื่น "ข้าเห็นด้วย พวกเราบางคนไม่มีความสามารถพอที่จะทนฝึกในสถานที่เช่นนั้น ข้าขออาสาอยู่เฝ้าพระราชวังแทนดีกว่า"
เทพแท้หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้ และยังคงอยู่ที่ตำแหน่งของตน
เทพเหมันต์พยักหน้าและกล่าวอย่างเข้าใจ "ข้าเข้าใจดี การตัดสินใจของพวกเจ้านั้นมิได้ผิดอะไร ใครก็ตามที่ยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการฝึกในอาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ข้าเคารพการตัดสินใจนั้น ท่านสามารถอยู่เฝ้าพระราชวังและทำหน้าที่สำคัญอื่น ๆ ได้
เสียงกระซิบกระซาบเงียบลง และบรรยากาศในห้องโถงเริ่มคลายความตึงเครียด เทพที่เหลือได้ตกลงใจและแสดงความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามความสามารถของตน
เทพพิรุณกล่าวย้ำ "เราทุกคนล้วนทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อให้ศึกครั้งหน้านี้สำเร็จไปได้ด้วยดี ไม่ว่าท่านจะฝึกในอาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์หรือคอยเฝ้าพระราชวัง พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนสำคัญ"
เหล่าเทพแท้ทั้งหมดพยักหน้ารับฟังด้วยความเห็นพ้อง และเสียงตอบรับดังขึ้นทั่วห้อง เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของเหล่าเทพในห้องประกายอัสนี ทั้งผู้ที่จะออกไปฝึกและผู้ที่จะอยู่เฝ้าพระราชวัง ทุกคนต่างมีบทบาทสำคัญในศึกที่กำลังจะมาถึง เทพเหมันต์ยืนอยู่ที่กลางห้องโถง เตรียมตัวสำหรับการวาร์ปไปยังหุบเขาอัสนีเทวะ พร้อมด้วยเทพพิรุณ เทพมังกรเขียว เทพวายุ และเทพีทั้งห้า
เทพเหมันต์มองไปรอบๆ อย่างมุ่งมั่น ก่อนจะหันไปทางเทพโมรา "ดีถ้าเช่นนั้น ข้าฝากท่าน “เทพโมรา” ผู้อาวุโสและมีพลังสูงสุดในบรรดาเทพที่อยู่เฝ้าพระราชวัง ให้เป็นหัวหน้าสั่งการชั่วคราวในช่วงที่ข้าไม่อยู่ ข้าไปละนะ"
เทพโมราโค้งศีรษะและกล่าวด้วยความเคารพ "รับพระบัญชา ข้าจะดูแลพระราชวังให้ดีที่สุดในช่วงที่ท่านไม่อยู่"
เหล่าเทพที่ยังอยู่ในห้องประกายอัสนีพยักหน้าและกล่าวคำเห็นด้วยเพราะเชื่อถือในความสามารถของเทพโมรา
เทพเหมันต์ เทพพิรุณ เทพมังกรเขียว เทพวายุ และเทพีทั้งห้าหันหน้าหากัน พยักหน้ารับรู้ว่าได้เวลาต้องออกเดินทางแล้ว
เทพเหมันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ไปกันเถอะ!"
