สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 141 ช่องว่างทั้งสองฝ่ายใหญ่เกินไป

            การจัดขบวนทหารของเมืองแซมบอร์ดดูเหมือนเป็นงานจัดขบวนเฉลิมฉลองไม่เหมือนจัดขบวนเพื่อทำสงคราม

            ในที่สุด พวกทหารที่สวมชุดอัศวินเกราะหนักบนร่างทั้งยี่สิบสองนายก็ลากสังขารจนมาถึงกลางขบวนทัพที่อยู่ชายฝั่งแม้น้ำทิศเหนืออย่างยากลำบาก ทันใดนั้นก็มีเสียงเกือกม้าก็ดังขึ้น ก่อนที่จะมีรถม้างดงามหกคันค่อยๆ ข้ามสะพานมาอย่างช้าๆ พวกเขามองเห็นสาวงามอ่อนเยาว์หน้าตาน่ารักนั่งอยู่บนรถม้า เสียงหัวเราะดังกังวานของพวกนางเหมือนมีแมวมาข่วนหัวใจของพวกทหารพันธมิตรจนคันยุบยิบ ยิ่งมองใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาอย่างชัดเจนก็ยิ่งทำให้พวกทหารฝั่งตรงข้ามน้ำลายไหลออกมาจากปากทันใดนั้นพวกเขาก็พลันรู้สึกฮึมเหิมขึ้นมาทันที

            “ไอ้ราชางี่เง่านั่นมันพาสนมของมันออกมาด้วยนี่จะมาทำสงครามหรือมาเที่ยวเล่นกันแน่?”

            เหล่าองค์ราชาฝ่ายพันธมิตรต่างมึนงงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ยินมาว่าองค์ราชาอเล็กซานเดอร์เป็นเด็กปัญญาอ่อนแต่ไม่ใช่ว่ากลับมาเป็นปกติแล้วหรือ? แต่ดูจากสถานการณ์นี้แล้วนี่มันยิ่งกว่าปัญญาอ่อนเสียอีก ถ้าไม่โง่ดักดาน คงไม่นำสนมของตัวเองออกมาในสนามรบหรอก นี่ถือว่าเป็นการละเมิดข้อห้ามทางการทหารเชียวนะ รนหาที่ตายจริงๆ

            พวกองค์ราชาพันธมิตรต่างมองในแง่ดีว่า สงครามที่กำลังจะเริ่มขึ้นพวกตนอาจได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย

            และที่ทำให้พวกเขาตาค้างยิ่งกว่าเดิมก็คือด้านหลังของรถม้าที่งดงามตระการตาพวกนั้นมีกลุ่มเด็กๆ วัยประมาณสิบขวบนับร้อยคนเดินตามหลังมาอย่างแน่นขนัดเด็กๆ พวกนั้นต่างหัวเราะรื่นเริงอยู่ด้านหลังรถม้าโดยมีผู้คุ้มกันจำนวนไม่กี่คนคอยคุ้มกันอยู่ข้างๆหลังจากนั้นก็ให้พวกเด็กๆ ยืนอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ด้านหลังกองทัพเมืองแซมบอร์ด แต่ละคนชะเง้อคอมองดูข้าศึกด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น

            “ราชาปัญญาอ่อนของเมืองแซมบอร์ดมันคิดอะไรอยู่?”

            องค์ราชาเกือบจะทุกคนแทบหน้ามืด

            ขณะที่พวกเขามึนงงสับสนกันอยู่นั้นในที่สุดบุคคลที่ทุกคนรอคอยก็ปรากฏตัวออกมา ทันใดนั้นกองทัพเมืองแซมบอร์ดก็แยกแถวกว้างประมาณสองเมตรชายหนุ่มผมสีดำในชุดสีขาวที่กำลังลู่ไปตามลมบรรยากาศรอบตัวเขามีกลิ่นอายที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้ เขาขี่ม้ายักษ์สีดำที่ดูแข็งแกร่งและทรงพลังเดินออกมาจากสะพานหินอย่างช้าๆเดินผ่านพื้นที่ว่างที่พวกทหารพากันเว้นไว้ให้ในพริบตา ในที่สุด ม้ายักษ์สีดำก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าสุด

