รถม้าวิ่งผ่านถนนใจกลางเมืองกันคึกคักมันเป็ทางแยกที่มีถนน 4 สาย มา มีทหารยืนคอยควบคุมการจราจรของรถม้าอยู่บนถนนข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน เดินไปมากันคลุกคลั่ง
เพียงเดินออกจากใจกลางเมืองเล็กน้อยก็จะพบตรอกซอยมากมายที่ด้านในเป็ดั่งศูนย์การค้าหรือตลาดขนาดใหญ่มีการตั้งแผงขายของตามข้างทางตลอดสาย บ้านที่ติดกับถนนก็มีทั้งร้านอาหารร้านเสื้อผ้า ร้านขายอาวุธ ร้านขายเครื่องประดับ มากมาย
ที่นี่คือใจกลางเมืองราเวนการ์ดหนึ่งในเมืองใหญ่ของอาณาจักรเลลิไลออน เป็เมืองที่มีกำแพงสูงล้อมรอบ ในสมัยที่จอมมารเคลฟีไล่กวาดล้างมนุษย์ก็ต้องมาหยุดที่เมืองราเวนการ์ด เพราะไม่สามารถเอาชนะการป้องกันของเมืองนี้ได้จนต้องล่าถอยกลับไป
แต่ปัจจุบันราเวนการ์ดไม่ใช่เมืองชายแดนอีกต่อไป อาณาจักรได้ทำการขยายพื้นที่การปกครองสร้างป้อมปราการณ์ไว้ตามชายแดนและเปลี่ยนเมืองราเวนการ์ดเป็ดั่งเมืองแห่งการค้าแทน
ท่ามกลางฝูงชนมีชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งผมสีดำ สายตาคมกริบ รูปร่างหน้าตาดี แต่งตัวเหมือนพวกขุนนางต่างแดนใส่เครื่องประดับมีค่ามากมาย ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องรู้ว่าชายผู้นี้มั่งคั่งเพียงใดบรรดาหญิงสาวที่ผ่านไปผ่านมาต่างชำเลืองมอง เขาเดินอยู่ภายในตลาดเลือกชมร้านขายของข้างทางทีละร้านๆ
ชายคนนี้คือเอเลโอสหรือ เอล ใบหน้าของเขาก็คือตัวเขาในอายุที่ลดลงมาหน่อยไม่มีเขาที่หัว ส่วนสูงจาก 190 กว่า ก็ลดลงมาเหลือประมาณ 170 กว่า ปีก มือ สีของิับางส่วนที่แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่มนุษย์ ก็หายไปรูปลักษณ์เขาในตอนนี้ไม่ต่างจากมนุษย์แม้แต้น้อย
เอลกำลังเลือกดูร้านขนมร้านนึงระหว่างนั้นเองก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้
“นี้พ่อรูปหล่อ ไม่ใช่คนแถวนี้หรอ ฉันไม่เคยเห็นเลย”
เอลหันไปมอง
สาวผมสีทองสวมใส่ชุดเดรสสายเดี่ยวรูปร่างหน้าตาของนั้น เธอชายใดเห็นก็ต้องเหลียวมอง ทั้งน้ำเสียงและการแต่งตัวของเธอดูยั่วยวนเป็อย่างมาก
เธอเข้ามาใกล้จนแขนของเอลกระทบเข้ากับ่อกของเธอ
“ให้ฉันพาชมเมืองให้ เอาไหม?”
เอลไม่พูดอะไรเขาเดินชนเธอออกไป และเดินดูร้านอื่นๆต่อ
เสียง“ชิ” อย่างไม่พอใจตามหลังออกมา แต่เอลก็ไม่ได้สนใจ เขาเดินดูต่อไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่ร้านเครื่องประดับข้างทางร้านหนึ่ง
ผู้หญิงแก่ที่เป็เ้าของร้านพอเห็นเอลเดินเข้ามา ก็แอบมีประกายตาเล็กน้อย จากนั้นเธอก็กลับมาทำสีหน้าปกติอย่างรวดเร็วและส่งยิ้มให้อย่างเป็มิตร
“โอ้ คุณหนูสนใจชิ้นไหนดีค่ะ?”
