จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 195 สิ้นสุดและสิ่งที่ได้รับ

                “สิบก้าว... อีกเพียงสิบก้าว! หากจะให้ยอมแพ้ตรงนี้ข้าไม่ยอมอย่างเด็ดขาด!!”

                ไป๋หยุนเฟยคำรามในใจด้วยความพลุ่งพล่านมันระเบิดพลังวิญญาณราวคลุ้มคลั่งโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดกับขาทั้งสองข้าง จากนั้นจึงยกขาขวาขึ้นแล้วก้าวออกไปอย่างหนักหน่วง!

                “ไม่สามารถเป็นศิษย์สายตรงวัตถุวิญญาณชั้นปฐพีระดับสูงก็ไขว่คว้ามาไม่ได้แต่ปลอกแขนนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องได้มา!” มุมปากของมันยามนี้ปรากฏโลหิตหลั่งไหลออกมาไป๋หยุนเฟยคำรามในลำคอพร้อมกับก้าวไปข้างหน้าอีกสามก้าว!

                อากาศรอบกายมันเริ่มร้อนระอุขึ้นกระทั่งเหงื่อที่หลั่งออกมาก็พลันระเหยกลายเป็นไอในพริบตาดวงตาไป๋หยุนเฟยยามนี้ฉายชัดด้วยความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว

                “จะหยุดอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรจะหยุดอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยินยอม!!” ไป๋หยุนเฟยตะเบ็งเสียงคำรามอย่างคลุ้มคลั่งในใจแต่เวลายิ่งผ่านไปความรับรู้ของมันก็ยิ่งพร่าเลือนราวกับว่ามันพร้อมจะล้มลงกับพื้นได้ทุกเมื่อ

                “อ๊าก!!” เสียงคำรามในลำคอเล็ดรอดออกจากปากไป๋หยุนเฟยพลังวิญญาณระเบิดออกอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นวังวนหมุนอยู่รอบกาย เพียงพริบตาเดียวพลังธาตุไฟก็ลุกท่วมอยู่ไปทั้งร่าง

                “ตึง! ตึง!ตึง! ตึง...”เสียงเท้ากระแทกพื้นหนักหน่วงดังติดต่อกัน จากนั้นมือที่มีเปลวไฟลุกท่วมก็ยื่นออกไปคว้าใส่ปลอกแขนสีทองเข้มฝ่ามือข้างนั้นจับปลอกแขนเอาไว้อย่างแนบแน่น

                …………

                .........

                ยามรุ่งอรุณสายลมเย็นโชยพัด สายฝนเพิ่งซาลงได้ไม่นาน ท้องฟ้ายังคงมืดสลัวเมฆหมอกกระจายอยู่เบาบาง

                บนก้อนหินใหญ่ซึ่งตั้งอยู่เหนือหน้าผาห่างจากตึกที่พักออกไปราวห้าร้อยวาเงาร่างของคนผู้หนึ่งนั่งโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพังมันคล้ายกับกำลังเหม่อลอยมองดูท้องฟ้า

                ที่แท้ก็เป็นไป๋หยุนเฟย

                ……

                เหม่อลอยอยู่ราวชั่วก้านธูปในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เบาจนแทบไม่อาจได้ยิน มันรั้งสายตากลับมาพร้อมกับใช้มือขวาลูบคลำแขนซ้ายซึ่งสวมปลอกแขนสีทองเข้มเอาไว้ราวกับมีความในใจ

              “ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับกลาง”

              “ระดับการอัพเกรด: +10”

              “พลังป้องกัน: 890”

              “พลังป้องกันเพิ่มเติม: 478”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ+10: ขณะป้องกัน มีโอกาส 15%ที่จะสะท้อนความความเสียหายได้ 30% พลังที่สะท้อนที่กลับไปจะไม่เกินพลังป้องกันของอุปกรณ์ชิ้นนี้ผลกระทบนี้ไม่สามารถใช้กับอาวุธโจมตีระยะไกลได้”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 91 แต้ม”

                มุมปากของไป๋หยุนเฟยเผยให้เห็นรอยยิ้มอันพอใจเจือความผิดหวังอารมณ์ของมันยามนี้กำลังว้าวุ่นสับสน ---นี่ถือว่าเป็นรางวัลที่ดีที่สุดซึ่งได้รับมาจากการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ในครั้งนี้แล้ว

                สุดท้ายมันก็ไปหยุดอยู่ที่ระยะหนึ่งพันแปดร้อยห้าสิบวาแม้แต่วัตถุวิญญาณชั้นปฐพีระดับสูงก็ไม่ได้มา

                และวันนี้ก็เป็นวันที่สามหลังจากการทดสอบจบสิ้นลง

                ภาพการทดสอบในช่วงสุดท้ายนั้นยามนี้แม้แต่มันเองก็จำได้อย่างเลือนราง ไป๋หยุนเฟยจำได้เพียงการดิ้นรนครั้งสุดท้ายที่มันระเบิดพลังวิญญาณออกมาก่อนจะหมดสติไปพอฟื้นตื่นขึ้นมาก็เป็นยามสนธยาของวันถัดไปแล้ว ---มันกลับหมดสติไปถึงสองวันหนึ่งคืน

                สำหรับผลการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์นั้น--- ศิษย์สายในทั้งยี่สิบแปดคนมีห้าคนจบลงก่อนถึงหนึ่งพันห้าร้อยวา สิบเจ็ดคนจบลงก่อนถึงสองพันวาสี่คนจบลงก่อนถึงสองพันห้าร้อยวาส่วนผู้ที่ผ่านระยะสองพันห้าร้อยวามีอยู่ด้วยกันสองคน!!

                มีสองคนที่ได้เป็นศิษย์สายตรงนั่นก็คือ เย่จือชิวกับเด็กชายนามว่าเถียนอวี่หาง

                หากไล่ตามลำดับแล้วไป๋หยุนเฟยก็อยู่ราวอันดับแปดอันดับเก้า

                หลังจากการทดสอบในวันนั้นสิ้นสุดลงทั้งหมดก็ถูกพากลับมาที่นี่ รอคอยที่จะไปยังโถงใหญ่สำนักช่างประดิษฐ์ในวันพรุ่งนี้เพื่อรับการพิจารณาว่าผู้ใดจะต้องไปอยู่ที่ยอดเขาใด

                สำนักช่างประดิษฐ์แบ่งออกเป็นเหนือใต้ออกตกสี่ยอดเขาผู้อาวุโสใหญ่ไม่เคยรับศิษย์ เป็นผู้ดูแลยอดเขาอุดรอันเป็นเขตหวงห้ามศิษย์ในสำนักจะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเท่านั้นผู้อาวุโสที่สามดูแลยอดเขาบูรพาซึ่งเป็นเขตที่พักของศิษย์สตรียอดเขาทักษิณอยู่ภายใต้การดูแลของผู้อาวุโสที่สอง ยอดเขาประจิมแม้จะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้อาวุโสที่สี่แต่ผู้อาวุโสที่สี่กลับไม่รับศิษย์สายตรงและไม่เคยชี้แนะศิษย์มาก่อน และยอดเขาประจิมแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่พักของเหล่าศิษย์แล้วยังเป็นที่พำนักของเจ้าสำนักอีกด้วย ---ศิษย์ในสำนักจะไม่แบ่งว่าเป็นสายนอกหรือสายในทั้งหมดจะแยกย้ายกันพักตามยอดเขาทั้งสามคือบูรพา ทักษิณและประจิม

                แน่นอนไม่ว่าจะอยู่ที่ยอดเขาไหนก็จะไม่มีแบ่งสูงหรือต่ำที่แบ่งออกก็เพื่อง่ายต่อการดูแลเท่านั้น

                หลังจากไป๋หยุนเฟยฟื้นขึ้นมาเมื่อคืนก่อนก็ได้ม่อเสี่ยวเซียนที่คอยอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้ทราบหลังจากฟังจบมันก็ล้มตัวลงพักผ่อนต่อ กระทั่งเช้าวันนี้เมื่อหายเป็นปกติจึงลงมืออัพเกรดวัตถุวิญญาณที่ได้รับจากการทดสอบที่ผ่านมาแต่ด้วยยังรู้สึกผิดหวังและคับข้องใจจึงแยกตัวออกมารับลมเพียงลำพัง

                สำหรับเรื่องราวของสำนักช่างประดิษฐ์ซึ่งเฝ้าใฝ่ฝันที่จะเข้าเป็นศิษย์นี้ก่อนหน้านี้มันไม่เคยทราบมาก่อนว่ายังมีแบ่งเป็นศิษย์สายนอก สายในและสายตรงอยู่อีกดังนั้นไป๋หยุนเฟยจึงไม่ได้ใส่ใจมากเท่าใดนักแต่เมื่อได้ทราบว่าผู้ที่ได้เป็นศิษย์สายตรงคือเย่จือชิวและเด็กชายผู้นั้น จึงค่อยตระหนักได้ว่าพรสวรรค์ตนเองไม่เทียบเท่ากับผู้อื่นในใจมันก็บังเกิดความไม่ยินยอมทั้งยังรู้สึกคับข้องยากจะอธิบาย

                ที่จริงแล้วการที่สามารถเข้าเป็นศิษย์สายในของสำนักช่างประดิษฐ์นั้นในสายตาคนภายนอกแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากและนับได้ว่าเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นเกินคนทั่วไปแล้วจะว่าไปแล้วทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะไป๋หยุนเฟยหมกมุ่นต่อการ‘เปรียบเทียบ’กับผู้อื่นมากเกินไปนั่นเอง

                ……

                ไป๋หยุนเฟยลูบปลอกแขนสีทองเข้มบนแขนซ้ายก่อนจะจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดอีกครั้งสุดท้ายก็หลับตาลงพร้อมกับถอนหายใจยาวเหยียด ยามที่ลืมตาขึ้น แววตาผิดหวังท้อแท้ก็ถูกแทนที่ด้วยแววตาอันแน่วแน่และเชื่อมั่นที่กลับคืนมาอีกครั้ง

                “ต่อให้พรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ไม่ถึงขั้นแล้วอย่างไรก็ไม่ได้หมายความว่าจะล้มเหลวไปเสียทุกอย่างพรสวรรค์การฝึกปรือของข้าไม่โดดเด่นแต่ก็ยังสามารถพัฒนาได้รวดเร็วสิ่งที่คนอื่นมีข้าอาจไม่ดีเท่า แต่สิ่งที่ข้ามีพวกมันกลับไม่มี!!”

                “ไม่ได้วัตถุวิญญาณชั้นปฐพีระดับสูงมาแล้วอย่างไรปลอกแขนชั้นปฐพีระดับกลางที่ข้าได้มา ยามนี้ก็เทียบเท่ากับชั้นปฐพีระดับสูงได้แล้ว!”

                “ไม่สามารถเป็นศิษย์สายตรงแล้วจะเป็นไรศิษย์สายในก็ยังสามารถเรียนรู้วิชาหลอมประดิษฐ์ได้เช่นกันขอเพียงศึกษาจนสำเร็จและนำมาผสานกับกระบวนการอัพเกรดที่ข้ามีเชื่อว่าอย่างไรก็เหนือกว่าพวกนั้นได้!”

                ไป๋หยุนเฟยจับจ้องไปที่ปลอกแขนจากนั้นมุมปากมันก็เผยรอยยิ้มออกมา ยังดีที่มันปลงตกต่อเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วจึงสามารถหลุดพ้นจากเงามืดแห่งความผิดหวังออกมาได้ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดขึ้นก่อนจะกล่าวกับตนเอง “ในเมื่อผลกระทบเพิ่มเติมของเจ้าคือสะท้อนความเสียหายจากการโจมตีของศัตรูถ้าเช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่า ‘ปลอกแขนคืนสนอง’!”

                จากนั้นจึงพลิกมือขวาแล้วมีดสั้นที่ดูธรรมดาเล่มหนึ่งก็ปรากฏในมือ

              “ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”

              “ระดับการอัพเกรด: +10”

              “พลังโจมตี: 761”

              “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 365”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ+10:  เมื่อโจมตีมีโอกาส 12% ที่จะทำให้เป้าหมายเลือดไหลไม่หยุดเป็นเวลา60 วินาที”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 87 แต้ม”

                ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย“ผลกระทบทำให้โลหิตไหลไม่หยุดหากไม่อาจทำให้อีกฝ่ายเกิดบาดแผล ก็หมดโอกาสที่จะกระตุ้นผลกระทบนี้ให้เกิดขึ้น...”

                ผลกระทบเพิ่มเติมเช่นวิงเวียน ตาบอด หรือกระแทกถอยหลังเหล่านี้ ขอเพียงจู่โจมถูกฝ่ายตรงข้ามหรือแม้แต่ฝ่ายตรงข้ามป้องกันเอาไว้ก็ยังสามารถกระตุ้นให้บังเกิดขึ้นได้แต่ว่าผลกระทบเช่นโลหิตไหลไม่หยุดหรือบาดแผลฟื้นฟูช้าลงกลับจำเป็นจะต้องทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บก่อนจึงจะมีโอกาสกระตุ้นผลกระทบเพิ่มเติมให้บังเกิดขึ้นได้

                การทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ในครั้งนี้นอกจากจะได้รับวัตถุวิญญาณชั้นปฐพีมาสองชิ้นไป๋หยุนเฟยยังได้รับกระบี่ยาวชั้นมนุษย์ระดับสูง เกราะอ่อนชั้นมนุษย์ระดับกลางและมีดสั้นชั้นมนุษย์ระดับต่ำมาอีกด้วยเพียงแต่หลังจากอัพเกรดแล้วผลกระทบเพิ่มเติมกลับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าใดนัก

                ยามนั้นมีเสียงคนเดินเข้ามาจากด้านหลัง ไป๋หยุนเฟยจึงเก็บมีดสั้นก่อนจะหันไปมอง แล้วมันก็ต้องประหลาดใจ