ช่วยด้วย! นิยายที่ข้าเขียนมิได้เป็นเช่นนี้

    บทที่ 39 เจ้าอยากมีลูกหรือ

            อาการบาดเจ็บของต้วนเซียวเริ่มดีขึ้นตามวันและเวลาที่ผ่านไป สถานการณ์ในเมืองหลวงเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ อาการประชวรของฮ่องเต้ทรุดหนักลงทุกวันเหล่าองค์ชายก็เริ่มเปิดฉากโจมตีกันและกันอย่างซึ่งหน้า ส่วนองค์รัชทายาทก็ยังคงไร้ความเคลื่อนไหว 

            ตำหนักบูรพายังคงถูกโอบล้อมด้วยกองกำลังรักษาเมืองขององค์ชายสามอยู่เช่นเดิม ถึงแม้ว่าร่างกายของต้วนเซียวจะยังไม่หายดีแต่ก็จำต้องรีบกลับไปอยู่ข้างกายของฉู่เฟยหลง มู่ชิงโหรวจึงต้องตามไปคอยคุ้มครองเขาตามคำสั่งของมู่ชิงหรง

            “เหตุใดข้าต้องคอยคุ้มครองคนผู้นั้นด้วย เขาเป็นเพียงแค่สหายคนหนึ่งของท่านมิใช่หรือให้ผู้ใดไปคุ้มครองก็คงไม่ต่างกันกระมัง” มู่ชิงโหรวเอ่ยกับพี่ชายของตนเมื่ออยู่กันตามลำพัง

            “ยามนี้เจ้าอาจจะคิดว่าคนผู้นี้ไม่มีความจำเป็นต้องผูกสัมพันธ์แต่วันหน้าเจ้าจะเข้าใจเอง ต้วนเซียวผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดายังมีอีกหลายเรื่องที่เขาปิดบังผู้อื่นอยู่ ชิงโหรวที่ข้าเลือกเจ้าเพราะรู้ว่าเจ้าละเอียดรอบคอบกว่าผู้อื่น ไม่เพียงแค่คุ้มครองเขาแต่ข้าอยากให้เจ้าจับตามองทุกหารกระทำของเขาด้วย” มู่ชิงหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

            “เขาหรือที่ไม่ธรรมดา ข้าดูไปแล้วก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกตินะเจ้าคะ” มู่ชิงโหรวเอ่ยเช่นนี้มู่ชิงหรงจึงส่งยิ้มให้นางด้วยสีหน้าเย็นชา

            “ข้าบอกเจ้าหลายครั้งแล้วว่าเวลามองคนอย่าได้มองที่เปลือกนอก สหายของข้าผู้นี้เปลือกนอกของเขาดูเหมือนเป็นเพียงคนหนุ่มที่มีปณิธานที่สูงส่งมากคนหนึ่ง แต่ที่จริงแล้วข้าคิดว่าทุกสิ่งที่เขาทำมักมีการวางแผนล่วงหน้าอยู่เสมอเพียงแต่เป้าหมายของเขาคือสิ่งใดข้าเองก็ยังไม่สามารถมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงตั้งใจส่งเจ้าไปจับตาดูเขาอย่างไรเล่า” มู่ชิงหรงเอ่ยเช่นนี้มู่ชิงโหรวจึงได้รับคำของพี่ชายแล้วยินยอมจากไปพร้อมกับต้วนเซียว โดยใช้ข้ออ้างว่้าเพื่อตามไปคุ้มครองเขาแทนพี่ชายของตน

            ทุกเช้าหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้วหยางซูฉีมักจะพาฉู่เทียนเสียงไปฝึกซ้อมยิงธนูที่ลานฝึกซ้อมท่ามกลางป่าไผ่ มู่ชิงหรงมักจะตามไปดูการฝึกซ้อมด้วยท่าทีสงบนิ่ง บางครั้งก็จะลงมือสอนฉู่เทียนเสียงด้วยตนเอง เพื่อให้หยางซูฉีมีสมาธิในการฝึกยิงธนู 

