Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 40 หนึ่งต้านพัน

    บทที่ 40

    สายตาที่แก่ชราแต่ยังเปี่ยมไปด้วยพลังของคาริเอ็นกำลังมองไปยังกองกำลังลูกผสมระหว่างมนุษย์และกลุ่มโจรดั้งเดิม กองกำลังนับพันอันแสนน่าเกรงขามสวมใส่อาภรณ์สดำสนิทภายในกลับสวมใส่ชุดเกราะคุณภาพสูงที่ต้นสังกัดจัดหาเอาไว้ให้ราวกับอัศวินหุ้มคราบโจร

    ในสมัยก่อนกลุ่มโจรเงาทมิฬเป็นเพียงกลุ่มโจรกระจอกที่มีสมาชิกอยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยคนแต่ปัจจุบันคาริเอ็นได้สังหารหัวหน้ากลุ่มเดิมและฮุบกลืนเข้ามาก่อนจะเปลี่ยนมันเป็นหน่วยข่าวกรองลับของอาณาจักรริชมอนด์ที่คอยทำหน้าที่รวบรวมข่าวสาร ก่อวินาศภัย รวมไปถึงดำเนินแผนการลับเพื่อฮุบกลืนจักรวรรดิโนว่าแผนการของพวกมันดำเนินมาถึงจุดหักเหเมื่อทรัพยากรที่จำเป็นถูกรวบรวมจนครบแต่แผนการกลับรั่วไหลเพียงเพราะความทรนงตนของเด็กสาวคนหนึ่ง

    แม้การใช้กองกำลังนับพันเพียงเพื่อสังหารชาวบ้านไร้ทางสู้อาจจะดูเป็นการกระทำที่ดูสิ้นเปลืองไปบ้างแต่คาริเอ็นก็เตรียมจี่จะฟังเสียงบ่นจากฝ่ายยุทธการเอาไว้แล้ว อย่างน้อยมันก็สามารถกลบเกลื่อนการฆ่าล้างครั้งนี้ได้โดยใช้การปล้นบังหน้าแต่ที่สำคัญที่สุดคือจะต้องไม่มีใครรอดชีวิต

    การตายเป็นวิธีการรักษาความลับที่ดีที่สุด โชคดีแล้วที่จักรวรรดิได้ข้อมูลไปแค่ในระดับที่ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผนการมากนักและจะยังคงเป็นแบบนั้นต่อไป

    ชายชรากำลังนั่งอยู่บนหลังสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างเหมือนกิ้งก่าบริเวณที่ควรจะเป็นขาหน้ากลับมีพังผืดปกคลุมอยู่ แต่มันกลับฉีกขาดเกินกว่าจะบินได้จึงกลายเป็นแค่ของประดับเท่านั้นผิวกายของมันมีสีเหลืองอ่อนสลับกับเกล็ดสีเดียวกันเช่นเดียวกับดวงตา ร่างกายแผ่พลังเวทย์ออกมาจนไม่มีโจรหน้าไหนกล้ายืนใกล้พวกโจรมองเจ้าไวร์เวิร์นตนนี้ด้วยความหวาดผวาสลับกับคาริเอ็นบุรุษที่สามารถควบคุมสัตว์ร้ายระดับสูง

    ห่างออกไปไม่ไกลนักคือกำแพงไม้สูงตระหง่านที่ถูกสร้างเอาไว้ลวกๆไร้ซึ่งวี่แววของคนคุ้มกัน กองกำลังทั้งหมดพลันหยุดเท้าเพื่อรอรับคำสั่งใหม่

    “ท่านหัวหน้า จะทำอย่างไรต่อไปดี”

    เป็นริคาริโอที่ส่งเสียงทางเวทมนต์มา คาริเอ็นได้มอบคำสั่งให้มันและเอลโก้คอยความคุมปีกซ้ายและขวาของกองทัพ ชายชราพลันหลุดออกจากภวังค์ความคิดการที่สายตาจะมองทอดไปเบื้องหน้ามือทั้งสองกำลังกอดอกโดยมีไม้เท้าเศียรมังกรลอยอยู่เบื้องหลังมันครุ่นคิดครู่หนึ่งอย่างเงียบงันดวงตาคมกร้าวไม่ต่างจากคนหนุ่มไม่ไว้วาใจบรรยากาศที่ดูเงียบผิดปกติแม้แต่น้อยก่อนจะเคาะนิ้วเบาๆพร้อมส่งพลังเวทมนต์เข้าไปในไม้เท้าศียรมังกรชุดหนึ่ง

    เวทมนต์ระดับกลาง เสียงกระซิบแห่งผืนดิน

    พลังเวทมนต์กระจายไปบนผืนดินในห้าวินาทีถัดมาสัมผัสของคาริเอ็นพลันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนปฐพีเสมือนว่ามันกลายเป็นอวัยวะของเขา ชายชราคลี่ยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยขึ้น

