เงาในลำธารนั้นช่างน่ากลัวยิ่งนัก ดวงหน้าซูบตอกเต็มไปด้วยคราบเืแลดูคล้ายกับฆาตกรโรคจิต เสื้อผ้าก็เต็มไปด้วยรอยฉีกขาดเละไปด้วยคราบดินโคลน เผ้าผมยุ่งเหยิงคล้ายกับรังนก มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่สดใสเป็ประกายงดงามราวกับอัญมณี
มู่เสวี่ยหลินมองดวงตากลมโตด้วยความหลงใหล มันมีสีเขียวสดใส งดงามเป็ประกายและกระจ่างใสจนคล้ายกับว่าสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง มู่เสวี่ยหลินชอบตาคู่นี้มากจนทำเอานางลืมเื่ที่ิญญาไม่มีเงาไปเสียสนิท
“สวยมาก..” เธอพึมพำออกมาอย่างเหม่อลอย
อย่างไรก็ตามมู่เสวี่ยหลินใช้เวลาไม่นานก็เริ่มรู้สึกตัว ดูเหมือนว่านางจะยังไม่ตาย ยิ่งมองเงาในน้ำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเื่ที่ตายเป็นางคิดไปเอง สายฟ้าเส้นสุดท้ายมิได้สังหารนางแต่พานางมาที่นี่แทน
มู่เสวี่ยหลินที่ถูกหลอก: .....
เอาเป็ว่าไม่ตายก็ดีแล้ว มู่เสวี่ยหลินคิดพลางควักน้ำขึ้นมาล้างหน้า เมื่อน้ำสะอาดชำระคราบเืและดินออกไปหมดแล้ว ก็เผยให้ดวงหน้าของดรุณีน้อยที่กำลังเติบโต
“ถ้าไม่ติดว่าผอมไปหน่อยนะ...จะต้องสวยกว่านี้แน่”
มู่เสวี่ยหลินพลางใช้น้ำล้างแขนและขา หากเป็ไปได้นางก็อยากจะถอดเสื้อผ้าแล้วอาบน้ำอยู่หรอก แต่มีเ้าพวกตัวเล็กอยู่นางไม่กล้า
หลังจากล้างโคลนบนตัวออกหมดแล้ว ปัญหาต่อไปคือนางจะไปที่ไหน เมื่อมองไปรอบๆ ที่มีแต่ป่าท้อก็ทำเอามู่เสวี่ยหลินรู้สึกปวดหัว เพราะนางไม่รู้ว่าตนเองมาที่นี่ทำไมและยิ่งไม่รู้ด้วยว่าตนจะต้องไปที่ไหนต่อ
“อื้อ..ในเมื่อเป็แบบนี้แล้วก็นอนที่นี่เถอะ” ตอนนี้นางเหนื่อยมาก ดังนั้นมาพักผ่อนกันเถอะ ไว้มีแรงแล้วค่อยคิดต่อ
มู่เสวี่ยหลินบอกตนเองจากนั้นก็เริ่มมองที่พัก (ต้นไม้) ที่จะนอน หลังจากเลือกไปเลือกมา นางก็ตัดสินใจปีนขึ้นต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากลำธาร เหตุผลง่ายๆ เพราะมันมีเสบียง
เด็กสาวปีนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่วเพียงไม่นานก็ขึ้นไปอยู่บนกิ่งใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยผลท้อลูกใหญ่ที่ดูน่าอร่อย นางเก็บลูกท้อมาสองสามผลแล้วะโลงจากต้นไม้ไปที่ลำธาร
มู่เสวี่ยหลินหยิบลูกท้อออกมาล้างน้ำให้สะอาดก่อนแล้วค่อยกิน ลูกท้อมีขนาดใหญ่เท่าหัวทารกน้อยแรกเกิดมีกลิ่นหอมหวาน รสชาติหวานฉ่ำ กรอบอร่อยสดชื่น
รสชาติของมันดียิ่งกว่าลูกท้อที่นางเคยกินมาทั้งชีวิตเสียอีก มู่เสวี่ยหลินรู้สึกคล้ายกับว่าร่างของตนเองเบาสบายขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ หรือว่ามันจะเป็เพราะลูกท้อผลนี้? เด็กสาวคิดในใจส่วนปากก็รีบกินลูกท้อให้หมด
