เรียกได้ว่าเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมและตลอดชีวิตของนางนางเข่นฆ่ามามากมายจนไปอยู่จุดสูงสุดและเพราะแบบนั้นผู้คนจึงเคารพนาง ชายหนุ่มต่างพากันไม่กล้าซบตานางทำให้นางโดดเดี่ยวมาจนถึงวันนี้แต่หลังจากที่ได้พบกับฉางเฟิงนางถูกความอบอุ่นของฉางเฟิงทำให้นางอ่อนโยนลงมากแต่ตอนนี้นางกลับมาเย็นชาแล้วนางจะไม่ปราณีศัตรูของนางอีก
“ตงจวิ้นต่อจากนี้หน้าที่ดูแลแนวป้องกันเป็นของเจ้าส่วนอุปกรณ์และสมบัติที่ข้าได้รับมาพวกเจ้าก็เอาไปแบ่งให้คนที่ทำผลงานได้ดีเท่านั้นส่วนคนใหนที่ไม่มีผลงานก็ไม่ต้องมอบให้เข้าใจหรือไม่” ซีรั่วหยานกล่าว
“น้อมรับคำสั่ง”ตงจวิ้นคุกเข่าลงข้างหนึ่งและก้มหัวทันที
ตอนนี้ตงจวิ้นรู้สึกได้ถึงความโกรธและความเย็นชาที่แผ่ออกมาเมื่อไม่มีฉางเฟิงอยู่เคียงข้างความอบอุ่นและความอ่อนโยนของนางก็หายไป
“ส่วนเรื่องของนิกายคงต้องฝากพวกเจ้าทั้งสามแล้วนี่คือเม็ดยาที่พวกเราได้รับมาจากการสังหารศัตรู พวกมันน่าจะช่วยพวกเจ้าให้ไปถึงระดับจักรพรรดิเทพได้จงฝึกฝนให้มากอย่าทำให้สามีของพวกเราต้องผิดหวังเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง”ซีรั่วหยานกล่าว
“พวกเราจะทำพวกเราจะไม่ทำให้สามีของพวกเราต้องผิดหวัง” พวกมู่เฟยเสวี่ยเผยสีหน้าจริงจัง
“ดี”
สิ้นเสียงซีรั่วหยานก็จากไปซีรั่วหยานปรากฎตัวอยู่ใต้ต้นไม้โบราณแห่งหนึ่งซึ่งขนาดของมันใหญ่มากเอาคนร้อยคนมาโอบก็ไม่พอซึ่งตรงหน้าของนางวิญญาณของโลกได้รออยู่แล้ว
“ที่แห่งนี้จะช่วยให้พลังของเจ้ากลับมาแต่มันก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากไม่รู้ว่าต้องใช้เวลา10 ปี 100 ปี หรือ 1000 ปีเจ้าเตรียมใจเอาไว้แล้วสินะเพราะถ้าเจ้าไม่สามารถฟื้นฟูพลังจนถึงระดับพระเจ้าได้เจ้าจะไม่สามารถออกมาได้”วิญญาณของโลกกล่าว
“ถ้าเรื่องแค่นี้ข้ายังทำไม่ได้แล้วข้าจะไปช่วยเหลือเขาได้ยังไงเริ่มเลยเถอะ”ซีรั่วหยานกล่าว
“สมเป็นเจ้าดีเรามาเริ่มกันเลย”
วิญญาณของโลกได้นำร่างของซีรั่วหยานเข้าไปในต้นไม้โบราณซึ่งพริบตาพลังปราณฟ้าดินในโลกโกลาหลถูกดูดเข้าสู่ต้นไม้โบราณอย่างต่อเนื่องแม้ความเร็วนี้จะไม่เร็วนักและไม่สงผลอะไรต่อผู้คนแต่มันก็ยังน่าตกตะลึงเมื่อได้เห็นใกล้ๆ
“หวังว่าเจ้าจะทำได้”วิญญาณโลกกล่าวเสร็จก็หายตัวไป
อีกด้านฉางเฟิงไม่ได้เพียงหลับใหลเพราะอ่อนล้าจากคำสาปแต่เพราะฉางเฟิงต้องใช้เวลาในการย่อมความรู้ทั้งหมดที่ได้มาต่างหาก
ตอนนี้ฉางเฟิงได้เริ่มย่อมความรู้ได้เกือบ1 ใน 10 ส่วนแล้วซึ่งความรู้แรกที่ฉางเฟิงได้รับมาคือเรื่องการสร้างตราประทับที่โลกแห่งนี้ไม่มีและเรื่องของระเบิดเพลิงสังหารและปืนใหญ่สังหารเทพฉางเฟิงก็เข้าใจความลึกซึ้งได้อีกระดับ
“สมกับเป็นความรู้และประสบการณ์ของพระเจ้าสูงสุดแม้จะเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของพวกเขาแต่กลับยิ่งใหญ่และมีประโยชน์อยากมากสำหรับข้า”ฉางเฟิงคิด
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆอีก10 ปีก็ผ่านไปตั้งแต่ฉางเฟิงหลับใหล ในส่วนที่เล็กๆของโลกโกลาลที่ทวีปแห่งหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากที่แห่งนี้ไม่มีราชวงศ์ ไม่มีนิกายใหญ่อะไร มีเพียงสำนักเล็กๆและผู้คนส่วนใหญ่ก็จะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายนั่นคือเซียนและมาร
เซียนในทวีปแห่งนี้หมายถึงผู้ฝึกฝนฝ่ายธรรมะที่ทำแต่ความดีอีกฝ่ายคือมารที่ป่าเถื่อนและทำความชั่ว แต่เมื่อมองจากสายตาของคนนอกไม่ว่าจะเซียนหรือมารล้วนแต่มีความชั่วและความดีอยู่ในใจ
เมื่อ20 ปีก่อนในวันแห่งหนึ่งซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดของเหล่าพระที่เคร่งในกฎของหลักธรรมอย่างมากและเรียกได้ว่าวัดแห่งนี้มีผู้คนเคารพมากที่สุดในพื้นที่แล้วแต่วันหนึ่งขณะที่เจ้าอาวาสกำลังเดินทางกลับมาจากด้านนอกก็พบกับเด็กทารกคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ที่น่าประตูวัด
ด้วยจิตใจที่เมตตาต่อสรรพสัตว์เจ้าอาวาสได้รับเลี้ยงเด็กคนนี้จนเติบโตซึ่งนามของเด็กคนนี้มีนามว่าฉางเฟิงซึ่งเจ้าอาวาสได้สั่งสอนพระธรรมให้กับฉางเฟิงตั้งแต่เด็ก พาฉางเฟิงปฏิบัติธรรมเหมือนกับพระรูปอื่นต่างกันที่แม้ฉางเฟิงจะเติบโตจนอายุ 16 ปี เจ้าอาวาสก็ไม่บวชให้กับฉางเฟิงเสียที
พระในวัดพากันสงสัยและพากันสอบถามว่าทำไมเจ้าอาวาสถึงไม่บวชให้กับฉางเฟิงเพราะ16 ปีมานี้ฉางเฟิงเรียกได้ว่าขยันหมั่นเพียรและยังใช้เวลาว่างศึกษาคัมภีร์เกี่ยวกับพระธรรมมาตลอดและความรู้เกี่ยวกับพระธรรมเรียกได้ว่าเทียบกับพระชั้นสูงในวัดเลยก็ว่าได้
“สำหรับฉางเฟิงวัดของพวกเราเป็นแค่ทางผ่านของเขาสักวันเขาจะกลับไปยังที่ที่เข้าจากมา”
นี่คือสำตอบของเจ้าอาวาสซึ่งหลายคนในวัดก็ไม่ได้เข้าใจมีเพียงพระชั้นสูงที่รู้ว่าเจ้าอาวาสแห่งนี้ไม่ธรรมดาบางครั้งเมื่อเจ้าอาวาสนั่งสมาธิและมักจะเห็นนิมิตหรืออนาคตอันใกล้ได้
ในอารามตอนนี้เจ้าอาวาสกำลังนั่งมองฉางเฟิงที่สวมชุดของเด็กวัดด้วยสายตาลึกซึ้ง เป็นเวลา16 ปีแล้วที๋ฉางเฟิงอาศัยอยู่ที่วัดและศึกษาพระธรรมจนแตกฉาน
“ฉางเฟิงเป็นเวลา 16 ปีแล้วที่เจ้าศึกษาพระธรรมจนถึงระดับสูง ซึ่งตอนนี้มันถึงเวลาที่เจ้าต้องออกไปค้นหาเส้นทางของเจ้าแล้วสำหรับเจ้าตอนนี้การออกไปได้เห็นความเป็นจริงของโลกคือเส้นทางของเจ้า”
“ศิษย์จำทำตามที่ท่านอาจารย์สั่งสอน”ฉางเฟิงเองก็รู้ตัวว่าวันนี้มาถึงแล้วจึงได้เตรียมตัวนานแล้วหลังจากร่ำลาผู้คนในวัดฉางเฟิงก็ออกเดินทาง
ในตอนแรกที่ฉางเฟิงได้เดินทางไปอย่างไร้จุดหมายฉางเฟิงได้พบกับความจริงของโลกในโลกนี้มีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกันอยู่ทุกที่สำหรับฉางเฟิงขอแค่ไม่เป็นสีดำจนหมดก็สามารถช่วยให้พวกเขากลับมาเดินเส้นทางที่ขาวสะอาดได้
แต่ถึงอย่างงั้นในความคิดของฉางเฟิงก็ไม่มีใครที่มีจิตใจที่ขาวสะอาดจริงๆลึกเข้าไปในใจจิตใจย่อมมีความมืดซ่อนอยู่กันทุกคน ตลอดกานเดินทางในปีแรกฉางเฟิงได้รับประสบการณ์มากมายบางครั้งเมื่อฉางเฟิงช่วยเหลือคนอื่นก็จะมีกลุ่มคนไม่ชอบใจหรือเกลียดฉางเฟิง
บางครั้งถึงขั้นลงมือจะสังหารฉางเฟิงเพราะไม่ชอบหน้าก็มีนี่ทำให้ฉางเฟิงรู้ถึงความยากลำบากในการเดินบนเส้นทางของพระธรรมที่มีเป้าหมายในการโปรดสรรพสิ่งให้ทำแต่ความดี
อย่างช้าๆปีที่สองฉางเฟิงเริ่มฝึกฝนและมีชื่อเสียงเรื่อยๆเพราะฉางเฟิงนั้นฝึกฝนวิชาที่เหมือนกับพระหรือหลวงจีนแต่ฉางเฟิงไม่ได้ออกบวช แต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่มีใครว่าอะไรเพราะเคยมีพระรูปหนึ่งไปเสวนาธรรมกับฉางเฟิงและต้องถูฏฉางเฟิงสั่นสอนกลับมานี่เป็นเหตุให้มีคนนับถือฉางเฟิงมากขึ้น
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความเร็วในการบ่มเพาะของฉางเฟิงรวดเร็วมากจนแม้แต่ฝ่ายอธรรมเมื่อได้ยินชื่อของฉางเฟิงยังพากันหวาดกลัวและหลบหนี