    “ระมัดระวังตัวดีทีเดียว หากไม่มีข้ามาด้วยพวกเราคงต้องวุ่นวายกับพวกกับดักกันพักใหญ่เลยทีเดียว”

    ชายชรากล่าวขึ้นเมื่อสัมผัสที่แผ่ขยายของเขาชนเข้ากับพลังเวทมนต์กลุ่มหนึ่ง ด้วยความที่เขาเป็นคลาสผู้ใช้เวทมนต์โดยตรงทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของเวทมนต์ได้มากกว่าปกติ เพียงเห็นแค่ครั้งเดียวชายชราก็สามารถคาดเดาคุณสมบัติ ระดับพลัง รวมไปถึงอายุกับเผ่าพันธุ์คร่าวๆ

    ชายชรายื่นมือออกไปเช่นเดียวกับไม้เท้าเศียรมังกรยาวสองเมตรลอยมาเข้ามือพอดิบพอดี ลูกแก้วในปากมังกรส่องแสงพร้อมกันนั้นผืนดินเบื้องหน้าชายชราพลันปรากฏตุ๊กตาขึ้นมานับสิบตัว

    เวทมนต์ระดับต่ำ ตุ๊กตาธรณี

    “จงเดินไปเบื้องหน้า”

    สิ้นคำตุ๊กตาดินทั้งหมดพลันเดินไปเบื้องหน้า มองเผินพวกมันนั้นมีความคล้ายคลึงกับโกเล็มแต่จริงๆแล้วเป็นเพียงตุ๊กตาปั้นดินที่เป็นเวทมนต์ระดับต่ำที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้ เนื่องจากพวกมันรับได้แต่คำสั่งง่ายๆเท่านั้นโดยปกติแล้วมักจะเอาไว้ใช้ทำงานจิปาถะมากกว่า

    ตุ๊กตาดินเดินไปด้านหน้าด้วยความเร็วเท่ากับมนุษย์ปกติก่อนที่จะมีบางตัวไปกระตุ้นกับดักสารพัชนิดให้ทำงาน ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีเสียงโครมครามอันเกิดจากการทำงานของกับดักเวทมนต์ก็สงบลง ชายชรายิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะหันไปออกคำสั่ง

    “บุกได้”

    เฮ!!

    สิ้นคำกองกำลังที่สงบนิ่งมานานก็เริ่มเคลื่อนไหวพวกมันเคลื่อนที่ได้ด้านหน้าด้วยกำลังทั้งหมดที่มีก่อนที่ทักษะสารพัดชนิดจะถูกประเค็นใส่กำแพงที่ทำจากท่อนซุง

    “หืม...”

    ชายชราเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจดวงตาจ้องไปยังกำแพงเขม็งกองกำลังของมันควรจะทำลายได้ภายในไม้กี่วินาทีเท่านั้น เขาพินิจมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแค่นเสียง

    “สิ่งประดิษฐ์ของเจ้าพวกตัวไม่สมประกอบงั้นเรอะ”

    แน่นอนว่าเจ้าตัวไม่สมประกอบในความหมายของคาริเอ็นจะหมายถึงคนแคระเพียงหนึ่งเดียวในหมู่บ้านอย่างเรกิล คนแคระขึ้นชื่อในเรื่องงานฝีมือรวมไปถึงงานก่อนสร้างว่ากันว่าพวกนี้มีทักษธบางอย่างที่ทำให้สิ่งก่อสร้างทนทานกว่าปกติ

    “จะช้าไม่ได้เด็ดขาด”

    คาริเอ็นประกาศกร้าวก่อนจะเริ่มร่ายเวทมนต์อีกครั้ง คราวนี้ลูกแก้วในปากมังกรพลันเปล่งแสงสีแดงเจิดจ้าพร้อมกับมวลอากาศที่เริ่มบิดเบี้ยว

    เวทมนต์ระดับกลาง หอกเพลิงคลั่งทะลวงศึก

    ละอองเวทมนต์สีแดงรวมตัวกันเป็นหอกขนาดมหึมาเล่มหนึ่ง ด้ามหอกมีขนาดเล็กกว่าใบหอกมากแต่นั่นไม่สำคัญเพราะหอกเล่มนี้ไม่ได้มีเอาไว้ถือแต่มีเอาไว้ใช้แบบปกติอยู่แล้ว ชายชราชี้นิ้วไปด้านหน้าก่อนจะพูดขึ้น

    “ปลดปล่อย”

    ฟ้าววว

    บรึ้มมม

    หอกอัคคีพุ่งกรีดผ่านท้องฟ้าเป็นเส้นโค้งทิ้งเพลิวไฟเอาไว้หนึ่งสายก่อนจะกระแทกเข้ากับกำแพงไม้เสียงดังสนั่น ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเวทมนต์โจมตีระดับกลางที่ถูกร่ายผ่านปากของมหาจอมเวทย์ชั้นหนึ่งอย่างคาริเอ็นย่อมไม่ต่างอะไรกับไม่ผุๆ กำแพงระเบิดหอบเอาเศษปลิวหายไปราวกับใบไม้พร้อมกับเสียงโห่ร้องอันเต็มไปกำลังใจของกองโจรเอลโก้และริคาริโอหันมาพยักหน้าให้กันก่อนจะออกคำสั่ง

    “บุกเข้าไป”

    เฮ!!