            การปรากฏตัวของซุนเฟยได้รับความสนใจจากพวกราชาพันธมิตรเป็นอย่างมาก

            “เจ้าเป็นราชาปัญญาอ่อนของเมืองแซมบอร์ด?”ทันใดนั้นในใจของพวกราชาแทบจะทุกคนนึกเปรียบเทียบรูปลักษณ์ที่องอาจห้าวหาญของตัวเองกับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเพียงเสี้ยววินาทีพวกเขาต่างได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกันจนน่าแปลกใจ“แม้เด็กหนุ่มตรงหน้าจะมีท่าทางดูไม่เลวแต่ตัดสินจากขบวนทัพของเมืองแซมบอร์ดก่อนหน้านี้แล้วราชาที่เรียกว่าอเล็กซานเดอร์เป็นเพียงคนงี่เง่าคนหนึ่ง...ไม่ๆ จะบอกว่าเป็นพวกงี่เง่าก็ยังเบาไปต้องใช้คำที่เรียกกันทั่วทั้งราชอาณาจักร เอ๋ คำว่าอะไรนะ อ๋อ...ไอ้ปัญญาอ่อน!ใช่แล้ว คำนี้ไง แล้วไอ้ปัญญาอ่อนจะมาเทียบชั้นกับความองอาจห้าวหาญของข้าได้อย่างไร?อืม...แต่ม้ายักษ์สีดำที่ไอ้ปัญญาอ่อนขี่อยู่ มันดูแข็งแกร่งมากน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ หากข้าเป็นคนขี่ มันต้องดูดีแน่ๆ!”

            โฮ่งๆๆ!

            ราวกับว่ามันจะรู้สึกได้ถึงความคิดที่ไม่น่าพิสมัยของเหล่าราชาพันธมิตรที่กำลังมองมาที่ตัวเอง ‘ลมกรดทมิฬ’ จึงเห่าเตือนออกมาเสียงดัง

            เฮือก!

            ทหารฝั่งตรงข้ามนับสองพันกว่าชีวิตเกือบจะสำลักน้ำลายออกมาองค์ราชาฝ่ายพันธมิตรแทบจะพลัดตกหลังม้าสีหน้าพวกเขาปรากฏท่าทาง ‘ตกใจ’ และ ‘เคร่งเครียด’ พระเจ้านั่นๆๆ...ไอ้ตัวนั่น...สุนัข? ทำไมสุนัขมันถึงตัวใหญ่ขนาดนี้? เหล่าองค์ราชาพันธมิตรที่นั่งอยู่บนหลังมารีบกวาดสายตามองมันดีๆ อีกครั้งในขณะที่ทหารนับสองพันคนกว่าคนต่างพากันแตกตื่นราชาปัญญาอ่อนของเมืองแซมบอร์ดคนนี้มันบ้าไปแล้ว ขี่สุนัขยักษ์ออกมาเนี่ยนะอา รสนิยมช่าง...ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ

            เจ้า ‘ลมกรดทมิฬ’ เองก็ดูเหมือนจะรู้สึกพอใจมากที่ได้สร้างความวุ่นวายเล็กๆ ให้แก่ฝ่ายศัตรู ดังนั้น มันจึงเห่า ‘โฮ่งๆๆ’ อยู่อีกสักพักก่อนจะหยุด

            แม้กระทั่งคนที่โง่ที่สุดก็ยังแน่ใจเลยว่า ราชาเมืองแซมบอร์ดขี่สุนัขมาจริงๆ

            ท่ามกลางสายลมที่พัดอย่างยุ่งเหยิง

            ในขณะเดียวกัน ซุนเฟยเองก็กวาดสายตามองไปยังกองทัพพันธมิตรด้วยอาการน้ำลายแทบหก

            ในสายตาของเขามองเห็นเป็นเพียงพวกโง่ๆ ที่นำสมบัติกับอาวุธมาเคาะประตูส่งถึงที่เท่านั้นแม้ว่าในช่วงนี้เหล่าทหารของเมืองแซมบอร์ดจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นแต่เนื่องจากว่าเมืองแซมบอร์ดเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลและขาดแคลนสินแร่ทำให้พวกเขาไม่มีเหล็กมากพอที่จะหลอมอาวุธขึ้นมาได้ดังนั้นเมืองแซมบอร์ดจึงขาดแคลนชุดเกราะและอาวุธเป็นอย่างมาก จนถึงตอนนี้ นอกจากพวกทหารรักษาพระองค์แล้วทหารราบทั้งหนึ่งร้อยคนไม่มีใครได้สวมชุดเกราะครบส่วนสักคน หากไม่ใช่ว่าได้ยึดอาวุธและชุดเกราะบางส่วนหลังจากที่พวกทหารเกราะดำได้แตกพ่ายคาดว่าซุนเฟยคงได้ใช้จอบเสียม และบรรดาอุปกรณ์การเกษตรของชาวนามาไล่สังหารพวกศัตรูแน่ๆ

            ซุนเฟยครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรจะให้ ‘การต้อนรับ’ พวก ‘สมบัติเคลื่อนที่’ พวกนี้อย่างไรดีท่ามกลางกองทัพพันธมิตรองค์ราชาเมืองชื่อชุยก็ให้เฟลมมิ่ง บีตส์ที่ตัวเองขี่อยู่ก้าวไปด้านหน้าอย่างช้าๆพลางกวาดสายตามองฝูงชนเมืองแซมบอร์ดด้วยท่าทางดุดัน จากนั้นก็ตะโกนเสียงดังว่า“ราชาเมืองแซมบอร์ดอยู่ที่ไหน? รีบๆ ตอบกลับมาเสีย?”

            ทั้งๆ ที่เขาก็รู้สถานะที่แท้จริงของซุนเฟยแต่กลับจงใจแสร้งทำเป็นไม่รู้

            ซุนเฟยก็ไม่โกรธเขาหัวเราะออกมาเสียงดังขณะที่ลูบ ‘ลมกรดทมิฬ’ ที่กำหลังคำรามเสียงต่ำในลำคอให้ก้าวออกไปด้านหน้า

            “ราชาอาณาจักรทั้งเก้ามารวมตัวกันแบบนี้เพื่อนำค่าปฏิกรรมสงครามที่พวกองค์ชายลงนามไว้มาให้ใช่หรือไม่? ไม่รู้ว่าจะนำเหรียญทองมาด้วยหรือเปล่า?” ซุนเฟยไม่เห็นพวกกองทัพพันธมิตรอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ

            “ฮ่าๆๆทระนงตนเกินไปแล้ว! เจ้าเป็นแค่ราชาปัญญาอ่อนของอาณาจักรบริวารระดับหก ถือดีอย่างไรมาเรียกค่าปฏิกรรมสงคราม? เจ้าคิดว่าใช้แผนการเจ้าเล่ห์ด้วยการกักตัวองค์ชายไว้ แล้วจะง้างปากราชสีห์อย่างพวกข้าได้หรือ? ช่างโง่เง่าสิ้นดี!” ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยเหมือนได้ฟังเรื่องตลกจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง “ข้าให้เวลาเจ้าเพียงสิบลมหายใจให้ปล่อยตัวองค์ชายที่จับกุม มอบสมบัติของราชวงศ์ทั้งหมดส่งตัวสาวใช้มาให้พวกข้าหนึ่งร้อยนางเป็นการชดใช้ ไม่อย่างนั้นเจ้าเห็นนั่นไหม...” เขาชี้ไปที่กองทัพพันธมิตรที่อยู่ด้านหลังตัวเองก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงโอหัง“ไม่อย่างนั้น วันนี้ข้าจะถล่มเมืองแซมบอร์ดของเจ้าให้ราบเป็นหน้ากลอง!”

            “มีอย่างที่ไหนกัน องค์ชายทั้งสิบสององค์มาทุบตีและทำลายแท่นหินบูชาของเมืองแซมบอร์ดจนพังพินาศที่ข้าเรียกเงินชดเชยไปเนี่ย ถือว่าไว้หน้าพวกท่านแล้วนะความจริงแล้วโทษที่บังอาจกระทำการอุจอาจเช่นนี้ สมควรตายเสียด้วยซ้ำ นี่พวกท่านยังมีเกียรติของนักรบอยู่อีกไหม? ”ซุนเฟยแกล้งโง่

            “เกียรติของนักรบมีไว้สำหรับผู้เข็งแกร่งเท่านั้น!” ราชาเมืองชื่อชุยหัวเราะออกมาเสียงดัง“สำหรับเมืองแซมบอร์ดกระจอกๆ อย่างเจ้า ไม่จำเป็นต้องได้รับเกียรตินั่น!”

