ค่ำคืนที่เงียบสงัดในหมู่บ้านนักล่า แกรนด์นั่งเตรียมแผนการพร้อมทั้งศึกษาจุดได้เปรียบต่างๆ ในแผนที่ แผนการในครั้งนี้จะล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด เพราะกองกำลังทั้งสองฝั่งที่เขาจะต้องล่อพวกมันล้วนแต่มีกำลังพอที่จะขยี้พวกเขาได้อย่างง่ายดาย ในกรณีที่แผนการล้มเหลวคือพวกเขาต้องปะทะกับกองกำลังใดกองกำลังหนึ่ง ซึ่งการหนีเป็นแผนแรกที่ต้องใช้เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนั้น แต่ในกรณีที่แย่ที่สุดคือ พวกเขาถูกสองกองกำลังเข้าบดขยี้ การหนีคงเป็นไปได้ยาก เมื่อเป็นแบบนั้นแกรนด์จึงนอนไม่หลับ เขาลุกมานั่งทำนู่นทำนี่และเดินวนหาอะไรทำไปเรื่อย แกรนด์มองผ่านหน้าต่างออกไปทางลานฝึกที่กำลังมีการซ่อมแซม เห็นเงาคนจากแสงไฟสลัวๆ สลับกับแสงหิ่งห้อยบินไปมา เงาของคนทั้งสองคือบ็อบกับครีทนั่นเอง เหมือนทั้งคู่จะกำลังนั่งคุยอะไรกันอยู่ ส่วนห้องของเอเลน่าก็ยังมีแสงไฟเล็ดลอดออกมา
“คืนนี้ไม่มีคนนอนกันเลยรึไง?”
แกรนด์จับสัมผัสสำรวจไปรอบๆ ในรัศมี พบว่าหลายคนกำลังฝึกกันในช่วงดึกดื่น คงเป็นเพราะพวกเขามีแรงบันดาลใจในการฝึกและต้องการความแข็งแกร่งเพื่อกลายเป็นผู้ฝึกพลังเต็มตัว ทั้งเมื่อมีพลังก็สามารถที่จะปกป้องตนเองกับครอบครัวได้อีกด้วย ซึ่งคลาส 1-2 ยังนับได้ว่าเป็นผู้ฝึกพลังฝึกหัดอยู่ คลาส 3 ขึ้นไปจึงจะถือว่าเป็นผู้ฝึกพลังเต็มตัว แกรนด์หันไปทางแผนที่ที่มีหมุดสีแดงปักพิกัดโบราณสถานไว้พร้อมกับยิ้มที่มุมปาก หวังว่าพวกนั้นจะทำตามแผนได้สำเร็จนะ
ช่วงเช้ามืดทีมของแกรนด์เตรียมตัวกันตั้งแต่แสงอาทิตย์ยังไม่โผล่ขึ้นฟ้า ทุกคนขึ้นไปรวมกันบนตู้เทียมรถม้าเพื่อทำความเข้าใจแผนการก่อนจะเริ่ม โดยแผนการนี้จะถูกแบ่งเป็นสองทีม โคลด์ควบรถม้ามาตามทางเพื่อไปยังโบราณสถาน เขาเคยไปที่แห่งนั้นมาแล้วครั้งนึงจึงจดจำทางได้เป็นอย่างดี เมื่อคืนไคลน์กับเวนไฮร์ก็ได้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วเพื่อทำตามแผนขั้นแรก ด้านสายข่าวภายในเมืองได้แจ้งผ่านอักขระสื่อสารมาว่า กองกำลังเมืองกลอเซนที่นำโดยสมาชิกภาคีอัศวิน เคเซอร์ ได้เคลื่อนพลออกมาจากเมือง เท่าที่กะคร่าวๆ น่าจะพามาราวๆ 500 คน ในกองกำลังมีผู้ฝึกพลังคลาส 6 หลายคนและทหารทุกนายที่มาล้วนเป็นทหารที่ขึ้นตรงกับเคเซอร์ทั้งสิ้น เป็นกองกำลังที่ผ่านศึกการต่อสู้มามากมาย เพราะหัวหน้ากองกำลังก็ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกบ้าสงครามอยู่แล้ว ด้วยคนในกองกำลังไม่มาก อีกทั้งแต่ละคนก็พลังฝีมือสูงกว่าทหารประจำการทั่วไปแบบคนละระดับ ทำให้การเคลื่อนกองกำลังมายังโบราณสถานต้องใช้เวลาไม่นานนักแน่นอน
...โบราณสถาน รังของโอเกอร์...