เทพเหมันต์ยกมือขึ้นพร้อมๆ กับเทพพิรุณ เทพมังกรเขียว เทพวายุ และเทพีทั้งห้า พลังแสงสว่างส่องประกายขึ้นในห้องโถง ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะวาร์ปหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับแสงวาบของฟ้าแลบที่ทำให้ห้องโถงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เหล่าเทพแท้ที่เหลืออยู่หันมองกันเล็กน้อย บรรยากาศเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นสำหรับการรอคอยการกลับมาของเทพเหมันต์และผู้ร่วมเดินทางทุกคน
เทพแท้ทั้งหลายค่อยๆ กลับไปประจำที่ของตนเอง พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบพูดคุยถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ณ อาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขาอัสนีเทวะ ภายในห้องประชุมใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยผนังหินศักดิ์สิทธิ์ที่ประดับด้วยสัญลักษณ์ของธาตุทั้งห้าและอักขระแห่งแสงที่ส่องประกาย ทุกคนที่ผ่านการฝึกฝนสำเร็จรวมตัวกันเพื่อรายงานและสรุปผล บรรยากาศเต็มไปด้วยความสำเร็จและความภาคภูมิใจจากการฝึกฝนอย่างหนักตลอดระยะเวลา 3 เดือน เหล่าเทพต่างนั่งลงในที่ของตนเพื่อประชุมสรุปผลการฝึก
เทพอัสนีย์ยืนขึ้นด้วยท่าทางสง่างามและเปล่งประกายแห่งแสง "เวลาผ่านไปแล้ว 3 เดือน ในที่สุด ทุกท่านก็ฝึกสำเร็จและเลื่อนขั้นไปอีกระดับหนึ่ง ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ข้าขอสรุปผลที่ทุกคนได้บรรลุในวันนี้"
เหล่าเทพพยักหน้าและนั่งฟังด้วยความตั้งใจ
เทพอัสนีย์กล่าวสรุปต่อ "ข้า เทพอัสนีย์ ขั้นมหาเทพระดับ 50 เทพเหมันต์ พระมหาชายาของข้า ขั้นมหาเทพระดับ 45 องค์หญิงภูติ เทพีแห่งลม พระชายารอง ขั้นมหาเทพระดับ 40"
เทพเหมันต์ยิ้มและพยักหน้ารับ ฟังด้วยความสงบ
เทพอัสนีย์ "เทวีอัคนี เทพีแห่งไฟ พระสนมเอก ขั้นมหาเทพระดับ 30 ปราชญ์ดรุณี เทพีแห่งดิน พระสนม ขั้นมหาเทพระดับ 30 เทพวารี เทพีแห่งน้ำ พระสนม ขั้นมหาเทพระดับ 30 ภัทรา เทพีแห่งแสง พระสนม ขั้นมหาเทพระดับ 40 เทพพิรุณ แม่ทัพขวา ขั้นมหาเทพระดับ 40 เทพมังกรเขียว แม่ทัพซ้าย ขั้นมหาเทพระดับ 40 เทพวายุ ชายาแม่ทัพซ้าย ขั้นมหาเทพระดับ 30"
เหล่าเทพและเทพีทั้งหมดรับฟังคำกล่าวสรุปด้วยความภาคภูมิใจในตนเองและเพื่อนร่วมทีม
เทพพิรุณหันมองเทพมังกรเขียวและยิ้มอย่างพอใจ "ดูเหมือนว่าการฝึกครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ เราทุกคนแข็งแกร่งขึ้นมาก"
เทพมังกรเขียวยิ้มตอบ "ข้าตื่นเต้นที่จะได้ใช้พลังใหม่ในการศึกครั้งหน้า"
เทพอัสนีย์ยิ้มพยักหน้า "ดี เมื่อรู้ว่าทุกคนเลื่อนระดับกันเป็นที่น่าพอใจ ข้าขอสั่งให้ทุกคนกลับพระราชวังอัสนีดารา พักผ่อนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อฟื้นฟูพลังและเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง"
เหล่าเทพและเทพีทั้งหมดพยักหน้ารับคำสั่งพร้อมแสดงความเห็นด้วย
เทพเหมันต์ "พวกเราทุกคนต่างทำได้ดีมาก การพักผ่อนจะทำให้เราเตรียมตัวได้ดีกว่านี้สำหรับศึกต่อไป"
ภัทราเทพีแห่งแสงยิ้มให้เทพอัสนีย์ "ขอบพระทัยสำหรับโอกาสนี้เพคะ ข้าจะใช้เวลาพักฟื้นพลังให้เต็มที่"
เทพอัสนีย์ยิ้มให้ภัทราอย่างอ่อนโยน "ข้าจะเลือกพักที่ตำหนักแสง ห้องบรรทมเคียงรัศมีของเจ้าตลอดทั้งสัปดาห์"
เหล่าเทพที่เหลือมองเทพอัสนีย์และภัทราด้วยรอยยิ้มที่รู้กัน พลางพยักหน้าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเทพอัสนีย์
หนึ่งเดือนผ่านไป ณ ตำหนักแสง พระราชวังอัสนีดารา ตำหนักที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่นี้มีอาคารใหญ่สีขาวส่องแสงจ้าในยามกลางวัน และมีแสงสว่างระยิบระยับในยามค่ำคืน จึงเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังที่ดึงดูดผู้คนมากมายเข้ามาฝึกฝน ตำหนักแสงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่มีความคึกคักและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ศิษย์ใหม่และศิษย์เก่าต่างเข้ามาฝึกฝนกันอย่างขยันขันแข็ง บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงดาบกระทบกัน และเสียงพลังเวทปะทุขึ้นขณะที่ผู้ฝึกฝนก็พยายามบรรลุถึงขั้นเทพแท้อย่างตั้งใจ
ภัทราเทพีแห่งแสงยืนอยู่กลางลานฝึกฝนด้วยท่าทางสง่างาม มองดูศิษย์ที่กำลังฝึกฝนด้วยรอยยิ้ม "ทุกคน ทำได้ดีมาก! จำไว้ว่า ความมุ่งมั่นและการฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้นที่จะนำพาเจ้าไปสู่ระดับเทพแท้ได้ อย่าย่อท้อ!"
