เย่วชิงมาอยู่ในจวนท่านแม่ทัพได้หลายวันแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววเจอศิษย์พี่แต่ที่นางคับแค้นใจก็คือท่านน้ามอบหมายงานใหม่แทนการเป็นเด็กรับใช้ในครัวถึงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย หน้าดำเคร่งเครียดอยู่หน้าเตา แต่ต้องออกไปจากจวนแม่ทัพเกือบทุกวันมีหน้าที่ไปยังอารามนอกเมืองเฝ้าดูแลแม่เฒ่าใบ้นามจิวฮวา ทั้งจัดหาอาหารพาเดินไปรอบอาราม เข้าไปหอสวดมนต์ หรือไม่ก็คุยเป็นเพื่อน แต่ที่จริงแล้วเย่วชิงเป็นฝ่ายพูดคนเดียวเสียมากกว่าเพราะแม่เฒ่าเป็นใบ้ หูตึง
แม่เฒ่าจิวนับว่าดียิ่งแม้พิการแต่เข้าใจสิ่งซึ่งเย่วชิงปฎิบัติต่อนาง ยิ้มแย้มดวงตาบ่งบอกว่ารับรู้ทุกอย่าง บางครั้งยังจับมือนางแล้วบีบเบาๆเป็นคนเดียวกระมังซึ่งพอจะเรียกได้ว่าให้ความอบอุ่นใจได้บ้าง
ส่วนท่านน้าถ้าไม่วุ่นวายอยู่กับกองทัพทหารในค่ายฝึกก็จะขลุกอยู่แต่ในห้องพักหรือเดินออกมาข้างนอกก็จะมีฝานซื่อเดินตามดุจเงาตามตัว บางครั้งก็ออกจากเมืองไปหลายวันกลับมาถึงเรียกหาก็แค่ให้จัดหาสุรา กับแกล้มแล้วปลีกตัวไปนั่งคนเดียวในศาลา
มาจนเมื่อเช้าวันนี้ฝานซื่อสั่งให้นางมายังอารามแล้วรออยู่ที่นั่นเพราะแม่ทัพใหญ่จะเดินทางมาเยี่ยมแม่เฒ่าจิวตลอดวันเย่วชิงจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ คลุกคลีอยู่กับแม่เฒ่าพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดเหมือนมีนกตัวน้อยร้องเพลงเสียงดังอยู่ในอก ต่อให้พบกันครั้งนี้มีฝานซื่อเดินตามหลังนางก็ไม่สนแล้ว
แต่ความลิงโลดยินดีของหญิงสาวก็พลันสูญสลายเป็นเพียงหมอกควันถึงแม้ไม่มีฝานซื่อแต่ข้างกายของท่านน้ามีสตรีผู้หนึ่งเดินเคียงข้างเป็นโฉมสะคราญในชุดขาว ผิวขาวกระจ่าง ดวงตาสุกใสดูเหมือนน้ำค้างบริสุทธิ์บนใบไม้ในยามเช้า
“ท่านแม่ทัพคุณหนูเอียนซี”
เย่วชิงพูดทักทายได้แค่นั้นแล้วก็ล่าถอยออกมานอกห้องปล่อยให้ทั้งคู่สนทนากับแม่เฒ่าอยู่ในห้อง นางได้แต่เดินวนเวียนไปมาอยู่นานไปเริ่มไม่สนุกสนาน เหมือนชีวิตถูกจองจำ เจอท่านน้าหนแรกบนเรือนับว่าตื่นตาตื่นใจมีความลับ ความฉงนให้น่าค้นหาแต่ครั้นตัวจริงเปิดเผยว่าท่านน้าคือหลี่มู่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวและมีภารกิจอยู่เกือบตลอดเวลา ยิ่งนางอยู่ในคราบของอาเฟยเด็กหนุ่มซึ่งทำงานในห้องครัวแม้อยู่ใกล้ก็เหมือนไกล