“อืม.. ขอเลือกดูก่อน” เอลตอบสั้นๆ
บนโต๊ะมีทั้งกำไร สร้อยคอ ต่างหู แหวน ตัวอัญมณีทำจากหินที่มีสีต่างๆ ไม่มีการแกะสลักหรือลวดลายที่ดูพิถีพิถันอีกทั้งของทั้งหมดหมดนี้วางอยู่บนโต๊ะโล่งๆที่ดูไร้ซึ่งการป้องกันแสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้มีราคามากนัก
แต่ในสายตาเอลที่ไปอยู่โลกมนุษย์มา15 ปี ของพวกนี้เป็ดั่งของโบราณที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย
[สวยดีแหะซื้อไปฝากเคลฟีดีกว่า]
“อันนี้เท่าไรเหรอครับ?”
เอลชี้ไปที่กำไลข้อมือเส้นหนึ่งตัวกำไลทำจากเหล็ก โดยมีหินสีเขียวมนต์ที่ไม่แวววับเท่าไร ฝังอยู่รอบๆ
“โห่ คุณหนูช่างตาดีจริงๆ กำไลจากหินมรกตแท้ สร้างโดยช่างฝีมือดังจากเมืองหลวงเครื่องประดับโบราณที่ตอนนี้หาดูได้ยากแล้ว ราคาอยู่ที่ 2 เหรียญทองแต่ก่อนอื่นป้าขอถามหน่อย คุณหนูไม่ใช่คนแถวนี้สินะป้าไม่ยักเคยเห็นมาก่อนเลย"
“อืม”
“นานทีจะมีคนต่างแดนเข้ามา เพื่อเป็การขอบคุณที่มาเยี่ยมชมเมืองของเรา ถ้าคุณหนูสนใจเดียวป้าลดให้เป็กรณีพิเศษ เหลือ 1 เหรียญทองพอจ๊ะ ”
ในสมัยที่เอลยังอยู่บนโลกใบนี้เขาเองก็ใช้เงินรูปแบบเดียวกับพวกมนุษย์เหมือนกันเหตุเพราะมีมนุษย์บางส่วนที่ยอมขายชาติ เพราะเห็นว่าปีศาจจ่ายได้มากกว่า อีกเหตุผลนึงคือมีปีศาจที่สามารถใช้เวทย์มายาแปลงรูปร่างเป็มนุษย์ได้และแอบใช้ชีวิตแบบมนุษย์ทั่วๆไป แม้แต่เขาเองยังเคยแอบปลอมเป็มนุษย์เพื่อไปซื้ออาหารอร่อยๆที่ตัวเองทำไม่ได้มาเซอร์ไพร์เคลฟีเหมือนกัน ทำให้เอลพอจะรู้เื่ค่าเงินของมนุษย์พอสมควร
เงินของโลกใบนี้มีการแบ่งเหรียญเป็ 3 ชนิด เหรียญทองแดงเหรียญเงิน และเหรียญทอง
3 เหรียญทองแดง จะซื้ออาหารได้หนึ่งมื้อ 10 เหรียญทองแดงจะเท่ากับ1 เหรียญเงิน
2 เหรียญเงินสามารถเช่าห้องได้หนึ่งคืน และ 10 เหรียญเงินก็จะเท่ากับ 1 เหรียญทอง
15 เหรียญทองคืออัตราที่ทหารเมืองนี้ได้รับในแต่ละเดือน
ราคาเครื่องประดับชิ้นนี้คือ1 เหรียญทอง
เอลหยิบถุงเงินข้างตัวนับเหรียญทอง5 เหรียญเตรียมส่งให้ป้าคนขาย เพื่อเป็การขอบคุณที่ลดราคาให้
แต่ก่อนที่มือของเอลจะเอื้อมไปถึง ก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง ะโขึ้นมา
“เดียวๆ!”