ศิษย์ทั้งหมดรับฟังด้วยความตั้งใจและฝึกฝนต่อด้วยความเข้มแข็ง
ศิษย์ใหม่คนหนึ่งกระซิบกับเพื่อน "ข้าว่า ตำหนักแสงนี้เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ศิษย์ที่นี่มีความสามารถสูงขึ้นมากในเวลาอันสั้น แถมยังมีเทพอัสนีย์ที่คอยสนับสนุนอีกด้วย"
ศิษย์ใหม่คนอื่นๆ พยักหน้าและพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้น "ใช่แล้ว วิชาที่ตำหนักแสงก็ได้ยินว่ามีพลังเกือบเทียบเท่ากับวิชาเทพอัสนีย์เลยทีเดียว"
ขณะนั้น เทพอัสนีย์เดินเข้ามายังลานฝึกฝน มองดูเหล่าศิษย์ใหม่ที่กำลังฝึกฝนด้วยความตั้งใจ พลางพยักหน้าชื่นชม
เทพอัสนีย์ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "ภัทรา เจ้าได้ทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมในการสร้างตำหนักแห่งนี้ พี่เห็นว่าศิษย์ของเจ้าหลายคนได้พัฒนาตนจนเข้าถึงขั้นเทพแท้ได้อย่างรวดเร็ว นี่เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างแท้จริง"
ภัทราเทพีแห่งแสงยิ้มตอบและก้มศีรษะด้วยความเคารพ "ขอบพระทัยท่านพี่เทพอัสนีย์ น้องตั้งใจจะทำให้ตำหนักแสงเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการฝึกฝนศิษย์ และพัฒนาศิษย์ให้มีความสามารถสูงสุดเพื่อเสริมสร้างกองทัพของเรา"
เหล่าศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นต่างได้ยินและรับรู้ถึงความมุ่งมั่นของเจ้าตำหนัก และยิ่งเพิ่มความกระตือรือร้นในการฝึกฝนของตนเอง
เทพแท้จากตำหนักอื่นยืนสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ และพูดคุยกันเบาๆ "ตำหนักแสงกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจริงๆ น่าจะกลายเป็นตำหนักอันดับหนึ่งในไม่ช้านี้ ถ้ายังคงรักษาความสามารถนี้ไว้"
เทพอีกคนหนึ่ง "ใช่แล้ว ศิษย์ของที่นี่ดูมีศักยภาพมาก ได้ยินว่า ตำหนักนี้มีการคัดเลือกศิษย์ที่เข้มงวดมาก ยิ่งเป็นที่ดึงดูดให้ผู้คนอยากมาฝึกที่นี่มากขึ้น"
บรรยากาศที่ตำหนักแสงยังคงคึกคัก มีเสียงพูดคุยและเสียงฝึกฝนอย่างไม่ขาดสาย หลายคนมองเห็นว่า ตำหนักนี้กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการฝึกฝนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพิภพอัสนี
เทพอัสนีย์มองไปยังภัทราและพูดอย่างจริงจัง "เจ้าทำได้ดีมาก ภัทรา พี่จะช่วยเจ้าพัฒนาตำหนักนี้ให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก"
ภัทราเทพีแห่งแสงยิ้มและพยักหน้ารับคำด้วยความเคารพ "น้องจะทำให้ดีที่สุด"
บรรยากาศของตำหนักแสงเต็มไปด้วยความคึกคักและความหวัง ศิษย์ใหม่ยังคงหลั่งไหลเข้ามา ตำหนักแสงกำลังก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำในด้านการฝึกฝนในพระราชวังอัสนีดาราแห่งนี้