    กลุ่มโจรพุ่งตัวผ่านกลุ่มควันด้วยใบหน้ากระหายเลือดและรังสีฆ่าฟันที่ล้นปรี่ราวกับสัตว์ร้าย ขณะที่พวกมันกำลังฮึกเฮิมอยู่นั้นคาริเอ็นที่อยู่แนวหลังสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลซึ่งก็เป็นไปตามที่มันกลัวจริงเพราะพญามัจจุราชกำลังรอคอยการมาถึงของพวกมันทุกคน

    ดาบผ่ามิติ

    ทันใดนั้นเองโลกในการมองเห็นของพวกมันทั้งหมดพลันแยกออกเป็นสอง คมดาบล่องหนกวาดผ่านอย่างรวดเร็วแล้วสมบูรณ์แบบห้วงอากาศที่คลื่นดาบกรีดผ่านพลันส่งเสียงรเสียงกรีดร้องพร้อมกับที่พวกโจรที่ไม่ทันระวังตัวสี่ร้อยคนพลันล้มลงตายในทันทีทั้งยังฝากรอยแผลฉกรรน์เอาไว้ให้อีกสามร้อยคนอย่างแสนสาหัส

    สนามตกอยู่ในความเงียบงันและเมื่อฝุ่นควันจางลงร่างของเด็กหนุ่มเรือนผมสีดำและดวงตาสีทับทิมก็ปรากฏสู่สายตาทุกคน เขาขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไม่พอใจนักมือขวานั้นกำลังถือดาบที่มีแต่ด้ามเปล่าๆทั้งยังมีผงสีเงินปลิวไสวดวงตาสีทับทิมยังคงไม่สั่นไหวแม้กำลังเผชิญหน้าอยู่กับกองทัพนับพัน

    [ท่านอยู่ใจกลางสนามรบ ตราประทับเทพสงคราม แสดงผล]

    [ค่าพลังโจมตีเพิ่มขึ้น 200%]

    [ค่าสถานะพื้นฐานทุกชนิดเพิ่มขึ้น 1163 หน่วย ชั่วคราว]

    แม้ค่าสถานะจะเพิ่มขึ้นแต่มันเป็นการเพิ่มค่าสถานะแบบสุ่มเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของผู้ครอบครองตราประทับเทพสงครามโดยรวมเท่านั้น เอเลนได้แต่ถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยวขณะเหลือบดูค่าความชำนาญที่พุ่งทะยานสูงผิดกับค่าสถานะอื่นๆจนดูเหมือนการจงใจแกล้ง

    “ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยละนะ”

    เอเลนบ่นพึมพำก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองยังเหล่าโจรที่ยังคงหวาดผวาด้วยสายตาผิดหวัง

    “ได้แค่สี่ร้อยกว่าคนเองเหรอแต่เอาเถอะ”

    เอเลนโยนด้ามดาบแปล่าที่ใบดาบได้สลายเป็นฝุ่นไปแล้วเข้าไปในอุปกรณ์เก็บของก่อนจะหักคอดังกรึบ พวกโจรที่ยังคงสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นได้แต่มองเอเลนด้วยสายตาหวาดผวาไม่แม้กระทั่งริคาริโอและเอลโกเองก็ตาม คาริเอ็นที่ได้สติก่อนใครทั้งยังสามารถร่ายเวทมนต์ป้องกันได้ทันจนสามารถป้องกันกองกำลังที่เหลือได้ทันท่วงทีถือเป็นตัวอันตรายอย่างยิ่งในสายตาของเอเลน

    “รีบจัดทัพใหม่ แบ่งคนจำนวนนึงอ้อมไปด้านหลัง”

    ชายชราสงเสียงทางเวทมนต์กระตุ้นเตือนสองรองแม่ทัพของมันเอเลนที่ลอบฟังได้ยินราวกับมาพูดอยู่ข้างๆพลันคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะส่งเสียงทางเวทมนต์ออกไปเช่นกัน

    “ไม่จำเป็นหรอก พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”

    !