ทั้งเอลและป้าคนขายหันไปมอง
หญิงสาววัยประมาณ17-18 มีผมสีดำออกน้ำตาล ใส่เสื้อสีครีมแขนสั้นกางเกงขายาว ตัวผ้าหยาบกระด้างดูราคาถูก
เธอคนนั้นกล่าวต่อ
“ป้า! ของอย่างงี้มันถึง 1 เหรียญทองด้วยเหรอ?”
ป้าคนขายทำหน้างงงวย
“หนูไปเอาเื่นี้มาจากไหนกัน กำไรนี้ไม่ว่าที่ไหนก็ขายกัน 2 เหรียญทองทั้งนั้นแหละ หนูอย่ากล่าวหาป้าเลย”
ป้าพูดออกมาอย่างน่าสงสารแม้แต่เอลเองก็ยังมองว่าป้าคนนี้ไม่ได้โกหกอะไร สำหรับเขาแล้วเงินแค่นี้จ่ายได้สบายเอลหันไปมองหน้าหญิงสาวที่เขามาขัดด้วยสายตาไม่เชื่อถือเท่าไร
“เธอ้าอะไร?”
หญิงสาวคนนั้นพูดไม่ออก จู่ๆตัวเองก็กลายเป็ฝ่ายที่โดนจ้องเขม็งสะเอง
“ฉันพูดจริงนะ! งั้น!”
เธอจ้องไปที่เอล
“ถ้าไม่เชื่อ! เดียวฉันพิสูจน์ให้เอง!”
เด็กสาวคนนั้นคว้าแขนของเอลแล้วดึงไปเลย ถึงจะยังงงๆอยู่ แต่เอลก็ยอมตามไปแต่โดยดี
ทั้งคู่วิ่งฝ่าฝูงชนไปได้แค่ไม่กี่นาที ก็มาถึงอีกร้าน ที่บนแผงของร้านมีกำไลรูปร่างหน้าตาเหมือนกันเดะๆกับร้านป้าก่อนหน้า วางขายอยู่
“ลุง!นี่เท่าไร!”
เธอชี้ไปที่กำไลอันนั้นและะโถาม
“2เหรียญเงิน”
ถูกกว่าถึง5 เท่า
เป็ไปตามที่เด็กสาวคนนี้พูดป้านั่นขายเกินราคาจริงๆ แถมยังบอกราคาตั้งต้นไว้ถึง 2 เหรียญทองอีกคงเห็นเขาเป็คนต่างแดนที่ไม่รู้อะไร เอลจึงซื้อจากร้านนี้ไปแทน 2 วง จากนั้นก็พากันเดินออกมา
“เป็ไงล่ะ”
เด็กสาวพูดอย่างมั่นใจราวกับประกาศชัยชนะ
“โทษทีที่ไม่เชื่อใจตอนแรก ขอบใจนะ….รับนี้ไปสิข้าซื้อมาเพื่อ”
เอลยื่นกำไลข้อมืออีกอันนึงที่ซื้อมาส่งให้
“โอะ งั้นก็ขอรับไว้ละกันละนะ”
เด็กสาวรับไว้แต่โดยดียังไงสะ เธอก็ช่วยเอลประหยัดไปได้มาก เธอเลยไม่รู้สึกเกรงใจอะไร
“ว่าแต่นายไม่ใช่คนแถวนี้เหรอ? ไม่เคยเห็นเครื่องแต่งกายแบบนี้มาก่อนเลย”
“อืม ข้ามาจากอาณาจักรโอเชล่าน่ะ”
“โห มาไกลเลยนี่แล้วมาทำอะไรแถวนี้ล่ะ”
“ท่องเที่ยวเฉยๆน่ะ..”
“งั้นเหรอๆ”
จู่ๆทั้งคู่ก็มองหน้ากัน แต่ก็ไม่มีอะไรจะพูด จนเกิดบรรยากาศมาคุขึ้นมาชั่วขณะเอลจึงกล่าวต่อ
“เธอชื่ออะไรเหรอ?”
