' ข้ออ้างของเยี่ยชิงหลัน '
ความเดิมตอนที่แล้ว
ตลับยาที่ถูกแอบอ้างชื่อเยี่ยชิงหลันมิใช่ยาสมานแผล หากมีผงรากเผาชีพจรผสมอยู่ หากหลิวหยางเผลอใช้กับแผลเปิด มือของเขาอาจปวดแสบ เส้นชีพจรปลายนิ้วปั่นป่วน จนไม่อาจจับมีดคัดสมุนไพรได้หลายวัน
เยี่ยชิงหลันส่งตลับยาปลอมให้หอคุมกฎตรวจสอบ และเริ่มสงสัยว่าเหตุใดเด็กฝ่ายนอกที่อยู่ข้างเตาหลอมมาหลายปีจึงไม่เคยถูกสอนให้รับรู้รอยปราณพื้นฐาน นางจึงชี้แนะเขาเพียงสั้น ๆ ว่าปราณมิใช่สิ่งที่เห็นด้วยตา แต่เป็รอยไหวบางเบาที่ต้องใช้ใจอันสงบแยกออกจากกลิ่น น้ำหนัก และลมหายใจ
คืนนั้น หลิวหยางทำตามคำชี้แนะของนางกับขวดโอสถใบเล็ก เขาััรอยปราณบนขอบฝาได้เป็ครั้งแรก และในเวลาเดียวกัน ก็รับรู้ว่าในร่างตนเองมีไอปราณสายหนึ่งตื่นขึ้นอย่างเงียบงัน
ปลายแสงตะวันคล้อยต่ำเหนือสันผา เงาสนทอดยาวผ่านพื้นหินหน้าตำหนักหลิงเหยา บันทึกสอบสวนจากหอคุมกฎจึงถูกส่งขึ้นมาถึงมือเยี่ยชิงหลัน
ลมบนยอดเขาพัดผ่านทิวสนเก่าแก่ที่เรียงตัวตามสันผา กิ่งสนบิดงอแผ่ออกใต้ม่านหมอกบาง เสียงใบสนเสียดสีกันแ่เบา ราวปลายพู่กันลากผ่านแผ่นกระดาษ
หอหลอมโอสถฝ่ายในตั้งอยู่ครึ่งไหล่เขา กลิ่นสมุนไพรบริสุทธิ์ลอยปะปนกับไอหมอกยามสาย ต่างจากเรือนหลอมโอสถฝ่ายนอกที่มีกลิ่นควันเตาและเถ้ายาค้างอยู่เสมอ
เยี่ยชิงหลันยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้ดำในเรือนรับบัญชีสมุนไพร
บนโต๊ะมีของสามอย่างวางเรียงอยู่
ตลับยาปลอมที่ถูกห่อด้วยผ้าขาว
แผ่นบันทึกคำให้การจากศิษย์เวรหน้าประตู
และม้วนไม้ไผ่ซึ่งหอคุมกฎประทับตรากลับมา
ศิษย์ฝ่ายในผู้รับหน้าที่นำเอกสารขึ้นเขาประสานมือรายงาน
“ผู้ส่งตลับยาเป็ศิษย์ฝ่ายนอกจากลานฝึกตะวันตกจริง เขายอมรับว่าได้รับของมาจากผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง มิได้รู้จักหลิวหยางเป็การส่วนตัว”
เยี่ยชิงหลันไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจ
“ผู้ใด”
“เฉียนอู่ ศิษย์ฝ่ายนอกจากลานฝึกตะวันตก เป็คนสนิทของจ้าวเหวินชางขอรับ”
ชื่อจ้าวเหวินชางทำให้ผู้บันทึกบัญชีสมุนไพรที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะชะงักไปเล็กน้อย
จ้าวเหวินชางยังถูกขังอยู่ในหอคุมกฎจากเื่ทำลายสมุนไพรของหลิงเหยาต่อหน้าผู้คน ทว่าตลับยาปลอมกลับยังวนมาถึงมือหลิวหยางอีกครั้ง แม้ตัวเขาจะไม่ได้ออกหน้า แต่คนของเขากลับมิได้สงบตามไปด้วยเยี่ยชิงหลันเปิดม้วนไม้ไผ่อ่านอย่างเงียบงัน
ผู้ส่งตลับยาอ้างว่า เฉียนอู่เพียงฝากของให้ไปส่ง บอกว่าเป็ยาดีจากศิษย์พี่หญิงเยี่ย ไม่ต้องถามมาก หากส่งถึงมือหลิวหยางแล้ว จะได้รับโอสถบำรุงปราณหนึ่งเม็ดเป็ค่าตอบแทน
ส่วนเฉียนอู่เมื่อถูกเรียกสอบ กลับตอบว่า ตนเพียงเห็นหลิวหยางทำให้จ้าวเหวินชางเสียหน้า จึงอยากสั่งสอนเล็กน้อย มิได้คิดให้ถึงตาย