    ลำพังแค่ความสามารถในการดักฟังนับว่าน่าตกใจแล้วแต่ใจความที่เอเลนสื่อออกมานั้นน่าตกใจยิ่งกว่า แต่เห็นจะมีเพียงชายชราคนเดียวเท่านั้นที่มองว่านี่คือกลอุบาย มันหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะส่งเสียงตอบ

    “จะหลอกกันก็น่าจะให้มันเนียนกว่านี้หน่อย เขตอาคมของข้านั้นไร้พ่ายถ้าจะมีมดแมลงสักตัวหลุดออกไปข้าก็ต้องรู้”

    คาริเอ็นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นต่อเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่คนกำลังจะตายมักจะไข้คว้าทุกกลยุทธเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอด เพียงแต่คำพูดของเอเลนนั้นไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มยักไหล่ก่อนจะพูดขึ้นต่อ

    “พอดีมีความสามารถด้านเวทมนต์มิติและเวลาเลยสร้างประตูเคลื่อนย้ายส่งพวกเขาออกไปแล้ว”

    “เวทมนต์มิติ? ในดินแดนมนุษย์เนี่ยนะ”

    ชายชรากล่าวเบาๆก่อนจะหันไปสบสายตากับริคาริโอที่มีประสบการณ์ร่วมกับเอเลนมากกว่าซึ่งชายหนุ่มก็หยักหน้ายืนยัน

    “เป็นอย่างที่มันพูดครับท่านหัวหน้า พวกเราเคยถูกทักษะหน่วงเวลาเป็นวงกว้างกันมาแล้ว”

    “....”

    คาริเอ็นนึกชื่นชมเจ้าเด็กน่าตายนี่ในใจ ลำพังแค่มีความเป็นอัจฉริยะภาพระดับทวีปนัว่าน่าทึ่งแล้วยังสามารถใช้พลังหายากอย่างธาตุกาลเวลาได้อีกน่าเสียดายที่มันจะต้องถูกกำจัดที่นี่และเดี๋ยวนี้ แต่เรื่องชื่ชมก็ส่วนชื่นชมชายชรายังคงไม่เชื่อเรื่องที่เอเลนพูดออกมาทั้งหมดทั้งยังแอบร่ายเวทมนต์ตรวจสอบกวาดผ่านหมู่บ้านไปรอบหนึ่งซึ่งนอกจากปศุสัตว์แล้วมนุษย์เพียงหนึ่งเดียวในหมู่บ้านแห่งนี้ก็คือเอเลน

    ชายชราได้แต่ถอนหายใจแผนการอยู่ที่คนแต่ความสำเร็จกลับอยู่ที่ฟ้า ใครจะคิดว่าจะมีปัจจัยที่อยู่เหนือความคาดหมายถูกโยนเข้ามาในเกมกระดานนี้ ป่านนี้พวกกองทัพจักรวรรดิคงกำลังตรงมาที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย

    “เป็นพวกเราที่พลาดท่าหรือนี่...”

    คาริเอ็นพึมพำเพียงเพราะคำพูดของท่านหญิงลิเลียนกลับก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผนการเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้แล้ว ทันใดนั้นเองดวงตาของชายชราพลันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวราวกับมังกรหลับที่ถูกปลุกจากนิทราพลังเวทมนต์ที่เคยสงบนิ่งรอบกายเริ่มปั่นป่วนตามสภาวะอารมณ์ของคาริเอ็น

    “เจ้าหนู ถึงพวกเราจะหยุดพวกชาวบ้านไม่ได้ แต่อย่างน้อยแกต้องชดใช้”

    เอเลนที่ได้ยินดังนั้นพลันชักอาวุธเล่มใหม่ออกมาด้วยใบหน้าสงบนิ่งแต่ในใจนั้นกลับเต็มไปด้วยความลิงโลด โชคดีที่ชายชราเป็นคนขี้ระแวงตามที่เขาคาดเอาไว้จึงตกอยู่ในแผนตบตาของเขาเข้าอย่างจัง

    ความจริงแล้วยังไม่มีใครใหมู่บ้านได้ออกไปทั้งนั้นแต่ก็อีกไม่นานเท่านั้น หลังจากที่เขาได้รับวงจรเวทมนต์กาลอนันต์ เงื่อนไขที่รุนแรงจากการใช้เวทมนต์กาลเวลาได้ถูกลดทอนลง อย่างประตูข้ามภพก็ลดเวลาในการสร้างสัญลัษณ์จากสิบเหลือห้าวัน

    หลังจากปรึกษากับพวกเซลีนจบลงด้วยการใช้กลเมืองว่างทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ในห้องใต้ดินใต้สัญลักษณ์ขนาดใหญ่ที่ถูกฉาบด้วยกับดักพรางตาของลูน่ามาเรีย เอเลนได้ทิ้งพลังเวทมนต์ไว้ขุมหนึ่งทำหใประตูข้ามภพจะพร้อมใช้งานในอีกไม่กี่นาที

    ที่เอเลนเลือกเอาตัวเองมีไว้ตรงจุดนี้เพราะศัตรูนั้นไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาหากเขาหายตัวไปพวกมันจะสงสัยจึงแสร้งออกอุบายว่าเขาได้เคลื่อนย้ายคนทั้งหมดจากไปแล้ว ยิ่งศํตรูคิดว่าตัวเองฉลาดย่อมเกิดความหวาดระแวงจึงได้ร่ายเวทย์ตรวจสอบโดยไม่ได้เอะใจเลยว่าทางฝั่งนี้มีทักษะที่สามารถหลอกการตรวจจับของศัตรูได้