“…ล…ลูกา”
ไม่รู้ว่าทำไมแต่เธอมีท่าทางลังเลใจเล็กน้อยก่อนพูดออกมา ไม่ใช่อาการเขินอาย แต่เหมือนมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ไม่กล้าบอกมากว่า
[แค่ชื่อเอว ทำไมถึงต้องลังเลกัน] เอลคิด แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
“ลูกาข้ามีเื่ขอสอบถามทีสิ อยากรู้ว่าเมืองนี้มีหน่วยงานสำหรับรับจ้างฆ่าพวกปีศาจไหม?”
ลูกาทำหน้าสงสัย
“แบบที่ฆ่าปีศาจ แล้วเอาชิ้นส่วนมาแลกเป็เงินไม่ก็มีภารกิจให้ไปฆ่าปีศาจที่อยู่รอบๆอะไรแบบนี้”
สิ่งที่เอลกำลังตามหาคือกิลด์นักผจญภัยสมัยตอนที่เอลยังอยู่โลกนี้ เขาก็ไม่รู้จักหรอก แต่พอได้ไปอยู่โลกมนุษย์มา 15 ปีก็พบว่าไอ้เนื้อเื่แนวจอมมารกับผู้กล้าเป็ที่นิยมอย่างมาก ถูกนำมาใช้ั้แ่เกมวรรณกรรม อนิเมชั่น ต่างๆนาๆ
และเอลก็ได้ค้นพบว่าพวกเนื้อเื่แนวนี้ฝั่งมนุษย์จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า กิลด์นักผจญภัย อยู่เสมอและมันมักจะเป็จุดเริ่มต้นของผู้กล้าไม่ก็เป็การกำเนิดนักผจญภัยเก่งๆไว้ปราบจอมมารทั้งนั้น เอลก็เลยสนใจไม่น้อยว่าของจริงที่โลกของเขาจะเป็ยังไงกัน
“นายหมายถึงกิลด์นักผจญภัยหรอ ?”
พอเอลได้ยินดังนั้นก็ทำตาลุกขึ้นมา
[เหยย มีจริงหรอเนี่ยย!]
“พาไปทีได้ไหม ?”
“อะ แฮ่ม แต่ก่อนอื่นนายยังไม่ได้บอกชื่อนายเลยนะไม่คิดว่ามันเสียมารยาทเหรอ?”
เอลเองก็เพิ่งนึกได้ว่าเขาลืมแนะนำตัวเองไปเลย
“โทษทีข้าลืมไปเลย ข้าชื่อเอล”
“อืมๆ งั้นเอล ขอถามหน่อยจะไปที่กิลนักผจญภัยทำไมหรอ?”
“แค่อยากสำรวจกิลด์นักผจญภัยของเมืองอื่นน่ะ ถ้าน่าสนใจก็ว่าจะลองไปสมัครดู”
“สมัครเหรอ? นี้นายสู้ได้เหมือนกันสินะถนัดอาวุธอะไรล่ะ”
“ข้าเป็นักเวทย์น่ะ”
“จริงงดิ!?”
พอได้ยินว่าเอลเป็นักเวทย์ ลูกาก็ดูตื่นเต้น ดีใจสุดๆ เธอกล่าวต่อ
“มาร่วมทีมกับข้าไหม!?”
“หืม?”
“ที่จริงข้ามีกลุ่มอยู่แล้ว แต่เรากำลังขาดนักเวทย์พอดีเลยคือก่อนหน้านี้พวกเรารับงานนึงไว้ แต่นักเวทย์ที่อยู่ประจำกลุ่มดันมาป่วยสะก่อน ถ้างานนี้ไม่สำเร็จพวกเราโดนค่าปรับเยอะแน่ เพราะงั้นช่วยพวกเราทีนะ!แค่เฉพาะงานครั้งนี้ก็ได้ "
เอลทำท่าลังเลใจวันนี้เขาแค่จะมาสำรวจเมืองเฉยๆ ไอ้เื่จะมาสมัครเป็ผจญภัยก็วางแผนไว้อยู่หรอกแต่มันออกจะกระทันไปหน่อย และที่สำคัญเขาอยากจะสร้างทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาเองมากกว่าแต่เขาก็เป็หนี้บุญคุณลูกาอยู่ จึงไม่กล้าปฏิเสธในทันที
“แล้วเป็ภารกิจยังไงล่ะ”
“มีข่าวว่ามีก็อบลินกลุ่มเล็กๆ เข้ามาในเขตป่าใกล้ๆเมืองเราแค่ต้องไปตรวจสอบ ถ้ามีกันไม่ถึงสิบตัว ก็จัดการทิ้งมีมากกว่านั้นก็กลับมารายงาน ส่วนแบ่งงานเราให้นาย 50% เลย”
“ระยะเวลาเดินทางล่ะ”
“เราจะจ้างรถม้าไปส่งถึงสุดเขตเมืองประมาณ 3 ชั่วโมงจากนั้นก็เดินเท้าต่ออีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง แค่่เย็นๆก็เสร็จงานแล้ว”
เอลทำท่าครุ่นคิดอีกครั้ง
[งานง่าย ระยะเวลาเดินทางไม่นาน แต่ถ้าเสร็จงานเกินกำหนดการกลัวจะไปหาเคลฟีไม่ทันนี่สิ่นี้ไม่อยากปล่อยให้เธอรอนานเลย]
“ช่วยพวกเราหน่อยนะ"
ลูกาก้มหัวขอร้องแบบสุดๆ
“นะๆๆๆๆ”
[ได้ไปดูฝีมืุ์สมัยนี้ก็ดีเหมือนกัน เอาก็เอาฟะ!]
“อ่า ก็ได้ๆ"
“เยสสส”
ลูการ้องดีใจเสียงดังกำหมัดทำท่าดีใจอย่างเปิดเผย
“แล้วเริ่มออกเดินทางวันไหน เวลาไหนล่ะ”
“วันนี้เลย! เดียวข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ตามอีกสองคนที่เหลือก่อนแล้วค่อยไปเจอกันหน้าประตูเมือง แบบนี้โอเคไหม?”
“เดียว นานไหมเนี่ย”
“บ้านข้าอยู่ติดอยู่กับโบสถ์ใกล้แค่นี้เอง สักเที่ยงก็เสร็จแล้ว”
“อ่าๆ”
“ขอบใจมากกกเอลลล”
ลูกาก้มหัวให้เขาอีกครั้งเธอดูดีใจสุดๆ
“งั้นขอตัวก่อนนะะ”
พูดจบเธอก็เดินจากไปทันทีทิ้งเอลไว้แบบ งงๆ
[แล้วสรุปกิลด์นักผจญภัยอยู่ไหนล่ะเนี่ย… ช่างมัน เดียวค่อยถามคนอื่นเอาแล้วกัน]
.
..
…
จนเวลานัดหมายมาถึง
เอลมารออยู่ที่ประตูเมืองเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่เห็นวี่แววลูกากับคนอื่นๆเลย
“มาไวไปรึเปล่าเนี่ย..”
ระหว่างที่คิดแบบนั้นเขาก็เห็นลูกาเดินมาแต่ไกล แถมเธอไปเปลี่ยนชุดมาแล้วด้วย จากเสื้อกางเกงดาดๆทั่วไป ครั้งนี้เธอใส่ชุดหนังพร้อมรบ เสื้อสีขาวมีเกราะหนังคลุมบริเวณหน้าอกและปลอกแขนกางเกงขายาว ข้างเอวมีดาบสั้นและขวดยาเวทมนตร์ ผมเผ้าก็มัดเรียบร้อย
จากลุคเซอร์ๆเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนตอนนี้เธอกลับ เรียกได้ว่าดู เท่ และสง่างามขึ้นเยอะ
[สวยแหะ]
“ไง -หืมมีอะไรรึเปล่า?”
ไม่ทันไรไรลูกาก็เดินมาอยู่หน้าเอลแล้ว
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร..”
“หืมมม งั้นเหรอ”
“แล้วคนอื่นๆล่ะ?”
“นี่ไงๆ"
ลูกาชี้ไปที่ชายสองคนที่เดินเข้ามาจากด้านหลังคนแรกเป็ชายหนุ่มวัยประมาณ 30 รูปร่างหน้าดี ผมสั้นสีทองสวมใส่ชุดเกราะหนังพกดาบยาวไว้ที่ข้างเอว ส่วนสูงสูงกว่าเอลนิดหน่อย ส่วนอีกคนเป็ชายอายุประมาณ20 ต้นๆ ผมสั้นสีทองเช่นเดียวกันรูปร่างและส่วนสูงพอๆกับเอล
กลายเป็ว่าคนที่เหลือมารออยู่กับเอลตั้งนานแล้วแต่ลูกาต่างหากที่มาช้าสุด
“สวัสดีครับ เอลสินะครับ ผม อัลเบิร์ด ครับ”
“ส่วนผม วิว ครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
ทั้งคู่เข้ามาแนะนำตัวด้วยท่าทีที่ดูสุภาพเป็อย่างมาก
“ ครับยินดีที่ได้รู้จัก" เอลเอลพยักหน้าตอบรับเบาๆ
“คุณเอลพอทราบภารกิจครั้งนี้แล้วใช่ไหมครับ?” วิวกล่าว
“อืมๆ ลูกาเล่ามาบ้างแล้ว”
“โอเคครับๆ ไว้เดียวเรามาทำความรู้จักกันเพิ่มเติมระหว่างเดินทางนะครับ เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลาถ้าทุกคนพร้อมแล้ว ไปกันเลยไหมครับ? " วิวกล่าว
เอลหันไปมองลูกาเธอก็พยักหน้าตอบรับ เขาจึงหันไปทางฝั่ง อัลเบิร์ดกับวิว และพยักหน้าให้
“งั้นไปกันเลยเถอะครับ”
จากนั้นทั้งกลุ่มก็เดินทางออกจากเมืองไป
ตอนนี้ทุกคนอยู่บนรถม้าขนาดเล็ก ที่ใช้ม้าตัวเดียวลากจูง ที่นั่งมีลักษณะเปิดโล่ง หนังคาเป็แค่ผ้าใบหรือในอีกชื่อเรียกคือ “เกวียน เอลนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับลูกา ส่วนอัลเบิร์ดกับวิวนั่งฝั่งเดียวกันเื่ค่าเดินทางทางฝั่งลูกาเป็คนจ่าย
พอเริ่มออกจากตัวเมืองก็มีแต่พื้นที่ทางเกษตรกรรม บ้านหลังเล็กๆปรากฏให้เห็นตามทางอยู่บ้างเป้าหมายนั้นคือป่าแห่งหนึ่งนอกเขตอาณาจักรเป็พื้นที่ป่าทึบติดกับูเา
เอลมีเื่สงสัยเกี่ยวกับมนุษย์ในยุคนี้เต็มไปหมดนี่เป็โอกาสที่ดีมากที่จะถาม แต่อัลเบิร์ดชิงถามก่อน
“คุณเอลเป็นักเวทย์สินะครับ”
“ใช่ครับ”
“เพื่อจะได้วางแผนในการต่อสู้ได้ ขอทราบได้ไหมครับว่าคุณเอลใช้เวทย์ได้ระดับไหนเหรอครับ?”