“สั่งสอนเล็กน้อยหรือ”
ผู้บันทึกบัญชีสมุนไพรพึมพำเสียงต่ำ
“ผงรากเผาชีพจรผสมในยาทาแผล หากใช้ผิดที่ แม้ไม่ถึงตาย แต่ทำลายมือของศิษย์โอสถได้หลายวัน นี่เรียกสั่งสอนเล็กน้อยได้อย่างไร”
เยี่ยชิงหลันวางม้วนไม้ไผ่ลง
“เพราะไม่ถึงตาย จึงกล้ากล่าวว่าเล็กน้อย”
น้ำเสียงของนางสงบ ทว่าความสงบนั้นกลับทำให้ผู้ยืนอยู่ข้างโต๊ะไม่กล้ากล่าวต่อ
เยี่ยชิงหลันมองตลับหยกบนผ้าขาวอยู่ครู่หนึ่ง
คนวางแผนมิได้หวังหลอกนาง เขาเพียงใช้ชื่อของนางเป็สะพาน ส่งของชิ้นนี้ผ่านมือศิษย์คนนั้นไปถึงหลิวหยาง
เพราะนางเคยมอบยาให้หลิวหยางด้วยตนเองมาแล้วครั้งหนึ่ง หากมีผู้กล่าวว่า
“ศิษย์พี่หญิงเยี่ยฝากมาให้”
ผู้เฝ้าประตูย่อมเผลอวางใจ โดยไม่รู้เลยว่าความไว้ใจนั้นถูกผู้อื่นหยิบไปใช้เป็ทางผ่าน
ที่แท้สิ่งที่ถูกนำมาใช้มิใช่ตลับยาเพียงใบเดียว
แต่เป็ความเมตตาของนางเอง
ทว่าเด็กผู้นั้นกลับมิได้ก้าวเข้าสู่หลุมที่ผู้อื่นขุดไว้
เขารับของไว้โดยไม่แตะต้อง เก็บเงียบไว้ในแขนเสื้อ แล้วรอจนกระทั่งมันถูกนำกลับมาวางต่อหน้านาง
เยี่ยชิงหลันหลุบตาลงเล็กน้อย
เด็กผู้นั้นมิใช่ไม่รู้จักกลัว เพียงรู้จักรอให้ความจริงเดินมาถึงจุดที่ผู้อื่นไม่อาจปฏิเสธได้เอง
“หอคุมกฎตัดสินอย่างไร”
ศิษย์ฝ่ายในตอบทันที
“เรียนศิษย์พี่หญิง ผู้ส่งตลับยาถูกริบโอสถบำรุงปราณประจำเดือนสามเดือน และถูกสั่งให้กวาดลานหอคุมกฎหนึ่งเดือนขอรับ เฉียนอู่ถูกโบยด้วยแส้ปราณสามครั้ง ผนึกปราณเจ็ดวัน ทั้งยังถูกริบโอสถบำเพ็ญเพียรครึ่งปี และห้ามเข้าใกล้เรือนโอสถฝ่ายนอกชั่วคราว ส่วนเื่จ้าวเหวินชาง หอคุมกฎยังไม่พบหลักฐานว่าเขาสั่งการโดยตรง จึงยังไม่อาจผูกข้อกล่าวหาเพิ่มได้ ทว่าเื่นี้ถูกบันทึกไว้แล้ว หากภายหลังพบร่องรอยเกี่ยวพันอีก โทษเดิมและโทษใหม่จะถูกนับรวมกันขอรับ”
เยี่ยชิงหลันฟังจนจบ ดวงตานิ่งลงเล็กน้อย
หลักฐานไม่ถึงตัว แต่คนข้างกายกลับเคลื่อนไหวแทน เื่เช่นนี้ ในสำนักใหญ่หาใช่เื่แปลก นางวางแผ่นหยกลงบนโต๊ะ
““คนที่ลงมือวันนี้อาจเป็เฉียนอู่ แต่คนที่ทำให้ศิษย์ฝ่ายนอกจากลานฝึกตะวันตกกล้าล่วงเกินเรือนโอสถและแอบอ้างชื่อหลิงเหยา ย่อมมิใช่เฉียนอู่เพียงคนเดียว จดไว้”
ศิษย์ผู้รายงานชะงักเพียงครู่เดียว
“ขอรับ”
เยี่ยชิงหลันหยิบแผ่นหยกสีเขียวอ่อนขึ้นมาจากกล่องไม้ข้างโต๊ะ ปลายนิ้วนางแตะลงบนผิวหยก ไอปราณสายหนึ่งไหลออกจากปลายนิ้ว กลายเป็อักขระสีเขียวอ่อนเรียงตัวขึ้นทีละบรรทัด
‘ให้เรือนโอสถฝ่ายนอกส่งตัวหลิวหยางไปยังตำหนักโอสถฝ่ายในบนเขาหลิงเหยา เมื่อแสงอรุณแตะขอบเมฆา เพื่อชี้แจงเื่บัญชีสมุนไพรล่าสุดที่ส่งมาเขาหลิงเหยา
บันทึกของหญ้าน้ำค้างหิมะและรากกระดูกขาวมีจำนวนคลาดเคลื่อนจากบัญชีตรวจรับของเขาหลิงเหยา ผู้คัดแยกสมุนไพรชุดดังกล่าวต้องมาชี้แจงตามกฎ’