    ยิ่งพวกมันไม่คิดจะจากไปยิ่งเข้าทางเขาเข้าไปอีกเพราะยังไงซะเอเลนก็ตั้งใจจะฆ่าพวกมันทั้งหมดทิ้งอยู่แล้ว โดยเฉพาะคาริเอ็นที่บังอาจขัดความสำราญจากการต่อสู้ของเขา เอเลนฝืนบังคับไม่ให้ผุดรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าพร้อมแผ่จิตสังหารตอบโต้

    ราวกับเทพเจ้าแห่งความตายเสด็จมาเยือน ผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอต่างพากันอกสั่นขวัญแขวนไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัวหากไม่ใช่เพราะพวกมันยังมีมหาจอมเวทย์คาริเอ็นยืนอยู่ฝ่ายดัยวกันพวกมันคงจะหนีไปนานแล้ว หอกสีขาวปรากฏขึ้นในมือเด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดประสาทสัมผัสถูกเร่งเร้าจนถงขีดสุดก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

    ท่าเท้าทะยานเมฆ

    หากไม่ลงมือให้สุดก็จงอย่าได้คิดลงมือ คมหอกสีขาวโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าหน้าหว่างคิ้วของริคาริโอ มือธนูหนุ่มพลันเย็นสันหลังวาบเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไปต่อให้ผนึกพลังได้ทันก็ไม่อาจป้องกันการโจมตีแบบทุ่มสุดตัวของเด็กหนุ่มได้

    เวทมนต์ระดับกลาง ม่านปราการคุ้มภัย

    เปรี้ยง!

    เว้นเสียแต่ว่าจะมีจอมเวทย์บางคนสามารถร่ายเวทย์ป้องกันได้ทัน คาริเอ็นที่หน่วงเวทมนต์เอาไว้ตั้งแต่เอเลนปรากฏตัวได้คลายหน่วงเวทมนต์ลงบนตัวของริคาริโอ ม่านพลังสีใสบางๆสิบชั้นปรากฏขึ้นซ้อนกันเป็นชั้นๆหมายจะป้องกันกันโจมตีของเอเลนแต่ริคาริโอ้กลับไม่สบายใจที่แม้จะเห็นม่านพลังที่แข็งแกร่งแล้วแต่เอเลนกลับไม่เปลี่ยนสีหน้า

    ในเสี้ยววินาทีนั้นเองดวงตาสีทับทิมพลันทอประกายลี้ลับ เด็กหนุ่มลอบอ่านกระแสพลังของอีกฝ่ายมองเผินๆปราการคุ้มภัยนี้เป็นม่านพลังที่ครอบริคาริโอเอาไว้ทั้งตัวแต่ลึกลงไปกระแสพลังกลับถูกเคลื่อนมายังบริเวณศีรษะและบริเวณอื่นนั้นกลับมีกระแสพลังที่เบาบาง ทันทีที่ม่านปราการชั้นแรกถูกกระแทกด้วยคมหอกเอเลนก็ถอนกระบวนท่าก่อนจะแทงหอกออกไปใหม่ด้วยความเร็วที่น่าตพตะลึง

    “อะไรกัน”

    คาริเอ็นอุทานเพราะแม้แต่นักสู้ระดับสูงของอาณาจักรก็ไม่มีใครมีกระบวนท่าพิสดารระดับนี้ หารู้ไม่ว่าเอเลนนั้นไมสามารถนำไปเปรียบเทียบได้กับนักสู้พวกนั้นเพราะเขานั้นได้รับการฝึกฝนโดยเทพีแห่งสงคราม เคล็ดวิชาเทพสงครามที่มุ่งเน้นการปลิดชีพที่รวดเร็วและทรงประสิทธิภาพกำลังจะได้สำแดงเดช

    เพล้ง!

    คมหอกฉีกกระชากม่านคุ้มภัยราวกับฉีกขนมปัง ควินดีลจมลงไปได้เพียงสี่นิ้วเอเลนก็จำเป็นต้องถอนหอกออกเมื่อเห็นลูกไฟขนาดเล็กที่อัดแน่นด้วยพลังเวทมนต์นับร้อยลูกกำลังตรงมาที่เขา

    เวทมนต์ระดับกลาง กระสุนเพลิงพระพิโรธ

    โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองลูกแก้วเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามา เท้าผนึกพลังเวทมนต์แบเข้าไปที่บาดแผลตรงหน้าอกของริคาริโอส่งร่างขงชายหนุ่มทะยานไปรับลูกแก้วอัคคี คาริเอ็นเบิกตากว้างรีบบังคับลูกแก้วอัคคีจนเกิดเป็นช่องว่างให้ริคาริโอสามารถผ่านมาได้

    บรึ้ม!

