สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 บทที่ 244 หนังสือทักษะสีม่วง

        ห้านาทีต่อมา ที่โลก Diablo

        “โอ้? ใช่แล้วล่ะ ในร่างของเจ้ามีพลังแปลกๆบางอย่างประทับไว้จริงๆ ด้วย…อืม พลังนี้แข็งแกร่งมาก เหมือนจะประทับพลังเข้าไปในจิตวิญญาณของเจ้า แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ดูเลือนรางมากๆหากไม่สังเกตดีๆ ก็ยากจะหาเจอ!”

        ใน 'ค่ายโร้ก'

        แม่ชีอาคาร่ามีความชำนาญเกี่ยวกับเวทมนตร์และการรักษาสูงมาก หลังจากที่นางกวาดสายตามองร่างของซุนเฟยอย่างละเอียดแล้ว จึงแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา

        พระเจ้า นี่แหละคือปัญหา!

        ในใจของซุนเฟยพลันว่างเปล่า

        ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมตอนที่ตัวเองเปลี่ยนเป็น 'โหมดมือสังหาร' และใช้ทักษะในการซ่อนตัวหรือแอบแฝงของ 'โหมดมือสังหาร' แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหลบหนีจากการไล่ล่าของยอดฝีมือที่น่ากลัวคนนั้นได้ ที่แท้ที่อีกฝ่ายสามารถหาร่องรอยของเขาพบได้นั้น ไม่ได้เป็นเพราะว่าทักษะมือสังหารของเขาไม่มีผลกับนักฆ่าคนนั้น แต่เป็นเพราะว่าพลังที่ประทับอยู่ในร่างของเขาต่างหาก

        ความจริงนี้ทำให้เขารู้สึกกลัวอย่างมาก การที่ใครสักคนจะเข้ามาประทับตราพลังที่ร่างของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัวเลยนั้น นั่นแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก พลังของนักฆ่าคนนั้นอยู่ในระดับไหนกันแน่?

        ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว

        ทันใดนั้น ซุนเฟยก็รู้สึกได้ว่า พลังของตัวเองที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นในช่วงนี้ ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย เขายังคงอ่อนแอเหมือนเดิม

        ถึงแม้ว่าตัวเองจะสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรได้ และสามารถสร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าขุนนางในราชอาณาจักรกับคนจากอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรได้ แต่อัศวินผู้ตัดสินเหล่านั้นก็เป็นแค่นักรบระดับหกดาวเท่านั้น เหล่านักวณิพกพเนจรต่างก็เคยเล่าว่า ยอดฝีมือระดับจันทราและระดับสุริยะสามารถจะตัดภูเขาแยกมหาสมุทรได้ เทียบกันแล้วเขายังห่างไกลอีกมาก

        ยิ่งไปกว่านั้น ราชอาณาจักรเซนิทที่แสนยิ่งใหญ่ที่เมืองแซมบอร์ดยังต้องเกรงใจนั้น เมื่อลองนำราชอาณาจักรเซนิทไปวางไว้บนแผ่นดินอาเซรอทก็จะพบว่า เซนิทก็เป็นแค่ราชอาณาจักรระดับหนึ่งเท่านั้น ราชอาณาจักรสามารถแบ่งได้เก้าระดับ และเซนิทก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดอีกด้วย นี่มันไม่ต่างอะไรกับเม็ดทรายเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากราชอาณาจักรเซนิทแล้ว บนพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลที่แม้แต่พระเจ้ายังเดินทางเข้าไปไม่ถึง อาจจะมียอดฝีมือระดับสูงมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆก็ได้ ใครจะไปรู้?

        เทียบกันแล้ว การสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วราชอาณาจักรเซนิทไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจสักนิด

        เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของซุนเฟยก็เริ่มรู้สึกเลือดเดือนพล่านขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

        ต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้!

        เป้าหมายใหม่ เข้าสู่ระดับจันทราให้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ

        “ป้ามีวิธีทำลายไอ้พลังตราประทับอะไรนี่ออกไหม?”

        เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ซุนเฟยก็สามารถกำหนดเป้าหมายขึ้นมาใหม่ได้โดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าด้วยซ้ำ หลังจากที่คิดขบคิดไปเรื่อย ในที่สุดเขาก็วกกลับมาที่ปัญหาใหญ่ของตัวเอง หากที่นี่ไม่สามารถแก้ไขตราประทับนี้ได้ นั่นเท่ากับว่าชะตาชีวิตของซุนเฟยกำลังตกอยู่ในมือของนักฆ่ายอดฝีมือคนนั้น แค่อีกฝ่ายต้องการก็สามารถสังหารเขาได้ตลอดเวลา

        “อืม...ได้อยู่นะ แต่มันต้องใช้เวลา” แม่ชีอาคาร่าสำรวจร่างของซุนเฟยอีกครั้ง ก่อนจะให้คำตอบออกมาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว

        “เวลา? นานแค่ไหน?” ซุนเฟยชะงัก

        “ก็ขึ้นอยู่กับโชคและความพยายามของตัวเจ้า”

        แม่ชีอาคาร่าเผยสีหน้าเคร่งขรึมออกมา นางหันหลังเดินเข้าไปในเต็นท์เล็กๆ ที่ดูเก่าและแตกหัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้างในเต็นท์กลับหรูหรามาก นางหยิบหนังสือที่มีความหนาประมาณสองนิ้วออกมาเล่มหนึ่งแล้วมอบให้ซุนเฟย

        “หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือทักษะไร้ชื่อที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ตามประเพณีแล้วมีเพียงผู้นำสูงสุดของค่ายเท่านั้นถึงมีสิทธิ์อ่าน ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ เจ้ารับหนังสือเล่มนี้ไปได้ ในตำนานบอกว่าหนังสือเล่มนี้มีทักษะที่สามารถขยายจิตวิญญาณได้ ถ้าต้องการควบคุมพลังของทักษะในหนังสือเล่มนี้ เจ้าต้องการโชคและพรสวรรค์อย่างมากถึงจะทำมันได้!”

        ซุนเฟยรับหนังสือทักษะสีม่วงมาไว้ในมือแล้วเปิดอ่านมันอย่างละเอียด

        ลวดลายตามตัวหนังสือสีม่วงดูแปลกประหลาดไปบ้าง ตัวกระดาษจะนุ่มมากซึ่งไม่รู้ว่าใข้วัสดุอะไรมาทำ พอลองถือไว้ในมือซุนเฟยก็รู้สึกหนักมากเหมือนกับกำลังถือแท่นเหล็กอยู่ก็ไม่ปาน

        “หือ? บทความแห่งพระเจ้าที่สามารถเพิ่มหรือสร้างจิตวิญญาณขึ้นมาใหม่?”

        หลังจากที่ซุนเฟยเปิดอ่านหน้าแรกของหนังสือทักษะสีม่วงแล้ว ในใจของเขาก็พลันรู้สึกยินดีเมื่อนึกถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้บางอย่างขึ้นมา เขาแทบอดใจรอที่จะพลิกอ่านหน้าต่อไปไม่ไหว

        นี่เป็นหนังสือที่น่าสนใจจริงๆ

        ลายเส้นตัวอักษรใช้เลือดของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่แข็งแกร่งมาเขียน แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ถูกเขียนมานานแค่ไหนแล้ว แต่สีหมึกก็ยังคงสดใสเหมือนเดิมและแฝงไปด้วยความผันผวนของพลังที่แข็งแกร่ง ซุนเฟยยืดมือออกมาลูบตัวอักษร ความรู้สึกเหมือนกำลังแตะที่ปลายเข็มอยู่จนรู้สึกเจ็บจี๊ดที่นิ้วมือ

        หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาด้วยภาษาโบราณที่ใช้ในโลก Diablo โชคดีที่ซุนเฟยเคยเรียนภาษาพวกนี้จากแม่ชีอาคาร่ามาบ้าง ไม่อย่างนั้นซุนเฟยคงอ่านไม่ออกแน่ๆ

        ไม่ช้า ซุนเฟยก็ถูกเนื้อหาในหนังสือดึงดูด

        พริบตาเดียว เวลาที่เหลืออยู่ประมาณชั่วโมงเศษๆก็ได้หมด ลงขีดจำกัดเวลาเล่นเกมมาถึงแล้ว ซุนเฟยครุ่นคิดสักพัก เขาไม่คิดจะให้เวลาในเกมหมดลงในตอนนี้ เขาจงใจเหลือเวลาไว้ประมาณยี่สิบนาที เผื่อว่าหากโชคไม่ดีออกไปจ๊ะเอ๋กับนักฆ่ายอดฝีมือคนนั้นเข้า เขาจะได้รีบเผ่นเข้ามาในโลก Diablo ได้ทันที

