ช่วงที่ติดต่อวิ่งรับ
ซื้อขายต่อเพลทของแต่ละโรงพิมพ์ให้คึกคักอย่างนี้
ไตเติ้ลเริ่มคิดถึงการผ่อนรถกระบะมาเพื่อที่จะออกไปรับขยะของเก่าได้ในสถานที่ที่ไกลขึ้นขนของได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เขาทำงานได้สะดวกสบายและมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกมาก
เขาทำงานหนักก็จริงแต่ไม่ได้หวังร่ำรวยอะไรก็แค่ตั้งใจว่าจะให้มีเงินเหลือใช้เยอะ ๆ ตอนอายุมาก มีจ่ายค่าบ้านพักคนชรา ค่ารักษาสุขภาพรายเดือนแล้วก็นั่ง ๆ นอน ๆ ไปวัน ๆ โดยที่ไม่ต้องทำงานอะไรอีกเลยในยามชราภาพ
ช่วงนี้ที่ร่างกายแข็งแรงยังพอมีแรงทำไหวก็กอบโกยเอาไว้เยอะๆ ก่อน ตอนนี้กำลังจะเข้าปี 2539แล้วภานุวัฒน์วางแผนเอาไว้ว่าจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาใช้เป็นกองทุนเย็นแล้วทยอยแลกดอลลาร์มาเก็บไว้เยอะๆ พอถึงปี 2540 รัฐบาลชวลิตประกาศค่าเงินลอยตัวเมื่อไหร่….
หึ หึ หึ จากยี่สิบห้าดอลลาร์พุ่งพรวดไปทีเดียวเป็นสี่สิบดอลลาร์ก็น่าจะมีกำไรพอซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่หลุดจำนองธนาคารได้สักหลังล่ะ
แต่ก็นั่นแหละนะคิดแล้วมันก็ได้แค่คิดว่าอยากจะได้ เพราะกับสถานการณ์การเงินเฉพาะหน้าในตอนนี้คนเราก็ไม่ควรรีบถอยรถกระบะในขณะที่ยังอยู่บ้านหลังโทรมไม่มีไฟฟ้าใช้ภารกิจสำคัญที่เขาควรต้องเริ่มทำอย่างเร่งด่วนก็คือการออกตระเวนหาบ้านเช่าต่างหาก
ที่ผ่านมาไตเติ้ลก็มีการดูบ้านเช่าผ่านตาเอาไว้บ้างแต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครแบบนี้ราคาค่าเช่าห้องค่อนข้างแรงมากแรงในแบบที่คนจากปี พ.ศ. 256X ที่มีค่าครองชีพค่อนข้างสูงแล้วพอย้อนกลับมาปี 2538 จะมาหาห้องเช่าแล้วเจอรูหนูห้องละสามพันบาทเขาก็ถึงกับเงิบรับประทานไปเหมือนกัน