    “เจ้าคิดจะฆ่าคนของข้าต่อหน้าเลยรึเจ้าหนุ่ม”

    คาริเอ็นกล่าวก่อนจะใช้เวทย์ลมหอบเอาแรงระเบิดปลิวขึ้นฟ้า ทำให้เอเลนไม่สามารถใช้จังหวะนั้นโจมตีได้อีกต่อไป 

    เด็กหนุ่มเดาะลิ้นก่อนจะยอมล่าถอยไปแต่โดยดี เอลโกรีบเอาน้ำยาฟื้นพลังให้ริคาริโอดื่ม โชคร้ายเป็นอย่างยิ่งที่เครื่องรางช่วยชีวิตของทั้งเขาและริคาริโอทั้งหมดล้วนหมดไปกับการโจมตีของเอเลนตั้งแต่สู้กันครั้งที่แล้ว

    “การศึกย่อมไม่เกี่ยงกลยุทธ พวกแกมีคนมากกว่าทั้งยังมีเจตนากวาดล้างพวกเราอย่างชัดเจนแล้วทำไมชั้นต้องปราณี?”

    เอเลนกล่าวออกไปตามตรงหน้าที่ของเขาคือต้องดึงดูดความเกลียดชังมาที่ตัวเขาให้มากที่สุด คาริเอ็นเห็นดังนั้นก็หัวเราะชอบใจแม้ริคาริโอจะถูกเล่นงานจนหมดสภาพไปหนึ่งคนมันก็ยังคงเชื่อว่าสุดท้ายชัยชนะย่อมต้องตกอยู่กับฝ่ายมันอย่างแน่นอน ชายชราเหลียวมองซ้ายขวาในเมื่อเรื่องราวมันบานปลายมาขนาดนี้แล้วแม้จะรู้สึกผิดที่พาเหล่าคนหนุ่มมาตายเปล่าแต่จะให้คนของฝั่งมันตายอย่างไร้ค่าไปมากกว่านี้ไม่ได้

    “พวกเจ้าทั้งหมดจงถอยออกไปซะ การรบครั้งนี้จบแล้วข้าจะเป็นผู้รับมือสั่งสอนเด็กคนนี้เอง”

    รองหัวหน้าทั้งสองพยักหนีรับคำสั่ง หากพวกมันดึงดันจะต่อู้เคียงข้างกันรังแต่จะทำให้คาริเอ็นเคลื่อนไหวได้ลำบากเปล่าๆอีกอย่างการที่พวกมันอยู่กันมากก็หมายความว่าเอเลนมีเป้าหมายให้เล่นงานเต็มไปหมด

    “คิดจะไปก็ไป คิดว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่นรึไง”

    เอเลนที่เนว่าอีกฝ่ายกำลังจะถอยทัพก็เปลี่ยนอาวุธเป็นมีดสั้นที่เน้นความคล่องตัวก่อนจะกระโจนออกไปราวกัพยัคฆ์ร้ายตกลงท่ามกลางวงคู่ต่อสู้ มือคว้าเข้าที่ลำคอของโจรรายหนึ่งที่แม้จะเลเวลใกล้เคียงกันแต่ค่าสถานะผิดกันคนละรุ่นเอเลนผนึกพลังเสียบมีดเข้าที่ท้องเปลี่ยนอีกฝ่ายเป็นศพในพริบตา

    ฝ่ายโจรเปลี่ยนจากการตกตะลึงกลายเป็นโกรธแค้นที่สหายถูกสังหารต่อหน้าต่อตา การโจมตีต่างๆถูกงัดออกมาแต่เอเลนลับเป็นศพอีกฝ่ายให้กลายเป็นโล่คอยรับการโจมตีแทน เขาโยนศพที่อยู๋ในสภาพไม่สมประกอบทิ้งก่อนจะกระโจนเข้าหาคนที่อยู่ใกล้สุด

    “ไอ้บัดซบ แกกล้าดียังไง”

    “บ้าจริง มันจะเร็วไปไหนเนี่ย”

    “ขี้ขลาด เก่งจริงมาสู้กันดีๆสิวะ”

    กลุ่มโจรตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายเอเลนขยับตัวหนึ่งครั้งสามารถสังหารได้หนึ่งศพ เพียงลำพังตัวคนเดียวสามารถสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไม่รู้จบ คาริเอ็นไม่คิดจะอยู่เฉยแต่ก็จนใจเพราะอีกฝ่ายลงมือรดเร็วเกินไปหนำซ้ำเอเลนกลับลงมือได้เหนือกว่าไปอีกขั้นด้วยการที่มันสามารถคาดคะเนการลงมือของคาริเอ็นทุกครั้ง

    คาริเอ็นสามารถทราบได้ทันทีเพราะเมื่อมันคิดจะปลดปล่อยเวทมนต์เพื่อโจมตีร่างของพรรคพวกที่ยังมีลมหายใจก็จะถูกยกมาบดบังเอาไว้ราวกับจงใจทำให้มันต้องยกเลิกการร่ายเวทย์อย่างช่วยไม่ได้

    “บ้าจริง เจ้าเด็กนี่มันเคยไปรบมาก่อนรึยังไง”