“ใช้ไฟบอลขนาดประมาณเมตรกว่า ได้อยู่ครับ”
แน่นอนว่าต้องโกหกออกไปหากบอกว่าตัวเองะเิูเาได้คงเป็ข่าวใหญ่แน่ๆ ตอนนี้เขายังอยากอยู่แบบสงบๆมากกว่า
แต่พอพูดจบอัลเบิร์ดก็หันมามองเอลด้วยสีหน้าประหลาดใจ
[หืม ดูกระจอกไปรึ ผ่านมา15ปี แล้วด้วยสิเดียวนี้ไฟบอล คงทำกันได้หมดแล้วมั้ง ยิ่งขนาดเล็กๆด้วยอีกบอกเป็อย่างอื่นแทนละกัน เฮอริเคน,ดาวตก,ฟ้าผ่า เอาไรดีเนี่ย]
“สุดยอดเลย”
[เอะ!]
“ผมมีคนรู้จักที่เป็นักเวทย์ยังใช้เวลากว่า 40 ปีเลย กว่าจะทำได้ ไม่น่าเชื่อว่าคุณเอลจะใช้เวทย์นั้นได้ทั้งๆที่อายุใกล้เคียงกับผมแท้ๆ ทำเอาผมอายเลย ”
กลับกลายเป็ว่าทั้งคู่หรือแม้แต่ลูกาเองก็ดูประทับใจกับเอลสะอย่างงั้น
[ดูท่า 15 ปี พัฒนาการด้านเวทมนตร์ของมนุษย์ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไรแหะ]
“ขอบคุณครับ แล้วคุณอัลเบิร์ดกับคุณวิวเป็นักดาบสินะครับ”
เอลสังเกตจากอัลเบิร์ดและวิวที่มีดาบยาวข้างเอวทั้งคู่แต่ก็นักเวทย์หลายๆคนพกดาบเหมือนกัน เลยสงสัย
“ใช่ครับ พวกเราเป็นักดาบทั้งคู่ เวทมนตร์ก็พอใช้ได้ในระดับจุดฟางได้อยู่ครับ”
อัลเบิร์ดตอบกลับอย่างมีอารมณ์ขัน
“ลูกาล่ะ”
ลูกาก็กำลังจะหันมาตอบแต่อัลเบิร์ดพูดแทนก่อน
“ลูกาเธอถนัดใช้มีดสั้นน่ะ แล้วก็ยังใช้เวทย์รักษาได้ด้วย หายากใช่เล่นเลย เป็ซัพพอทคนสำคัญในกลุ่มเราเลยแหละ”
“โห”
เอลรู้สึกประทับใจอยู่เหมือนกัน เป็ทั้งนักดาบทั้งฮิลเลอร์ด้วยถึงมันง่ายสำหรับเขา แต่สำหรับมนุษย์ผู้ที่ทำได้ก็มีอยู่น้อยมาก
“ขอถามอะไรอีกได้ไหม"
“อืมว่ามาเลย” อัลเบิร์ดตอบ
“พวกนายมาเป็นักผจญภัยทำไมหรอ?”
