ไป๋ฮวาหรือฮวาเออร์เอง ไม่ได้รู้สึกกลัวหรือหวาดหวั่นว่าตนเองคือเป้าหมายของคนร้าย
หากแต่เพราะไร้ที่พึ่งในโลกใบนี้ต่างหาก หลังจากฟื้นขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็นคนไร้บ้านในโลกใบใหม่ ความสามารถพิเศษใดๆ ก็ไม่มีติดตัวมา
นอกเสียจากการตื่นขึ้นของพลังในร่างกายของร่างเดิมที่มาอาศัยอยู่ ระดับพลังใดๆ ก็ยังมิได้ชัดเจน บิดาก็รังเกียจ มารดาก็ไม่ปกป้อง
ถามจริงเถอะ เหตุใดนางต้องขข้ามมิติมายังโลกจีนโบราณเช่นนี้กัน เหตุใดไม่ให้นางข้ามไปยังโลกอนาคตบ้าง
ก่อนตายก็ลำบาก หลังตายมาก็ลำบาก เกิดเป็นไป๋ฮวา ไม่ใช่สิ เกิดมาเป็นคนข้ามภพนี่ ลำบากเสียจริง
“ในเมื่อพวกมันไม่ได้ด้วยเล่ห์ พวกมันก็ต้องเอาด้วยกล ข้าคาดว่าหลังจากนี้ อาจจะเกิดอะไรบางอย่างตามมาก็ได้” เป่ยจินเอ่ยออกมาจากการคาดการณ์ของนาง
วิถีของคนร้ายมักจะเป็นเช่นนี้ เมื่อไม่ได้ตามที่มันวางแผนเอาไว้ ต่อให้ต้องฉุดกระชากสตรีไปกับพื้น ต่อให้ต้องเสียเลือดเนื้อไปเท่าไหร่ หากยังมิได้สิ่งที่ตนเองต้องการพวกมันยิ่งมิมีทางยอม
ฮวาเออร์ที่เฝ้าสังเกตการณ์มานานจึงตัดสินใจทำบางอย่าง
“จินเออร์เจ้าได้ยินข้าหรือไม่” ร่างบางในอาภรณ์สีเขียวอ่อนกำลังจับจ้องไปยังคนตรงข้ามอย่างใช้สมาธิ
“เดี๋ยวนะ นี่มันเสียงของเจ้าหรือ” หญิงสาวในห้องมีเพียงสอง หากมิใช่เสียงของลี่เจี่ยฉงสัตว์เทพที่กำลังบำเพ็ญตนในมิติของนางแล้ว ก็ต้องเป็นหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาหงส์เบิกกว้างและจ้องไปยังคนตรงหน้าและตอบกลับไปทันที
“ใช่แล้วล่ะ ข้าเอง หวังว่าจะมิทำให้เจ้าตกใจเกินไป” ทั้งสองยังคงสื่อสารกันต่อ
“เหตุใดเจ้า...จึง” ดวงตาหงส์เบิกกกว้างอย่างสงสัย
มิใช่ว่าทุกคนที่ข้ามมิติมาจะมีพลังเช่นนี้หรอกนะ
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่หลังจากที่ฟื้นขึ้นมา ทุกสิ่งก็ได้เปลี่ยนไป ทั้งพลังของข้าที่ตื่นขึ้นมา การสื่อสารทางจิต รวมถึงมิติส่วนตัว อีกอย่างที่ข้าอยากจะบอกเจ้าในเรื่องของการฝึกยุทธ์ อาจจะได้มาเพราะในชาติก่อนข้าก็เคยเป็นบอดี้การ์ด”
“โหหห วิเศษ วิเศษจริงๆ ตาแก่พวกนั้นกำลังเล่นตลกอันใดกันแน่ ทำคนตายเป็นผักเป็นปลา ทั้งยังส่งไปยังต่างมิติมั่วซั่วแบบนี้ หากได้เจอ ข้าอยากจะรู้นัก” เป่ยจินสบถออกมาในใจ
ช้าก่อน ข้ามิเข้าใจในสิ่งที่เจ้ากำลังเอ่ยออกมา มิช่ว่าเจ้าเองก็...