ตุ้ม!!!
“ว่าไงนะ! พวกมนุษย์มันส่งสารท้ารบมา?”
เสียงทุบบัลลังก์ดังพร้อมกับเสียงทุ้มที่น่าเกรงขามเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่มีน้ำโหสุดขีด โอเกอร์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ใจกลางโบราณสถานในตอนนี้กำลังหงุดหงิดจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่ ตัวมันคือจุดสูงจุดของเผ่าพันธุ์ก็อบลินเลยก็ว่าได้ ร่างกายสีเขียวสูงใหญ่เกือบ 3 เมตร กล้ามเป็นมัดหนาแน่นแวววาวดุจเหล็กกล้า ซึ่งต่างกับร่างกายของฮอบก็อบลินที่มีร่างกายเท่ามนุษย์ปกติอย่างสิ้นเชิง มีเขี้ยวงอกออกมาจากขากรรไกรล่างจนยาวไปครึ่งแก้ม ดูแล้วรูปร่างคล้ายออร์คเป็นอย่างมาก แต่โอเกอร์จะมีเขาสองข้างที่งอกออกมาจากหน้าผากและชี้ตรงขึ้นไปข้างบน ถึงจะรูปร่างคล้ายออร์คแต่ก็ต้องถือว่าภูมิปัญญาของโอเกอร์เหนือกว่าออร์คสายพันธุ์ธรรมดาพอสมควร ตอนนี้มันมองมายังอักขระสื่อสารที่บันทึกเสียงของผู้พูดเอาไว้ โดยปกติแล้วอักขระเหล่านี้จะใช้สื่อสารทางไกล แต่มันก็มีคุณสมบัติที่สามารถบันทึกเสียงเก็บไว้ได้หลายชั่วโมงก่อนที่อักขระจะคลาย นอกจากเสียงที่ถูกส่งมาท้ารบซึ่งๆ หน้าแล้ว ของอีกสิ่งที่ถูกส่งกลับมาคือ หัวของหน่วยลาดตระเวนก็อบลิน ที่ถูกตัดมาร้อยเป็นพวงและส่งกลับมายังโบราณสถาน ผู้ที่รายงานคือฮอบก็อบลินที่พวกมันไว้ชีวิตและให้คาบข่าวพร้อมทั้งนำของทั้งหมดนี้กลับมา
“พวกมันรู้ได้ยังไงว่าเราอยู่ที่นี่? แล้วพวกมันมากันเท่าไหร่?”
โอเกอร์ที่นั่งบนบัลลังก์หินเอ่ยถามฮอบก็อบลินที่รอดชีวิตมา แม้จะบอกว่ารอดชีวิตแต่ดูสภาพมอมแมมแล้ว น่าจะโดนกระทืบก่อนถูกปล่อยตัวกลับมา
“ข้าไม่ทราบกำลังที่แน่ชัดเพราะถูกพวกมันจับตัวไว้ก่อน แต่คาดว่าหลายร้อยคนขอรับ”
โอเกอร์ไม่สนใจลูกน้องที่ถูกตัดหัวร้อยเป็นพวงส่งมา มันหยิบหินที่มีอักขระสื่อสารที่บันทึกเสียงเอาไว้ เมื่อนำมาฟังได้ครู่เดียวหินก้อนนี้ก็ถูกบีบจนแหลกคามือของมัน
“คิดจะยั่วให้ข้าไปติดกับงั้นหรือ น่าโมโหจริงๆ อ้ากกกกกกก!!”