เมื่ออักขระสุดท้ายปรากฏขึ้น เยี่ยชิงหลันจึงกดปลายนิ้วลงบนขอบหยก ตราหลิงเหยาเรืองวาบเพียงครู่เดียว ก่อนเส้นอักขระทั้งหมดจะจมลงไปในเนื้อหยก เหลือไว้เพียงรอยผนึกสีเขียวอ่อนบนผิวด้านนอก
คำสั่งนี้ หากส่งลงไปยังเรือนโอสถฝ่ายนอก ย่อมดูเหมือนเขาหลิงเหยาเข้มงวดกับเด็กฝ่ายนอกผู้คัดสมุนไพร หลังเกิดเื่ตลับยาปลอม ไม่มีผู้ใดกล่าวได้ว่านางเมตตาหลิวหยางเกินควร
ทว่าใต้ถ้อยคำตามกฎเ่าั้ กลับซ่อนทางเดินอีกสายหนึ่งไว้ เป็ทางเดินที่งดงามพอจะผ่านสายตาคนทั้งเรือนโอสถ และมั่นคงพอจะพาเด็กคนนั้นมายังตำหนักโอสถฝ่ายในบนเขาหลิงเหยา โดยไม่เปิดช่องให้หลัวจิ้งหยวนขัดขวางอย่างโจ่งแจ้ง
นางส่งแผ่นหยกคำสั่งให้ศิษย์ผู้ยืนรออยู่ด้านข้าง
“นำไปส่งยังเรือนโอสถฝ่ายนอก แจ้งว่าเป็คำสั่งเรียกตัวหลิวหยางจากเขาหลิงเหยา ให้มาถึงตำหนักโอสถฝ่ายในเมื่อแสงอรุณแตะขอบเมฆา”
ศิษย์ผู้นั้นรับหยกคำสั่ง เขาประสานมือ รับคำโดยไม่ถามต่อ
“ข้าจะนำไปส่งเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เยี่ยชิงหลันพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
ศิษย์ผู้นั้นถอยออกไปอย่างสำรวม เงาอาภรณ์เขียวอ่อนลับหายไปหลังม่านประตูไม้ไผ่ ไม่นาน เสียงฝีเท้าก็ค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางเดินหินหน้าเรือน
เยี่ยชิงหลันมองตามศิษย์ผู้นั้นที่ถือหยกคำสั่งถอยออกไป สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม แผ่นหยกสีเขียวอ่อนถูกประทับตราหลิงเหยาไว้เรียบร้อยแล้ว เนื้อความภายในจมอยู่ใต้รอยผนึกปราณ ไม่มีผู้ใดสามารถเปิดอ่านได้ตามใจ
เยี่ยชิงหลันมองตามผู้ถือสารจนเงาร่างนั้นลับพ้นประตู สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง คำสั่งหนึ่งแผ่น ดูภายนอกเป็เพียงกฎของตำหนักโอสถฝ่ายใน ทว่าข้อสงสัยที่เก็บไว้ในใจ กลับเริ่มมีทิศทางชัดเจนขึ้น
หากหลัวจิ้งหยวนกันเด็กผู้นั้นไว้เพราะร่างกายอ่อนแอจริง นางย่อมต้องเห็นด้วยตาตนเองว่าเขาอ่อนแอถึงเพียงใด แต่หากเหตุผลแท้จริงมิใช่ความห่วงใย หากเป็เพราะไม่้าให้หลิวหยางมองเห็นทางที่ผู้ฝึกตนควรมองเห็น นางก็ยิ่งต้องเรียกเขามาให้พ้นจากเงาของเรือนโอสถฝ่ายนอกสักครา
──────────────────────────
แสงปลายตะวันอ่อน ๆ ค่อย ๆ ละเลียดผ่านชายคาเรือนโอสถฝ่ายนอก เงาเสาไม้ทอดยาวลงบนพื้นศิลาตอนที่คำสั่งจากเขาหลิงเหยาถูกส่งมาถึง
ศิษย์ผู้ถือคำสั่งสวมอาภรณ์เขียวอ่อน ข้างเอวแขวนป้ายหยกของยอดเขาหลิงเหยา เมื่อศิษย์เวรหน้าประตูเห็นตราบนป้ายนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบเปิดทางให้โดยไม่กล้าซักถามเกินจำเป็
คำสั่งจากตำหนักโอสถฝ่ายในมิใช่เื่ที่ศิษย์ฝ่ายนอกควรรั้งไว้หน้าประตู