เพียงแค่ผลเดียวก็ทำให้นางอิ่ม มู่เสวี่ยหลินเริ่มรู้สึกง่วงหลังจากกินลูกท้อ นางจึงเดินกลับไปที่ต้นท้อต้นเดิมแล้วปีนขึ้นไป จากนั้นก็เลือกกิ่งใหญ่ๆ แล้วนอนลง
มู่เสวี่หลินหลับไปแล้ว นางจึงไม่รู้ว่ามีคนกำลังมองนางอยู่ เ้ากระต่ายน้อยมองดูสหายร่วมเรียนคนใหม่ที่ปีนขึ้นไปนอนบนท้อด้วยความฉงน มันอยากถามเหลือเกินว่านางไม่กลัวท่านอาจารย์ทำโทษหรือ? ถึงได้กล้าโดนเรียนั้แ่วันแรก
อย่างไรก็ตามคาดว่าแม้แต่ตัวนางเองก็คงไม่รู้ตนถูกท่านอาจารย์พามา หากมิใช่เพราะตัวมันชอบกลิ่นนางและเข้าไปใกล้ไหนเลยจะได้รู้ว่าบนตัวนางมีกลิ่นอายพลังของท่านอาจารย์หลงเหลืออยู่
กระต่ายน้อยคิดในใจจากนั้นก็รีบะโออกจากลำธารแล้วมุ่งหน้าไปยังใจกลางหุบเขา ยามนี้เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วก่อนจะเริ่มเรียน ดังนั้นมันจึงไม่มีเวลาไปสนใจศิษย์น้องคนใหม่ตอนนี้มันต้องรีบไปเรียนก่อน
......
การนอนครั้งนี้ของมู่เสวี่ยหลินนานถึงสิบวัน ในระหว่างนี้กระต่ายน้อยก็ยังคงมาดูนางทุกวัน บ้างวันก็มีชายชรามาด้วย เขามองเด็กสาวที่นอนอยู่บนต้นท้อด้วยพอใจที่เห็นนางมีการเปลี่ยนแปลง
“คอยปกป้องนางไว้ให้ดี เกรงว่าต้องใช้เวลาอีกหลายวันนางจึงจะย่อยลูกท้อ์หมด”
“ขอรับท่านอาจารย์”
ชายชราพยักหน้าให้กับความว่าง่ายของลูกศิษย์ จากนั้นก็หันไปมองมู่เสวี่ยหลินที่หลับอยู่
“แบบนี้คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ชายชราพึมพำจากนั้นก็โบกแส้หางม้าในมือ
เพียงครู่เดียวก็มีเตียงวางอยู่ใต้ต้นท้อ ชายชราพยักหน้าด้วยความพอใจจากนั้นก็ใช้พลังของตนย้ายร่างมู่เสวี่ยหลินลงมาวางบนเตียง เมื่อเสร็จแล้วเขาก็วางค่ายกลรวบรวมพลังปราณกับค่ายกลคุ้มกัน
“เอาล่ะเท่านี้ก็คงพอแล้ว” ชายชราเอ่ยกับตนเองก่อนจะเหยียบเมฆจากไป
กระต่ายน้อยยืนส่งอาจารย์ของมันไปแล้วก็หันมามองศิษย์น้องที่กำลังนอนอยู่ในค่ายกลของอาจารย์
พลังในตัวของเด็กสาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนผ่านขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสามไปแล้วและยังไม่ท่าทีว่าจะหยุด กระต่ายน้อยมองดูนางด้วยความใ ต้องบอกก่อนว่าลูกท้อ์แต่ละลูกนั้นสามารถเพิ่มตบะได้หนึ่งหมื่นปี
แม้กระทั่งตัวมันเองยังไม่สามารถกินมันจนหมดลูกได้เพราะตัวอาจจะะเิจากพลังเทพที่อัดแน่น แต่ศิษย์น้องคนนี้ไม่เพียงแต่ไม่เป็อะไรยังสามารถใช้การนอนเพื่อย่อยมันได้อีก นางช่าง...คล้ายกับพวกภูตยิ่งนัก
กระต่ายน้อยนึกในใจมันเริ่มชักอยากรู้แล้วว่าเมื่อศิษย์น้องตัวน้อยตื่น นางจะมีระดับพลังยุทธ์อยู่ที่ขั้นไหน จะถึงขึ้นสร้างรากฐานไหมนะหรือว่าจะเป็ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสิบที่เป็จุดสูงของขอบเขตกลั่นลมปราณหรือจะว่าสูงกว่านั้น?