โอเกอร์ปลดปล่อยพลังออกมาจนโบราณสถานสั่นสะเทือน นี่เป็นครั้งแรกที่มันถูกมนุษย์ดูหมิ่นขนาดนี้ แถมในข้อความเสียงที่ถูกส่งมายังพูดจายียวนกวนประสาทที่สุด โดยเฉพาะคำว่า “เจ้าเดรัจฉานป่าเถื่อนไร้สมอง” ซึ่งคำๆ นี้เป็นสรรพนามที่มนุษย์ใช้เป็นคำเรียกแทนเหล่าก็อบลินที่มักมาสร้างความวุ่นวาย แต่สำหรับโอเกอร์ คำนี้มันคือคำต้องห้ามอย่างแท้จริง
“ตอนที่ข้ากับสมาชิกหน่วยลาดตระเวนถูกจับไปตัดหัวข้าได้ยินพวกมันเรียกนายของพวกมันว่าท่านลอร์ด มันน่าจะเป็นเจ้าเมือง ทั้งท่าทางของมันก็ดูอ่อนแอ จากนั้นพวกมันจึงปล่อยข้าเพื่อกลับมาส่งสารท้ารบ ข้าแอบเห็นคนที่พวกมันเรียกว่าท่านลอร์ดพาหญิงสาวเป็นร้อยคนมาบำเรอในนั้นด้วย ถ้าพวกเราได้หญิงสาวมนุษย์พวกนั้นมาเราคงขยายเผ่าพันธุ์ได้เร็วขึ้นมากแน่ๆ”
“หึ! คิดจะมาจัดการกับข้าคนนี้ด้วยกำลังไม่กี่ร้อย ช่างทะนงตัวมากไปแล้ว เจ้าพวกมนุษย์ชั้นต่ำ กองกำลังของข้าจงฟัง! จงฆ่าพวกมนุษย์โสโครกพวกนั้นให้หมด และจับตัวแม่พันธุ์กลับมา ใครสังหารหัวหน้ามันได้ข้าให้เลือกแม่พันธุ์ 10 คน จงแสดงพลังของเราให้มันเห็น ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบออกมา จงนำความสิ้นหวังไปให้พวกมัน!!!”
“กี๊!!!!!!! โห้ววววววววว!!!”
เสียงโห่ร้องของเหล่าก็อบลินและฮอบก็อบลินดังกึกก้องไปทั่วโบราณสถาน พวกมันมีกำลังรบเป็นพัน ทั้งยังมีบอสคือโอเกอร์ที่เป็นผู้คุมทัพ โอเกอร์จะมีออร่าทักษะความเป็นผู้นำซึ่งจะทำให้เผ่าก็อบลินยอมสยบต่ออำนาจของมัน เป็นพลังของผู้แข็งแกร่งตามธรรมชาติ นอกจากนั้นโอเกอร์ยังสามารถดึงพลังสัญชาตญาณดิบของเหล่าก็อบลินที่มันควบคุมอยู่ได้อีกด้วย โดยก็อบลินเหล่านั้นจะคลั่งและสู้ตายตามคำสั่งโดยไร้ซึ่งความเจ็บปวด ในอดีตกองทัพแบบนี้ถือว่าเป็นฝันร้ายของอีกฝ่ายเลยทีเดียว ในขณะที่เสียงโห่ร้องกึกก้องและก็อบลินทั้งกองทัพกำลังเริ่มที่จะคลั่ง ฮอบก็อบลินที่รอดชีวิตกลับมารายงานกลับปลีกตัวออกไปนั่งยิ้มอยู่ในมุมมืด เหตุการณ์แบบนี้แหละที่เขาต้องการให้มันเกิด
...อีกฝั่งภายในป่า...
“ข้าชักคันไม้คันมือซะแล้วสิ”
บ็อบยืนหักนิ้วมือดังกร็อบแกร็บด้วยท่าทางที่กระตือรือร้น ไคลน์ได้มารออยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืน เขากับเวนไฮร์มุ่งหน้ามาที่นี่พร้อมทั้งกำจัดหน่วยลาดตระเวนก็อบลินไปจนหมด จากนั้นเวนไฮร์ก็สวมรอยเป็นสมาชิกของหน่วยลาดตระเวนที่รอดชีวิตไปรายงานที่โบราณสถาน ส่วนไคลน์รอบ็อบกับครีทอยู่ที่นี่ ทางฝั่งของแกรนด์กับเอเลน่าล่วงหน้าไปโบราณสถานก่อน
“พวกมันอยู่ไหนแล้วตอนนี้?”
บ็อบถามอย่างกระตือรือร้น ไคลน์เพ่งสมาธิรับรู้สักพักก็เอ่ยขึ้น
“กลิ่นของมนุษย์หลายร้อยคนอยู่ห่างจากนี่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 1500 เมตร พวกมันกำลังมุ่งตรงมาทางนี้”
“ใกล้แล้วๆ เตรียมของขวัญไว้ต้อนรับพวกมันหน่อย”
ทั้งสามงัดหินหลายก้อนมากองรวมกันไว้ น้ำหนักแต่ละก้อนประมาณ 20-30 กิโลได้ บ็อบเหวี่ยงแขนบริหารร่างกายไปมาก่อนที่จะหยิบก้อนหินก้อนแรกขึ้นมา ไคลน์เป็นผู้ชี้เป้าบอกระยะทางตามกลิ่นที่ตนสัมผัสได้ ระยะทำการสูงสุดของบ็อบคือ 1200 เมตร เมื่อกองกำลังเคลื่อนเข้ามาในระยะทำการแล้ว บ็อบขว้างก้อนหินสุดแรงขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อให้มันไปตกพิกัดที่ไคลน์ระบุ ก้อนหินที่ถูกบ็อบขว้างออกไปลอยลิ้วพุ่งผ่านอากาศไปดังกระสุนปืนใหญ่ นี่เป็นอีกหนึ่งยุทธวิธีของออร์คในการสู้รบเช่นกัน เผ่าออร์คได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายล้างกำแพงเมืองอย่างแท้จริง เพราะในการสู้รบ กองทัพออร์คจะมาพร้อมลูกตุ้มเหล็กที่เหวี่ยงไปเพื่อให้มันกระแทกกำแพงเมือง ถ้าคิดสภาพลูกตุ้มเหล็กเป็นพันเป็นหมื่นลูกที่มีความรุนแรงเหมือนฝนดาวตกพุ่งเข้าใส่ คงเป็นภาพที่เหมือนฝันร้ายของศัตรูทีเดียว
“หืม?”
เคเซอร์เงยหน้าขึ้นมองหินที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้า และมันตรงมาที่กองกำลัง เขาสะบัดมือเล็กน้อยหินที่พุ่งลงมาก็แตกละเอียดกลางอากาศทันที
“อะไรกันเนี่ย? หินก้อนนี้มันมาจากไหน?”
หลายคนในกองกำลังต่างถามกันไปมา สักพักก้อนที่สอง สาม สี่ ก็ตามมาเรื่อยๆ มันหล่นลงมาตรงกับกองกำลังของพวกเขาพอดี ทั้งที่พวกเขาก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าตลอด เคเซอร์ที่คอยปัดหินออกหลายก้อนเข้าก็เริ่มหงุดหงิดและรำคาญ ที่จริงแค่หินนี่ตกใส่เขามันก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้หรอก แต่ถ้าตกใส่ทหารที่มีพลังอ่อนด้อยก็คงบาดเจ็บหรือไม่ก็พิการไปเลย ถ้าจะในหลบก็เกรงจะแตกขบวนและเกิดการล่าช้า แล้วใครจะปล่อยให้ทหารมาเจ็บตั้งแต่ยังไปไม่ถึงสนามรบล่ะ? จากที่เขากะระยะ คนที่โจมตีต้องอยู่ห่างไกลพอสมควร และพละกำลังที่สามารถขว้างหินได้ไกลขนาดนี้มันต้องเป็นโอเกอร์อย่างไม่ต้องสงสัย มันรู้ว่าเขากำลังจะมาเลยเตรียมการรอรับไว้แล้ว?
“เห็นได้ชัดว่ามันกำลังยั่วโมโหข้า”
เคเซอร์เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์เสีย หินที่ลอยมาเรื่อยๆ แบบนี้เป็นการท้าทายอย่างเปิดเผย
“เฮ้ย บ็อบ โยนใส่มันไปเรื่อยๆ ข้านึกอะไรดีๆ ออกแล้ว รอแป๊บนะ”
“เจ้าจะทำอะไร?”
“ข้าจะหาองุ่นไปแจกพวกมันซะหน่อย”
ครีทหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บ็อบยังคงขว้างก้อนหินไปเรื่อยๆ ไม่นานนัก ครีทก็เดินกลับมาพร้อมกับวัตถุทรงกลมที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าสีดำค่อนข้างหนา ขนาดของมันใหญ่กว่าหินที่บ็อบขว้างเล็กน้อย ที่หัวของมันด้านหนึ่งมีสายชนวนยาวเฟื้อย
“ระเบิด?”
“ถูกแล้วสหาย ข้าประกอบมันเมื่อกี้ รวดเร็วทันใจมั้ยล่ะ หึหึ”
“จะให้ข้าโยนมันใส่พวกนั้น? ว่าแต่ ทำไมมันมีชนวนด้วยล่ะ ที่เจ้าใช้มันแบบไม่มีชนวนไม่ใช่หรอ?”
“เจ้าบ้ารึไง โยนไปไกลเป็นกิโลจะให้ข้าจุดมันยังไง มีชนวนนี่แหละถูกแล้ว จุดอยู่ตรงนี้ไปเลย”
ครีดจัดการจุดชนวนและให้บ็อบขว้างมันออกไป สายชนวนที่ยาวเฟื้อยนั้นเขาได้คำนวณระยะทางเพื่อให้มันระเบิดเมื่อถึงจุดหมายพอดี วัตถุสีดำพุ่งตกลงมายังกองกำลังของเคเซอร์อีกครั้ง เหมือนเช่นทุกครั้ง เคเซอร์ปัดมันออกอย่างไม่สนใจ หินก้อนหลังๆ ที่มันพุ่งลงมาเขาไม่สนใจที่จะมองมันด้วยซ้ำ เขาคิดว่าโอเกอร์ตัวนี้มันแค่จะยั่วยุเขาเท่านั้น แต่ในครั้งนี้เมื่อใช้พลังปัดจนมันแตกออก แทนที่มันจะเหมือนกันหินก้อนอื่นๆ วัตถุก้อนนี้มันกลับแตกกระจายเป็นวัตถุทรงกลมสีดำขนาดเท่ากำปั้นกว่า 30 ลูกกระจายบนฟ้าและกำลังตกมายังกองกำลังของเขา ที่มุมด้านหนึ่งของวัตถุทรงกลมทุกลูกมีสะเก็ดไฟที่กำลังไหม้เชือกเล็กๆ และมันไหม้ใกล้หมดแล้ว
“ระเบิด???”
เคเซอร์เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ทันใดนั้นออร่าสีแดงก็พลุ่งพล่านไปทั่ว ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หน้าตาที่เปลี่ยนไปเหมือนอสุรกาย ปากยาวยื่นออกมา ฟันแหลมคนผุดออกมามากมาย มือเท้ามีเล็บงอกออกมา ผิวหนังหยาบกร้านขึ้นและจัดเรียงกันเป็นเหมือนดังอสุรกายสวมชุดเกราะหนังสีแดงเลือด หางขนาดใหญ่งอกออกมาจากด้านหลัง
“ฮ้า!!!!!”
เสียงคำรามของเขาดังขึ้น ร่างในตอนนี้ของเคเซอร์คือร่างที่ผสานกับสัตว์อสูรเรียบร้อยแล้ว ลักษณะเหมือนครึ่งคนครึ่งจระเข้ที่มีผิวหนังสีแดงเลือด สัตว์อสูรที่เขาผสานคือ จระเข้บึงโลหิต เป็นระดับสัตว์อสูรชั้นสูง! เมื่อเขาผสานร่างนี้ความกระหายเลือดและพละกำลังจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากตามสายพันธุ์ของสัตว์อสูรที่ดุร้าย และยิ่งดูดเลือดของศัตรูในร่างจระเข้นี้เท่าไหร่ พลังของเขาจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกในชั่วขณะหนึ่งของการต่อสู้ เขาจึงได้รับฉายาว่า จระเข้เขี้ยวโลหิต จากการต่อสู้ที่แทบทุกครั้งต้องมีเลือดของศัตรูเปื้อนเต็มปากนั่นเอง เคเซอร์เกร็งพลังขึ้นและกางม่านบาเรียออก
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ระเบิดที่หล่นลงมาปะทะกับม่านพลังระเบิดออกแทบจะพร้อมๆ กันทุกลูก แต่ระเบิดทั้ง 30 ลูกกลับสร้างความเสียหายให้กับบาเรียของเคเซอร์ไม่ได้เลย
“ฮ้า!!!!!!!!!!”