            ซุนเฟยยังคงแสดงท่าทีสงบเงียบ และจงใจยั่วยุพวกเขา“ในเมื่อไม่ได้นำค่าปฏิกรรมสงครามมา แล้วจะมาทำไมเล่า? หรือว่าอยากมาหาความตาย? เอาเป็นว่าข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งพวกเจ้าจะจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามตามที่ลงนามสัญญา หรือจะทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ เมื่อเจ้าอยู่ใต้คมดาบของพวกข้า อย่าหวังว่าจะมีโอกาสรอดไปได้!”

            “ถุย!สมองปัญญาอ่อนของเจ้ามันเน่าจนมดปีนเข้าไปกินหมดแล้วหรือไง ไม่รู้จักที่ตายจริงๆดูเหมือนว่าไม่จำเป็นจะต้องมีเมืองแซมบอร์ดดำรงอยู่อีกต่อไป...”องค์ราชาอาณาจักรชื่อสุ่ยคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าตัวเองจะถูกราชาของอาณาจักรบริวารระดับหกกล่าวไม่ไว้หน้าแบบนี้ โดยเฉพาะท่าทางของอีกฝ่ายที่ทำเหมือนไม่เห็นตัวเองอยู่ในสายตาเช่นนี้ยิ่งทำให้เขาโมโหจนไฟลุกท่วมทั้งร่าง “เมืองเสนียดอะไรนี่จะต้องถูกกองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ของข้าเหยียบย่ำจนเป็นผุยผง”

            ในใจของซุนเฟยพลันกรุ่นโกรธขึ้นมา กล้าด่าว่าเมืองข้าเป็นเสนียด? ช่างโง่เง่ารนหาที่ตายจริงๆ!

            “โฮ่งๆๆ...โฮก!”

            สุนัขยักษ์สีดำเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความโกรธของเจ้านายมันจึงเห่าคำรามออกมาด้วยท่าทางโมโหเช่นกัน ดวงตาของมันฉายแววเหี้ยมโหดเสียงขู่คำรามในลำคอพลันระเบิดออกมา กลิ่นอายดุร้ายแผ่กระจายออกมาจากตัวของมันแทบจะทันทีเฟลมมิ่ง บีตส์ระดับสูงที่องค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยขี่ก็รู้สึกได้ถึงรังสีสังหารนี้ มันพลันตกใจกลัวจนน้ำลายฟูมปาก ล้มลงกองกับพื้นทันที ที่ไกลออกไป บรรดาม้าพันธุ์ดีที่พวกองค์ราชาฝ่ายพันธมิตรขี่ก็พลันตกใจกลัวจนก้าวถอยหลังไป ชั่วพริบตาก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที!

            เมื่อนาทีก่อน องค์ราชาแห่งอาณาจักรชื่อสุ่ยที่ยังแสดงท่าทางองอาจตอนนี้พลันกรีดร้องออกมาเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนก่อนจะหน้าทิ่มลงกับพื้น

            ใครจะไปคิดว่าเจ้าสุนัขตัวนี้จะมีความสามารถขนาดนี้ แค่เสียงคำรามก็สามารถทำให้เฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรระดับสี่ตกใจกลัวจนเป็นลมได้ กองทัพพันธมิตรรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ได้กำลังจะเผชิญหน้ากับสุนัขตัวใหญ่ธรรมดาๆแต่กำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับเจ็ด กลิ่นอายอันตรายรุนแรงมาก ทำให้พวกเขาทุกคนต่างขนลุกขึ้นมา

            “ฮ่าๆๆๆ  รีบๆ มาดูสิ ไอ้ราชาโง่ของพวกเจ้าใกล้จะตายเพราะโดนสัตว์ล้มทับล่ะ!”

            ทันใดนั้นก็เกิดเสียงหัวเราะจะฝ่ายทหารของเมืองแซมบอร์ด แม้แต่พวกเด็กๆ ที่อยู่ตรงเนินเขาไกลๆ ก็พากันหัวเราะออกมาเสียงดัง เดิมทีพวกทหารที่กำลังตึงเครียดต่างถูกเหตุการณ์ชวนตลกปัดเป่าไปจนหมด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่น่ากลัวเลยสักนิดอาวุธในมือของพวกเขาทุกคนต่างชูขึ้นสูงพลางโห่ร้องออกมาเสียงดังขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

            ซุนเฟยตกตะลึง

            สุนัขดี!