            หลายวันมานี้หยางซูฉีสามารถรับรู้ได้ว่ากลุ่มคนที่คอยคุ้มกันเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่ายามนี้ต้วนเซียวจะกลับไปพร้อมกับมู่ชิงโหรวแล้วก็ตาม ช่วงหลายวันก่อนตอนที่มู่ชิงโหรวอยู่ที่นี่นางได้เล่าถึงเรื่องของคนตระกูลมู่อย่างคร่าวๆให้หยางซูฉีฟังบ้างแล้ว หยางซูฉีจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่มู่ชิงหรงจะสามารถหาคนมาคอยคุ้มกันความปลอดภัยได้มากถึงเพียงนี้

            “เกิดอะไรขึ้นที่จวนตระกูลหยาง ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าไม่น่าจะเงียบหายไปเช่นนี้” หยางซูฉีเอ่ยถามมู่ชิงหรงด้วยความสงสัย ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันในห้องนอนคือช่วงเวลาที่เหมาะแก่การพูดคุยกันมากที่สุด เพราะช่วงเวลานี้เหล่าผู้คุ้มกันได้พากันถอยห่างออกไปเพื่อมอบความเป็นส่วนตัวให้แก่คนทั้งคู่ 

            “เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายกับพวกเขาที่เจ้ากำลังกังวลอย่างแน่นอน” มู่ชิงหรงเอ่ยเช่นนี้หยางซูฉีก็พลันเงียบเสียงไป 

            ช่วงเวลานี้ในนิยายถานอวี้หลงกับหยางจิ่นน่าจะกำลังร่วมมือกันอย่างลับๆเพื่อคอยปกป้ององค์รัชทายาท แต่ตอนนี้หยางซูฉีเริ่มไม่มั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามเนื้อเรื่องในนิยายอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยความเป็นมาของมู่ชิงหรงก็ซับซ้อนกว่าที่เขียนบรรยายไว้ในนิยายมาก

            “เจ้าเป็นห่วงพวกเขาหรือ” มู่ชิงหรงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงหยางซูฉีก็พลันส่ายหน้าในทันทีแต่เมื่อคิดได้ว่าคงจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ถ้าเธอไม่คิดเป็นห่วงพ่อและแม่ของตนเองจึงได้รีบพยักหน้ารับ มู่ชิงหรงเห็นท่าทางลังเลของหยางซูฉีแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงเบา

            “สรุปเป็นห่วงหรือไม่ได้เป็นห่วงกันแน่” มู่ชิงหรงเอ่ยเช่นนี้หยางซูฉีจึงได้รีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงมีแง่งอน

            “ย่อมต้องเป็นห่วงถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นพ่อและแม่ของข้านะเจ้าคะ” หยางซูฉีเอ่ยตอบเช่นนี้มู่ชิงหรงจึงได้มีรอยยิ้มที่จืดเจื่อนไป

            “เจ้าวางใจเถิดพวกเขาย่อมไม่ได้รับอันตรายอย่างแน่นอน” มู่ชิงหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเช่นนี้หยางซูฉีก็ไม่ได้คิดติดใจสงสัยอันใด เธอทอดถอนใจแล้วขยับตัวเข้าไปกอดเขาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ตนเอง

            “เจ้าอยากมีลูกหรือ” มู่ชิงหรงเอ่ยถามขึ้นมาท่ามกลางความมืด

            “หืม เหตุใดจึงได้ถามเช่นนี้เล่าเจ้าคะ” หยางซูฉีที่เริ่มจะง่วงงุนแล้วส่งเสียงถามด้วยความประหลาดใจ

            “ข้าเห็นเจ้าดื่มยาต้มของท่านตาทุกวัน” มู่ชิงหรงเอ่ยเช่นนี้หยางซูฉีก็เลยร้องอ่อ ออกมา

            “ข้ายังไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องมีลูกหรอก แต่พอได้ยินชิงโหรวบอกว่าท่านตามีความเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องการปรุงยา ข้าก็เลยไปค้นยาที่เขาเคยให้มาต้มเพื่อบำรุงร่างกายของตนเอง ท่านคงไม่รู้ว่าข้ากังวลเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายอันอ่อนแอของข้ามากเพียงใด ในเมื่ออุตส่าห์ได้ยาบำรุงจากนักปรุงยาเลื่องชื่อข้าก็ย่อมต้องรีบนำมาต้มกินเป็นธรรมดา” หยางซูฉีตอบเช่นนี้มู่ชิงหรงก็พลันนิ่งอึ้งไป

