เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    บทที่ 23 : [ภาค2] แสงอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง และศาสตร์แห่งเทวโองการ

     [กาลเวลาที่ผันผ่าน: หมู่บ้านที่เริ่มขยับเขยื้อน] 

    เวลาผันผ่านไปหลายเดือนนับจากโศกนาฏกรรมที่ Ralph's Glass Field (ทุ่งแก้วแห่งราล์ฟ) กลิ่นอายแห่งความโศกเศร้าที่เคยปกคลุมหมู่บ้านดอนตะวันพราวเริ่มจางหายไปตามสายลมเหมันต์ที่พัดผ่าน ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นคลื่นแห่งความตื่นตัวอย่างประหลาด เมื่อ "ไค" เด็กชายวัย 7 ขวบ ผู้มีดวงตาสุขุมเกินวัยและถูกขนานนามในหมู่ชาวบ้านอย่างลับๆ ว่าเป็น 'บุตรแห่งเทวโองการ' เริ่มลงมือปรับเปลี่ยนโครงสร้างรากฐานของหมู่บ้านด้วยภูมิปัญญาที่ไม่มีใครเคยพบเห็น

    ภายใต้แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงกระทบยอดหญ้า ไคยืนตระหง่านอยู่บนคันดินขนาดเล็ก ร่างกายที่เริ่มยืดหยุ่นตามวัยสวมใส่ชุดผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีตุ่นที่ น้ามาเรีย ภรรยาของบารอนตั้งใจทอและตัดเย็บให้เป็นพิเศษเพื่อตอบแทนที่เขาช่วยกลุ่มเด็กๆ ในหมู่บ้านไว้ ในมือเล็กๆ นั้นไม่ได้ถือกระดานชนวนอีกต่อไป แต่มันคือ “กระดาษคราฟท์” แผ่นหนาที่ ไค เพิ่งผลิตชุดแรกออกมาสำเร็จ กับแท่งถ่านไม้ที่ใช้ขีดเขียนแทนปากกา และกำลังก้มหน้าจดบันทึกค่าที่ได้จากการสำรวจที่เต็มไปด้วยตัวเลขและสัญลักษณ์ประหลาด

    เขากำลังจดบันทึกค่า "pH ของดิน" (ความเป็นกรด-ด่าง) ซึ่งเขาอาศัยการสังเกตจากชนิดของวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมและการทดสอบเบื้องต้นด้วยน้ำคั้นจากดอกไม้สีน้ำเงินอมม่วงบางชนิดที่มีสมบัติคล้าย กระดาษลิตมัส ในโลกเก่า เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน

    และเขาเริ่มวาดวงกลมสี่วงที่เชื่อมโยงกันเป็นวัฏจักรอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เซนขมวดคิ้วจ้องมองตามรอยเส้นเหล่านั้นอย่างตั้งใจ ขณะที่ลูกชายวัย 7 ขวบเริ่มร่ายยาวถึงแผนการที่คนทั่วไปในเอเธลเรียอาจมองว่ายุ่งยากซับซ้อน แต่สำหรับวิญญาณนักวิจัยที่อยู่ในร่างเด็กคนนี้ มันคือสูตรสำเร็จของความมั่งคั่งที่พิสูจน์ได้ด้วยหลักการ

    “พ่อครับ ดินแต่ละตารางนิ้วมีความ 'ต้องการ' ไม่เหมือนกัน” ไคอธิบายเสียงเรียบพลางชี้ไปที่ภาพจำลองทุ่งนา 

    “ถ้าเราปลูก ข้าวสาลี หรือ ข้าวบาร์เลย์ ซ้ำๆ ในที่เดิมทุกปี พวกมันจะดึงธาตุอาหารที่ใช้สร้างลำต้นให้แข็งแรงออกไปจนหมดดินจนดินล้า แต่ถ้าเราสลับที่ให้พวกมันแบบนี้...”

    เด็กชายขีดเส้นโยงไปยังวงกลมถัดไปอย่างคล่องแคล่ว

    “เราจะใช้ ถั่วปากอ้า หรือ ถั่วเหลือง มาลงแทนในฤดูกาลถัดไปครับ เพราะพืชตระกูลถั่วเหล่านี้มีความสามารถพิเศษ ท่านสาวกเทพสอนผมว่า รากของพวกมันสามารถดึงเอา 'มานาจากอากาศ' (ไนโตรเจน) ลงมาฝังไว้ในดินได้โดยตรง มันคือการเติมพลังคืนให้แผ่นดินโดยที่เราไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย”

    ไคขยับแท่งถ่านวาดรูปหัวพืชใต้ดินลงในวงกลมที่สาม

    “ส่วนพื้นที่ถัดไป เราจะปลูก มันฝรั่ง หรือพืชตระกูล พืชหัว ครับ เพราะการขยายตัวของหัวมันใต้ดินจะช่วยพรวนดินให้ร่วนซุยไปในตัว และพวกมันดึงสารอาหารคนละชุดกับข้าวสาลี ทำให้ดินจุดนั้นได้พักฟื้นจากภาระหนักที่แบกรับมาตลอดปี”

    ไคยังถมข้อมูลต่อไปถึงการจัดการทรัพยากรส่วนเกิน เขาแนะนำการแบ่งโซนปลูก เมล็ดเฟลกซ์ เพื่อใช้เส้นใยทอผ้า และการปลูกต้น มะกอก ไว้ตามแนวขอบรั้วเพื่อเก็บเกี่ยวน้ำมันมาใช้สอย

    “และที่สำคัญที่สุดนะพ่อ... การปลูก ผักกินใบ สลับกับพืชตระกูล ถั่ว จะทำให้แมลงที่เคยจ้องจะกัดกินข้าวสาลีของพ่อเกิดอาการ 'สับสน' จนพวกมันไม่สามารถตั้งถิ่นฐานหรือขยายพันธุ์ได้นานพอจะทำลายผลผลิตของเราได้”

    ไคเงยหน้ามองพ่อที่บัดนี้เริ่มอ้าปากค้างกับข้อมูลมหาศาลที่ถูกพ่นออกมาจากปากเด็ก 7 ขวบ

    “สรุปง่ายๆ นะครับพ่อ ปีแรกแปลงนี้ปลูกข้าว ปีที่สองปลูกถั่วเพื่อเติมพลัง ปีที่สามปลูกมันฝรั่งเพื่อพรวนดิน ปีที่สี่ปลูกผักหมุนเวียน แล้วเราค่อยวนกลับมาปลูกข้าวสาลีใหม่ในวันที่ดินพร้อมที่สุด ผลผลิตที่ได้จะมากกว่าเดิมหลายเท่า และเราจะมีทั้งอาหาร แป้ง น้ำมัน และเส้นใยทอผ้าครบถ้วน โดยไม่ต้องรอพึ่งโชคชะตาจากฝนฟ้าเลยครับ”

    เซนมองดูแผนผังวงกลมที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบบนกระดาษคราฟท์ พลางอุทานออกมาด้วยความทึ่งสุดขีด

    “นี่มันไม่ใช่แค่การปลูกผักแล้วไค... นี่มันคือการวางแผนการรบกับพื้นดินชัดๆ!”

    ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งสงบของเด็กชาย ไคลอบยิ้มในใจอย่างพอใจ ใช่แล้ว... สำหรับเขา นี่คือยุทธศาสตร์การกินดีอยู่ดีที่จะเปลี่ยนดอนตะวันพราวให้กลายเป็นป้อมปราการที่มั่นคงที่สุดก่อนที่พายุแห่งสงครามจะพัดหวนกลับมาอีกครั้ง

    [ปฏิวัติเกษตรกรรม: จากหยาดเหงื่อสู่ความอุดมสมบูรณ์]

    จากเดิมที่ชาวบ้านเคยมองว่าขยะอาหารและมูลสัตว์คือสิ่งปฏิกูลไร้ค่าที่ต้องขนไปทิ้งชายป่าให้พ้นหูพ้นตา ทัศนคติเหล่านั้นก็ถูกเด็กชายวัย 7 ขวบสั่นคลอนจนหมดสิ้น ไคสอนให้พวกเขาขุดหลุมขนาดใหญ่ในตำแหน่งที่แสงแดดส่องถึงพอเหมาะ เขาไม่ได้แค่ให้โยนของทิ้งลงไป แต่ให้ “เรียงชั้น” อย่างประณีต

    “สลับชั้นระหว่างใบไม้แห้ง เศษอาหาร และมูลสัตว์นะครับ... เหมือนเราทำขนมชั้นให้ดินกิน” ไคอธิบายด้วยรอยยิ้มขณะที่ชาวบ้านกำลังช่วยกันรดน้ำให้ชุ่มพอประมาณ

    ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการกลบหลุม ไคก็ก้าวออกมายืนข้างกองปุ๋ยหมัก เขาหลับตาลงช้าๆ เริ่มทำการรวบรวมละอองมานาในอากาศรอบตัวให้ไหลมารวมกันที่ปลายนิ้ว เด็กชายใช้สมาธิระดับสูงนึกถึงภาพ ตารางธาตุ ในสมองที่ฝังรากลึกมาจากโลกเก่า เขาคำนวณสัดส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่พืชต้องการอย่างแม่นยำ ทั้ง ไนโตรเจน (N) เพื่อเร่งใบเขียวขจี ฟอสฟอรัส (P) เพื่อรากที่แข็งแกร่ง และ โพแทสเซียม (K) เพื่อสร้างผลผลิตที่อวบอิ่ม

    ไคเริ่มกระบวนการ ควบแน่น (Condensation) มานาที่ไหลเวียนอยู่ บีบอัดอนุภาคพลังงานให้หนาแน่นจนกลายเป็นละอองแสงสีขาวนวลที่บรรจุโครงสร้างธาตุอาหารหลักเอาไว้ ก่อนจะโปรยละอองเหล่านั้นลงไปในหลุมปุ๋ยราวกับหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา

    ไม่นานนัก สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อกลิ่นฉุนอ่อนๆ และ “ไอความร้อน” เริ่มลอยกรุ่นขึ้นมาจากหลุมปุ๋ยแม้อยู่ในอากาศเย็น ไคอธิบายให้บอร์นฟังอย่างง่ายๆ ว่าข้างใต้กองขยะเหล่านั้นมี “ทหารจิ๋วที่มองไม่เห็น” กำลังช่วยกันย่อยเศษไม้เศษหญ้าให้กลายเป็นอาหารอันโอชะของพืช

    “ไอความร้อนพวกนี้คือสัญญาณว่าพวกเขากำลังทำงานกันอย่างหนักครับลุง”

    ผลลัพธ์ที่ได้คือดินสีดำสนิทที่ร่วนซุยและมีพลังชีวิตเข้มข้นยิ่งกว่าดินในป่าลึก เมื่อชาวบ้านนำดินนี้ไปโรยในนาข้าวหรือแปลงผัก ต้นพืชที่เคยแกร็นก็พลันเติบโตพุ่งพรวดเขียวชอุ่มราวกับได้รับพรจากเทพเจ้าผู้สร้างโดยตรง บอร์นที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตื้นตัน 

    “นี่มัน... ปาฏิหาริย์ชัดๆ ไค เจ้าคือผู้นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ดอนตะวันพราวแท้ๆ”

    ไม่เพียงแต่เรื่องดิน ไคยังเปลี่ยน “ผนังบ้านไม้” ที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นแหล่งอาหาร เขาให้ชาวบ้านผ่าซีกปล้องไม้ไผ่ขนาดใหญ่ แล้วนำมาแขวนเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ เลาะไปตามข้างฝาบ้านคล้ายน้ำตกที่หยุดนิ่ง

    “นี่เรียกว่า สวนแนวตั้ง ครับ” ไคอธิบายพลางชี้ให้เห็นว่า เมื่อเรารดน้ำจากชั้นบนสุด น้ำจะค่อยๆ ไหลผ่านรูระบายลงสู่ชั้นถัดไปจนถึงชั้นล่างสุด ไม่เสียน้ำเปล่าไปกับพื้นดินแม้แต่หยดเดียว ผักและสมุนไพรใบเขียวชอุ่มที่ชูคอแตกช่อออกมาจากลำไม้ไผ่ กลายเป็นภาพที่ทำให้บอร์นถึงกับลูบคางด้วยความทึ่ง “ประหยัดเนื้อที่ แถมยังดูสวยงามอย่างกับงานศิลปะเลยนะเนี่ย”

    ทว่าสิ่งที่น่าตื่นตาที่สุดกลับอยู่ริมห้วยน้ำตกหลังหมู่บ้าน เสียงเลื่อยไม้และค้อนดังกึกก้องสอดประสานกับเสียงน้ำไหล บารอนและกลุ่มช่างไม้กำลังประกอบโครงสร้างไม้ขนาดมหึมาที่ไคเรียกว่า “กังหันน้ำยกตัว” (Undershot Waterwheel) มันไม่ใช่แค่กังหันที่หมุนตามแรงน้ำทื่อๆ แต่ไคคำนวณให้ใบพัดไม้แต่ละใบถูก “เอียง” ทำมุมอย่างแม่นยำตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อให้รับแรงปะทะจากสายน้ำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด ทุกครั้งที่มันหมุนครบรอบ กระบอกไม้ไผ่ที่ติดอยู่รอบกังหันจะตักน้ำขึ้นมาแล้วเทลงสู่รางน้ำที่พาดสูงเหนือหัว ส่งน้ำให้ไหลไปตามแรงโน้มถ่วงเข้าสู่หมู่บ้านโดยที่ชาวบ้านไม่ต้องแบกถังน้ำให้ปวดหลังอีกต่อไป

    แต่สำหรับไค นี่เป็นเพียง "โมเดลต้นแบบ" เท่านั้น สายตาของเด็กชายวัย 7 ขวบทอดมองไปตามแนวลำธารพลางขีดเขียนแผนผังลงบนกระดาษคราฟท์ในมือ

    “ลุงบารอนครับ เราจะไม่สร้างแค่ตัวเดียว” ไคเอ่ยพลางชี้ไปตามจุดยุทธศาสตร์ของลำน้ำ 

    “ผมวางแผนจะติดตั้งกังหันแบบนี้เรียงต่อกันเป็นทอดๆ เพื่อสร้าง ระบบโรงงานแปรรูป (Early Industrial System) แรงหมุนจากสายน้ำจะถูกส่งผ่านเพลาไม้และชุดฟันเฟืองที่ซับซ้อน ไปขับเคลื่อนทั้งหินโม่แป้งขนาดยักษ์ เครื่องบีบคั้นน้ำมันจากธัญพืช และเครื่องปั่นเส้นใยจากเมล็ดเฟลกซ์ เราจะเปลี่ยนจากการพึ่งพาแรงคน มาเป็นการใช้พลังงานธรรมชาติที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง”

    บารอนจ้องมองแผนผังเหล่านั้นด้วยความทึ่ง แผนของไคจะทำให้หมู่บ้านดอนตะวันพราวกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีกำลังมหาศาลเกินกว่าที่หมู่บ้านเล็กๆ จะจินตนาการได้

    ไคยังอธิบายต่อถึง ระบบชลประทาน (Irrigation System) ที่เขาออกแบบไว้ น้ำที่ถูกยกขึ้นมาจะไม่ได้ไหลไปทิ้งขว้าง แต่จะถูกส่งผ่านเครือข่ายรางไม้ไผ่และร่องดินที่ขุดไว้อย่างเป็นระบบ กระจายไปสู่ทุกครัวเรือน ทุกแปลงนา สวน และไร่ เพื่อให้มั่นใจว่าพืชหมุนเวียนทุกต้นจะมีน้ำใช้อย่างทั่วถึงแม้ในยามหน้าแล้ง

    “และในอนาคต เมื่อเราเสริมกำแพงเมืองเสร็จ ผมจะออกแบบระบบระบายน้ำใต้ดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังด้วยครับ เราจะควบคุมน้ำให้เป็นมิตรกับเรา ไม่ใช่ปล่อยให้มันทำลายเรา”

    ปลายทางของรางน้ำต้นแบบในตอนนี้คือ “โรงเรือนปลูกพืช” สถาปัตยกรรมที่ดูแปลกประหลาดที่สุดในสายตาคนของเอเธลเรีย มันถูกสร้างจากโครงไม้ไผ่โค้งมนสลับไขว้กันอย่างมั่นคง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างคือ “วัสดุมุงหลังคา”

    ไคไม่ได้ใช้หญ้าคาหรือกระเบื้องดินเผา แต่เขานำ “เกล็ดปลาช่อนยักษ์” มอนสเตอร์ที่เซนและกัลป์ล่ามาจากทะเลสาบใกล้หมู่บ้านมาล้างจนสะอาดและตากจนแห้งสนิท เกล็ดที่เรียงซ้อนกันระยิบระยับเหล่านั้นมีคุณสมบัติพิเศษคือมัน “ยอมให้แสงแดดลอดผ่าน” แต่กลับกักเก็บความร้อนไว้ภายในได้อย่างยอดเยี่ยมคล้ายกระจกในโลกเก่า

    ภายในโรงเรือนนั้นอากาศอบอุ่นและนิ่งสงบผิดกับลมหนาวที่พัดอยู่ภายนอก ไคอาศัยความลับนี้ในการปลูกพืชที่ไม่ควรจะโตได้ในฤดูกาลนั้น

    “ต่อไปนี้ต่อให้หิมะจะตกหนักแค่ไหน เราก็จะมีผักสดกินกันตลอดทั้งปีครับ”

    ไคกล่าวท่ามกลางดงพืชเมืองหนาวที่กำลังชูใบเขียวชอุ่มอยู่ภายใต้อาคารเกล็ดปลาที่สะท้อนแสงอาทิตย์ดูระยิบระยับราวกับวังขนาดย่อมๆ ของชาวนา... วังที่สร้างขึ้นจากปัญญาและเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของดอนตะวันพราวไปตลอดกาล

    [สันทนาการและการถนอมอาหาร: จิตวิญญาณของหมู่บ้านที่มั่นคง]

    ที่ใต้ถุนบ้านไม้หลังใหญ่ของผู้ใหญ่บ้านบอร์น บรรยากาศที่เคยใช้เพียงเก็บเครื่องมือเกษตรกลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องเรียนแห่งปัญญาและเสบียง กลิ่นหอมฉุนข้นของเครื่องเทศพื้นเมืองตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ กลุ่มแม่บ้านนำโดย เอลิน และ มาเรีย ต่างกำลังง่วนอยู่กับการจัดการกับกองผลผลิตและเนื้อสัตว์จำนวนมหาศาลตามคำแนะนำของไค

    “ความลับของการมีชีวิตรอดในฤดูหนาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราหาอาหารได้มากแค่ไหน แต่มันอยู่ที่เรา ‘เก็บ’ มันไว้ได้นานเท่าไหร่ต่างหากครับ” ไคกล่าวพลางเดินนำเหล่าแม่บ้านไปที่โรงเรือนหลังเล็กที่สร้างจากไม้สดและดินเหนียว

    ภายในนั้น เนื้อส่วนอกของหมูป่าตัวเขื่องที่ผ่านการหมักเกลือและสมุนไพรถูกแขวนเรียงรายไว้เหนือเตาไฟที่ใช้เพียงฟืนไม้โอ๊คหมาดๆ เพื่อให้เกิดควันหนาทึบ ไคอธิบายว่าไอควันอุ่นๆ นี้จะเข้าไปไล่ความชื้นและสร้างเกราะป้องกันธรรมชาติจากยางไม้หอม ทำให้เนื้อไม่เน่าเสียและมีกลิ่นรสที่เย้ายวนใจ 

    [ศาสตร์แห่งการถนอมอาหาร และการกำเนิดเซรามิกสีน้ำนม]

    ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของโรงเรือน น้ามาเรีย กำลังง่วนอยู่กับการต้มผักและผลไม้ป่าในน้ำปรุงรสเข้มข้น กลิ่นหอมเปรี้ยวหวานของน้ำส้มสายชูหมักและเกลือสมุทรโชยฟุ้งไปทั่วบริเวณ เธอค่อยๆ บรรจุวัตถุดิบสีสันสดใสลงใน ไหดินเผาเคลือบขี้เถ้า ที่ผ่านการลวกน้ำร้อนฆ่าเชื้อจนสะอาดสะอ้าน ผิวสัมผัสของไหที่ดูมันวาวดุจแก้ว ซึ่งเกิดจากเทคนิคการใช้ขี้เถ้าจากเตาหลอมมาผสมเป็นน้ำยาเคลือบ ช่วยปิดรูพรุนของเนื้อดินเหนียวได้อย่างเบ็ดเสร็จ ป้องกันอากาศและความชื้นจากภายนอกไม่ให้ซึมเข้าไปทำลายอาหารข้างในได้เป็นอย่างดี

    “การดองแบบนี้จะหยุดเวลาของอาหารไว้ในไหครับ” ผมชี้ให้น้ามาเรียและเหล่าแม่บ้านดูเลเยอร์ของผักสีสวยที่อัดแน่นอยู่ในน้ำปรุงรส “มันจะช่วยให้เรามีผักกรอบๆ และเนื้อนุ่มๆ กินกันไปตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องรอพึ่งพาโชคชะตาจากการล่าสัตว์ท่ามกลางพายุหิมะที่กำลังจะมาถึง”

    แต่ในระหว่างที่เหล่าแม่บ้านกำลังจัดการเสบียง สายตาของผมกลับเหลือบไปมองกอง กระดูกมอนสเตอร์ ที่เหลือทิ้งจากการชำแหละเนื้อ ผมเริ่มทำการทดลองใหม่ที่ดูจะบ้าคลั่งกว่าเดิมในสายตาช่างปั้นดินเผาประจำหมู่บ้าน

    ผมสั่งให้พวกเขานำกระดูกมอนสเตอร์เหล่านั้นไปเผาในเตาความร้อนสูงจนกลายเป็นสีขาวหม่นและเปราะบาง ก่อนจะนำมาบดจนละเอียดเป็นผงราวกับแป้งฝุ่น

    “ลุงครับ ลองเอาผงกระดูกพวกนี้ผสมลงในเนื้อดินเหนียวดูครับ” ผมเอ่ยพลางยื่นผงขาวละเอียดให้ช่างปั้นผู้ช่ำชอง

    ในโลกเดิมของผมมีสิ่งที่เรียกว่า โบนไชน่า (Bone China) หรือเครื่องปั้นดินเผาเนื้อละเอียดแบบอังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องความขาวนวลและโปร่งแสงจนน่าทึ่ง แต่น่าเสียดายที่ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเซรามิก ผมจำได้เพียง 'คอนเซปต์' คร่าวๆ ว่าต้องใช้เถ้ากระดูกเป็นส่วนประกอบหลัก แต่เรื่องสัดส่วนที่เป๊ะๆ หรือชนิดของกระดูกมอนสเตอร์ที่จะให้ผลดีที่สุดนั้น... ผมมืดแปดด้าน

    “มันจะทำให้เนื้อดินเหนียวที่ดูขุ่นมัว กลายเป็นของที่ขาวสะอาดและแข็งแกร่งอย่างกับหินอ่อนครับ” ผมอธิบายพลางขอร้องให้บรรดาช่างปั้นช่วยทำการทดลอง

    “ไค... ลุงไม่เคยเห็นใครเอาของทิ้งอย่างกระดูกมาทำถ้วย ชามมาก่อนเลยนะ แต่น้ำหนักและสัมผัสของผงพวกนี้มันดูพิเศษจริงๆ” ช่างปั้นกล่าวพลางเริ่มนวดดินผสมผงกระดูกมอนสเตอร์ในอัตราส่วนต่างๆ กัน

    ผมฝากให้พวกเขาช่วยเก็บสถิติและทดลองหา "กระดูก" จากมอนสเตอร์หลายๆ ชนิด รวมถึงเฟ้นหาอัตราส่วนที่ดีที่สุด เพราะหากผมทำสำเร็จ หมู่บ้านดอนตะวันพราวจะไม่ได้มีแค่เสบียงที่มั่นคง แต่มันจะเป็นจุดกำเนิดของเครื่องปั้นดินเผาที่ล้ำค่าที่สุดในจักรวรรดิอาร์คีรัสที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง

    [ปัญญาเหนือกำลัง: ศาสตร์แห่งหมึกอมตะและกระดานกลยุทธ์]

    ในเวลาเดียวกัน ที่ลานกลางหมู่บ้านซึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงวิ่งเล่นไร้จุดหมาย บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงัดที่เปี่ยมไปด้วยสมาธิอันแรงกล้า โวล์ฟ จอร์จ ริน ลูน่า และร็อค รวมถึง ไมโล ไมล่า และเด็กคนอื่นๆ กำลังนั่งล้อมวงจดจ่ออยู่กับวัตถุประหลาดบนโต๊ะไม้ที่ผมประดิษฐ์ขึ้น

    บนโต๊ะนั้นไม่ใช่เศษไม้หรือก้อนหินธรรมดา แต่เป็นแผ่นวัตถุสีนวลตาที่หนาและเหนียวนุ่มยิ่งกว่าหนังสัตว์ มันคือ “กระดาษคราฟท์” ที่ผมสอนให้พวกเขาช่วยกันทำขึ้นมาจากการนำเยื่อเปลือกไม้มาต้มจนเปื่อยยุ่ยในน้ำด่างจากขี้เถ้า จนเส้นใยไม้สลายตัวเป็นของเหลวข้น ก่อนจะเกลี่ยลงบนตะแกรงสานอย่างเบามือและผึ่งแดดจนแห้งสนิท

    “แต่เพียงแค่กระดาษยังไม่พอครับทุกคน...” ผมเอ่ยพลางถือถ้วยดินเผาบรรจุของเหลวสีดำขลับประดุจรัตติกาลเดินเข้ามาหาเพื่อนๆ ที่ลานไม้

    “นี่คือ น้ำหมึกจากเขม่า ผมไปขูดคราบเขม่าดำสนิทจากปล่องควันครัวของพวกน้าๆ และที่สำคัญที่สุดคือเขม่าละเอียดจากเตาเผาเหล็กของลุงบารอนที่ผ่านการเผาไหม้บริสุทธิ์มาบดจนละเอียด แล้วนำมาเคี่ยวรวมกับ เจลาติน ที่ได้จากการเคี่ยวหนังสัตว์และ ยางไม้ เพื่อให้ได้ตัวประสานที่เหนียวแน่นและเงางาม เขม่าพวกนี้คือธาตุคาร์บอนที่ไม่มีวันเน่าเสีย มันจะฝังลึกลงในเส้นใยกระดาษและอยู่คงทนไปนับร้อยปี”

    ผมตวัดพู่กันสลักลวดลายลงบนกระดาษด้วยหมึกเขม่าที่สะท้อนแสงเป็นเงางาม ผมไม่ได้สร้างเพียงเครื่องมือจดบันทึก แต่ผมกำลังส่งต่ออาวุธที่เรียกว่า ‘ปัญญา’ ให้กับหมู่บ้านแห่งนี้

    “จำไว้นะทุกคน... กระดาษและหมึกพวกนี้จะเปลี่ยนให้หมู่บ้านเรากุมอำนาจแห่งปัญญาไว้ในมือ”

    ขณะที่เด็กคนอื่นๆ กำลังแยกไปฝึกสมองกับ โอเทลโล ที่ทำจากไม้แกะสลัก หรือ ไพ่นกกระจอก ที่ผมให้โวล์ฟช่วยแกะสลักขึ้นมาจากกระดูกมอนสเตอร์ขัดมัน ผมกลับต้องมานั่งเผชิญหน้ากับคู่ปรับที่น่าปวดหัวที่สุดอย่าง มินอส สาวน้อยคนแคระผมยุ่งผู้มีใบหน้ามึนงงต่อโลกภายนอกและหลงใหลเพียงอาร์ติแฟกซ์และกลไกซับซ้อน เธอไม่เคยสนใจฟังใครพูดเกินสามประโยค แต่กลับเป็นอัจฉริยะที่เล่นเกมทุกอย่างที่ผมสร้างขึ้นจนชนะเด็กทุกคนขาดลอยจนเริ่มเบื่อ ผมจึงตัดสินใจงัด “ไม้ตายสุดท้าย” ออกมานั่นคือ “เกมโกะ” (Go)

    ‘โกะ... เกมที่เรียบง่ายที่สุดแต่มันลึกซึ้งที่สุดเกมหนึ่งจากโลกเดิมของฉัน’ ผมคิดในใจพลางวางหมากสีดำลงบนจุดตัดของตาราง 19x19 เส้นที่ขีดด้วยหมึกเขม่าบนกระดานไม้

    ‘กฎมีเพียงอย่างเดียวคือการล้อมพื้นที่ แต่มันคือการจำลองสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด การวางหมากหนึ่งตัวอาจส่งผลกระทบต่อทั้งกระดานในอีกร้อยตาข้างหน้า มันคือความสมดุลระหว่างการโจมตีและการป้องกัน การสละส่วนน้อยเพื่อรักษาความมั่นคงส่วนใหญ่’

    ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมต้องขมวดคิ้วคือ มินอสที่ฟังเพียงกฎพื้นฐานแค่ครั้งเดียว กลับสามารถวางหมากโต้กลับผมได้อย่างสูสี ดวงตาที่ดูมึนๆ ของเธอจดจ้องมองกระดานราวกับกำลังมองเห็นฟันเฟืองของเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่กำลังขับเคลื่อนอย่างซับซ้อน

    ‘ยัยนี่... มองเห็น "โครงสร้างของพื้นที่" เหมือนที่เธอมองเห็นกลไกของอาร์ติแฟกซ์งั้นเหรอ?’ ผมเริ่มรู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมตามไรผม การดวลกับมินอสไม่ใช่แค่การเล่นเกม แต่มันคือการปะทะกันของตรรกะระดับสูง รินและเพื่อนคนอื่นๆ หยุดนิ่งและล้อมวงดูการดวลครั้งนี้ ใบหน้าของรินจริงจังราวกับเผชิญหน้ากับกองทัพมอนสเตอร์ เธอเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่ผมสอนไม่ใช่แค่การผ่อนคลาย เมื่อผมเห็นเหล่าเพื่อนๆที่กำลังจ้องดูการดวลของผมอย่างตั้งใจจึงอธิบายหัวใจของเกมเหล่านี้

    “การเล่นเกมพวกนี้จะฝึกให้พวกเธอคิดเป็นระบบ... วิเคราะห์ความเป็นไปได้นับร้อยในเสี้ยววินาที และอ่านใจศัตรูได้เหมือนที่ฉันกำลังทำอยู่ตอนนี้”

    ผมกล่าวทิ้งท้ายด้วยเสียงที่สุขุม ท่ามกลางกลิ่นหอมของเนื้อรมควันที่ลอยมาจากใต้ถุนบ้าน ซึ่งบัดนี้มันเป็นกลิ่นแห่งความหวังและความมั่นคงของหมู่บ้านดอนตะวันพราวอย่างแท้จริง มินอสปัดผมที่ปรกหน้า พลางวางหมากสีขาวลงบนจุดที่ผมคาดไม่ถึง... การดวลครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

    [ป้อมปราการลับ: กำเนิดกำแพงแกร่ง]

    ในด้านยุทธศาสตร์การป้องกันหมู่บ้าน ไคเลือกที่จะ "ซ่อนคม" มากกว่าการโอ้อวด เขาไม่ได้สั่งให้สร้างหอคอยสูงตระหง่านที่อาจสะดุดตาพวกหน่วยสอดแนมของพวกล่าทาสจากระยะไกล แต่เขาแนะให้ผู้ใหญ่บ้านบอร์นหันมาใช้เทคนิค “กำแพงดินอัด” (Rammed Earth) “เราจะไม่ใช้แค่ไม้ซุงครับลุงบอร์น แต่นี่คือการเอาดินเหนียวผสมปูนขาวและทรายมาอัดให้แน่นเป็นชั้นๆ จนแข็งเหมือนหินผา” ไคอธิบายพลางชี้ให้เห็นโครงสร้างภายในที่เขาแอบแทรก “ไส้เหล็กกล้า” และ “ก้อนหิน” ไว้เป็นแกนกลาง

    ที่มาของ ปูนขาว ปริมาณมหาศาลนี้ มาจากการที่ไคใช้ความทรงจำอันเลวร้ายให้เป็นประโยชน์ เขาจำได้ว่าในถ้ำลึกที่เป็นรังเก่าของกัลลัสและพวกก็อบลินซึ่งเขาเคยถูกจับไปขังไว้นั้น ผนังถ้ำและโขดหินส่วนใหญ่เป็น หินปูน (Limestone) คุณภาพดี แม้ประชากรในหมู่บ้านจะยังมีไม่มากพอที่จะทำเหมืองขนาดใหญ่ แต่ด้วยพละกำลังที่เหนือมนุษย์ของชาวบ้านเผ่าสัตว์ป่าและนักรบอย่างเซน การกะเทาะหินปูนออกมาใช้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการสร้างกำแพงจึงไม่ใช่เรื่องยาก

    ไคสอนให้ชาวบ้านสร้างเตาเผาอุณหภูมิสูงเพื่อเผาหินปูนให้กลายเป็น ปูนสุก (Quicklime) ก่อนจะนำมาพรมน้ำให้กลายเป็นปูนขาวเพื่อใช้เป็นตัวประสานชั้นยอด

    “ปูนพวกนี้จะทำหน้าที่เป็นกาวที่แข็งแกร่งกว่ายางไม้ครับ เมื่อมันผสมกับดินเหนียวและทรายที่ถูกอัดด้วยแรงมหาศาล เปลี่ยนคันดินให้กลายเป็นผนังหินที่ไร้รอยต่อ”

    กำแพงไม้เดิมที่ดูทรุดโทรมแม้จะยังคงแข็งแรงอยู่ ถูกเสริมด้านหลังด้วยคันดินอัดผสมปูนขาวจนหนาทึบและลาดเอียงพอให้เดินตรวจการณ์ได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีการขุดคูน้ำดักทางม้าที่ดูเหมือนร่องน้ำธรรมชาติจากป่า แต่แท้จริงแล้วมันถูกพรางไว้อย่างแนบเนียนภายใต้แนวพุ่มไม้หนามอาคมที่ไคแอบนำเมล็ดพันธุ์มาปลูกไว้

    “มันคือกำแพงที่ดูไร้พิษสงจากภายนอก แต่ด้านในคือป้อมปราการที่ทนทานต่อทั้งแรงกระแทกจากอาวุธหนักและมนตราทำลายล้างครับ” ไคกล่าวด้วยแววตามั่นใจ ขณะมองดูแนวกำแพงดินที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบหมู่บ้าน

    [ศาสตราแห่งวิทยาศาสตร์: การจุติของปีศาจพันทบ]

    ที่โรงตีเหล็กของบารอน บรรยากาศภายในนั้นร้อนระอุจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น กลิ่นกำมะถันและเขม่าไฟอบอวลไปทั่วเตาหลอมดินเหนียวที่ถูกเร่งอุณหภูมิด้วยมานาจนเปลวไฟกลายเป็นสีฟ้าครามลุกโชน แสงสว่างนั้นสะท้อนในดวงตาของ บารอน ช่างตีเหล็กผู้ลุ่มหลงในศาสตร์ศาสตรา เขากำลังจ้องมองก้อนเหล็กแดงฉานที่ถูกตีทบครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยจังหวะที่หนักแน่นและแม่นยำ

    “ลุงบารอนครับ... ลุงจำตอนทำ เหล็กดามัสคัส ได้ไหม?” ไคเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงค้อนกระทบทั่ง “เปรี้ยง! เปรี้ยง!” ที่ดังกังวาน “ที่ลุงเอาเหล็กต่างชนิดมาหลอมรวมกันเพื่อให้เกิดลวดลายพริ้วไหวเหมือนสายน้ำ แต่นั่นเป็นเพียงการกระจายความแข็งและความเหนียวให้เฉลี่ยไปทั่วทั้งใบดาบ เพื่อลดจุดด้อยเรื่องการหักเปราะ”

    บารอนหยุดมือชั่วครู่ วางค้อนหนักอึ้งลงพลางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมตามร่องรอยบนใบหน้าที่ผ่านศึกมาโชกโชน “เออ... ดามัสคัสมันคือศาสตร์แห่งการประนีประนอม ความเหนียวผสานความแข็งจนเกิดลายเหมือนไม้ที่ไม่มีวันตาย แต่วิธีที่เจ้ากำลังให้ข้าทำอยู่นี่... มันดูจะสุดโต่งกว่านั้นมาก”

    ไคยิ้มบางๆ พลางหยิบแท่งถ่านไม้ขึ้นมาวาดรูปโครงสร้างตัดขวางลงบนแผ่นกระดาษคราฟท์ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ใกล้ๆ

    “มันคือการต่อยอดที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมครับลุง” ไคอธิบายพลางขีดเส้นเน้นหนัก 

    “ในดามัสคัสเราผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน แต่ในเทคนิค พับทบ (Katana Forging) เราจะแยกส่วนการทำงานอย่างเด็ดขาด เราจะใช้ เหล็กเนื้ออ่อน (Shigane/Soft Core) ที่ลุงมีความเชี่ยวชาญในการคุมคาร์บอนต่ำให้มันเหนียวแน่นไว้ตรงกลางเปรียบเสมือน ‘กระดูกสันหลัง’ ที่ยืดหยุ่น รับแรงกระแทกได้โดยไม่หัก”

    ไคชี้ไปที่ส่วนขอบของรูปวาด 

    “แล้วเราจะหุ้มกระดูกนั้นด้วย เหล็กเนื้อแข็ง (Hagane/High Carbon Steel) ที่ลุงต้องตีพับทบจนบริสุทธิ์เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกให้หมด สัดส่วนคาร์บอนที่สูงจะทำให้มันแข็งแกร่งดุจเพชรและคมกริบเกินกว่าศาสตราใดๆ”

    “ส่วนที่แข็งและคมที่สุดเราจะเรียกว่า ฮามอน (Hamon) และส่วนสันที่เหนียวแน่นคือ มูเนะ (Mune) ” ไคขยายความต่อ “จุดเด่นที่สุดคือตอนที่ลุงนำมันไปชุบแข็งในน้ำมันเย็นจัด ความต่างของอัตราการหดตัวระหว่างเหล็กแข็งและเหล็กอ่อนจะกระชากใบดาบให้ ‘โค้ง’ ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเองโดยไม่ต้องดัด มันคือแรงเครียดทางฟิสิกส์ที่ทำให้ใบดาบแกร่งขึ้นไปอีกระดับ จนมันกลายเป็นดาบที่สามารถตัดได้ทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยที่ตัวมันเองไม่มีวันปริแตก”

    บารอนปาดเหงื่อที่เข้าตา แววตาของเขาเปลี่ยนจากความสงสัยกลายเป็นความคลั่งไคล้ในระดับที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอดชีวิตช่างตีเหล็ก

    “ข้าเข้าใจแล้ว! เจ้าไม่ได้ต้องการเพียงแค่ลายสวยงามเพื่อประดับบารมี แต่นี่คือการสร้าง ‘โครงสร้างพิเศษ’ ลงในเหล็ก... มีกระดูกที่บิดงอได้และมีคมที่ฉีกกระชากทุกสิ่ง ข้าไม่เคยเห็นการเตรียมเหล็กที่ต้องคำนวณและประณีตจนบ้าคลั่งขนาดนี้มาก่อนเลยไค... เจ้าสิ่งที่เรียกว่า 'คาตานะ' นี่ ถ้ามันสำเร็จ มันจะกลายเป็นอาวุธที่ฉีกกระชากเกราะเหล็กหนักให้ขาดกระจุยได้เหมือนฉีกกระดาษแน่ๆ!”

    ไคยืนมองเปลวไฟสีฟ้าที่สะท้อนแสงวูบวาบพลางยิ้มในใจ เขาไม่ได้มองเห็นแค่ดาบเล่มหนึ่ง แต่มองเห็นการปฏิวัติเทคโนโลยีโลหวิทยาที่จะเปลี่ยนดอนตะวันพราวให้กลายเป็น "ระบบนิเวศที่ไร้จุดอ่อน" โดยการหลอมรวมเอาวิทยาศาสตร์จากโลกเก่ามาผนึกเข้ากับหยาดเหงื่อและจิตวิญญาณของยอดฝีมือในโลกนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับศึกใหญ่ที่เขารู้ดีว่าความเมตตาเพียงอย่างเดียวไม่มีทางปกป้องใครได้... นี่คือสงครามที่ ‘วิทยาศาสตร์’ และ ‘ความรัก’ ของเขา จะต้องพิสูจน์ตัวเองท่ามกลางกองกูณฑ์และคมดาบ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์ ที่คุณอ่าน