ไม่นาน ศิษย์จากเขาหลิงเหยาก็หยุดลงหน้าเหอจวิน ก่อนประคองแผ่นหยกคำสั่งสีเขียวอ่อนส่งให้ด้วยสองมือ
บนผิวหยกมีตราปราณหลิงเหยาประทับอยู่ แสงอักขระจาง ๆ จมอยู่ใต้เนื้อหยก มิอาจอ่านได้ด้วยตาเปล่า
“คำสั่งจากตำหนักโอสถฝ่ายใน เรียกตัวหลิวหยางไปยังเขาหลิงเหยาเมื่อแสงอรุณแตะขอบเมฆา ขออย่าให้ล่าช้าขอรับ”
เหอจวินรับแผ่นหยกคำสั่งมาด้วยสองมือ สีหน้าสุขุมขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยผนึกบนผิวหยก
“ข้าจะนำไปเรียนอาจารย์เดี๋ยวนี้ขอรับ”
ศิษย์จากเขาหลิงเหยาพยักหน้า
เหอจวินเป็ศิษย์สายตรงของหลัวจิ้งหยวน ผู้ดูแลบัญชีโอสถและงานรับส่งคำสั่งในเรือนหลอมยาเล็กอยู่เสมอ ใบหน้าของเขาไม่สะดุดตานัก ทว่าดวงตากลับนิ่งและละเอียด เป็คนพูดน้อย แต่ไม่เคยปล่อยผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ให้หลุดรอดสายตา
เหอจวินนำแผ่นหยกคำสั่งผ่านลานคัดสมุนไพร มุ่งตรงไปยังโถงหลักของตำหนักโอสถฝ่ายนอก ตราหลิงเหยาบนผิวหยกเรืองแสงจาง ๆ ใต้ชายแขนเสื้อ ศิษย์ฝ่ายนอกที่เห็นต่างลดสายตาลงโดยไม่ได้นัดหมาย บางคนทำทีคัดแยกสมุนไพรต่อ บางคนเพียงส่งสายตากับคนข้างกาย แล้วเงียบไป
หยกคำสั่งจากเขาหลิงเหยา เมื่อมาถึงตำหนักโอสถฝ่ายนอก ย่อมมิใช่เื่เล็ก
หลิวหยางกำลังนั่งคัดรากกระดูกขาวอยู่ใต้ชายคาหลังเรือน ปลายมีดหยกกรีดผ่านรากเสียอย่างบางเบา เศษรากที่มีไอขุ่นถูกแยกลงตะกร้าขวา ส่วนรากสมบูรณ์วางไว้ซ้ายมือเป็ระเบียบ
เสียงฝีเท้าของเหอจวินผ่านไปด้านหลัง
หลิวหยางไม่ได้เงยหน้า ปลายมีดหยกยังคงกรีดผ่านรากสมุนไพรอย่างช้า ๆ ราวไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวรอบกาย ทว่าแสงสีเขียวอ่อนที่วาบผ่านข้างมือ เขาเห็นแล้ว ตราปราณบนแผ่นหยกนั้น เขาก็จำได้เช่นกัน ตราหลิงเหยา
คำสั่งจากเขาหลิงเหยา ย่อมมิใช่สารธรรมดา
เหอจวินถือแผ่นหยกคำสั่งผ่านลานคัดสมุนไพรไปยังโถงหลักของตำหนักโอสถฝ่ายนอก
ภายในโถง กลิ่นสมุนไพรอบอวลจาง ๆ ปะปนกับไอควันจากห้องหลอมยาด้านหลัง ม่านผ้าสีหม่นกั้นอยู่ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเงาเตาหลอมขนาดกลางตั้งนิ่งอยู่หลังม่าน ไฟใต้เตายังเหลือแสงแดงเรื่อ ควันขาวบางสายลอยขึ้นแล้วจางหายใต้คานไม้
หลัวจิ้งหยวนนั่งอยู่หลังโต๊ะหิน ด้านข้างมีแผ่นหยกบันทึกสูตรโอสถและบัญชีสมุนไพรวางซ้อนกันเป็ระเบียบ
เมื่อเห็นเหอจวินเข้ามา สายตาของหลัวจิ้งหยวนจึงเลื่อนจากแผ่นหยกบันทึกตรงหน้า ไปยังตราหลิงเหยาบนแผ่นคำสั่งในมือเหอจวิน
“มีเื่ใด”
เหอจวินก้มศีรษะลง
“เรียนอาจารย์ คำสั่งจากตำหนักโอสถฝ่ายในบนเขาหลิงเหยาขอรับ”
ปลายนิ้วของหลัวจิ้งหยวนที่แตะอยู่บนแผ่นหยกบันทึกหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนวางแผ่นหยกนั้นลงอย่างไม่รีบร้อน
“หลิงเหยา?”
“เรียนอาจารย์ ผู้ถือสารแจ้งว่า ให้ส่งตัวหลิวหยางไปยังตำหนักโอสถฝ่ายในบนเขาหลิงเหยา เมื่อแสงอรุณแตะขอบเมฆาขอรับ”
หลัวจิ้งหยวนวางแผ่นหยกบันทึกในมือลงช้า ๆ
“หยางเอ๋อร์หรือ…?”
น้ำเสียงนั้นยังคงอ่อนโยน คล้ายเพียงเอ่ยถึงศิษย์ในเรือนอย่างธรรมดา
ครู่หนึ่ง เขาจึงยื่นมือออกไป
“นำแผ่นหยกมาให้ข้า”
เหอจวินรีบก้าวเข้ามา ยื่นแผ่นหยกคำสั่งขึ้นด้วยสองมือ
หลัวจิ้งหยวนรับแผ่นหยกมา วางสองนิ้วลงบนตราผนึกหลิงเหยา แล้วส่งปราณเข้าไปเพียงเสี้ยวเดียว ผิวหยกพลันเรืองแสง อักขระสีเขียวอ่อนค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือแผ่นหยก เรียงตัวเป็บรรทัดกลางอากาศ
‘ให้เรือนโอสถฝ่ายนอกส่งตัวหลิวหยางไปยังตำหนักโอสถฝ่ายในบนเขาหลิงเหยา เมื่อแสงอรุณแตะขอบเมฆา เพื่อชี้แจงเื่บัญชีสมุนไพรล่าสุดที่ส่งมาเขาหลิงเหยา
บันทึกของหญ้าน้ำค้างหิมะและรากกระดูกขาวมีจำนวนคลาดเคลื่อนจากบัญชีตรวจรับของเขาหลิงเหยา ผู้คัดแยกสมุนไพรชุดดังกล่าวต้องมาชี้แจงตามกฎ’
หลัวจิ้งหยวนอ่านถ้อยคำเ่าั้อย่างช้า ๆ สีหน้าอ่อนโยนของเขามิได้เปลี่ยนไป ทว่าปลายนิ้วที่แตะอยู่บนขอบหยกกลับนิ่งกว่าก่อนเล็กน้อย
ครู่หนึ่ง หลัวจิ้งหยวนจึงถอนปลายนิ้วออก อักขระสีเขียวอ่อนเหนือแผ่นหยกค่อย ๆ จมกลับลงไปใต้ผิวหยกดังเดิม เขาวางหยกคำสั่งลงบนโต๊ะหินอย่างเบามือ สีหน้าของเขามิได้เปลี่ยนไปมากนัก เพียงแต่โถงหลักของตำหนักโอสถฝ่ายนอกเงียบลง ทว่าความเงียบชั่วครู่นั้นยาวนานพอให้เหอจวินก้มหน้าต่ำกว่าเดิม
หลัวจิ้งหยวนทอดสายตามองควันขาวเหนือปากเตาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอนหายใจเบา ๆ
“่นี้ข้าคงใช้งานเขาหนักเกินไป เด็กอายุเท่านั้น ต่อให้รอบคอบเพียงใด ก็ยังทำพลาดได้”
ถ้อยคำฟังคล้ายตำหนิตนเองมากกว่าตำหนิหลิวหยาง
เหอจวินรีบกล่าว
“อาจารย์เมตตาเขามาโดยตลอด เื่เล็กน้อยเช่นนี้ หากหลิงเหยาตรวจทานแล้วคงกระจ่างเองขอรับ”
หลัวจิ้งหยวนยิ้มบาง
“คำสั่งจากหลิงเหยา ย่อมต้องทำตามกฎ ตอบรับไปเถิด”
เขาหยุดเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ
“ไปบอกหยางเอ๋อร์ ให้เตรียมตัวั้แ่คืนนี้ พรุ่งนี้เมื่อคนของเขาหลิงเหยามารับ ก็อย่าได้เสียมารยาท”
“ขอรับอาจารย์”
เหอจวินประสานมือ ถอยออกจากโถงหลักไปอย่างเงียบเชียบ
หลัวจิ้งหยวนยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะหิน มิได้ขยับอยู่ครู่หนึ่ง
รอยยิ้มอ่อนโยนยังแต้มอยู่บนใบหน้า ทว่าดวงตาของเขากลับลดต่ำลง มองหยกคำสั่งจากเขาหลิงเหยาอีกครั้ง
เยี่ยชิงหลัน
รอยปราณของนางประทับอยู่ท้ายคำสั่ง ใต้ตราหลิงเหยาอย่างเรียบร้อย
ในฐานะผู้ตรวจรับสมุนไพร นางมีสิทธิ์เรียกผู้คัดแยกสมุนไพรไปชี้แจงบัญชีที่คลาดเคลื่อน
ทุกถ้อยคำล้วนอยู่ในขอบเขตกฎ ทุกขั้นตอนล้วนไร้ช่องให้ปัดตก
เด็กคนนั้นถูกเรียกไปด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเกินกว่าจะขวาง
──────────────────────────
แสงปลายตะวันค่อย ๆ จางลับหลังแนวชายคา เงาชั้นตากสมุนไพรทอดเอนบนพื้นศิลา
กลิ่นรากกระดูกขาวปะปนกับกลิ่นหญ้าน้ำค้างหิมะที่เพิ่งคัดเสร็จใหม่ ๆ ลอยอยู่ในอากาศอย่างบางเบา ศิษย์ตำหนักโอสถหลายคนเริ่มเก็บตะกร้า เริ่มเก็บงานของตน ทว่าหลิวหยางยังนั่งอยู่มุมเดิมอย่างเงียบงัน
ตรงหน้าเขา รากกระดูกขาวถูกแยกเป็กองเล็ก ๆ อย่างเป็ระเบียบ ปลายมีดหยกในมือเคลื่อนช้าและมั่นคง ราวทุกเสียงรอบตัวมิได้เกี่ยวข้องกับเขา จนกระทั่งเงาของเหอจวินทอดลงตรงหน้าตะกร้า
ปลายมีดหยกจึงหยุดลง หลิวหยางวางมีดลงข้างกองสมุนไพร ก่อนลุกขึ้นประสานมืออย่างเรียบร้อย
“ศิษย์พี่เหอ”
เหอจวินมองกองสมุนไพรตรงหน้าเขาเพียงแวบเดียว แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“หลิวหยาง อาจารย์สั่งมา ให้เ้าเตรียมตัวไปที่เขาหลิงเหยา ตอนเช้าตรู่จะมีคนจากตำหนักโอสถฝ่ายในบนเขาหลิงเหยามารับ”
หลิวหยางหลุบตาลงเล็กน้อย
“เป็เื่ใดหรือขอรับ”
เหอจวินมองเขานิ่ง ๆ
“ข้าไม่ทราบรายละเอียด”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดช่องให้ถามซ้ำ
“คำสั่งของอาจารย์ เ้าทำตามก็พอ ไม่ใช่เื่ที่เ้าควรถามให้มากความ เมื่อไปถึงเขาหลิงเหยา ย่อมมีผู้ชี้แจงให้เ้าทราบเอง”
หลิวหยางประสานมือ
“ข้าทราบแล้วขอรับ”
เขาหลิงเหยาเรียกเขาไปด้วยเื่ใด ตลับยาปลอมเมื่อก่อนหน้า หรือสมุนไพรชุดล่าสุดที่เขาเพิ่งคัดส่งขึ้นไป
หากเป็อย่างหลัง สมุนไพรชุดนั้นผ่านมือเขาทั้งหมด ต้นดี ต้นช้ำ รากเสีย และไอผิดปกติถูกแยกไว้ชัดเจน หญ้าน้ำค้างหิมะที่ปลายรากช้ำถูกวางไว้ในถาดตรวจซ้ำ รากกระดูกขาวที่กลิ่นฝาดหนักกว่าปกติก็ถูกปักป้ายไว้แล้ว ไม่มีสิ่งใดควรทำให้เกิดปัญหาโดยไร้ร่องรอย
หลิวหยางนิ่งไปเล็กน้อย
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
น้อยเสียจนเหอจวินไม่อาจเรียกได้ว่าเป็อาการใ
เหอจวินมองเด็กตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถ้อยคำที่นอกเหนือจากคำสั่ง
“เมื่อไปถึงแล้ว เ้าตอบตามจริงก็พอ อย่าพูดเกินสิ่งที่ตนรู้ และอย่าทำให้ตำหนักโอสถฝ่ายนอกต้องเสียหน้า”
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ ทว่าในถ้อยคำนั้นมีความเข้มงวดของศิษย์พี่ผู้ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของอาจารย์มาหลายปี
สำหรับเหอจวิน หลัวจิ้งหยวนคือผู้รับผิดชอบตำหนักโอสถฝ่ายนอก เป็อาจารย์ที่เขาเคารพ และเป็ผู้ที่ไม่ควรถูกศิษย์ต่ำต้อยผู้หนึ่งทำให้เสียชื่อเพราะถ้อยคำที่ไม่ระวัง
หลิวหยางฟังจนจบ แล้วหลุบตาลงเล็กน้อย
