ตอนที่ 88 หอคอยเวทมนตร์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมืองมหาวิทยาลัยนี้มีหอคอยเวทมนตร์มากมาย หอคอยเหล่านี้มีทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งพวกมันเป็นตัวแทนของจำนวนมหาปราชญ์ที่มีความสามารถของมหาวิทยาลัยตนเอง
อีกนัยหนึ่งจำนวนของหอคอยเวทมนตร์ยังเป็นตัวแทนของความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย
แม้เจ้าของหอคอยจะจากไป แต่หอคอยก็ยังคงอยู่ และหอคอยเหล่านั้นจะตกเป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
นอกจากทรัพย์สินอื่นๆ ยกเว้นตัวหอคอยแล้ว ญาติสามารถได้รับพวกมันทั้งหมดได้หลังจากเจ้าของหอคอยเสียชีวิต
หอคอยเวทมนตร์แต่ละแห่งจะมีดวงแสงส่องสว่างอยู่ มันคือตัวแทนไฟแห่งชีวิตที่สภาเวทมนตร์เชื่อมต่อเจ้าของไว้กับหอคอย
เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีสิทธิจัดการหอคอย ดังนั้นหอคอยที่มีดวงไฟปรากฏมันจะไม่ถูกแตะต้อง เว้นเสียแต่ว่าดวงไฟจะดับลง มหาวิทยาลัยจะดำเนินการจัดการเรื่องทรัพย์สินที่เป็นมรดกเหล่านั้น
ระหว่างทางเมอร์ลินมองเห็นคฤหาสน์หรือปราสาทหลายหลัง นั่นจึงทำให้เขาอดที่จะถามคำถามออกมาไม่ได้
“ทำไมคนรวยพวกนั้นถึงได้สร้างคฤหาสน์ที่ใหญ่โตพวกนี้ที่เมืองมหาวิทยาลัยด้วยครับ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... มันไม่ใช่บ้านของคนรวยหรอก แต่มันคือที่พักที่สภาเวทมนตร์สร้างให้กับมหาจอมเวทย์ มหาวิทยาลัยเวทมนตร์ไม่ใช่สถานที่ที่มีไว้สำหรับเหล่านักวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีศาสตร์การเรียนรู้เพื่อฝึกฝนนักเวทชั้นสูงอยู่อีกด้วย นอกจากนักวิชาการที่จะกลายเป็นนักปราชญ์แล้ว พวกเขายังบ่มเพาะนักเวทที่จะเป็นจอมเวทด้วยเช่นเดียวกัน” ออสตินกล่าวอธิบาย
“อย่างนั้นหรอครับ ถ้าอย่างนั้นคฤหาสน์ที่ใหญ่โตนี้ก็ไม่ต่างไปจากหอคอยของเหล่านักวิชาการเลย”
“ใช่แล้ว แต่คฤหาสน์กับหอคอยเวทจะมีความแตกต่างกันอยู่นิดหน่อย นั่นคือหอคอยเวทเมื่อสูญเสียเจ้าของ หอคอยจะตกเป็นของมหาวิทยาลัย แต่คฤหาสน์มหาจอมเวทเหล่านี้จะตกเป็นสมบัติของลูกหลานโดยตรง”
เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “สาเหตุเป็นเพราะจุดประสงค์ในการสร้างใช่ไหมครับ?”
“ใช่ หอคอยเวทมีไว้เพื่อเป็นสถานที่ทำงานวิจัยของนักวิชาการ แม้นักวิชาการจะอยู่ที่นั่นแต่มันก็ไม่ใช่ที่อยู่ถาวรอย่างสิ้นเชิง ส่วนคฤหาสน์มหาจอมเวทถูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยโดยเฉพาะ ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่มันจะเป็นทรัพย์สินส่วนตัว”
เมอร์ลินเข้าใจแล้วว่าทำไมออสตินถึงสร้างบ้านบนภูเขาลอยฟ้า นั่นเพราะหอคอยเวทคือที่ทำงานของเขา ส่วนบ้านบนภูเขาคือบ้านที่พักอาศัยของเขาอย่างแท้จริง
“ที่เป็นแบบนี้เพราะสภาเวทมนตร์ต้องการให้พวกเขาปักหลักไม่ย้ายถิ่นฐานใช่ไหมครับ?”
“ความคิดของเธอไม่ธรรมดาเลยจริงๆ” ออสตินเอ่ยชมและเอ่ยต่อ “ใช่ เพราะมหาปราชญ์หรือมหาจอมเวทนั้นเป็นตัวตนที่สำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นพวกเขาจะต้องเลือกที่ตั้งของหอคอยหรือคฤหาสน์ให้ดี แม้หลายคนต้องการที่จะอาศัยอยู่ในเมืองอคาเดมี แต่สภาเวทมนตร์ก็ตั้งกฎไม่อนุญาตให้ตั้งหอคอยหรือคฤหาสน์พวกนี้อยู่ในเมืองหลวงเวทมนตร์ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นจ้าว”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้เมอร์ลินก็เอ่ยปากขึ้นทันที
“จ้าว? มันเหมือนกับจ้าวแห่งเวท เพลโต ใช่ไหมครับ?”