ห้องเช่าราคาถูกแบบหนึ่งพันบาทเอาจริง ๆ แล้วก็มีอยู่เยอะมากแต่ส่วนใหญ่จะเป็นห้องกั้นแบบฝากระดานไม้ที่แบ่งให้เช่า ไม่มีห้องน้ำในตัวที่วางเฟอร์นิเจอร์ก็ไม่มี อย่างมากก็แค่ชั้นวางของกับตู้เสื้อผ้าพลาสติกแล้วปูฟูกนอนเอากับพื้นมันไม่ได้สะดวกสบายมากไปกว่าเพิงข้างวัดที่เขาอาศัยอยู่เดิมสักเท่าไหร่นอกจากแค่ว่ามีไฟฟ้าใช้ก็เท่านั้น
วัน ๆ หนึ่งภานุวัฒน์ขนกระดาษตัดขอบจากโรงพิมพ์มาหมกเอาไว้เพื่อนั่งแยกสีปริมาณมิใช่น้อยห้องเช่าแบบนี้ไม่มีที่กว้างมากพอจะให้เขาเอาขยะมากองสุมเพื่อทำงานได้เลย
พอไปดูที่ราคาสูงกว่านี้เล็กน้อยสัก 2000-3000 บาทห้องพอจะกว้างขึ้นมาให้ยัดขยะใส่ลงไปได้ก็จริงแต่สภาพสังคมแวดล้อมในความเป็นชุมชนแออัดที่มีครอบครัวแบบพ่อขี้เมาตบตีทำร้ายลูกทำร้ายเมียแบบนั้น…
ลูกพลับต้องเผชิญประสบการณ์ตรงกับสภาพครอบครัวแบบนี้จนบอบช้ำมามากแล้วเขาไม่อยากให้ลูกชายที่น่ารักต้องมาจมอยู่ในสภาวะแวดล้อมซ้ำเดิมจนเติบโตขึ้นมากลายเป็นเด็กที่ชินชากับการใช้กำลังและความรุนแรงในครอบครัว
แต่ถ้าอยากได้บ้านที่กว้างพอ มีสังคมแวดล้อมที่ดีห้องเช่าพวกนั้นราคาไม่มีต่ำกว่าห้าพันบาทต่อเดือนภานุวัฒน์คิดคำนวณดูแล้วว่ารายได้ของเขาในเวลานี้ให้จ่ายค่าเช่าบ้านห้าพันบาทต่อเดือนนั้นก็ยังชิลด์อยู่แต่ค่าเช่าเป็นเงินที่จ่ายเปล่าไม่เหมือนกับเงินผ่อนบ้านถ้าจะต้องจ่ายในมูลค่าที่สูงขนาดนั้นทุกเดือน
‘……’
คิดถึงตอนเมื่อชีวิตก่อนที่เขาซื้อบ้านเป็นทาวน์โฮมหลังน้อยๆ หนึ่งหลังเขาจ่ายผ่อนเดือนละหกพันกว่าบาทมันก็ยังมีวันที่หนี้สิ้นสุดแล้วก็ได้เป็นเจ้าของบ้านโดยสมบูรณ์แบบผิดกับค่าเช่าที่จ่ายเปล่าเดือนละห้าพันบาท อย่างไม่สิ้นสุดแบบนี้หากเมื่อไรที่การเงินเขาติดขัด จ่ายค่าเช่าไม่ได้ก็จะต้องระเห็จออกมาสถานเดียวไอ้แบบนี้จะให้จ่ายถึงเดือนละห้าพันมันก็รู้สึกเสียดายเงิน
คิด ๆ ดูแล้วไตเติ้ลก็ตั้งใจว่าจะย้อนกลับไปดูบ้านผีสิงในซอยนั้นเสียหน่อยดีกว่าบ้านหลังนั้นถ้าไม่ติดว่ามีผีอาศัยอยู่เยอะไปหน่อยกับมีศาสตร์เวทมนต์ดำอีกเล็กน้อยก็นับได้ว่าเป็นบ้านใหญ่โต กว้างขวางมีที่ให้เก็บของรวมถึงที่จอดรถ….
ถ้าเป็นบ้านหลังใหญ่ขนาดนั้นมีพื้นที่ใช้สอยมากอย่างนั้น จ่ายเช่าเดือนละห้าพันภานุวัฒน์คิดว่าน่าจะคุ้มค่าอยู่เพราะอย่างน้อยเขาไม่มีรถเองก็ยังสามารถแบ่งพื้นที่ให้คนมาเช่าฝากรถเอาไว้ได้หรือต่อไปถ้าเขาต้องการซื้อรถมันก็จะมีที่ทางพร้อมจอด ถ้าได้เช่าบ้านแบบนั้นมาในราคาห้าพันก็นับว่าน่าสนใจมากเพราะสามารถต่อยอดธุรกิจทำเงิน หารายได้มาช่วยเสริมค่าเช่าได้ด้วยตัวของมันเองนับว่าคุ้มค่าอยู่
หมายถึงว่า ‘ถ้าได้’ นะ
เพราะเท่าที่รู้มาบ้านหลังนั้นเจ้าของเจตนาอยากจะปล่อยขายมากกว่าปล่อยเช่าแต่ก็นั่นแหละ จากที่เขาไปเหล่ ๆ มอง ๆ มานั้น บ้านที่มีกรอบประตูเหมือนกับเอาไม้ฝาโลงศพมาตีกรอบแบบนั้น…
แค่หน้าบ้านก็ไม่รอดให้ใครจะหาญกล้าซื้อไปอาศัยแล้วยังไม่นับถึงเงาของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างชั้นสองแล้วทำหน้าเหมือนวิญญาณมีห่วงตัดอาลัยอาวรณ์ไม่ขาดนั่นอีกกับในส่วนของหลังบ้านที่มองเข้าไปไม่ถึง ดู ๆ แล้วก็ให้สงสัยว่าในบ้านหลังนั้นจริงๆ แล้วยังมีผีอีกกี่ตัวก็ไม่รู้
ลองมาทรงนี้ก็สันนิษฐานได้อยู่ว่าบ้านผีสิงนั่นน่าจะยังขายไม่ออกต่อไปอีกนานแม้ว่าเจ้าของอยากจะขายใจแทบขาดก็ตามแบบนี้ถ้าเขาไปขอเช่าก็น่าจะยังพอได้อยู่ น่าจะดีกว่าการที่ปิดบ้านเอาไว้เฉย ๆ โดยไม่ก่อให้เกิดรายได้
แต่ก่อนหน้านั้น…
ไตเติ้ลจำได้ว่าลูกพลับกลัวพวกผีที่กรอบประตูของบ้านหลังนั้นมากหากจะไปที่นั่นอีกทีเขาคงต้องฝากลูกพลับเอาไว้ที่โรงพิมพ์ของเฮียฮั้วก่อนแล้วล่ะ
คิดดูแล้ววันนี้ภานุวัฒน์มีนัดไปรับเพลทจากโรงพิมพ์ในซอยสามนี่นะกับโรงพิมพ์นี้เขาเข้าไปรับซื้อเป็นครั้งแรกก็น่าจะมีเพลทเยอะให้เอาไปขายได้ราคาเกินหมื่นอยู่แบบนี้ทำงานเพียงแค่ครึ่งวันเช้าก็น่าจะได้
ช่วงบ่ายเห็นเฮียฮั้วบอกมาก่อนแล้วว่าเด็กพิมพ์งานที่เฮียฮั้วจ้างไว้ขอลาหยุดลูกพลับก็เริ่มใช้คอมพิวเตอร์พอจะเป็นบ้างแล้ว ถึงการพิมพ์งานจะเน้นเอานิ้วจิ้ม ๆ แบบห้านาทีได้หนึ่งคำก็ตามแต่ถ้ามีเวลามากหน่อยก็ให้ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็พาเจ้ากระปุกหมูตัวน้อยไปให้เร็วขึ้นให้เริ่มช่วยเฮียฮั้วพิมพ์งานเร็วหน่อยน่าจะไม่เป็นปัญหาอะไร
จนถึงตอนไปรับเพลทจากโรงพิมพ์ที่ซอยสามก็พบว่ามีปริมาณเพลทเยอะมากเถ้าแก่เจ้าของโรงพิมพ์แทบจะไม่เคยมีเวลาเคลียร์เพลทเก่า ๆ ที่โละทิ้งเลยภานุวัฒน์จึงได้ของมาขายค่อนข้างเยอะ ลงทุนซื้อไปหกพันบาท แต่ขายโรงแยกได้มาถึงสองหมื่นบาท