หากตอนแรกเป็เพียงคำสั่งของอาจารย์ เ้ากระต่ายน้อยยังมีความรู้สึกี้เีอยู่บ้างแต่ตอนนี้มันเริ่มตั้งตารอเสียแล้ว
.....
ผ่านไปสิบวันเมื่อมู่เสวี่ยหลินตื่นขึ้นนางก็รู้สึกสดชื่นมาก เป็ครั้งแรกที่นางได้นอนเต็มอิ่มขนาดนี้ เด็กสาวลุกขึ้นบิดี้เีเล็กน้อยก่อนจะลงจากเตียง เดี๋ยวนะเตียง?
มู่เสวี่ยหลินรีบหันไปมองก็พบว่ามันเป็เตียงจริงๆ เตียงนั้นถูกสร้างขี้นมาจากเถาวัลย์ปูด้วยฟูกสีขาวที่ไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร แต่ที่แน่ๆ คือมันนุ่มมากจนเหมือนนอนบนเมฆ
“เตียงมาจากไหนน่ะ?” มู่เสวี่ยหลินเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่มีคำตอบให้นาง ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงปล่อยมันไป
เด็กสาวเดินไปล้างหน้าที่ลำธารก็ต้องใที่เห็นว่ารุปลักษณ์ของตนเปลี่ยนไป ผิวที่เคยแห้งกร้านเพราะทำงานหนักกลายเป็ขาวใสและนุ่มนิ่มน่าัั รูปร่างของนางเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อยยกเว้นส่วนสูงที่ไม่เพิ่มขึ้น จุดนี้ทำให้มู่เสวี่ยหลินรู้สึกเศร้าไม่น้อย อย่างไรก็ตามยังมีเื่อื่นที่ทำให้นางมีความสุขอยู่นั้นก็คือ
หากเดิมแล้วนางเป็กิ่งไม้ยามนี้ก็ดูเป็คนมากขึ้น ดวงหน้าเรียวรูปไข่เกลี้ยงเกลากระจ่างใสไร้จุดด่างดำ ตอนนี้นางสามารถมองดูเคล้าโครงหน้าได้อย่างชัดเจน ผลก็คือความประหลาดใจอย่างคาดไม่ถึง ใบหน้านี้คล้ายตัวนางในชาติภพก่อนถึงหกส่วนแต่งามกว่าหลายเท่า
ไม่ว่าจะคิ้ว ปาก จมูกหรือดวงตาก็ล้วนแต่ถูกวางสัดส่วนมาอย่างดี ทำให้ดวงหน้านี้งดงามจนคล้ายกับภูตในเทพนิยาย ผมสีดำเงางามดุจแพรไหมถูกปล่อยสบายๆ ยาวจนถึงข้อเท้า
มู่เสวี่ยหลิน: …..?
นี่นางหลับไปนานถึงเพียงใดกันนะ ผมของนางถึงได้ยาวขนาดนี้ แน่นอนว่านอกจากเื่รูปร่างที่ทำให้นางแปลกใจแล้ว ร่างกายเองก็เช่นกันยามมู่เสวี่ยหลินััได้ว่ามีพลังอื่นอยู่ในร่างกาย
สิ่งนี้คงเป็พลังปราณที่ทุกคนพูดถึงกระมัง คำถามคือนางดูดซับปราณเข้าร่างได้ต้องแต่เมื่อไหร่ นี่คงไม่ใช่ว่านางหลับไปเป็ปีจริงๆ หรอกใช่ไหม? แม้มู่เสวี่ยหลินจะรู้จากความทรงจำที่ร่างเดิมทิ้งไว้แล้วว่าอายุสำหรับผู้บำเพ็ญนั้นไม่สำคัญ ถึงกระนั้นนางก็ยังอดกังวลใจมิได้อยู่ดี
ราวกับ์รู้ใจนางจึงได้ส่งกระต่ายน้อยมาพอดี เ้ากระต่ายขาวตัวเดิมที่มู่เสวี่ยหลินเคยกอดรัดฟัดมันอยู่นาน ได้ะโเข้ามาหานางอย่างช้าๆ จากนั้นก็เงยหน้ามองนางด้วยความสนใจ
“จินตานขั้นปลายสูงสุด ห่างจากปฐมิญญาอีกก้าวเดียวงั้นรึ ไม่เลวๆ เลยศิษย์น้องหญิงเล็ก” น้ำเสียงเล็กๆ น่ารักคล้ายเด็กน้อยที่ดังมาจากหลังทำให้มู่เสวี่ยหลินหันไปมองด้วยความหวาดระแวง
“ทางนี้ๆ ศิษย์น้องหญิงเล็กข้าอยู่ตรงนี้”
“....”
มู่เสวี่ยหลินมองดูกระต่ายขาวที่กำลังโบกมือให้นางด้วยความงุนงง นานอยู่ทีเดียวกว่านางจะรับรู้ว่าเสียงที่ตนได้ยินนั้นมาจากกระต่ายขาวตัวน้อยที่นางเคยกอด
“กะ กระต่ายพูดได้!!” เด็กสาวะโออกมาด้วยความใ
“กระต่ายพูดได้แล้วมันแปลกหรือ?”
สวีหลิงเหยียนไม่เข้าใจ ในป่าแห่งนี้สัตว์ทุกตัวล้วนแต่พูดภาษามนุษย์ได้กันทั้งนั้น การที่มันพูดได้บ้างมันแปลกหรือ ศิษย์น้องหญิงคนนี้ช่างแปลกยิ่งนัก กระต่ายน้อยคิดในใจ แต่มันคงลืมไปแล้วว่ามู่เสวี่ยหลินไม่เคยเห็นพวกมันพูดมาก่อน การจะใก็เป็เื่ปกติ
มู่เสวี่ยหลินที่ถูกถามกลับก็นิ่งเงียบไป ใช่ที่นี่คือโลกบำเพ็ญการที่จะสัตว์พูดได้มันก็ไม่แปลกนี่นา เพียงแต่สัตว์ที่จะพูดได้นั้นอย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับปฐมิญญาใช่ไหม?