    คาริเอ็นมีประสบการณ์การต่อสู้และการทำสงครามกับเผ่าพันธุ์เอลฟ์มาอย่างโชกโชน มันสามารถระบุได้ในทันทีว่าศัตรูของมันคราวนี้มีประสบการณ์ในระดับเดียวกันหรืออาจจะเหนือกว่า ไม่มีทางที่กองทัพที่เน้นการรบแบบกองโจรที่อย่างมากเคยแค่ซ้อมรบจะรับมือกับมืออาชีพระดับนี้ได้มีเพียงแค่สามคนเท่านั้นที่พอจะลงมือขัดขวางการต่อสู้แบบบ้าระห่ำนี้ได้

    เอเลนยิ่งสังหารยิ่งฮึกเฮิมจริงๆตัวเขาเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการรบในสงครามมาก่อนเพียงแต่ใช้เคล็ดวิชาเทพสงครามที่มุ่งเน้นแต่การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วหมดจดปลิดชีพสังหารในพริบตา ไม่มีทางอยู่ที่กองทัพที่ไม่เคยผ่านการรบจริงจะต่อสู้กับหมาป่าในคราบห่มหนังแกะได้

    อย่างไรก็ดีตัวเขามีเพียงคนเดียวแต่อีกฝ่ายมีกันหลายร้อยย่อมต้องมีคนที่เริ่มตั้งตัวได้ เฉกเช่นเดียวกับเอลโกที่เพิ่งผุดออกมาจากเงาในจังหวะที่เขาเพิ่งจะสังการโจรไปอีกคนหนึ่งพร้อมกับมีดที่ทำจากวัสดุสีรุ้งตลอดทั้งเล่ม แต่ชายหนุ่มกลับต้องตระหนกเมื่อเอเลนกลับฉีกยิ้มออกมาอย่างลี้ลับ

    “ชั้นรอเวลานี้อยู่เลย”

    เขายังจำมีดบรรลัยที่สามารถยัดเยียดสถานะผิดปรกติได้หนึ่งร้อยชนิดพร้อมๆกันนี่ได้ดี มือขวากางออกคว้าเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายที่ถือมีดเอาไว้ก่อนจะอาศัยกระบวนท่าพิศดารพลิกมีดที่ถือเสียบเข้าที่หน้าอกของตัวเอง เอลโกพลันตะลึงงันที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่คิด

    “บัดซบ นี่แกใช้ศิลปะการต่อสู้ แค่ก”

    พูดไม่ทันจบดีมีดสีรุ้งก็เสียบจมลงไปในหน้าอกของมันหลายนิ้ว เอลโกที่เป็นคนสร้างมีดเล่มนี้ด้วยตัวเองย่อมมีวิธีระงับไม่ให้พิษแพร่เร็วเกินไปแต่ความเจ็บปวดเป็นสิ่ที่หลกเลี่ยงไม่ได้แต่กระนั้นมันก็กัดฝันกรอดผนึกพลังหมายจะตบเข้าที่ใบหน้าของเอเลน

    เอเลนหลบกระบวนท่าที่ใช้ออกอย่างฉุกละหุกได้อย่างง่ายดายพร้อมถีบยอดอกของอีกฝ่ายคืนไปได้หนึ่งครั้ง แต่เอลโกก็ซื้อเวลาได้นานพอให้คาริเอ็นพลิกสถานะการณ์แม้จะผิดแผนไปบ้าง ทันที่เอลโกถูกถีบไปชนกับพวกโจรวงเวทย์สีฟ้าและสีน้ำเงินก็ผุดขึ้นใต้เท้า

    เวทมนต์ระดับกลาง พันธนาการเยือกแข็ง

    เวทมนต์ระดับต่ำ เกราะวารี

    เพียงชั่วพริบตาตั้งแต่บริเวณฝ่าเท้าจรดหัวเข่าเอเลนถูกเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งแม้จะสามารถสลัดให้หลุดได้แต่ก็ไม่เร็วพอที่จะหลบโดมน้ำที่โผล่ขึ้นมาครอบร่างในเวลาใกล้เคียงกัน

    “รีบไป เร็ว”

    คาริเอ็นกล่าวเสียงเครียดพร้อมกับสะบัดไม้เท้าชี้ไปทางหนึ่งโดมน้ำที่ภายในบรรจุร่างเอเลนเอาไว้พุ่งหายไปอีกทาง คาริเอ็นกระตุ้นโกลด์ไวร์เวิร์นให้รีบตามไปเปิดโอกาสให้พวกโจรหิ้วปีกรองหัวหน้าทั้งสองถอยกลับไปได้ในที่สุด

    เอเลนที่ตกอยู่ในโดมน้ำไม่อาจออกมาได้ทันทีเนื่องจากเกราะวารีถึงจะเป็นเวทมนต์ระดับต่ำแต่คาริเอ็นก็ฝึกมันไปจนถึงระดับสูงสุดทำให้สามารถเปลี่ยนจากเวทมนต้องกันเป็นเวทมนต์สำหรับกักขังด้วยการพลิกการป้องกันจากภายนอกเป็นภายในทำให้เอเลนต้องเสียเลาในการทำลายมันออกมา

    ตอนนั้นเองคาริเอ็นก็ตามมาถึงเขาร่ายเวทย์ออกมาชุดหนึ่งส่งร่างตัวเองลอยขึ้นไปในท้องฟ้า ก่อนจะปล่อยให้โกลด์ไวร์เวิร์นทำหน้าที่เป็นตัวชน

    “จัดการสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเจ้าซะ”

    กี๊ซซซซ

    โกลด์ไวร์เวิร์นคำรามก้องดวงตาที่เคยสงบนิ่งพลันเปลี่ยนเป็นดุร้ายทันทีที่ได้รับคำสั่งมันก็ห่อหุ้มร่างด้วยพลังสายฟ้าพร้อมกับกระโจนร่างเข้าหาเอเลนนทันที

    เอเลนหรี่ตาลงเขาใช้ความคล่องตัวที่เหนือกว่าพุ่งสวนผ่านช่องว่างพร้อมกับแทงดาบสวน คมดาบปะทะกับผิวหนังหนาๆจนเกิดประกายไฟ เลขค่าความเสียหายอันน้อยนิดปรากฏขึ้นเอเลนรีบใช้ทักษะตรวจสอบค่าสถานะของโกลด์ไวร์เวิร์นและคาริเอ็น

    โกลด์ไวร์เวิร์น

    เลเวล 150

    พลังชีวิต 1,218,000 / 1,218,000

    มานา 463,010 / 463,010

    พละกำลัง 3170

    ความว่องไว 1810

    สติปัญญา 2507

    ความอดทน 4000

     

    ชื่อ คาริเอ็น บอร์นดาร์ต

    เลเวล 130

    พลังชีวิต 49200 / 49200

    มานา 130,000 / 130,000

    คลาส มหาจอมเวทย์(A)

    ฉายา แม่ทัพอาณาจักร, ราชาแห่งปัญญา

    พละกำลัง 1401

    ความว่องไว 1200

    สติปัญญา 4630

    ความอดทน 2084

    โชค 7

    ทักษะติดตัวที่ครอบครอง 17 ชนิด

    ทักษะเรียกใช้ที่ครอบครอง 83 ชนิด

    ถ้าหากไม่นับเรื่องพลังชีวิตที่มีมากจนเข้าขั้นโกง ทั้งสองก็เป็นศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมาทั้งสองเป็นส่วนผสมที่บัดซบที่สุดเท่าที่เอเลนเคยพบมาคนหนึ่งก็มีพลังเวทย์มากจนน่าเกลียดส่วนอีกตัวก็อึดราวกับกำแพงเมือง จอมเวทย์จะกลายเป็นตัวตลกทันทีเมื่อต่อสู้คนเดียวจะมีจอมเวทย์อยู่น้อยคนมากนักที่สามารถรับมือนักสู้ระยะประชิดได้ตามลำพัง

    แต่หากจอมเวทย์คนนั้นมีไวร์เวิร์นเป็นสัตว์เลี้ยงก็จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งในทันทีเพราะไวร์เวิร์นมีศักยภาพมากพอจะพัวพันเอเลนไว้ได้นานพอที่คาริเอ็นจะร่ายเวทมนต์ระดับสูง เอเลนไม่มีเวลามากพอจะมาเสียให้กับมอนสเตอร์ตัวนึง

    “จัดการซะ”

    ไวเท่าความคิดภูติระดับกลางทั้งสามผุดออกมาจากความว่างเปล่า เปลวไฟ สายลม และธรณีสามสายกระแทกเข้ากับหนังหน้าๆของโกลด์ไวร์เวิร์นจนมันร้องเสียงหลง ผิวหนังเกิดรอยไหม้พร้อมส่งร่างขนากมหึมากระเด็นไปอีกทาง เมื่อไม่มีอะไรขวางเอเลนจึงเปลี่ยนอาวุธเป็นหอกสีขาวบริสุทธิ์ก่อนจะถีบร่างเข้าหาชายชราที่บินอยู่ท้องฟ้า

     

    **************************************************

    แวะเอาตอนใหม่มาส่งครับ

    ช่วงบ่นท้ายตอน

    สัปดาห์ที่ผ่านมางานยุ่งมากบวกกับนอยด์ๆเพราะถูกเพื่อนร่วมงานแทงข้างหลัง(ไม่ใช่แทงข้างหลังในลักษณะชายชายหรืออะไรแบบนั้น) รสชาติชีวิตช่วงนี้ถือว่าขมกว่ากาแฟที่ดื่มทุกวันพอสมควร พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อ(ฮา) งานที่บอกว่าเป็นสีเทารับผิดชอบหลายคนกลายเป็นว่าทุกความผิดมาลงที่ผมซะงั้น

    ช่วงนี้ก็เลยต้องระมัดระวังตัว อาจจะไม่ถี่เท่าเมื่อก่อนแต่จะพยายามมาให้ได้ทุกสัปดาห์ครับ

    Zero Times