มิหนำซ้ำเห็นท่านน้ากับคุณหนูเอียนเดินเข้าไปในห้องด้วยกันอีกแม่ทัพใหญ่กับคู่หมั้นโฉมสะคราญได้ยินมานานหนักหนาแล้วแต่ไม่เคยหาคำตอบแน่ชัดได้เลยแม้สักครั้งแต่เรื่องราวของเด็กหนุ่มอีกคนกลับไม่ได้ยินคนพูดถึง
หรือว่าเรื่องนั้นไม่มีอยู่จริง
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามท่านน้าเดินออกมาตามลำพัง พูดขึ้นว่า
“อาเฟยไปเถอะวันนี้ข้าจะเลี้ยงสุรา”
นางทำตาโตรู้สึกหัวใจพองโต ความน้อยใจในช่วงหลายวันที่ผ่านมาพลันสลายสิ้นผงกหัวรับแล้วถามเสียงเบาว่า “คุณหนูเอียนเล่า”
แม่ทัพใหญ่ของกองกำลังเมฆขาวโคลงศีรษะตบบ่านาง
“นางจะนอนอารามที่นี่ระยะหนึ่งหากเจ้ามีเวลาว่างก็แวะมานี่ให้บ่อย”
เย่วชิงได้แต่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า “นาง” ที่ท่านน้าเอ่ยดูจะไม่ใช่ท่านยายใบ้ แต่ไม่ใช่ช่วงเวลาขุ่นข้องจึงนิ่งเงียบเดินตามหลังแม่ทัพใหญ่ไปช้าๆจนมาถึงเหลาสุราใหญ่ อาการอยากสุรากระตุ้นแรงขึ้นทันทีมองไปโดยรอบการค้าของเหลาสุรานี้คึกคักยิ่ง แสงไฟสว่างดุจกลางวัน แม้ว่าท่านน้าจะอยู่ในอาภรณ์แสนธรรมดาเสื้อยาวสีน้ำเงิน ผมหวีเรียบเป็นมันบุคลิกคล้ายกงจื๊อสูงศักดิ์ มีลูกค้าตามโต๊ะต่างๆ กล่าวคารวะไม่ขาดสายแถมยังเหลือบมองเด็กรับใช้ที่เดินตามด้วยสายตาเคลือบแคลง
เจ้าของเหลาสุราแห่งนี้คล้ายรับรู้การมาของแม่ทัพใหญ่จัดเตรียมห้องไว้โดยเฉพาะทางชั้นบนและนำสุราชั้นดี รวมทั้งอาหารมาโดยเร็ว มีทั้งบะหมี่เย็น ขาไก่ ผัดผักจานใหญ่ซุปไก่ตุ๋นหน่อไม้ และขาดไม่ได้ก็คือพริกแดง
ท่านน้าเทสุราลงจอกให้นางแล้วหยิบพริกแดงเคี้ยว สตรีผู้เป็นคอสุราเช่นเย่วชิงยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดจอกราวดื่มน้ำเปล่า
“จอกสุราคงจะเล็กไปกระมัง”
นางฟังท่านแม่ทัพบอกแล้วทำตาโตย่นจมูกแล้วคีบบะหมี่เย็น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ความจริงอยากดื่มจากป้านสุราเสียด้วยซ้ำไปถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่ท่านน้าแต่เป็นศิษย์พี่คงทำอย่างนั้นไปแล้วมีความแตกต่างบางอย่างของสองคนซึ่งเย่วชิงรู้สึกได้ อยู่กับศิษย์พี่นางสามารถปล่อยตัวตามสบายอยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด แต่กับอีกคนรู้สึกว่าต้องซ่อนเร้น เก็บความรู้สึก
แต่ก็นั่นแหละต่อหน้าท่านน้านางไม่ใช่อิสตรีแต่เป็นเด็กหนุ่มชื่ออาเฟย อย่าลืมเลือนความจริงข้อนี้ไป
“นอกจากศิษย์พี่แล้วเจ้ามีญาติคนอื่นอีกหรือไม่”
เย่วชิงพลันสะดุ้งจอกสุราค้างเติ่งอยู่ริมฝีปากไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะถูกตั้งคำถามนี้