เป็เยี่ยชิงหลันที่เรียกเขาไปแน่ และนางมิได้เรียกเขาไปเพราะสมุนไพร
เพียงได้ยินคำว่าเขาหลิงเหยา หลิวหยางก็เข้าใจแล้วว่า เื่นี้มีรอยต่ออื่นซ่อนอยู่ใต้คำสั่ง
แต่เขาไม่ถาม ไม่แก้ตัว และไม่ปล่อยให้ผู้ใดรู้ว่าตนมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่ควรเห็น ในเรือนโอสถฝ่ายนอก บางคำถามไม่ต่างจากการยื่นคมมีดให้ผู้อื่นถือ
เขาจึงหลุบตาลง ประสานมืออย่างเรียบร้อย
“ข้าจะจำไว้ขอรับ”
เหอจวินพยักหน้า แล้วเดินจากไป
ศิษย์ฝ่ายนอกที่อยู่ใกล้ ๆ ทำทีเป็ก้มหน้าคัดสมุนไพรต่อ ทว่าหลายหูยังคงเงี่ยฟังอยู่ใต้เสียงมีดหยกและเสียงตะกร้าไม้ไผ่กระทบพื้น
“คงเพราะเื่ตลับยาปลอมกระมัง เขาหลิงเหยาคงตรวจเข้มขึ้น”
“หรือสมุนไพรของเขามีปัญหาจริง”
เสียงกระซิบเล็ดลอดผ่านลานคัดแยกเบาบางราวละอองหิมะปลายฤดู
หลิวหยางไม่ได้มองผู้ใด เขาเพียงนั่งลง เก็บมีดหยก เช็ดคราบรากยาออกจากคมมีดด้วยผ้าผืนเล็ก แล้ววางกลับเข้าถาดเดิมอย่างเป็ระเบียบ ในใจกลับนิ่งกว่าสายน้ำใต้ผืนน้ำแข็ง
──────────────────────────
หมอกขาวบางคลุมต่ำเหนือแนวชายคา กระเื้ัคายังมีหิมะค้างอยู่เป็ชั้นบาง ๆ ขอบชายคาจับน้ำค้างแข็งจนเป็ประกายจาง ๆ เมื่อลมเช้าพัดผ่าน กลิ่นเถ้ายาจากเตาหลอมเมื่อคืนก็ยังปะปนอยู่ในอากาศ
หลิวหยางยืนรออยู่ใต้เงาเสาไม้ เสื้อคลุมเก่าถูกลมหนาวแตะจนชายผ้าขยับเบา ๆ ใบหน้าของเขาสงบนิ่ง ราวกับการถูกเรียกขึ้นเขาหลิงเหยาเป็เพียงงานธรรมดาอีกชิ้นหนึ่ง
ฟ้ายังไม่ทันสว่างทั่วลานหิน ศิษย์จากเขาหลิงเหยาก็มาถึงหน้าเรือนโอสถฝ่ายนอก ผู้ที่มารับเป็ศิษย์ชายจากเขาหลิงเหยา คนเดิมที่นำคำสั่งมาเมื่อวาน
เขามองหลิวหยางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เห็นเด็กตรงหน้าไม่มีท่าทีแตกตื่น จึงกล่าวเพียงว่า
“ไปเถิด ศิษย์พี่หญิงเยี่ยรออยู่”
หลิวหยางประสานมือ
“รบกวนศิษย์พี่แล้วขอรับ”
ทางไปยังเขาหลิงเหยามิใช่ทางที่ศิษย์ฝ่ายนอกจะเดินผ่านได้ตามใจ
หมอกเช้าคลุมต่ำเหนือแนวสน หิมะบางชั้นยังเกาะอยู่บนขอบชายคา ลมหายใจของศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนกลายเป็ไอขาวจางในอากาศ
ศิษย์ผู้นั้นยกมือขึ้น แตะปลายนิ้วลงบนถุงเก็บของข้างเอวเพียงเบา ๆ ไอปราณสีเขียวอ่อนวาบผ่านปากถุง
กระบี่บินสองเล่มพลันลอยออกมากลางอากาศ เล่มหนึ่งหยุดอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา อีกเล่มเคลื่อนมาหยุดตรงหน้าหลิวหยาง คมกระบี่เรียวยาวสะท้อนแสงฟ้าสาง บนอักขระเล็ก ๆ มีรัศมีสีเขียวอ่อนไหลวนราวเถาสมุนไพร
“ขึ้นไปสิ”
หลิวหยางมองกระบี่บินตรงหน้าเพียงครู่เดียว ก่อนก้าวขึ้นไปอย่างระมัดระวังปราณจากศิษย์หลิงเหยาไหลผ่านปลายนิ้วลงสู่กระบี่ทั้งสองเล่ม ม่านแสงจาง ๆ แผ่ขึ้นรอบฝ่าเท้าของหลิวหยาง ประคองร่างผอมบางไว้ไม่ให้เสียหลัก