“ถูกต้อง มีเพียงผู้ที่ได้รับเข็มกลัดสิบดาวเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัตินั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งนักเวทหรือนักวิชาการ ในหลายร้อยปีมานี้ก็ไม่ปรากฏผู้มีคุณสมบัติสิบดาวคนใหม่ขึ้นมาเลยแม้แต่คนเดียว นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ภายในเมืองหลวงเวทมนตร์จึงมีหอคอยแห่งจ้าวอยู่น้อยมาก”
ยิ่งเมอร์ลินได้ฟังเรื่องราวพวกนี้เขาก็รู้สึกตื่นเต้น
คุณสมบัติสิบดาว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ห่างไกลจากตัวตนของเขาในตอนนี้มาก เพราะเวลานี้เขายังเป็นแค่เพียงนักเวทหนึ่งดาวเท่านั้น แต่ด้วยการมีอยู่ของดวงเนตรสีเงิน เมอร์ลินเชื่อว่าสักวันเขาจะสร้างหอคอยที่เมืองหลวงเวทมนตร์ได้แน่
เมอร์ลินสามารถสรุปเรื่องพวกนี้ได้อย่างรวดเร็ว
“ดูเหมือนว่าหอคอยเวทมนตร์เหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองเช่นกัน” เมอร์ลินกล่าวอย่างยิ้มๆ
ออสตินอดจะยิ้มออกมาไม่ได้กับความเฉลียวฉลาดของเด็กน้อย
“แน่นอน นับตั้งแต่ร้อยประเทศก่อตั้งขึ้น แม้มหาทวีปแห่งนี้จะไม่มีสงครามที่รุนแรง แต่พวกเขาก็ยังหันมาต่อสู้ทางเศรษฐกิจ หลายประเทศรังเกียจที่จะเพิ่มพื้นที่ในแผ่นดินด้วยซ้ำ แต่พวกเขาต้องการควบคุมเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ มากกว่า มันก็เหมือนเธอที่ชอบใช้สมองมากกว่าการต้องทำด้วยตนเอง พื้นที่มากปัญหายิ่งมาก แม้ประเทศอื่นจะมีทรัพยากร แต่หากสามารถควบคุมเศรษฐกิจของประเทศนั้นได้ ทรัพยากรเหล่านั้นย่อมตกเป็นของพวกเขาโดยไม่ต้องออกแรงใช้กำลัง” ออสตินกล่าวถึงสภาพสังคมในปัจจุบันนี้
มหาทวีปดำเนินมาอยู่ในจุดของผู้มีอารยะ
มาร์เทลที่เป็นสารถีนั่งฟังเรื่องพวกนี้อยู่เงียบๆ แม้เขาจะจบมาจากโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรการเรียน มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้หัวสมองในการวิเคราะห์ด้วยตนเอง
เรียกได้ว่าการติดตามสองพ่อลูกทำให้มาร์เทลมีความรู้เพิ่มขึ้นมาก
ออสตินและเมอร์ลินพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกเล็กน้อย ไม่นานรถม้าของพวกเขาก็มาหยุดที่หอคอยสีขาวแห่งหนึ่ง
ที่นั่นเมอร์ลินมองเห็นหญิงผมสีน้ำตาลวัยกลางคน แต่งชุดไปรเวท สวมใส่ผ้าคลุมสีขาวกำลังเดินเข้าไป แต่เมื่อเห็นรถม้าที่วิ่งมาหยุดอยู่ที่นี่ เธอจึงชะงักฝีเท้าแล้วหยุดอยู่ตรงนั้น
เมื่อเธอเห็นว่าคนในรถม้าเป็นใคร เธอก็ไม่ลังเลที่จะเดินเข้ามา
มาร์เทลเปิดประตูรถม้าอย่างรู้หน้าที่ ชายชราผมสีขาวถักเปียเดินออกมาเป็นคนแรก ตามมาด้วยเด็กน้อยผมสีเงินผู้มีดวงตาสีเงินที่เรียบนิ่ง
“ยินดีต้อนรับการกลับมา ศาสตราจารย์ออสติน” หญิงวัยกลางคนโค้งศีรษะลงเล็กน้อยและเอ่ย
“เธอมาแล้วเหรอเกรซ” ออสตินพยักหน้าและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อารมณ์ดี
“ค่ะ ทอม โอริเวอร์ และบราวน์ก็อยู่ด้านใน” เกรซเอ่ยตอบ ก่อนที่สายตาของเธอจะมองไปที่เมอร์ลิน
“นี่คงเป็นลูกชายของคุณ” เกรซกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่แล้ว นี่คือเมอร์ลินลูกชายของฉัน ส่วนเธอก็คือเกรซ นักวิจัยมือดีของฉัน” ออสตินเอ่ยแนะนำ เขาอารมณ์ดีเสมอที่ได้แนะนำลูกชายที่มีความสามารถของเขาให้คนอื่นรู้จัก
“สวัสดีครับคุณเกรซ ยินดีที่ได้รู้จัก” เมอร์ลินกล่าวทักทายอย่างมีมารยาท สายตาของเขาสังเกตเห็นเข็มกลัดสีเงินบนอกของเธอ เห็นได้ชัดว่ามันคือเข็มกลัดสี่ดาว เธอคนนี้ก็คือนักวิชาการระดับสูง
อย่างที่รู้กันว่านักศึกษาที่จะจบปริญญาแพทตินั่มจำเป็นต้องเป็นนักวิชาการระดับสูง และเธอก็คือคนนั้น
“โอ้ สวัสดีจ้ะหนุ่มน้อย ข่าวของเธอแพร่ออกมาทางนี้บ้างแล้ว มาๆ ฉันจะเป็นไกด์พาเธอทั่วหอคอยเวทมนตร์แห่งนี้เอง” เกรซเดินไปหาเมอร์ลินแล้วยื่นมือไปจับอย่างเป็นกันเอง
“ดีเลย งั้นเธอก็พาเขาไปละกัน” ออสตินกล่าวอนุญาตอย่างไม่ขัดขวาง เขาเองก็ต้องการลงมือทำการวิจัยในสิ่งที่เขาคิดได้เช่นกัน