        ตอนนี้ตราประทับพลังก็ยังอยู่บนร่างของเขา

        ตามที่แม่ชีอาคาร่าพูด จิตวิญญาณของซุนเฟยมีเพียง150 แต้ม ต้องรอจนกว่าจิตวิญญาณทะลุ 300 แต้มเสียก่อน นางและตาเฒ่าเคนจึงจะสามารถใช้แท่นบูชาบรรพบุรุษช่วยซุนเฟยในการลบตราประทับพลังที่ซ่อนอยู่ในร่างของเขาได้

        ในขณะเดียวกัน พลังที่แฝงมากับหนังสือทักษะเล่มนี้มหัศจรรย์มาก ถ้าพกติดตัวไว้ตลอดเวลาจะสามารถช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยตราประทับในร่างไว้ และทำให้ยอดฝีมือไม่สามารถตรวจหาซุนเฟยพบได้

        ก่อนจะออกจากโลก Diablo ซุนเฟยได้เปลี่ยนเป็น 'โหมดดรูอิด' ก่อนจะอัญเชิญอีกาออกมาหนึ่งตัว แล้วส่งมันออกไปที่นอกประตูมิติก่อนเพื่อตรวจสอบว่านักฆ่ายอดฝีมือคนนั้นจากไปแล้วหรือยัง เมื่อพบว่านักฆ่าคนนั้นไม่อยู่ ซุนเฟยจึงก้าวออกมาจากประตูมิติอย่างระมัดระวัง

        ……

        สี่ชั่วโมงผ่านไป ตอนนี้ก็เข้าสู่ช่วงเย็น

        ซุนเฟยสังเกตอย่างละเอียดก็พบว่า ยอดฝีมือระดับสูงคนนั้นจากไปนานแล้ว ซุนเฟยจึงไม่ชักช้า รีบเดินจ้ำอ้าวกลับไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดที่อยู่ห่างไปประมาณห้าร้อยเมตรทันที

        เพื่อให้แน่ใจว่ายอดฝีมือคนนั้นจะไม่ไปดักรอสังหารตัวเองที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด ซุนเฟยจึงสั่งให้อีกาบินวนรอบค่ายทหารสองสามรอบ หลังจากที่ตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วซุนเฟยจึงเดินกลับไปที่ค่าย

        เมื่อเดินมาถึงหน้าค่ายจู่ๆ ซุนเฟยก็หัวเราะออกมาอย่างเงียบๆยอดฝีมือคนนั้นได้ทิ้งรอยประทับไว้ที่ร่างของตัวเอง ทำให้สามารถหาที่ซ่อนของตนพบได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมาดักรอที่หน้าค่ายเพื่อจะฆ่าเขาเลย ความหวาดกลัวทำให้ซุนเฟยคิดมากไป

        แต่นี่ก็ตำหนิเขาไม่ได้

        ซุนเฟยก็แค่ระวังตัวเองเท่านั้น แม้ว่าการกระทำของเขาเมื่อเร็วๆ นี้อาจจะดูยโสเกินไปหน่อย แต่ทุกอย่างก็อยู่ในการคำนวณของเขา เมื่อเลือกจะใช้แผนนี้ ซุนเฟยก็ต้องจงใจสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูเหมือนหมาบ้าเพื่อสร้างความสับสนให้แก่ทุกคน ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นกลยุทธ์ในการป้องกันตัวเองที่ชาญฉลาดมาก แต่สิ่งที่เหนือการคาดการณ์ของซุนเฟยก็คือ นักฆ่ายอดฝีมือคนนั้นมีประวัติความเป็นมาหรือความตั้งใจของอีกฝ่ายไม่แน่ชัดสักอย่าง สิ่งนี้แหละที่น่าเป็นห่วง

        “แองเจล่า?”

        เมื่อเดินมาถึงหน้าค่ายซุนเฟยก็ต้องชะงัก

        เขาเห็นคู่หมั้นสาวของตัวเองในชุดกระโปรงสีดำลายลูกไม้กำลังยืนรออยู่ที่หน้าค่ายทหาร สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลและร้อนอกร้อนใจ สายลมอันเหน็บหนาวในยามเย็นพัดผ่านร่างของนางจนเส้นผมปลิวไสวไปตามแรงลม ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่จะลาลับขอบฟ้า ร่างบอบบางของนางยืนหนาวสั่นท่ามกลางลมหนาว

        เห็นได้ชัดว่านางกำลังรอเขา

        ในใจของซุนเฟยพลันรู้สึกเจ็บปวด เขารีบก้าวเท้าเข้าไปหานาง เพียงพริบตาเดียว ร่างของซุนเฟยก็กะพริบไปอยู่ข้างๆแองเจล่าก่อนจะรวบร่างบอบบางเข้ามาในอ้อมกอดของตัวเอง เพียงโอบกอดนางก็เหมือนได้โอบกอดโลกทั้งใบ

        “อ๊ะ...อเล็กซานเดอร์ ท่านกลับมาแล้ว? ทั้งค่ายกำลังพูดถึงวีรกรรมของท่านอยู่เลย...” แองเจล่าสะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคย นางก็รู้ได้ในทันทีว่า ผู้ที่โอบกอดนางอยู่ตอนนี้เป็นใคร นางเอนกายซบอกของซุนเฟย ความกังวลทุกสิ่งอย่างพลันหายไป

        ในตอนนั้นเอง ซุนเฟยและแองเจล่าไม่ทันสังเกตเห็นว่าตรงริมฝั่งแม่น้ำที่อยู่นอกค่ายทหาร มีร่างของทหารรับจ้างสาวเอเลน่าในชุดเกราะกำลังยืนฟังเสียงกระแสน้ำที่ไหลอย่างเงียบๆโดยมีภูเขามอร์โรเป็นฉากหลัง ร่างสง่างามดูเหมือนจะหลอมรวมไปกับทิวทัศน์อันสวยงามของพระอาทิตย์ยามตกดินท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมในแม่น้ำ ร่างนั้นยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

        ในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดเต็มไปด้วยบรรยากาศที่รื่นเริง

        เหล่าเทศกิจกำลังจัดเตรียมงานฉลองตามคำสั่งของว่าที่ราชินีในอนาคตอย่างคึกคัก

        ส่วนด้านนอกค่ายก็เต็มไปด้วยสายตาทิ่มแทงด้วยความอิจฉาลอดผ่านเข้ามาในรั้วไม้ ตอนนี้ไม่มีใครกล้าบุกรุกเข้ามาภายในรัศมีร้อยเมตรรอบค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดอีกแล้ว การต่อสู้บนสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่ง การกระทำของซุนเฟยที่ไม่ว่าจะทุบตีอัศวินผู้ตัดสินจนน่วม หรือแม้แต่สั่งสอนบุตรหลานของตระกูลขุนนางชั้นสูง ทุกอย่างได้สร้างภาพลักษณ์ที่น่าครั่นคร้ามขึ้นมาในใจของพวกเขาแล้ว

        เมื่อมาถึงเต็นท์ของราชา ซุนเฟยเพิ่งได้หย่อนตัวนั่งยังไม่ทันจะได้ดื่มน้ำดับกระหายสักอึก ท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าน้อยก็พากันมาขอเข้าเฝ้าเพื่อรายงานบางอย่าง และเรื่องที่รายงานก็สร้างความตกตะลึงให้แก่ซุนเฟยเป็นอย่างมาก

        “อะไรนะ? เหล่าขุนนางคนสำคัญที่มาดูการต่อสู้ในวันนี้ตายเกือบหมด? พวกเขาถูกลอบสังหารหรือ? นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกัน?” ซุนเฟยมองรายงานในมือด้วยท่าทีไม่อยากจะเชื่อ

        “หลังจากการต่อสู้สิ้นสุดลง ทันทีที่เหล่าอัศวินผู้ตัดสิน ท่านบิชอป และฝ่าบาทเสด็จออกจากสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งได้ไม่นาน ก็มีนักฆ่าจำนวนมากที่ไม่รู้มาจากไหนก็พุ่งเข้ามาทำการสังหารพวกขุนนางทั้งหมด นักฆ่าเหล่านี้แข็งแกร่งมาก ด้วยการโจมตีที่หนักหน่วงทำให้ท่านผู้เฒ่าตระกูลบีเกิ้ลถูกสังหาร อัจฉริยะตระกูลดีน ดีน กาซอร์ลาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสิ้นใจตายไปกลางทางระหว่างนำตัวส่งกลับไปรักษาที่เมืองหลวง นอกจากตระกูลบีเกิ้ล ตระกูลดีน และตระกูลเฟล็นแล้ว ขุนนางจากตระกูลอื่นๆ ก็ถูกนักฆ่าลึกลับลอบสังหาร นอกจากบีเกิ้ล บียอนเซ่ที่โชคดีหนีรอดมาได้แล้ว คนอื่นๆล้วนตายหมดขอรับ!”

        หลังจากที่ผู้เฒ่าโซล่าได้อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นจบ

        ซุนเฟยก็ก้มหน้าลงแล้วครุ่นคิดบางอย่าง ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวที่ถูกยอดฝีมือไล่ฆ่า เรื่องนี้ดูจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่มีใครรู้แฝงอยู่แน่ๆ

        -----------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน