รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ใครคือจักรพรรดินีโอสถ

             

            ข่าวลือเรื่องการปรากฏตัวของปรมาจารย์ด้านการปรุงโอสถแพร่ไปทั่วทั้งประเทศราวกับไฟลามทุ่งนักปรุงโอสถมากมายถูกดึงให้เข้ามาเอี่ยวในเรื่องนี้อย่างช่วยไม่ได้เพราะทั้งหลักการและคำสอนทุกอย่างที่ “จักรพรรดินีโอสถ”ผู้นั้นได้ไปเขียนไว้ในกระทู้ ถาม-ตอบ ปัญหาโอสถล้วนแต่เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน

             

            มันราวกับกำลังเปิดโลกใบใหม่ให้กับศาสตร์แห่งการปรุงยาพวกเขานั่งศึกษาความคิดเห็นของจักรพรรดินีโอสถกันอย่างละเอียดทีละความคิดเห็นและยิ่งพวกเขาศึกษาลงลึกไปมากเท่าใด ก็ราวกับพวกเขาจะยิ่งจมลึกไปกับความหลงใหลในเส้นทางสายนี้มากขึ้นเท่านั้น

             

            ในเวลาเดียวกันแม้แต่ในสมาคมนักปรุงโอสถ เรื่องของนางก็เป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดที่มุมสำหรับพักผ่อน ก็มีนักปรุงโอสถฝึกหัดหลายคนกำลังสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอยู่เช่นกัน

             

            “ศาสตร์การใช้ไฟขั้นเริ่มต้นที่จักรพรรดินีโอสถอธิบายไว้นี่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีที่สมาคมนักปรุงโอสถสอนเสียอีก”ชายหนุ่มท่าทางคงแก่เรียนพูดกับเพื่อนๆของเขาด้วยเสียงกระซิบเขาขยับแว่นตาของตัวเองเบาๆขณะที่กำลังดื่มน้ำผลไม้ในแก้ว

             

            “ไม่ใช่แค่การคุมไฟเบื้องต้นนะนายได้เข้าไปอ่านความคิดเห็นเกี่ยวกับ เพลิงปราณที่มีการถกเถียงกันอยู่ไหม?”

            เพื่อนของเขาที่มีร่างกายอ้วนท้วมกัดข้าวปั้นเข้าไปคำใหญ่แล้วเปิดประเด็น

             

            “เพลิงปราณที่ต้องเป็นนักปรุงโอสถอย่างน้อยขั้นที่4 ถึงจะใช้ได้น่ะเหรอ?”

             

            “ใช่แล้ว เพราะในตอนนี้คนที่เป็นนักปรุงโอสถขั้น4 มีเพียงปรมาจารย์ลู่ชิง คนที่เข้ามาถกเถียงกันในความเห็นนั้นน่ะอย่างน้อยก็ต้องเป็นอาจารย์นักปรุงโอสถขั้น3 ขึ้นไปแล้ว” ชายคนนั้นพูดต่ออย่างตื่นเต้น

             

            “เธอว่ายังไงบ้าง?”

            กลุ่มเพื่อนๆของเขาเข้ามาล้อมวงเพื่อจะได้ฟังใกล้ๆ

             

            “โดนด่ากันจนกระเจิงหมดเลยน่ะสิ...”

             

            ชายร่างท้วมเล่าด้วยความรู้สึกสยองเขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเข้าไปในกระทู้นั้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่เขาพูดให้เพื่อนๆดู

             

            “จักพรรดินีโอสถบอกว่าเพลิงปราณนั้นไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้น4 แค่นักปรุงโอสถขั้น 3 ที่มีพลังของจอมยุทธ์ก็สามารถใช้ได้สบายๆแล้ว”

             

            เขาเล่าต่อพลางเลื่อนความเห็นพวกนั้นให้ดู

             

            “พวกอาจารย์นักปรุงโอสถขั้น3 ถกเถียงกันใหญ่เลยล่ะ! เห็นว่าวันนี้ที่สมาคมถึงกับมีการเรียกประชุมอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับประเด็นนี้รวมถึงเรื่องความรู้ใหม่ๆที่จักรพรรดินีโอสถแสดงความคิดเห็นไว้ด้วย”

             

            “ถึงว่าวันนี้คนถึงมารวมคัวกันที่สมาคมมากมายขนาดนี้”เพื่อนๆของเขาเหลือบไปมองทางหน้าประตูซึ่งมีรถยนต์วิ่งเข้าออกขวักไขว่มากกว่าทุกวันทั้งเหล่านักปรุงโอสถที่ลงมาจากรถเหล่านั้นล้วนมีสีหน้าตื่นเต้น

             

            “แต่ที่น่าสงสารที่สุดก็คงจะเป็นอาจารย์ซุนสินะ?”ชายร่างท้วมกระซิบกระซาบ

             

            “ใช่แล้วซวยจริงๆ กระทู้ถาม-ตอบของเขาโดนจักรพรรดินีโอสถสับเละเทะเลยล่ะ”

             

            “อาจารย์ซุนต้องโกรธแหงๆมันเหมือนกับการหักหน้าเขาตรงๆเลยนี่นา” พวกเขาเริ่มนินทาถึงอาจารย์ซุนหมิงฉวนกันอย่างออกรสชายใส่แว่นที่กำลังดื่มน้ำผลไม้อยู่ในตอนแรกถึงกับสำลักเมื่อหางตามองไปเห็นว่าใครกำลังเดินผ่านมา

             

            เป็นอาจารย์ซุนหรือซุนหมิงฉวนนั่นเองตอนนี้ชายชรากำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง เมื่อวานเป็นเหมือนดั่งฝันร้ายของเขาคนรู้จักมากมายหลายคนถึงขนาดโทรมาถามเขาว่าไปล่วงเกินหรือมีความแค้นกับใครหรือไม่

            เขาอยากจะตะโกนด่ากลับไปจริงๆ!

            ฐานะของเขาที่เป็นถึงอาจารย์สอนปรุงโอสถจะไปว่างนั่งหาเรื่องใครได้!

             

            ผู้ช่วยของเขาเองก็กำลังเหงื่อตกหลังจากเกิดเรื่องเมื่อวานอาจารย์ซุนถึงกับยกเลิกการบรรยายตอนบ่ายแล้วกลับบ้านไปในทันทีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดีขนาดไหน

             

            แต่ที่พวกเขากลับมาที่สมาคมอีกครั้งในวันนี้ก็เป็นเพราะการประชุมนั้นค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับอาจารย์ซุนโดยตรง

            แน่ละเพราะเขาเป็นคนที่โดนคนที่ชื่อ “จักรพรรดินีโอสถ” นั่นเล่นงานมากที่สุดนี่นา!

             

             

            อาจารย์ซุนเปิดประตูเข้าไปในห้องประชุมของสมาคมด้วยท่าทีหงุดหงิด  ที่นั่นมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วเกือบสิบคน เมื่อพวกเขาเห็นซุนหมิงฉวนมาถึงก็ล้วนแต่ยิ้มให้อย่างเจื่อนๆปนสงสาร

             

            ชายชราที่ดูจะมีอายุพอๆกันรีบโบกมือแล้วเรียกเขาเป็นสหายคนหนึ่งของซุนหมิงฉวนเช่นกัน

             

            “เฒ่าซุนแกไปทำอะไรให้คนเขาโกรธใส่ละเนี่ย?”

             

            เขาถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเมื่อซุนหมิงฉวนได้ยินก็ทำเสียงฟึดฟัด แต่อย่างไรเขาก็ยังเดินเข้าไปนั่งข้างๆ

            “ฉันจะไปทำอะไรได้?”

             

            และเมื่อเห็นว่าซุนหมิงฉวนเองก็มาแล้วพวกเขาจึงเริ่มเปิดการประชุมเร่งด่วนในวันนี้ทันที หัวข้อการประชุมก็คือ

             

            “ตัวตนของจักรพรรดินีโอสถ”

             

            ใช่แล้วที่พวกเขารีบเร่งนั้นเป็นเพราะเรื่องนี้สมาคมนักปรุงโอสถต้องการจะรู้ให้ได้เป็นอย่างยิ่งว่าใครกันแน่ที่ใช้ชื่อบัญชีในชุมชนผู้ฝึกตนว่าจักรพรรดินีโอสถคนนั้น!

             

            “ผู้อาวุโสฟางนั่นไม่ใช่คุณใช่ไหม?” ชายชราที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมหันไปถามผู้หญิงที่ดูเหมือนวัยกลางคนเธอมีใบหน้าอ่อนโยนและรูปร่างเล็ก แต่รอยตีนกาและริ้วรอยบนใบหน้านั้นบ่งบอกว่าอายุจริงๆของเธอไม่น้อยแล้ว

            ซึ่งก็ไม่น้อยจริงๆเพราะเธอนั้นมีอายุมากกว่าใครหลายคนในห้องนี้เสียอีก

            เพราะการดูแลร่างกายและบำรุงผิวด้วยโอสถอยู่เสมอเธอจึงสามารถคงความงามเอาไว้ได้นานขนาดนี้เธอนั้นเป็นเหมือนไอดอลของนักปรุงโอสถฝึกหัดในสมาคมหลายคนโดยเฉพาะสาวๆจะยิ่งชื่นชอบและเข้ามาขอเคล็ดลับกับเธอเสมอ

            ประกอบกับท่าทางอ่อนโยนและใจดีทำให้เธอเป็นที่นิยมจากเด็กๆมาก

             

            ผู้อาวุโสฟางหันมามองพลางถอนหายใจตั้งแต่เมื่อวานมีคนถามคำถามนี้กับเธอไม่หยุดเช่นเดียวกันเพราะบัญชีปริศนานั้นดันใช้ชื่อว่า “จักรพรรดินี” แทนชื่อ “จักรพรรดิ”ทำให้ผู้คนล้วนคิดว่า “จักรพรรดินีโอสถ” อาจจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

            และผู้หญิงที่มีฐานะทางสังคมเป็นถึงรองประธานสมาคมนักปรุงโอสถก็มีแค่เธอเพียงคนเดียวทั้งยังเป็นถึงอาจารย์นักปรุงโอสถระดับ 3 ขั้นสูงสุดอีกต่างหาก

             

            “ไม่ใช่ฉันหรอกค่ะ...ฉันจะไปหาเรื่องอาจารย์ซุนทำไม”เสียงของเธอนั้นไม่เบาและไม่ดัง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย

             

            ซึ่งจุดนี้ซุนหมิงฉวนพยักหน้าเห็นด้วยผู้อาวุโสฟางนั้นไม่มีทางที่จะดุร้ายเหมือนเกรียนคีย์บอร์ดแบบจักรพรรดินีโอสถนั่นแน่เวลาที่เธอต้องการตักเตือนใครสักคนเธอจะเรียกไปคุยเป็นการส่วนตัวและตักเตือนด้วยเหตุผลและความหวังดีเสมอ

             

            “เราจะตัดความเป็นไปได้ที่จักรพรรดินีโอสถเป็นผู้ชายออกไปเลยไม่ได้นะ”ชายชราคนหนึ่งพูดขึ้น

             

            “นั่นสิอย่างไรนั่นก็เป็นบัญชีในอินเตอร์เน็ต จะตั้งชื่ออย่างไรก็ได้อยู่แล้ว”พวกเขาบางส่วนพยักหน้าเห็นด้วย

             

            “เราขอข้อมูลจากชุมนุมผู้ฝึกตนไม่ได้หรือ?”

             

            “ไม่ได้หรอก มาตรฐานความปลอดภัยของพวกเขาเชื่อถือได้เขาไม่มีทางบอกข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการหรือบัญชีไหนๆให้คนภายนอกแน่ๆ”

             

            “เฮ้อ...แล้วเราจะทำยังไงดี”

             

            “นักปรุงโอสถที่มีความรู้ความสามารถขนาดนั้นกลับปกปิดตัวตนเนี่ยนะ?”

             

            “หรือเขาจะไม่ใช่คนของสมาคมนักปรุงโอสถ?”

             

            “มีความเป็นไปได้...นอกจากสมาคมนักปรุงโอสถของเราแล้วก็ยังมีตระกูลอี้ในเมือง C และตระกูลถังในเมือง A ที่อาจจะมีความสามารถและความรู้ขนาดนั้น”

             

            “แต่พวกเขาก็อยู่ในสังกัดของสมาคมนี่เราเรียกพวกเขามาถามได้ไหม?”

             

            “ไม่น่าจะใช่พวกเขาหรอกฉันรู้จักนายใหญ่ตระกูลถังกับตระกูลอี้ดีพวกเขาอย่างมากก็เป็นนักปรุงโอสถขั้นสามระดับสูงสุดเหมือนพวกเราในห้องนี้นั่นแหละ”

             

            เหล่าอาวุโสในห้องล้วนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างไรก็ตามวงการนี้ก็ไม่ได้กว้างขนาดนั้น ถึงจะมีนักปรุงโอสถฝึกหัดอยู่มากมาย แต่ผู้ที่จะก้าวเข้าสู่ระดับ3 ได้นั้นมีน้อยเต็มที

             

            “...หรือจะเป็นตัวตนเก่าแก่จากที่ไหน?”

             

            “นั่นมีความเป็นไปได้ที่สุดจากประโยคและภาษาที่เธอใช้ ดูมีความคล้ายคลึงกับภาษายุคเก่าที่สมัยนี้ไม่ใช้กันแล้ว”

             

            ประธานการประชุมพูดจบก็ยกตัวอย่างความคิดเห็นหนึ่งของไป่ฟานเซียนขึ้นมาให้ดูตอนนี้ในห้องสนทนาถาม-ตอบนั้นมีความคิดเห็นทะลุไปมากกว่าหนึ่งพันความคิดเห็นเข้าไปแล้ว

             

            โดยเฉพาะความคิดเห็นของจักรพรรดินีโอสถที่จะได้รับการกดถูกใจมหาศาลทั้งยังมีการตอบกลับที่เป็นการสรรเสริญเยินยอเธอตามมาอีกเป็นพรวน

             

            ความนิยมของนางพุ่งทะยานในหมู่ผู้ฝึกตนอย่างยิ่งทั้งชื่อที่อหังการ การแสดงออกที่ดุร้ายแต่กลับตรงประเด็นและเต็มไปด้วยความรู้มหาศาล

             

            นักปรุงโอสถหลายคนเริ่มจะมองนางเป็นไอดอล

             

            ถึงขนาดว่ามีผู้คนได้เข้าไปรวบรวมความคิดเห็นของนางมาเก็บไว้ด้วยกันเพื่อที่จะง่ายสำหรับผู้ที่เข้ามาใหม่จะได้ศึกษา

             

            พร้อมกับคำถามที่ทุกคนสงสัยมากที่สุดหลังจากนั้นว่า

             

            “...ใครคือจักรพรรดินีโอสถ?”

             

            คำถามนี้คือคำถามที่เหล่าผู้ฝึกตนในประเทศกำลังให้ความสนใจและสงสัยเป็นอย่างยิ่งทั้งหลังจากเมื่อวานที่จักรพรรดินีโอสถเข้ามาตอบคำถามจำนวนมากในกระทู้ไปในคราวเดียววันนี้บัญชีนั้นกลับเงียบเชียบอย่างยิ่ง ผู้คนมากมายออกมาตั้งกระทู้ถึงนางบางคนก็ตั้งคำถามที่ตนสงสัยเผื่อว่าจะเป็นผู้โชคดีที่จะได้รับคำตอบจากจักรพรรดินีปริศนาผู้นี้

             

            ไม่มีใครรู้ว่าวันนี้นางหายไปไหน

             

            ในขณะเดียวกัน ถังเทียนจี๋นั้นแทบจะเป็นคนเดียวที่รู้ได้ในทันทีว่าจักรพรรดินีโอสถคือใครนอกจากลุงหวงชายชราได้อยู่กับไป่ฟานเซียนมาสักพักประกอบกับได้เห็นปาฏิหาริย์จากโอสถของนางมากับตาเมื่อได้รับคำยืนยันจากพ่อบ้านชราแล้วเขาก็แทบจะตรงดิ่งมาหาไป่ฟานเซียนที่บ้านในทันที

             

            หวงจื่อหานออกไปรับนายใหญ่ของเขาเข้ามาในบ้านในคราแรกถังเทียนจี๋ก็แปลกใจกับเขตแดนนี้เช่นกันแต่พอเริ่มชินทั้งยังรู้ว่าผู้สร้างเป็นใครเขาก็เลิกสนใจไปเพราะความสนใจของเขามุ่งไปที่ศาสตร์แห่งโอสถเพียงเท่านั้น!

             

            ชายชราถึงขนาดจดเอาคำถามที่ค้างคาใจตัวเองมานานใส่กระดาษแล้วถือมาด้วยเป็นปึกเขาคาดหวังให้ไป่ฟานเซียนหรือ “จักรพรรดินีโอสถ”ช่วยไขข้อข้องใจทั้งหมดให้ในวันนี้

             

            เขาเลือกช่วงเวลาอย่างพอเหมาะเพราะรู้ดีว่าในตอนบ่ายจนถึงเย็นปรมาจารย์ไป่อาจจะไปช่วยฝึกวิชาให้กับเด็กๆเขาจึงรีบมาที่นี่ตั้งแต่สิบโมง

             

            เมื่อเข้ามาในห้องนั่งเล่นเขาก็เห็นท่านปรมาจารย์ไป่กำลังนอนไขว้ขาอย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้โซฟาตัวยาวเบื้องหน้าของนางคือคอมพิวเตอร์แบบพกพาเครื่องเล็กที่ใช้งานได้สะดวกอย่างยิ่ง

             

            เขารีบเข้าไปหาอย่างดีใจ

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่สวัสดีครับ!” ถังเทียนจี๋ทักทายอย่างร่าเริง  แม้จะอายุอานามมากขนาดนี้แล้วแต่เมื่อกำลังดีใจเขาก็ยังทำตัวเป็นเด็กๆ  ไป่ฟานเซียนเองแม้สายตาจะจดจ้องอยู่กับหน้าจอแต่ก็ยังส่งเสียงตอบรับออกมาคำหนึ่ง

             

            “อืม...”

             

            “กำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?”

             

            “อืม...”

             

            ถังเทียนจี๋รู้สึกแปลกๆเพราะท่านปรมาจารย์ไป่แม้จะยังอยู่ต่อหน้าแต่เหมือนใจของเธอจะหลุดเข้าไปข้างในจอนั่นเสียแล้วนางไม่สนใจขนาดที่ว่าไม่รู้ว่าคำถามของเขาคืออะไรแต่ก็ยังตอบรับด้วยซ้ำ

             

            ชายชรารีบกระซิบถามกับอดีตคนสนิทอย่างประหลาดใจ

             

            “หวงจื่อหานท่านปรมาจารย์ไป่เป็นอะไรไปน่ะ?”

             

            ลุงหวงได้ยินคำถามได้แต่ยิ้มแห้งๆ“ท่านปรมาจารย์ไป่กำลังอ่านหนังสืออยู่ครับ...”

             

            “อย่างนั้นเหรอ?หนังสือออนไลน์ใช่ไหม เกี่ยวกับอะไรล่ะ การปรุงโอสถหรือเปล่า?”ถังเทียนจี๋ตาเป็นประกายแล้วรีบถามหนังสือที่ถึงขนาดทำให้ท่านปรมาจารย์ไป่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้จะต้องสุดยอดมากแน่ๆเมื่อกลับไปบางทีเขาอาจจะต้องหามาอ่านบ้าง

             

            “...นายใหญ่อยากรู้จริงๆเหรอครับ?”

             

            “ใช่น่ะสิ! มันต้องล้ำลึกมากแน่ๆ ขนาดท่านปรมาจารย์ไปยังให้ความสนใจขนาดนั้น”ถังเทียนจี๋พยักหน้ารับยืนยันลุงหวงที่รู้สึกว่าช่วยไม่ได้จึงถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง

             

            “เอ่อ...ท่านกำลังอ่านลิตเติลแบร์อยู่ครับ”

             

            “...ละ..ลิตเติลแบร์?”

             

            “...ลิตเติลแบร์ครับ  แต่เป็นฉบับนวนิยาย รู้สึกจะชื่อลิตเติลแบร์ กับโลกในอนาคตในอีกหนึ่งหมื่นปี น่ะครับ”