บทที่ 11: วาสนาที่ถูกแต่งขึ้น
คำถามของประมุขหลิงเทียนนั้นเรียบง่าย แต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่หนักหน่วงราวกับูเาถล่มทับ แม้เขาจะไม่ได้ปลดปล่อยพลังใดๆ ออกมา แต่เพียงแค่สายตาที่จับจ้องมาก็ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปถึงจิติญญาได้
หลิงเซียวรู้สึกได้ถึงแรงกดดันนั้น แต่ภายในใจของเขากลับสงบนิ่งดุจผืนน้ำไร้ริ้วคลื่น จิติญญาของ "ภพ" ได้เตรียม "บทละคร" สำหรับสถานการณ์เช่นนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เขาไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก แต่กลับโค้งคำนับอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียม "คารวะท่านประมุข, คารวะท่านผู้าุโหลิงหยุน"
การแสดงออกที่สุขุมเกินวัยของเขาทำให้ผู้าุโหลิงหยุนอดที่จะประหลาดใจไม่ได้
"ข้า..." หลิงเซียวเริ่มต้นเล่าเื่ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความสัตย์จริง "หลังจากที่ข้าได้ข้อคิดว่าการฝึกฝนร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ข้าจึงได้เข้าไปในป่าเพื่อศึกษาพืชพรรณต่างๆ ตามที่เคยเรียนรู้มา..."
เขาเล่าเื่บังหน้าที่เคยใช้กับเด็กสาวคนนั้นอีกครั้ง ซึ่งเป็ความจริงเพียงส่วนเดียวที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับเื่ราวทั้งหมด
"...ระหว่างที่กำลังค้นหาสมุนไพรอยู่ใกล้กับลำธารบนเนินเขาทางทิศเหนือ ข้าเกิดเสียหลักลื่นล้มและพลัดตกลงไปในรอยแยกของพื้นดินที่ถูกพุ่มไม้หนาปกคลุมเอาไว้"
หลิงเซียวหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ใบหน้าแสดงออกถึงความหวาดกลัวย้อนหลังได้อย่างแเี "ข้างใต้รอยแยกนั้นเป็ถ้ำเล็กๆ ที่แห้งเหือด...และที่นั่น ข้าได้พบกับโครงกระดูกของคนผู้หนึ่งที่เสียชีวิตมานานแล้ว"
ผู้าุโหลิงหยุนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เื่ราว "วาสนาบังเอิญ" เช่นนี้ แม้จะหาได้ยากยิ่ง แต่ก็เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของทวีปแห่งนี้มาแล้ว
"ข้างๆ โครงกระดูกนั้น มีผลไม้สีแดงสดขนาดเท่ากำปั้นวางอยู่บนแท่นหิน มันส่องแสงเรืองรองอ่อนๆ ข้าในตอนนั้นทั้งเหนื่อยและหิว ด้วยความรู้น้อยจึงได้เผลอกินมันเข้าไป..."
เขาเล่าต่อไปถึงความเ็ปทรมานราวกับร่างกายจะฉีกขาด ซึ่งก็เป็ความจริงอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เื่ราวของเขาสมจริงยิ่งขึ้น เขาจงใจละเว้นบทบาทของ "ระบบ" ที่เข้ามาช่วยสกัดพลังงาน และทำให้มันดูเหมือนเป็กระบวนการทะลวงขอบเขตที่รุนแรงและอันตรายตามธรรมชาติ
เมื่อเล่าจบ หลิงเซียวก็ก้มหน้าลงกล่าวว่า "ทั้งหมดคือเื่ที่เกิดขึ้นขอรับ ข้าไม่ได้มีเจตนาจะปิดบัง เพียงแต่เหตุการณ์ทั้งหมดมันน่าเหลือเชื่อเกินไป ข้าจึงยังคงสับสนอยู่"
ความเงียบเข้าปกคลุมบริเวณนั้น ประมุขหลิงเทียนยังคงจ้องมองเขาไม่วางตา สายตาของเขาราวกับจะมองทะลุคำโกหกทั้งปวง
"แล้วรอยแยกนั้นเล่า ตอนนี้อยู่ที่ใด?" ผู้าุโหลิงหยุนเอ่ยถามขึ้น
หลิงเซียวส่ายหน้า "หลังจากที่ข้าฟื้นขึ้นมาและคลานออกมาจากรอยแยกได้สำเร็จ คลื่นพลังงานจากการทะลวงขอบเขตของข้าก็ดูเหมือนจะทำให้ถ้ำนั้นไม่มั่นคงและพังถล่มลงมาขอรับ ตอนนี้มันถูกดินและหินทับถมไปหมดแล้ว"
ทำลายหลักฐานทั้งหมด! นี่คือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เขาคิดเตรียมเอาไว้
ประมุขหลิงเทียนยังคงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขารู้ดีว่าเื่ราวของหลิงเซียวนั้นมีช่องโหว่อยู่บ้าง มันดูราวกับถูกปรุงแต่งขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะเกินไป...แต่เขาก็ััได้ถึงอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจโกหกได้
รากฐานลมปราณของหลิงเซียว!
แม้เด็กคนนี้จะพยายามปกปิดระดับพลังของตนเองเอาไว้ แต่ในฐานะยอดฝีมือสูงสุดของเผ่า เขาก็ยังมองเห็น "คุณภาพ" ของรากฐานนั้นได้อย่างชัดเจน มันมั่นคง บริสุทธิ์ และสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน! รากฐานเช่นนี้ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีใดก็ตาม มันคือของจริง!
ประมุขหลิงเทียนค่อยๆ คลายสายตาที่กดดันลง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาสีม่วงของหลิงเซียว และเห็นความสงบนิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีที่นอบน้อมนั้น
เด็กคนนี้...มีความลับที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เล่าออกมา แต่ความลับนั้นก็ได้สร้างอัจฉริยะที่เผ่าิญญาไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมาเช่นกัน!
ในฐานะประมุข เขาต้องเลือกระหว่างการคาดคั้นเอาความจริงเพื่อสนองความสงสัยของตนเอง กับการปกป้อง "อนาคต" ของเผ่าพันธุ์
เขาตัดสินใจแล้ว
"สิ่งที่เกิดขึ้นในป่า ให้มันจบลงในป่า" ประมุขหลิงเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ "นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เ้าไม่เคยพบเจอวาสนาใดๆ การพัฒนาของเ้าเป็ผลมาจากความพยายามอย่างหนักและพร์ที่ซ่อนเร้นของเ้าเอง...เ้าเข้าใจหรือไม่?"
หลิงเซียวใจหายวาบ เขาเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นทันที! ประมุขเลือกที่จะ "เชื่อ" เื่ราวของเขา และยังจะช่วยเขาปกปิดมันอีกด้วย!
"ข้าน้อย...เข้าใจแล้วขอรับ!" หลิงเซียวโค้งคำนับลงอย่างสุดซึ้ง
ประมุขหลิงเทียนพยักหน้าเบาๆ "พลังของเ้า บัดนี้ถือเป็ความลับของเผ่าเรา ห้ามแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่จำเป็เด็ดขาด"
เขามองหลิงเซียวเป็ครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า "ไปได้แล้ว"
พูดจบ ร่างของประมุขและผู้าุโหลิงหยุนก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากจุดนั้นราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ หลงเหลือเพียงหลิงเซียวที่ยืนอยู่เพียงลำพัง แรงกดดันมหาศาลได้หายไปแล้ว แต่กลับถูกแทนที่ด้วยน้ำหนักของความลับที่บัดนี้ เขามีผู้ร่วมแบกรับที่ทรงพลังที่สุดในเผ่าพันธุ์