ในโลกนี้การฝึกฝนถูกแบ่งออกเป็ ขอบเขตกลั่นลมปราณ สร้างรากฐาน จินตาน ปฐมิญญา ทะยานเซียน บำเพ็ญเต๋า แสวงหา ฝ่าทัณฑ์์และพ้นโลกีย์ ซึ่งเป็ด่านสุดท้ายก่อนขึ้นเป็เซียน
หากเมื่อครู่นางฟังไม่ผิดเขาบอกว่านางอยู่ในระดับจินตานขั้นปลายสูงสุดใช่ไหม เช่นนั้นก็แปลว่ากระต่ายขาวตัวเล็กๆ นี่สูงกว่านางถึงหนึ่งขั้นใหญ่น่ะสิ อย่างไรก็ตามมู่เสวี่ยหลินไม่รู้ว่าป่าท้อแห่งนี้ ระดับที่ต่ำที่สุดคือพ้นโลกีย์
ดังนั้นสวีหลิงเหยียนจึงไม่เพียงแต่สูงกว่าหนึ่งระดับแล้วแต่ยังสูงกว่านางมากๆ เพราะเขาอยู่ในขอบเขตเซียน์ ในโลกเซียนจะแบ่งออกเป็ เซียน์ าาเซียนและจักรพรรดิเซียน โดยแต่ละขั้นยังแบ่งเป็หกขั้นย่อย และยังขั้นเหนือกว่าอีกซึ่งอยู่ในโลกเทพอันเป็จุดหมายสูงสุดของเหล่าเซียนบนผืนแผ่นดินนี้
สวีหลิงเหยียนนั้นอยู่ระดับเซียน์ขั้นห้า มู่เสวี่ยหลินคือจินตานขั้นปลาย เพียงเท่านี้คงไม่ต้องบอกว่าพวกนางนั้นมีระดับต่างกันเพียงใด
“ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านถึงไม่พูดกับข้าั้แ่แรก” มู่เสวี่ยหลินนึกถึงตอนที่นางกำลังดูดกระต่าย แค่ก กอดกระต่ายแล้วก็รู้สึกอับอายไม่น้อย หากรู้ว่ามันเป็ผู้าุโต่อให้มีอีกสิบชีวิตนางก็ไม่กล้า
“ข้าลืมไป”
มู่เสวี่ยหลิน “...”
คำตอบสั้นๆ ของกระต่ายขาวทำเอามู่เสวี่ยหลินไม่รู้ว่าตนควรจะรู้สึกเช่นไรดี อย่างไรก็ตามเื่นี้มันไม่สำคัญยามนี้นางอยากรู้มากกว่าว่าเหตุใดเขาถึงเรียกนางว่าศิษย์น้องหญิงเล็ก
“จริงสิว่าแต่เหตุใดท่านถึงเรียกข้าว่าศิษย์น้องหญิงล่ะ” มู่เสวี่ยหลินถามด้วยความสงสัย
“เื่นั้นก็เพราะเ้าเป็คนที่ท่านอาจารย์...อ่าไม่ได้การแล้วศิษย์น้องหญิงเล็กรีบไปกันเถอะ คาบเรียนจะเริ่มแล้ว”
กระต่ายขาวที่กำลังพูดอยู่ดีๆ มันก็มีอาการร้อนล้นคล้ายกับเด็กนักเรียนที่ตื่นสาย มันขยายร่างของตนให้ใหญ่ขึ้นแล้วลากมู่เสวี่ยหลินที่กำลังมึนงงขึ้นไปนั่งบนหลังของมัน จากนั้นก็บินไปบนท้องฟ้าโดยมีจุดมุ่งหมายเป็ใจกลางหุบเขา
แถม
มู่เสวี่ยหลิน: กระต่ายยังบินได้ด้วยรึ?
หลิงเหยียน: แน่นอนสิหรือว่าเ้าไม่เคยเห็น
มู่เสวี่ยหลิน: ก็ไม่เชิง//นึกถึงฉลากยากระเพาะจากประเทศนึง
เปิดตัวศิษย์พี่คนแรกของยัยน้องกันค่ะ และก็เป็พระเอกของไรท์ด้วยแต่ถ้าถามว่าจะจบคู่กันไหมอันนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไป เพราะไม่แน่ศิษย์พี่อาจจะโดนยัยน้องขายไปก่อนเพราะขัดสน(หัวเราะ) เอาเป็ว่าถ้าชอบก็อย่าลืมกดใจ หรือคอมเม้นท์เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^