            “ท่านตาเป็นนักปรุงยาที่มีชื่อเสียงจริงๆอย่างที่ชิงโหรวบอกกับเจ้านั้นแหละ เพียงแต่นางคงบอกเจ้าไม่หมดกระมังว่ายาที่ท่านตาของข้าปรุงจนมีชื่อเสียงโด่งดังส่วนมากจะเป็นยาพิษ” มู่ชิงหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบท่ามกลางความมืดทำให้หยางซูฉีที่กำลังจะเคลิ้มหลับถึงกับเบิกตาโพลงขึ้นมาในทันที

            “ไม่จริงมั้ง” หยางซูฉีหลุดปากออกมาด้วยความตกใจ

            “ไม่มีเหตุผลที่ข้าต้องโกหกเจ้า” มู่ชิงหรงเอ่ยเช่นนี้หยางซูฉีก็รีบผุดลุกขึ้นมานั่งในทันที หลายวันมานี้เธอกินยาที่เลี่ยวเซ่ามอบให้แทบทุกวันมิได้ขาด

            “ท่านตาคงจะไม่มอบยาพิษให้แก่ข้ากระมัง” หยางซูฉีเอ่ยถามเช่นนี้มู่ชิงหรงก็พลันหัวเราะออกมา

            “เจ้าคิดว่ายังไงล่ะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงยียวนเช่นนี้หยางซูฉีก็พลันโล่งใจ 

            หากเป็นยาพิษจริงมู่ชิหรงก็คงไม่ยอมให้นางดื่มหรอก หลายวันมานี้เธอสามารถรับรู้ได้ดีว่าร่างกายของตนดีขึ้นมาก อาจจะแข็งแรงเสียยิ่งกว่าร่างกายเดิมของตนที่ได้รับการฝึกฝนอย่างหนักจากหน่วยรบพิเศษเสียด้วยซ้ำ ยาต้มที่นางได้รับมาจากเลี้ยวเซ่าจึงน่าจะไม่มีปัญหาอันใด

            “ยาที่ท่านตาให้เจ้าเป็นยาบำรุงร่างกายจริงๆนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเจ้าไม่สังเกตบ้างหรือว่าหมู่นี้ร่างกายของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ทั้งเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลส่วนเว้าส่วนโค้งก็เด่นชัดกว่าเมื่อก่อนนี้มาก” มู่ชิงหรงเอ่ยพลางยื่นมือมาลูบไล้ส่วนเว้าส่วนโค้งของหยางซูฉีด้วยความหลงใหลจนหยางซูฉีอดหน้าแดงไม่ได้

            “พรุ่งนี้ข้าจะไม่กินยานั่นแล้ว” หยางซูฉีปัดมือของมู่ชิงหรงทิ้งแล้วนอนลงด้วยใบหน้าแดงก่ำ 

            ก่อนหน้านี้ก็โรมรันพลันตูกันไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนนี้ยังจะมีหน้ามาทำท่าทางเช่นนี้ใส่เธออีก คำอธิบายเดียวที่หยางซูฉีสามารถนำมาอธิบายการกระทำของมู่ชิงหรงในช่วงนี้ก็คือมักมากและก็ยังสามารถเพิ่มคำว่าหมกมุ่นเข้าไปอธิบายการของเขาในช่วงนี้ให้เด่นชัดขึ้นมาได้อีกด้วย

            “ไม่ทันแล้ว” เสียงแหบพร่าของมู่ชิงหรงดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงอู้อี้ของหยางซูฉี ค่ำคืนนี้ก็เป็นเหมือนกับทุกคืนของคนทั้งคู่ หยางซูฉีแอบครุ่นคิดอยู่ในใจว่าไม่เกี่ยวกับยาของเลี่ยวเซ่าหรอก เรื่องนี้มันเกี่ยวกับความหมกมุ่นจนเกินพอดีของมู่ชิงหรงมากกว่า

    คล้ายกับเรื่องช่วยด้วย! นิยายที่ข้าเขียนมิได้เป็นเช่นนี้ ที่คุณอ่าน