เสียงคำรามของจระเข้ดังขึ้นอีกครั้ง ดังจนได้ยินไกลถึงจุดที่ทั้งสามยืนอยู่ เมื่อฝุ่นควันจากการระเบิดถูกพัดพาไป เคเซอร์คลายร่างผสานลง หน้าตาของเขาในตอนนี้มืดครึ้มลงจนน่ากลัว นี่เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าในตอนนี้เขายั้วเต็มที่แล้ว
“ไอ้พวกก็อบลินสวะ! บังอาจใช้ลูกไม้แบบนี้ปั่นหัวข้าได้ พวกเจ้าทุกคนจงฟังข้า! ใครเด็ดหัวก็อบลินได้มากที่สุดข้าจะเลื่อนขั้นและมอบทาสให้อีกร้อยคน!!!”
“เอากันดี เหมือนมันจะได้ผลนะ”
“หนีสิรออะไร! ระเบิดแค่นั้นทำอะไรพวกคลาส 8 ได้ที่ไหน ขนาดจุดแล้วให้มันนอนทับไว้ ขนมันจะหลุดสักเส้นรึเปล่าไม่รู้ แกรนด์บอกให้เรามายั่วพวกมันเฉยๆ นี่ ไปจุดนัดพบกันได้แล้ว”
ทั้งสามรีบตรงดิ่งไปยังจุดนัดพบทันที ด้านกองกำลังของเคเซอร์เองก็เร่งความเร็วในการเดินทางมายังโบราณสถานขึ้นอีก
“หืม?”
แกรนด์ที่กำลังมุ่งหน้ามาที่โบราณสถานหันกลับไปตามเสียงระเบิดที่ดังอยู่ด้านหลัง เสียงนี้เหมือนกับว่าเป็นเสียงจุดระเบิดพร้อมกันหลายสิบลูก
“เอาแล้วไง ในแผนไม่มีการใช้ระเบิดนี่หว่า พวกนั้นมันทำอะไรวะเนี่ย”
แกรนด์รู้สึกได้ทันทีถึงพลังของใครบางคนที่ระเบิดออกชั่วขณะ แม้จะอยู่ห่างกันหลายกิโลแต่ยังสามารถรู้สึกถึงได้ เหมือนว่าตอนนี้เคเซอร์จะยั้วยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้ซะอีก นั่นหมายความว่ามันกำลังตรงมาที่นี่เร็วยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นเขาต้องทำเวลาให้เร็วกว่านี้เพื่อล่อโอเกอร์ให้ออกไปปะทะกับเคเซอร์ไกลๆ โบราณสถาน เอเลน่าผละตัวออกไปที่จุดนัดพบเพื่อเริ่มแผนขั้นต่อไป เวนไฮร์ได้รออยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว
แกรนด์จับสัมผัสกองกำลังก็อบลินที่อยู่ตรงหน้าได้แล้ว ชายหนุ่มนำธนูออกมาและยิงไปปลิดชีพก็อบลินที่อยู่ห่างออกไป ที่จริงแกรนด์มองไม่เห็นพวกมันด้วยซ้ำ แต่สามารถสัมผัสพวกมันได้ในรัศมีสัมผัส เขาจึงยิงไปยังจุดที่เป็นออร่าของพลังที่เขาสัมผัสได้ แกรนด์เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและยิงอย่างต่อเนื่องในจุดที่ต่างกัน ผลคือลูกธนูพุ่งแหวกต้นไม้ พุ่มหญ้า ทะลวงสังหารก็อบลินไปหลายตัวโดยที่พวกมันก็ไม่รู้ว่าลูกธนูลูกต่อไปมันจะพุ่งมาจากทางไหนอีก
“ลอบโจมตี? ไอ้พวกมนุษย์โสโครก!”
โอเกอร์ระเบิดพลังออก ทำให้ลูกธนูที่พุ่งเข้ามาแตกหัก ต้นไม้ที่อยู่โดยรอบถูกเป่าจนแทบล้ม แกรนด์พุ่งตัวถอยหลังไปยังทิศทางที่เคเซอร์กำลังมา เขายิงธนูใส่กองกำลังก็อบลินต่อไปเรื่อยๆ โอเกอร์ตอนนี้ยั้วเต็มที่เช่นกัน มันรู้ทิศทางของวิถีของลูกธนูดีว่ามันพุ่งมาทางไหน แต่มันหงุดหงิดตรงที่มันตามจับคนที่ยิงไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ปัดออกเท่านั้น ตอนนี้มันเร่งพลังขึ้นอีกแล้วพุ่งตัวไปยังทิศทางของคนที่ยิง แกรนด์เองก็เร่งความเร็วขึ้นอีกและพุ่งไปทางที่กองกำลังของเคเซอร์เคลื่อนที่มา เมื่อจับสัมผัสได้ว่ากองกำลังทั้งสองเข้ามาใกล้กันโดยที่เขาเป็นศูนย์กลาง แกรนด์ก็พรางพลังและผละตัวออกจากเส้นทางนั้น ปล่อยให้กองกำลังทั้งสองเข้าปะทะกันเอง ส่วนเขาก็ตรงดิ่งไปที่จุดนัดพบให้เร็วที่สุด
“ทางสะดวกแล้วหัวหน้า”
เวนไฮร์ที่รอใกล้ๆ ทางเข้าโบราณสถานเอ่ยขึ้น เอเลน่ากับเขาจัดการพวกยามที่โอเกอร์ทิ้งไว้ให้เฝ้ารัง ซึ่งพวกมันมีแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น ทางฝั่งของบ็อบ ครีทและไคลน์ก็เพิ่งจะมาถึงด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“ทำได้ดีมากพวก เราต้องรีบกันหน่อย เผื่อการต่อสู้ของพวกนั้นมันจบเร็วกว่าที่คิด”
ขณะที่กำลังจะเข้าไปในโบราณสถาน จู่ๆ แกรนด์ก็รู้สึกถึงพลังของคนกลุ่มหนึ่งที่ตรงมาทางโบราณสถานเช่นกัน เขาบอกให้ทุกคนหลบกันก่อน
“ท่านคารอน ทำไมงานนี้มันง่ายขนาดนี้ ดูสิ ไม่มีก็อบลินเฝ้าที่นี่สักตัว รึว่าพวกมันออกไปสู้กันหมดแล้ว เจ้าโอเกอร์เนี่ยมันโง่กว่าที่คิดนะ”
“ช่างเถอะ รีบหน่อย หาห้องสมบัติของมันให้เร็วที่สุด”
ชายที่ถูกเรียกว่าคารอนเตือนลูกน้อง แกรนด์ตรวจสอบดูพบว่าเขาเป็นผู้ใช้เวทย์คลาส 7 อัศวินจอมเวทย์ขั้นกลาง คนกลุ่มนี้มากัน 4 คน และดูเหมือนว่าทั้ง 4 ก็กำลังหาห้องสมบัติของโอเกอร์ด้วยเช่นกัน
“นั่นท่านคารอน 1 ใน 10 สมาชิกภาคีเวทย์”
เอเลน่าเอ่ยขึ้นมา
“มันจะเป็นใครก็ช่าง แต่จะมาชุบมือเปิบแบบนี้ข้ายอมไม่ได้!”
แกรนด์พูดขึ้นพร้อมกับนำชุดคลุมสีดำออกมาสวมและเดินตรงไปทางคนกลุ่มนั้น ในมุมมืดของหมวกผ้าคลุมปรากฏแสงสีฟ้าอ่อนฉายออกมาจากดวงตาทั้งคู่