“หืมทำไมหรอ”
“ไม่มีอะไรเป็พิเศษหรอก แค่อยากรู้เฉยๆน่ะ”
ถึงจะบอกว่าไม่มีไรแต่การที่ได้รู้ว่านักผจญภัยนั้น มีเป้าหมายเพื่ออะไร ทำไมถึงยอมมาทำอาชีพเสี่ยงตายเื่พวกนี้นับเป็เื่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับเอล
อัลเบิร์ดทำท่าครุ่นคิด
“เพราะน่าสนุกละมั้ง ได้ออกไปต่อสู้ พบเจอกับความท้าทาย เจอที่ใหม่ๆอีกเหตุผลหนึ่งก็เื่เงินล่ะน่ะ ถึงอันตรายหน่อย แต่นับว่าคุ้มอยู่ ฮาๆ ”
เอลว่าจะหันไปถามทางวิวต่อแต่วิวก็พูดขึ้นมาก่อน
“อะไรกันๆ เห็นนายบอกว่าอยากได้องค์หญิง โลซินเทียร์เป็ภรรยาไม่ใช่รึไง”
“ไม่เอาน่า ข้าแค่ล้อเล่นเอง"
อัลเบิร์ดพูดปัดอย่างอายๆ
“หมายความว่าไงหรอครับ คุณวิว”
เอลถาม พร้อมกับแสดงสีหน้าสงสัยเหตุผลในการมาเป็นักผจญภัยเกี่ยวอะไรกับการอยากได้องค์หญิงของประเทศนี้มาเป็ภรรยากัน
“หืมคุณเอลไม่ทราบเหรอครับ”
“เื่อะไรเหรอครับ”
“อ่อ ผมลืมไปเลย คุณเอลไม่ใช่คนแถวนี้จะไม่ทราบก็คงไม่แปลก คือเมื่อประมาณ 3ปีก่อน กษัตริย์อิราซิล ของประเทศเรา ได้ประกาศว่าจะยกองค์หญิงโลซินเทียร์ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา ให้แก่ผู้ใดที่ปราบจอมมารลงได้”
“แต่จริงๆ ถึงจะเป็การประกาศให้คนทั้งประเทศทราบแต่เขาหมายถึงคนๆเดียวมากกว่า”
“ยังไงหรอครับ?”
“ก็ผู้กล้าคนปัจจุบัน เพิร์ท ยังไงละครับ หลังจากที่ซาเวียร์ตายกษัตริย์อิราซิลก็เป็คนรับเพิร์ทมาเป็ลูกบุญธรรม จนเมื่อ3 ปีก่อนตอนที่ เพิร์ทเริ่มออกเดินทางตามรอยพ่อของเขาในฐานะผู้กล้ากษัตริย์อิราซิลก็ออกประกาศนี้ขึ้นมาทันที ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าคนที่เขา้าจะมอบลูกสาวให้ นั้นหมายถึงใคร”
“แต่ก็อดคิดไม่ได้เลยนะครับว่า ถ้าเป็คนอื่นเอาชนะจอมมารได้กษัตริย์อิราซิลจะยังคงรักษาคำพูดรึเปล่า ฮาๆ”
[หืมม น่าสนใจจริงๆ] เอลคิด
ไม่ว่าจะเป็เื่อิราซิลที่ยังไม่ตายหรือเื่ผู้กล้าคนใหม่ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกน่าสนใจจริงๆ กลุ่มผู้กล้ารุ่นที่ 2 จะแข็งแกร่งแค่ไหนกันเชียว!
หลังจากนั้นเอลก็ถามเกี่ยวกับรายละเอียดของสมาชิกกลุ่มผู้กล้าคนอื่นๆพบว่านอกจาก เพิร์ทตัวผู้กล้า กับ เซราซิเนีย องค์หญิงจากอาณาจักรเอลฟ์ อีก 3 คนที่เหลือได้แก่
ซานะจอมเวทย์สาวอัฉริยะ อายุเพียง 18 ปี แต่สามารถใช้เวทย์ระดับแกรนมาสเตอร์ได้ เป็คนจากอาณาจักรโอเชล่า
บาซิลลัคเป็ชายร่างกายมหึมหาตัวใหญ่เกือบเท่าพวกอ็อค ใช้ขวานคู่ที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่าตัวมนุษย์ จากอาณาจักรดูววาลอน
คนสุดท้ายเฮค ชายแก่ผู้ใช้เวทย์รักษา เป็หนึ่งใน 4 เสาหลักของอาณาจักรโอเชล่า
สมัยก่อนอาณาจักรโอเชล่าผู้ที่แข็งแกร่งในด้านเวทมนตร์ที่สุดจะเป็ผู้ประเทศหนึ่งเดียวแต่ตอนที่โอ๊คตาย เกิดความวุ่นวายอย่างมากในประเทศ ภายหลังจึงมีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศมีด้วยกัน 4 คน และเฮค อยู่ในลำดับที่4
หลังจากนั้นเอลก็สอบถามรายละเอียดของโลกนี้ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดทุกคนก็มาถึงจุดหมาย