แต่ก่อนชีวิตในโลกเดิมไตเติ้ลมองงานพวกนี้ก็แค่เอาขยะไปขายเพื่อรีไซเคิลนับว่าเป็นประโยชน์กับชาวโลกแต่ไม่ได้คิดว่าจะรายได้ดีอะไรมากมายถ้าเทียบกับต้องเดินหาเก็บขวดเปล่าทั้งวันแบบนั้นหากพอได้มาจับงานค้าของเก่าเองแบบนี้อย่างจริงจังถึงได้รู้ว่ารายละเอียดปลีกย่อยของงานนั้นมีเยอะมาก
เป็นต้นว่าขวดพลาสติกนั้นโรงหลอมค่อนข้างชอบเพราะเมื่อหลอมแล้วสามารถเอาไปแปรรูปกลับมาใช้ใหม่ได้หลากหลายมากจึงขายง่ายแต่ประเภทของพลาสติกนั้นก็มีเยอะมากเช่นว่าขวดน้ำประเภทนี้โรงแยกนี้หลอมได้ก็รับซื้อแต่ขวดน้ำหน้าตาเหมือนกันเปลี่ยนแค่ยี่ห้อกลับใช้พลาสติกคนละประเภทและโรงแยกนี้ไม่หลอมพลาสติกประเภทนี้ก็จะไม่รับซื้อ ต้องขนไปขายที่โรงแยกอื่นค่อนข้างจุกจิกยุ่งยากในการแยกประเภทของพลาสติกเอาเรื่องพอสมควรเลยทีเดียว
หากมีเวลานั่งแยกประเภทพลาสติกได้ก็สามารถขายในราคาที่ดีขึ้นแต่ภานุวัฒน์ไม่สันทัดในเรื่องนี้อีกทั้งเวลาว่างในแต่ละวันเขาก็ยังใช้ไปกับการนั่งแยกกระดาษสีออกจากกระดาษขาวซึ่งดูเหมือนกับง่ายแต่กว่าจะเสร็จก็ผลาญเวลาไปมากพอสมควรอยู่ทีเดียว
ดังนั้นเขาจึงยอมขายพลาสติกให้กับคนเก็บของเก่าที่หน้าโรงแยกไปในราคาถูกคนพวกนั้นมีความเชี่ยวชาญในการแยกประเภทของพลาสติกมากกว่าเขาก็จะเอาขวดไปแยกแล้วขายต่อให้เกิดกำไรดีงามขึ้นมาได้ส่วนไตเติ้ลก็จับเน้นโปรดักส์เฉพาะในส่วนที่ตนเองถนัด คือขายเฉพาะเพลทกับกระดาษจากโรงพิมพ์ซึ่งทำกำไรได้ดีกว่า
เพลทจากโรงพิมพ์ต่อแผ่นนั้นมีน้ำหนักมากอยู่ราคาต่อกิโลกรัมก็สูงมาก ไม่เหมือนกับขวดแก้วที่ถึงแม้จะหนักแต่ราคาต่อกิโลอยู่แค่ห้าสิบสตางค์ถึงหนึ่งบาทเท่านั้นแถมเพลทซื้อมาแล้วก็เอาไปขายได้เลยไม่ต้องเสียเวลามานั่งล้างคราบอาหารคราบน้ำตาลเหมือนพวกขวดภาชนะต่าง ๆ ด้วยก็แค่ต้องใช้ความเหนื่อยในการเพียรพยายามตามหาโรงพิมพ์และไปเจรจาขอซื้อเพลทด้วยก็เท่านั้น
เพราะโรงพิมพ์หลายที่ก็ไม่ได้กิจการดีเหมือนอย่างของเฮียฮั้วไปเสียหมดและโดยเฉพาะส่วนใหญ่แล้วโรงพิมพ์มักจะมีการเอาเพลทพวกนี้ไปขายเองโดยตรงก็จะได้ในราคาที่ดีกว่าเอามาขายต่อให้กับพ่อค้าคนกลางอย่างเขามันก็ใช่ว่าเดินเข้าโรงพิมพ์ไหนไปขอซื้อแล้วเขาจะขายให้ง่าย ๆ ไปเสียหมด
การทำงานทุกอย่างต่างก็จะมีความลำบากในแง่มุมของมันโลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ ต่อให้เก่ง ฉลาด และขยันมากแค่ไหน แต่ชีวิตคนเรา
มันก็ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่าย ๆ อยู่แล้ว.