“ว่าไงล่ะ”
“ศิษย์พี่ต้องมาแน่อย่าห่วงเลย”นางชิงตอบแทรกขึ้นเสียก่อน “หรือว่าท่านน้าคิดจะ…”
คนตรงหน้าคีบขาไก่ส่งลงในชามของเย่วชิงถอดถอนใจแล้วกล่าว “อย่าได้คิดฟุ้งซ่าน ข้าเป็นเพียงห่วงเจ้าเท่านั้น”
นางผงกศีรษะ รับรู้ถึงความจริงใจของท่านน้า
“ข้าเองเป็นเด็กกำพร้าการใช้ชีวิตโดดเดี่ยว อยู่ไปวันๆ ไม่ใช่เรื่องสนุกนัก”
“อะไรกัน”ซุ่มเสียงของเย่วชิงแหบพร่า นางทำงานรับใช้แม่ทัพใหญ่มานานแต่กลับไม่ทราบประวัติความเป็นมาของท่านน้าเท่าใดนักคิดว่าคงมีชาติกำเนิดสูงส่งไม่เคยคิดว่าจะเป็นเด็กกำพร้าเช่นเดียวกันกับนางเพราะเหตุนี้หรือไม่แม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวจึงได้รับนางเอาไว้ทำงานแถมยังดูแลใส่ใจเป็นอย่างดี
เย่วชิงหยิบป้านสุราแล้วเทลงจอกย้อนนึกถึงเรื่องราวของตัวเองนางไม่รู้ว่าพ่อแม่แท้จริงเป็นใคร จำได้แต่ว่าใช้ชีวิตระหกระเหินมาตั้งแต่เด็กดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตัวเองในฐานะเด็กกำพร้า จนวันหนึ่งกลับนอนป่วยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งไม่รู้ว่ากินผลไม้พิษเข้าไปหรือไม่ ตอนนั้นคิดว่าไม่รอดแน่แล้วแต่ฟื้นลืมตานางก็เจอท่านปู่ หลังจากนั้นก็ติดสอยหอยตามจนมาเจอกับศิษย์พี่ได้รับการสั่งสอนวิทยายุทธ์จนพอจะเอาตัวรอดได้บ้าง
“เอาเถอะๆ เจ้าก็อยู่รอศิษย์พี่ของเจ้าไปก่อนหากมีอะไรอยากให้ช่วยเหลือก็บอกกับคุณหนูเอียน…”
“ข้าไม่ต้องการ”
“คุณหนูเอียนเอ็นดูเจ้ามากเอ่ยชมไม่ขาดปาก”
เย่วชิงได้ยินแล้วหาได้ปลาบปลื้มแต่อย่างใดไม่ยิ่งอยู่ใกล้โฉมงามนางนั้นก็ยิ่งขุ่นใจ หากแต่ว่าทำไมท่านน้าต้องฝากฝังนางไว้กับเอียนซีด้วยเล่า
“อีกไม่กี่วันข้าจะไม่อยู่คราวนี้คงต้องจากไปนานนับเดือน ระหว่างนี้เจ้าทำงานทุกอย่างไปตามปกติหากเจอศิษย์พี่เจ้าก็แล้วไป แต่ถ้าไม่เจอ…”
เย่วชิงนึกไปถึงคุณชายอู๋ซีแสนเจ้าเล่ห์ผู้นั้นและคนจากป่าสำราญนามว่าเฉินตง หากได้ร่วมเดินทางไปกับท่านน้าคงสนุกสนานยิ่งแต่อาเฟยเป็นได้แค่เด็กรับใช้คงหมดโอกาส
“ดื่มเถอะอาเฟย”
นางยกสุราขึ้นดื่มนึกในใจว่าจับเจ่าอยู่ในเมืองก็เท่านั้นนอกจากทำงานในฐานะเด็กรับใช้ก็ไม่มีอะไรน่าทำเลย
แต่เดี๋ยวนะ เย่วชิงนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้จนลืมตัวหัวร่อเสียงดัง
“เจ้าเป็นอะไรไปหรือว่าเมาเสียแล้ว”คนตรงหน้าถามขึ้น
“ไม่มีอันใด”
เย่วชิงกล่าวปฎิเสธแล้ววงหน้าของสตรีนามเอียนซีก็ผุดขึ้น
………………………………………………………..