            เขาลูบหัวสุนัขยักษ์สีดำเบาๆ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้จะมีทักษะแบบนี้ด้วยเพียงคำรามด้วยความโมโหแค่ครั้งเดียวก็ทำให้ม้านับพันถอยหนีได้ในพริบตาดูเหมือนว่าที่ผ่านมาเขาจะประมาทเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้ไปเสียแล้วทันใดนั้นเขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่า ถ้าใช้ ‘น้ำยาฮัลค์’ กับเลี้ยงสัตว์ตัวอื่นๆพวกมันอาจจะกลายพันธุ์แบบเดียวกับเจ้าสุนัขยักษ์สีดำก็ได้? แล้วฝึกฝนจนกลายเป็นกองทัพอัศวินสุนัขดำ?

            “อันตราย! คุ้มครององค์ราชา!”

            เมื่อเห็นองค์ราชาตัวเองถูกสุนัขอีกฝ่ายข่มขู่จนหงายหลังล้มลงกับพื้นเหล่าผู้นำเมืองชื่อชุยก็พลันรู้สึกโมโหจนหน้าดำหน้าแดงเหมือนมีคนปาอุจจาระใส่หน้าพวกเขาพวกเขากลัวว่าฝ่ายศัตรูจะฉวยโอกาสนี้สังหารราชาจึงออกคำสั่งให้เหล่าทหารยี่สิบนายรีบไปอารักขาฝ่าบาททันทีราชาถูกคุ้มกันจนสามารถกลับมาที่กองทัพตัวเองได้ใครๆ ก็ดูออกว่าพวกทหารเมืองแซมบอร์ดมองขั้นตอนพาตัวองค์ราชาจอมอวดดีกลับกองทัพตัวเองเหมือนเป็นเรื่องตลก

            “อาๆๆๆ...สมควรตายโจมตีมัน สังหารมันเดี๋ยวนี้!”

            องค์ราชาแห่งเมืองชื่อชุยนั่งบนหลังสัตว์อีกตัว อาละวาดออกมาประหนึ่งถูกคนขโมยสิงโตไปเขาชักดาบออกมา กองทัพ ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ ก็พลันวุ่นวายขึ้นมา พวกอัศวินม้าก็พลันกระทุ้งเฟลมมิ่งบีตส์ให้พุ่งทะยานไปด้านหน้าในขณะเดียวกันพวกทหารที่ถือโล่และแหลนนับร้อยคนก็พลันกู่ร้องออกมาเสียงดังแล้ววิ่งออกมา

            รังสีสังหารแผ่กระจายไปทั่ว

            สงครามเริ่มต้นแล้ว

            ตูมๆๆๆ!!!

            ทหารเมืองชื่อชุยวิ่งออกมาอย่างเป็นระเบียบจากช้าๆ ค่อยๆ เร็วขึ้น ยิ่งมายิ่งเร็ว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็พลันสั่นสะเทือน ในบรรดากองทัพพันธมิตร ทหารราบของอาณาจักรชื่อสุ่ยถือว่าดีที่สุดร่างของพวกเขาสวมชุดเกราะ มือซ้ายถือโล่ มือขวาถือแหลน แหลนสูงกว่าสองเมตร เอียงมุมสามสิบห้าองศาคมแหลนสะท้อนแสงตะวันแววววาว เตรียมจะปาแหลนเพื่อจะทะลวงร่างข้าศึกตรงหน้า

            บนทุ่งหญ้าสีเหลืองเหล่าทหารต่างวิ่งทะยานออกมาอย่างเนืองแน่นราวกับน้ำป่าไหลหลาก

            เมื่อระยะห่างของทั้งสองฝ่ายลดเหลือเพียงห้าสิบเมตรเป็นระยะที่หอกสามารถโยนได้

            บางทีไม่ต้องใช้ให้กองทัพอัศวิน ‘กีบเหล็กแห่งไฟ’ พุ่งเข้ามาก็ได้ แค่ทหารราบหนึ่งร้อยกว่านายก็สามารถจัดการทหารเมืองแซมบอร์ดได้อย่างง่ายแล้ว...พวกเขากำลังต่อสู้กันจริงๆ ใช่ไหม? ช่องว่างทั้งสองฝ่ายใหญ่เกินไปแล้ว!

            นี่เป็นสิ่งที่เหล่าองค์ราชาพันธมิตรต่างครุ่นคิด

            --------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน