เฉินซูย่วนคิดอย่างตื่นตระหนกประหลาดใจ“มันใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาทีในการปรุงโอสถถึง 2 ชนิดที่มีระดับเต็ม 10ส่วนพร้อมกันเนี่ยนะ! มันทำได้ยังไง!?..” นางพยายามคิดนึกภาพที่ผ่านมาวนเวียนอีกครั้งภายในใจ...
เมื่อเฉินซูย่วนและเฉินเหว่ยหงต่างได้เห็นกับตาว่าเฉินอี้เป็คนปรุงยาเองก็ทำให้พวกมันต้องเชื่ออย่างสนิทใจแล้วแต่สิ่งที่ทำให้ต้องยากที่จะเชื่อยิ่งกว่ากล่าวได้คือความสามารถในการปรุงยาของเฉินอี้ที่เกินความคาดหมายของพวกเขาไปไกลห่าง
เฉินเหว่ยหงถามอย่างตื่นตระหนกชี้มือไปที่โอสถของเฉินอี้กล่าวอย่างติดขัด“ละ..ลูกอี้..เ้าไปหัดฝึกเรียนรู้วิธีการปรุงยานี้มาั้แ่เมื่อไหร่..ที่ไหน..แล้วใครเป็คนสอนเ้ากัน!?” เขาเพิ่งเห็นกับตาถึงความสามารถนี้ของเฉินอี้จึงรู้สึกสงสัยเป็อย่างมาก
เฉิ้นอี้เก็บโอสถเข้าไปในแหวนมิติ ตนก็ได้คิดข้อแก้ตัวไว้แล้วยิ้มบางกล่าวบอกไป “เป็ท่านอาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์นั้นสอนข้าเองที่หุบเหวศพมรณะ..อย่างที่ข้าเคยบอกกล่าวกับพวกท่านไปเมื่อไม่นานมานี้ท่านอาจารย์ข้าไม่เพียงสอนเคล็ดวิชาวรยุทธ์ในการบ่มเพาะให้ข้าเท่านั้น.. แต่ยังสอนถึงศาสตร์แห่งการปรุงยาและศาสตร์อื่นๆให้กับข้าอีกด้วย ตัวข้าจึงสามารถเก่งกาจได้เยี่ยงนี้..” เขายังคงกล่าวความเท็จเหมือนอย่างเคยได้ดี..
แต่ในความเป็จริงไม่มีใครที่สอนศาสตร์การปรุงยาให้กับเฉินอี้เลย..เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมดจากการลองผิดลองถูกเรียนรู้จากความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีกจนมันพัฒนาเติบโตมีความสามารถได้ขนาดนี้นั้นไม่ใช่เื่ง่าย..ทั้งหมดล้วนเกิดจากความผิดพลาดของตนเองมาก่อนทั้งนั้น...อย่างที่เคยมีคำกล่าวไว้ว่า“มนุษย์แท้จริงแล้วไม่ได้โตด้วยอาหาร แต่โตด้วยความลําบากต่างหากเล่า!..”
เมื่อเฉินเหว่ยหงได้ยินแล้วก็ได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อให้ตนเองใจเย็นลงก่อนกล่าว “อืม..อย่างงั้นหรอกเหรอ..เป็เื่จริงสินะ..” เขาถอนหายใจผ่อนคลายลเชื่ออย่างสนิทใจเพราะคิดว่ามันคงสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
เฉินซูย่วนยังเหม่อมองนิ่งค้างวนเวียนคิดถึงภาพวิธีการที่เฉินอี้ปรุงยาซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของตัวเองอย่างนั้นเนิ่นนานไม่ขยับ..
“น้องเฉินซูย่วน...น้องหญิงเ้าเป็อะไรหรือไม่?..” เฉินเหว่ยหงเอ่ยถาม
เฉินซู่ย่วนสะดุ้งกล่าว “ อ่ะ!?..” จนกระทั่งเฉินเหว่ยหงเรียกตนจึงเริ่มรู้สึกตัว จากนั้นนางมองไปที่ตัวเฉินอี้ด้วยประกายตาแวววาวสดใสแล้วรีบวิ่งไปที่ด้านหน้ามันพลันคุกเข่าวางแขนก้มหน้าลงพื้นทันที
เฉินอี้และเฉินเหว่ยหงเห็นนางทำแบบนี้ก็เกิดอาการใ!
เฉินอี้กล่าวอย่างร้อนรนทำตัวไม่ถูก
“ท่านน้า!..ท่านทำอะไรของท่านลุกขึ้นเถิด!..ท่านจะมาคุกเข่าให้ข้าทำไม!..”
เฉินซูย่วนพลันกล่าวออกเสียงดัง
“หลานเฉินอี้ผู้ประเสริฐ..ได้โปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วย!..ช่วยสอนวิธีการปรุงยาแบบเมื่อสักครู่นี้ให้ข้าด้วยเถิด!” นางกระทำอย่างซื่อตรงโดยไม่สนศักดิ์ศรี ฐานะ อายุ หรือแม้แต่ระดับพลังของตนเองสักนิด..ซึ่งแท้จริงตัวนางนั้นเป็ถึงผู้มีระดับพลังแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้นที่2 เลยทีเดียว นับเป็ระดับที่สูงกว่าของเฉินอี้ถึง 3 ่ชั้น!
เฉินอี้พยายามพยุงตัวเฉินซูย่วนขึ้นยืน “ท่านเป็น้าที่าุโกว่าข้าไม่ต้องถึงขนาดนี้หรอก..ท่านน้าได้โปรดลุกยืนขึ้นก่อนเถิด..” เขาพยุงตัวนางขึ้นมาด้วยความลำบากใจ..และในขณะที่ค่อยๆพยุงตัวนางขึ้นยืนก็ยังเห็นหน้าตาของเฉินซูย่วนที่ขอร้องอ้อนวอนราวกับเด็กจ้องมองมายังตนอยู่ตลอดเวลา
เฉินซูย่วนหลังยืนขึ้นก็รีบพนมมือก้มกล่าวขอร้องอีกครั้ง“ได้โปรดเถิดเฉินอี้..ช่วยสอนการปรุงยาให้กับข้าด้วยนะ” นางกล่าวออกไปด้วยเสียงที่หวานสุดขีดอ้อนวอนขอร้องต่อเฉินอี้
เฉินอี้เห็นนางยังไม่หยุดทำท่าทางแบบนี้ก็ต้องยิ้มหน้าเจื่อน..จากนั้นหลับตาก้มหน้าถอนหายใจกล่าวออกไป “เฮ้อ..ท่านน้าไม่ต้องถึงกับมาเป็ศิษย์ข้าหรอก..ข้าจะเขียนบอกวิธีการปรุงยานี้ให้กับท่านรวมถึงชี้แนะสอนทักษะต่างๆให้กับท่านเอง..ท่านไม่จำเป็ต้องอ้อนวอนกับข้าอีกแล้วก็ได้..”
เฉินซูย่วนได้ยินเช่นนั้นก็รีบกุมมือเฉินอี้กล่าวอย่างใกล้ชิดคนรู้สึกตื่นเต้น“จริงเหรอเฉินอี้..เ้าพูดจริงๆนะ” นางคงยังใช้เสียงหวานถามให้แน่ชัดต่อเขาอยู่เหมือนเดิม
เฉินอี้เมื่อถูกนางทำเช่นนี้ก็กล่าวอย่างเก้อเขิน “จะ..จริงสิท่านน้าข้าสัญญา..ข้าไม่โกหกหรือหลอกท่านหรอก ท่านวางใจได้!..” เขากล่าวอย่างทำตัวไม่ถูกแถมยังแอบคิดในใจว่า “นางอายุเลขสามแต่ก็ยังเป็สาวสวยที่ทรงเสน่ห์มากจริงๆไม่แปลกเลยที่จะแต่งงานแล้วกับท่านอาเฉินหรุ่ย..” เขาคิดว่าตอนนางยังสาวคงจะมีหนุ่มๆมาคอยตามจีบเยอะแน่นอน
เฉินซูย่วนได้ยินชัดเต็มสองหูเช่นนี้ก็ะโชูสองมือกล่าวเสียงดังอย่างดีอกดีใจทันที“เย้! เย้! ข้าขอบคุณเ้ามากเลยนะเฉินอี้หลานรักของข้า!”นางกล่าวเต็มไปด้วยน้ำเสียงที่หวานฉ่ำและออกมาจากใจจริง
เฉินอี้มองดูท่าทางของเฉินซูย่วนด้วยรอยยิ้มพลางคิดในใจว่า“จากนี้ไปทัศนคติของนางคงคิดดีต่อตัวข้ามากขึ้นนะ..” เขาคิดว่าจะสอนวิธีการปรุงยาให้กับนาง เพราะไม่อยากให้ท่านน้าเฉินซูย่วนต้องมาตามตื้อตนเองตลอดเวลาจากนี้ไปและยังคิดว่าท่านน้าของคนนี้ก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไรด้วย..นางแค่เป็คนที่ชื่นชอบศาสตร์ในการปรุงยามากก็เท่านั้น..