สามวันหลังจากนั้นแม่ทัพหลี่มู่เดินทางออกจากเมืองเกียะหยูพร้อมกองทหารหน่วยหนึ่งและแน่นอนว่าฝานซื่อติดตามไปด้วย แม้เย่วชิงจะเสียดายที่ไม่ได้ตามไปร่วมสนุกด้วยแต่ก็ทำให้แผนซึ่งวางไว้สะดวกราบรื่นกว่าเดิมอย่างน้อยก็ไม่มีสายตาจับผิดของคนสนิทท่านน้ามากวนใจ
เอียนซีโฉมสะคราญแห่งเกียะหยูยังนอนค้างอยู่ในอารามฟังว่านางร่วมปฎิบัติธรรม นั่งสมาธิ ใช้ชีวิตเยี่ยงแม่ชีคนหนึ่งเช่นนี้มาทุกปีดูเหมือนอุทิศผลบุญให้กับทหารซึ่งเสียชีวิตจากสงครามความขัดแย้งของกลุ่มก๊กต่างๆ ในสายตาของเย่วชิงแล้วดูนางช่างเป็นสตรีผู้เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างรูปงาม นามไพเราะ ฐานะสูงส่ง
คิดดูเอาเถอะ ดวงจันทร์บนท้องฟ้าบางคืนเต็มดวงบางคืนครึ่งดวง แล้วบางคืนมืดมิดเพราะมีเมฆดำปกคลุมแล้วสตรีใดในโลกหล้าจะมีความสมบูรณ์พร้อม ไร้รอยตำหนิใด จะเป็นไปได้อย่างไร
โอย ยอมไม่ได้
เย่วชิงพร่ำบ่นกับตัวเองระหว่างลอบออกจากจวนของแม่ทัพหลี่มู่ในยามดึกการออกมาก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก วางยาสลบคนรับใช้ด้วยกันเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมิดชิดมีผ้าสีดำปิดจมูกมองเห็นแค่ดวงตาสองข้างแล้วจึงลัดเลาะผ่านทหารยาม ทหารของกองกำลังเมฆขาวมีชื่อเสียงเกรียงไกรก็จริงแต่ใครกันจะสงสัยเด็กรับใช้พอปีนป่ายออกจากจวนแม่ทัพใหญ่ ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงอารามซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางรัตติกาลภายนอกมีแต่ความเงียบ มีประกายวิบวับของดาวบนฟ้าส่องลงมา
เย่วชิงคาบมีดสั้นไว้แล้วปีนข้ามกำแพงของอารามอย่างง่ายดายพอหย่อนตัวลงกับพื้นก็เหยาะย่างไปอย่างเงียบเชียบราวแมวจ้องตะปบเหยื่อดูลาดเลามาสองวันแล้วนางรู้ว่าคุณหนูเอียนนอนพักอยู่คนเดียวในห้องในตึกหลังสวนดอกไม้มาอยู่กับแม่ชีเหล่านี้คงไม่ได้ระวังตัวอะไร ไม่มีทหารยามคอยเฝ้า แค่เป่ายาสลบเข้าไปก่อนจากนั้นเข้าไปในห้องโฉมสะคราญงามสะท้านเมืองจะรู้สึกยังไงถ้าตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพบว่าบนใบหน้ามีรอยแผลตรงพวงแก้ม หรือว่าตรงหน้าผาก จะกรีดร้องร่ำไห้คร่ำควญหรือเปล่า แจกันหยกมีตำหนิเสียแล้วใครกันเล่าอยากได้ยึดครอง
เย่วชิงใจเต้นระทึกเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ข้างหน้าแค่มีแผลนิดหน่อยจะเป็นไรไปเล่าเขาว่าบุรุษผู้มีรักแท้ย่อมไม่สนใจเพียงรูปลักษณ์ภายนอกนางอยากพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้เหลือเกิน
ตึกเล็กซึ่งเป็นห้องพักของคุณหนูเอียนตั้งอยู่ตรงหน้านี่เองเย่วชิงกุมมีดในมือไว้แน่น เหลียวซ้ายมองขวาเพื่อแน่ใจว่าไม่มีใครมาอยู่ในบริเวณ
เย่วชิงยืนนิ่งแล้วหลบอยู่ใต้พุ่มไม้ในสวนพลันเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งทะยานลงกับพื้นตรงหน้าห้องคุณหนูเอียนซีคนผู้นั้นสวมชุดดำทั้งร่าง ปกปิดตัวเองเช่นเดียวกับนาง แต่ใครกันเล่ามีเป้าหมายเช่นเดียวกันหรือไม่
ลอบฆ่าคุณหนูอย่างนั้นหรือเย่วชิงคาดเดาด้วยความตื่นตระหนก
เห็นคนชุดดำผู้นั้นกำลังใช้ยาสลบเป่าไปทางหน้าต่างห้องนอนเป็นแผนการเดียวกันกับนางคิดไว้ไม่ผิด แต่จุดประสงค์คงต่างกันแน่นอน
เย่วชิงไม่รอช้าดีดตัวออกจากพุ่มไม้สลัดมีดสั้นในมือออกไปเป้าหมายคือบุรุษแปลกหน้า ตอนนี้สำคัญคือช่วยคนไว้ก่อน
แต่ไม่คาดคิดชายชุดดำผู้นั้นเหมือนมีดวงตาอยู่ข้างหลังพลันพลิ้วหลบมีดได้ง่ายดายแล้วพุ่งเข้ามาในมือเพิ่มกระบี่เล่มหนึ่งซึ่งเย่วชิงได้แต่กระโดดหลบอย่างทุลักทุเล หยิบมีดสั้นอีกเล่มในอกเสื้อออกมา
ทันใดนั้นได้ยินเสียงสวดมนต์ดังแผ่วออกมาได้ยินเศษใบไม้ร่วงเกรียวกราว นางไม่รู้ว่าคนชุดดำผู้นั้นเป็นใครกันแน่มองเห็นแต่ดวงตาซึ่งจ้องมองมา มีประกายชั่วร้ายสะท้อนออกมาอย่างเด่นชัด
“เจ้าเป็นใคร”นางถามเสียงสั่น
ไม่มีคำตอบนอกจากเสียงหัวเราะเสียดหู พร้อมกันนั้นกระบี่ในมือคุกคามเข้ามาอย่างต่อเนื่องเย่วชิงใช้มีดต้านรับไว้และรับรู้ถึงแรงสะท้อนจากพลังกระบี่นั้นคนผู้นี้ย่อมไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาอย่างแน่นอนพลังลมปราณที่แฝงมาไว้เด่นล้ำกว่านางหลายขั้นนักเห็นจะมีเพียงท่านปู่และศิษย์พี่เท่านั้นที่จะทัดเทียมกัน
จะเอาตัวรอดได้ยังไงกัน
เย่วชิงถอยกรูดไปอยู่หน้าห้องถอดผ้าคลุมหน้าออก เอามีดชี้ไปยังใบหน้าชายชุดดำ แล้วร้องเสียงดังออกมาว่า
“มีคนร้ายๆช่วยด้วย”
สุดยอดวิทยายุทธ์ซึ่งท่านปู่สอนไว้คือสู้ไม่ได้ให้หนี ถ้าหนีไม่ออกก็ร้องให้คนช่วย
ชายชุดดำเก็บกระบี่แต่ยังไม่ยอมจากไปโดยง่ายกระโดดปราดเข้าหาดุจพยัคฆ์ร้าย เย่วชิงทิ้งมีดลงกับพื้นเกร็งลมปราณออกต้านรับในขณะหลับตาลง
จบสิ้นแน่คราวนี้เย่วชิงเอ๋ย
นางได้ยินเสียงโครมดังตรงหน้าแต่ไม่รู้สึกว่าตัวเองได้รับอันตรายเลยแม้แต่น้อย เมื่อลืมตาขึ้นมองเห็นด้านหลังของหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างหน้า ผมยาวปะบ่า ใส่ชุดขาวแม้มองไม่เห็นหน้าแต่รู้สึกเหมือนว่าเทพธิดาลงมาจุติหรือจะเป็นเทพกวนอิมลงมาช่วยชีวิต
“คุณหนูเอียน”เย่วชิงพึมพำ
สตรีชุดขาวเอี้ยวตัวมามองดวงตาสุกใส รอยยิ้มกว้างเห็นฟันเรียงเป็นระเบียบดุจไข่มุก
“เป็นไรหรือไม่เจ้าปลอดภัยแล้ว”
เย่วชิงส่ายหน้าลุกขึ้นอย่างช้าๆ มองไปรอบบริเวณ ไม่เห็นร่างของชายชุดดำ
“มันไปแล้วขอบใจเจ้ามากอาเฟย”
นี่คือเรื่องราวอะไรกันเย่วชิงกลับมายังอารามแห่งนี้ก็หมายจะลงมือกับเอียนซีต้องการเอามือกรีดหน้าให้นางเสียโฉม แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรหมด ชายชุดดำผู้มีพลังฝีมือน่าเกรงขามปรากฏตัวดูเหมือนมีจุดประสงค์ร้ายกับคุณหนูเอียน แต่เย่วชิงกลับเอาตัวขัดขวาง แล้วท้ายสุดตัวเองรอดชีวิตมาได้เพราะหงสาคะนองศึกแห่งกองกำลังเมฆขาวปรากฎตัวมาช่วยไว้ได้อย่างหวุดหวิด
มีคำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวของเย่วชิง