“หืม คิดว่าเจ้าจักแน่ใจในความสงสัยของตัวเองเสียตั้งนานแล้ว จริงสิ ข้าว่าแล้วเชียวทำไมในป่าม่านหมอกตัวเจ้าจึงดูสบายๆ ไม่มีท่าทีกังวลกับเจ้าสัตว์ร้ายตนนั้น อีกทั้งเจ้าสัตว์นั้นหลังจากรักษาตัวแล้วก็หายไปเลย หึหึ”
“อืม ไม่รู้ว่าคนที่ข้ามาในโลกจีนโบราณแบบพวกเราจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘มิติ’ กันทุกคนหรือไม่”
“ในเมื่อเจ้าเชื่อใจข้า ข้าก็มิปิดบัง ข้าเองก็มีเช่นกัน” เป่ยจินเองที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเอ่ยออกมาบ้าง
“ขอบคุณที่เจ้าเชื่อใจข้า ขอบคุณมากจินเออร์” เมื่ออีกฝ่ายเผยความจริงออกมานางก็คล้ายจะมีครอบครัวจริงๆ ที่สามารถไว้ใจได้ จิตใจที่เคยกังวลและสับสนเริ่มผ่อนคลายลง
“ข้าแนะนำว่าเราคุยกันแบบปกติเถิด ตอนนี้คนอื่นๆ คงกำลังสงสัยข้ากับเจ้าแต่มิกล้าขัด”
เป่ยจินแนะนำให้สตรีตรงหน้าคุยกับนางแบบปกติ ในเมื่อทุกคนที่นี่สามารถไว้ใจได้ เช่นนั้นแล้วจึงมิจำเป็นต้องปิดบัง
“เทียนหลงเช่นนั้นตอนนี้ เราก็รู้จักสามในสี่แล้ว อีกคนเล่า เราจะตามหาจากที่ไหน” เป่ยจินหันไปถามเทียนหลง อันที่จริงบุรุษที่มักจะตีหน้านิ่ง ไร้อารมณ์และเย็นชาอยู่เสมอคนนี้ มักจะรับรู้เรื่องราว ๆ ดีๆ มากกว่าคนอื่นตลอด
เพียงแต่เสียงที่เปล่งออกมาขัดจังหวะนั้น ทำเอาหัวของเป่ยจินเกือบจะทิ่มลงไปบนโต๊ะ หากมิมีมือหนาของจวินเทียนหลงมาคว้าไว้ก่อน
ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทกำเสนอหน้าออกมา พร้อมกับพูดในสิ่งที่นางมิอยากจะเชื่อ
“บุรุษที่หล่อเหลาที่สุดในแคว้นแห่งนี้ อย่างไรเล่า” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียง บุรุษที่ที่ในอดีตเป็นเพียงองค์ชายไร้ค่าองค์หนึ่งของราชวงศ์
คนที่ควรจะตายไปก่อนเป็นอันดับแรกๆ ในศึกการแย่งชิงบัลลังก์ที่ผ่านมา หากแต่เพราะความไร้ค่าที่มี ทำให้เหล่าพี่น้องและศัตรูมองข้ามไป สุดท้าย พวกเขาเหล่านั้นก็ตกตายในมือขององค์ชายผู้ไร้ค่าคนนี้
“อย่า...บอกว่า” ใบหน้างามทั้งสองนิ่งค้าง ในความจริงที่เพิ่งรับรู้ สายตาที่มองไปมาสลับระหว่างเขาและเทียนหลงนั้น ทำให้คนที่กำลังนำเสนอตัวเองถึงกับหมดความมั่นใจในตนเอง
“ใช่แล้ว เป็นข้าเองเจ้าจะทำไม เป็นข้าแล้วมันแปลกตรงไหนกัน หืม เทียนหลง เจ้าดูสตรีของเจ้าหน่อยเถิด แมลงวันจะบินเข้าปากแล้วกระมัง หึ” หลังจากที่กอดอกและแนะนำตนเองไปแล้ว แต่กลับมิมีใครเชื่อ เขาจึงนั่งลงและเอ่ยออกมา
“ตั้งแต่เมื่อใดกันเจ้าค่ะท่านพี่เทียนหลง แล้วเหตุใดท่านจึงมิบอกข้าสักนิด ปล่อยให้ข้าตามหาตั้งนาน” ใบหน้างามมองไปยังคนข้างๆ และเอ่ยออกมาอย่างนึกแง่งอน
“จินเออร์ ทุกคนมีความลับและพี่มิมีสิทธิ์นั้น พี่ทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่” นัยน์ตาสีดำสนิทราวกับไร้ก้นบึ้ง จ้องมองมายังคู่หมายของตนเองอย่างสื่อความหมาย
“หากเจ้ายังจำที่พี่เคยบอกได้ ว่าต้องห่างหายไปจากเจ้า สิ่งนั้นก็เพื่อช่วยเฟยเฉิงมิให้ต้องตกตายลง เพราะพี่รู้ถึงคำทำนายนั้น ดังนั้นชีวิตของเขาจึงสำคัญ” เทียนหลงพยายามเอ่ยออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจในตัวเขามากที่สุด
แม้ว่านางจะโกรธที่เขามีความลับต่อนาง เขาจะมิโกรธเคืองแม้แต่น้อย แต่หากนางจะโกรธเคืองเขาจนมองหน้ามิได้ เขาคงเจ็บปวดเจียนตาย
มือบางยกไปกอบกุมมือหนา ที่ขณะนี้กำลังประกบกันแน่นจากความกดดันนั้น ช่างคล้ายกันเสียจริง อาการเช่นนี้ทำให้นางนึกถึงใครบางคน
ในชาติก่อนนั้นหากนางมีปัญหาใดที่แก้มิได้ ก็จะมีใครบางคนคอยจัดการให้ และหากครั้งใดที่เขาเครียดหรือกดดันมากๆ มือทั้งสองจะมาประสานกันไว้ที่หน้าตักของตนเองจนแน่นและใช้เล็บจิกไปมา เพื่อดึงสติตนเอง
“ใจเย็น ๆ นะเจ้าคะ ข้ามิได้โกรธเคืองหรือไม่พอใจในตัวท่านแม้แต่น้อย เพียงแค่ เอ่อ...เพียงแค่ความปากไวของข้ามันมีมากเกินไป” เป่ยจินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเบา
กระทั่งจินหลงและหยางคงที่นั่งฟังบทสนทนานี่มานานถึงกับเลิ่กคิ้วให้กันด้วยความแปลกในท่าทีที่อ่อนลงของเป่ยจิน ที่มักไม่ค่อยได้เห็นนัก