แต่เฉินอี้ก็ยังคงเป็กังวลในบางเื่จึงกล่าวจริงจังออกไป“แต่ท่านน้าเฉินซูย่วน.. ท่านต้องรับปากข้าก่อนว่าจะไม่กล่าวบอกต่อคนนอกให้รับรู้ถึงเื่ศาสตร์ปรุงยานี้ และเื่ที่ข้าเป็คนสอนท่านด้วย..ถ้าไม่งั้นสัญญานี้จะเป็อันยกเลิกทันทีเมื่อท่านผิดสัญญา!” เขากล่าวเตือนเพื่อป้องกันถึงปัญหาที่จะตามมาในอนาคต
เฉินซูย่วนที่กำลังตื่นเต้นดีใจอยู่ได้ยินคำกล่าวนี้ของเฉินอี้ก็เงียบสงบลง เริ่มขมวดคิ้วคิดทบทวนจริงจังขึ้นมาทันใด...
เฉินซูย่วนพยักหน้ากล่าวรับปากพร้อมชูนิ้วสาบานตนด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ข้าเข้าใจแล้ว..ข้ารับปากสาบานว่าจะไม่บอกให้ผู้ใดล่วงรู้ โดยที่เ้าไม่ได้อนุญาตก่อนเด็ดขาด..ถ้าข้าผิดคำสัญญาสาบานตนนี้ขอให้ข้าโดนฟ้าผ่าแล้วตายอย่างหมาข้างถนน!..” เฉินซูย่วนกล่าวด้วยความสัตย์จริงเพราะนางกลัวเฉินอี้จะเลิกสอนการปรุงยาให้..และนางยังตระหนักรู้ถึงอันตรายที่จะตามมาต่อจากนี้ เมื่อได้แพร่งพรายเื่นี้ออกไป...คงเกิดปัญหาใหญ่กับเฉินอี้และคนในตระกูลเฉินแน่นอน
เฉินอี้ยังหันมองไปทางเฉินเหว่ยหงบิดาของตนอีกคนหนึ่ง เพื่อให้ทำแบบเดียวกัน
เฉินเหว่ยเห็นการจ้องมองมานี้ของเฉินอี้ก็เข้าใจได้ทันทีจึงพยักหน้ากล่าวคำสาบาน “ข้าเองก็ขอสัญญาในฐานะเ้าเมืองและบิดาของเ้าว่าจะไม่เปิดเผยเื่นี้กับผู้ใดเช่นกัน..” เขากล่าวด้วยเสียงจริงจังที่สุด
เฉินอี้ได้รับการยืนยันเช่นนี้แล้วจึงผงกศีรษะกล่าวรับคำ“ข้าขอขอบคุณพวกท่านมากที่รับฟังเงื่อนไขของข้า.. แล้วข้าจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้นี้แน่นอน..” เขากล่าวด้วยความซึ้งใจต่อคนเหล่านี้ที่ได้รับปากกับตนเองชัดเจน
เฉินซูย่วนกล่าวถามด้วยสีหน้าร้อนใจ
“แล้วเ้าจะสอนข้าเมื่อไรล่ะ?..ตอนนี้เลยรึเปล่า?” นางร้อนจะเรียนวิชามากนัก
เฉินอี้เห็นท่าทางที่ไฟแรงแบบนี้ของนางก็หลับตายิ้มบางพลางกล่าว “ท่านน้าคงต้องรอไว้โอกาสหน้าก่อน เพราะเมื่อสักครู่ข้าใช้พลังปราณในการปรุงโอสถไปมาก จึงค่อนข้างเหนื่อยล้าเต็มทน..ไม่มีแรงจะสอนท่านน้าในตอนนี้หรอก..”
เฉินซูย่วนได้ยินเช่นนี้ก็ห่อเหี่ยวใจกล่าว“อย่างงั้นเหรอ..เป็งั้นก็ไม่เป็ไรเ้าไปพักผ่อนเถอะคราวหน้าค่อยมาสอนข้าก็ได้..” นางยิ้มทิ้งท้ายออกไป แม้จะรู้สึกผิดหวังก็ตามที
เฉินเหว่ยหงก็กล่าวออกไปเช่นเดียวกัน“อื้ม..เ้าไปนอนพักก่อนเถอะนี่ก็ดึกมากแล้ว..ยามสว่างค่อยว่ากันใหม่”
เฉินอี้พยักหน้าคารวะกล่าวลา“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวลาพวกท่านไปพักผ่อนก่อน..” เขารีบหันหลังกำลังจะเดินกลับขึ้นไปทางบันได
เฉินซูย่วนเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้จึงกล่าวออกไป“เดี๋ยวก่อนเฉินอี้ แล้วเ้าจะทำยังไงกับโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณพวกนี้หล่ะ?” นางเอาโอสถทั้ง 3 เม็ดที่ได้มาจากเฉินอี้ตอนแรกออกมาจากข้างในแหวนมิติ แถมตอนนี้ยังใส่ไว้ในกล่องหยกอย่างดีเลยทีเดียว
เฉินอี้ยิ้มบางหันกลับไปมองพลางกล่าว“โอสถพวกนั้นข้าให้พวกท่าน..ถือเป็ของขวัญจากข้า..” พอกล่าวเสร็จเขาก็เดินขึ้นบันไดชั้นใต้ดินออกจากตำหนักโอสถ กลับห้องของตัวเองทันที
เฉินซูย่วนนิ่งค้างมองกล่องหยกที่ข้างในใส่โอสถฟื้นฟูพลังลมปราณระดับเต็ม10 ส่วนนี้ที่นับเป็สิ่งล้ำค่าในมือตนเอง นางขมวดคิ้วอย่างคิดมากในใจ “เขาคิดจะให้โอสถที่เป็ถึงสมบัติล้ำค่าขนาดนี้กับข้าจริงๆรึ?...”
เฉินซูย่วนยังคงยืนถือกล่องโอสถคิดอย่างเหม่อลอยอยู่อย่างนั้นสักพัก...
เฉินเหว่ยหงเกาคางเอ่ยอย่างเขินอาย “ข้า..ขอโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณนั่นสักเม็ดได้มั้ย?..”
เฉินซูย่วน “…….”
เวลานี้เฉินอี้ได้กลับมาถึงห้องแล้วนั่งฟุบลงกับพื้น..พร้อมหยิบเอาโอสถเพิ่มระดับขั้นพลังลมปราณออกมาจากภายในแหวนมิติด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขพลางกล่าว“ในที่สุด..ข้าก็จะได้เลื่อนระดับขั้นพลังของตัวเองสักที..” เขามองดูโอสถในมืออย่างพึงพอใจ
เฉินอี้คิดกล่าวในใจ “สิ่งนี้เป็โอสถสำหรับข้าเท่านั้น..ถ้ามันผู้ใดนอกจากข้าได้ทานมันเข้าไปล่ะก็..มันคงได้เข้าเฝ้ายมบาลแหงๆ..”
เฉินอี้เอาโอสถที่มีสีดำประกายฟ้านี้ใส่เข้าไปในปาก... โอสถได้ไหลเข้าสู่ลำคอไปจนถึงท้องแล้วเริ่มละลายอย่างรวดเร็ว
เขาเริ่มนั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาลง..รับความรู้สึกถึงพลังงานภานในที่เริ่มไหลเวียนปะทุออกมาจากเม็ดโอสถอย่างเต็มเปี่ยม
ระดับพลังลมปราณของเฉินอี้ที่อยู่ระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่6 เริ่มขยับเลื่อนขึ้นไปแล้ว.....1 ขั้น.....2 ขั้น ! !
พลังยุทธ์ในกายของเขากลายเป็ระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่8 เป็ที่เรียบร้อย...
การเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าครั้งใหญ่นี้ ทำให้ตัวเฉินอี้รู้สึกพึงพอใจมากนัก..แต่แล้วจู่ๆเขาก็ต้องขมวดคิ้วแน่นขึ้น เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกายที่แตกต่างออกไป.. เป็พลังปราณภายในตันเถียนที่บ่มเพาะไว้นั้นได้เหือดแห้งไปหมดเลย!
เฉินอี้คิดวิเคราะห์สาเหตุที่เกิดขึ้นในใจ“...หรือว่าจะเป็เพราะเคล็ดวิชาระดับา..พิษนิรันดร์กลืนฟ้าได้ดูดซับปราณบ่มเพาะภายในเข้าสู่ส่วนต่างๆของร่างกายไปจนหมดกันนะ..” เขาหยิบโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณในแหวนมิติใส่เข้าปากตัวเองทันที...พลังยุทธ์ลมปราณในตันเถียนเริ่มฟื้นฟูกลับมาจนเต็มเหมือนเดิมแล้ว
เฉินอี้ลองโคจรพลังเคล็ดวิชาพิษนิรันดร์กลืนฟ้าดู..ก็เกิดประกายสายฟ้าอัสนีขึ้นไปทั่วร่างกายของตนเอง พร้อมๆพิษที่ปล่อยออกมาจากฝ่ามือของเขาก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วย
เฉินอี้เชิดรอยยิ้มกล่าว“อย่างที่คิดไว้เลย..พลังยุทธ์ในกายแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจริงๆ....เป็เพราะใช้โอสถที่มีพิษตะขาบสายฟ้าช่วยเพิ่มระดับพลัง..แถมยังได้ธาตุอัสนีเพิ่มเข้ามาในตัวด้วย!..” เขารู้สึกถึงขุมพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ถ้าได้เลือกทานพิษตะขาบสายฟ้าอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้ผสมผสานกับสมุนไพรโอสถล่ะก็ ด้วยระดับพลังที่ได้คงน้อยกว่านี้หรืออาจเพิ่มขึ้นเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง
เฉินอี้เงยใบหน้าแหงนมองลอดผ่านหน้าต่าง..ส่องดูรูปทรงพระจันทร์ครึ่งดวงยามค่ำคืน จากนั้นแสยะยิ้มกล่าวออกมา.. “..ตอนนี้ข้ามีพลังลมปราณเพิ่มขึ้น..พอที่จะใกล้เวลาสะสางเื่ราวของตัวเองแล้ว..” เขาพลันหุบยิ้มคิดกล่าวภายในใจด้วยสีหน้าจริงจัง...
“ป่านนี้..มันคงรู้แล้ว..”
..............................
ณ เมืองเหอหยาง ที่ตั้งของจวนตระกูลโจว
ตรงมุมหน้าต่างบานหนึ่ง..มีชายหนุ่มรูปร่างค่อนข้างดีใบหน้าคมคาย..ดวงตาของมันชี้ขึ้นทำให้ดูดุร้ายขณะยืนมองพระจันทร์ครึ่งดวงอยู่..ตัวมันยังปล่อยรัศมีความหยิ่งจองหองออกมาอย่างชัดเจน..นามของชายผู้นี้ก็คือ“โจวอี้หาน” นั่นเอง!