ครู่ต่อมา กระบี่บินทั้งสองเล่มก็ยกตัวขึ้นจากลานหิน เล่มหนึ่งนำหน้า อีกเล่มติดตามอยู่ด้านหลังอย่างมั่นคง
เรือนโอสถฝ่ายนอกค่อย ๆ เล็กลงใต้ม่านหมอก หลังคากระเบื้องหม่น ลานคัดสมุนไพร และเงาเสาไม้ที่หลิวหยางคุ้นตา ถอยห่างออกไปทีละน้อย
หลังคากระเบื้องสีหม่น ตรอกส่งฟืน ลานคัดสมุนไพร ประตูหลังโรงครัว ทางเดินปูแผ่นศิลา และเรือนหลอมยาที่เขาถูกเรียกเข้าไปยามค่ำคืน ทั้งหมดค่อย ๆ กลายเป็ลายเส้นบนพื้นเบื้องล่าง
หลิวหยางยืนนิ่งอยู่บนกระบี่บิน
สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่ทะเลหมอกงามวิจิตร ไม่ได้มองยอดสนที่โผล่พ้นเมฆา ไม่ได้มองแสงฟ้าสางที่แตะชายคาตำหนักต่าง ๆ
เขามองทางเดิน มองประตู มองเวรยาม
ประตูชั้นนอกอยู่ต่ำลงไปหนึ่งแนว ประตูชั้นในซ่อนอยู่หลังกำแพงหินสีเข้ม หอคุมกฎตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลานฝึกตะวันตกห่างจากเรือนโอสถมากกว่าที่เขาคิดไว้
จากลานคัดสมุนไพรไปถึงลานส่งฟืน มีทางแคบสาม่จากลานส่งฟืนไปถึงประตูหลังโรงครัว มีกำแพงเก่าบังสายตาเวรยามอยู่ครู่หนึ่ง
หลังโรงครัวมีทางเล็กทอดผ่านแนวไผ่แห้ง เส้นทางนั้นมองจากพื้นดินแทบไม่สะดุดตา ทว่าเมื่อมองจากเบื้องบน กลับเห็นได้ชัดว่ามันเชื่อมไปยังเขตเก็บฟืนด้านหลังเรือน
“เ้ากลัวความสูงหรือ”
ศิษย์จากหลิงเหยาเอ่ยถามขึ้น
หลิวหยางเงยหน้า สีหน้ายังคงสงบ
“ไม่ขอรับ”
“ครั้งแรกที่ขึ้นกระบี่บิน ศิษย์ฝ่ายนอกส่วนมากหน้าซีดกว่าเ้า”
หลิวหยางตอบเพียงว่า
“ข้าเพียงไม่อยากเสียมารยาทต่อศิษย์พี่”
ศิษย์ผู้นั้นมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มจาง ๆ
“เ้าพูดน้อยกว่าที่คิด”
หลิวหยางก้มตาลง
“ข้าไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใด”
คำตอบนั้นฟังถ่อมตนยิ่งนัก
และถ้อยคำที่ฟังดูถ่อมตน ก็มักทำให้ผู้ฟังวางใจได้ง่ายกว่า
หลิวหยางรู้ดีว่า บางครั้งความเงียบทำให้คนรอบข้างเติมคำตอบแทนเขาเอง
ยิ่งเขาพูดน้อยเท่าใด ผู้อื่นก็ยิ่งมองเห็นในสิ่งที่ตนอยากเห็นมากเท่านั้น
ระหว่างยอดเขามีเส้นปราณจาง ๆ ขึงพาดอยู่กลางอากาศ กระบี่บินของศิษย์หลิงเหยาเคลื่อนไปตามเส้นทางนั้นอย่างมั่นคง ทุก่มีตราเปิดทาง ทุกประตูมีม่านค่ายกล ทุกยอดเขามีป้ายหยกกำกับ
ส่วนทางไปเขาหลิงเหยาไม่อาจเดินตามใจผู้ใดได้
หากไร้ผู้พา ไร้ป้ายหยก หรือไร้ปราณของศิษย์ฝ่ายในเปิดทาง ต่อให้มีปีกก็อาจไปไม่ถึงเขาหลิงเหยา
หลิวหยางหลุบตาลงเล็กน้อย เส้นทางทุก เส้นล้วนมีผู้วางไว้
บางเส้นถูกเรียกว่ากฎ บางเส้นถูกเรียกว่าค่ายกล
บางเส้นถูกเรียกว่าความเมตตา
แต่ไม่ว่าชื่อใด หากจำได้ว่าเริ่มตรงไหน จบตรงไหน และผู้ใดเป็คนถือกุญแจ วันหนึ่งย่อมมีทางใช้ได้ทั้งสิ้น