บทที่62
เนื้อย่างกับกองไฟ
บนท้องนภาที่มืดมิดค่ำคืนนี้ดวงดาราประดับประดาอยู่ทั่วทั้งท้องนภาแสงจันทราส่องลงมาด้านล่างกองเพลิงสว่างไสวเพลิงเอนเอียงไปมาตามแรงลมเบาๆยามราตรีเนื้อย่างเสียบไม้ถูกปักเอาไว้บนดินกำลังถูกย่างกับกองเพลิงและส่งกลิ่นหอมหวล
กลิ่นหอมหวลของเนื้อย่างกินหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณพวกมันกำลังสุกได้ที่กลิ่นเครื่องเทศที่หมักเอาไว้บนตัวเนื้อบรรทัดมากับลมหนาวยามราตรีเตะเข้าที่จมูกของลู่หยาง
ลู่หยางเห็นว่าบรรยากาศยามราตรีเช่นนี้กำลังดีเพราะว่าราตรีนี้ไม่ร้อนจนเกินไปสายลมหนาวยามราตรีเองก็ไม่ได้หนาวเหน็บจนเกินไปมีกองเพลิงอุ่นๆด้านหน้ายังทำให้ร่างกายอบอุ่นเข้ากับบรรยากาศได้เป็นอย่างดีแถมยังมีกลิ่นเนื้อย่างที่หอมหวลเช่นนั้นอีก
ลู่หยางเดินตรงเข้าไปหาพวกนางอย่างรวดเร็วชะโงกหน้ามองดูเอ่ยถามทั้งสอง “ พวกเจ้ากำลังจะทำอะไรอยู่? ”
ในตอนแรกปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพที่ตัวของเขาคิดเอาไว้มันไม่ใช่ภาพแบบนี้ในตอนแรกภาพที่พวกเขาคิดเอาไว้นั่นก็คือพวกนางสองคนเล่นพิเรนบางอย่างทำให้มีเปลวเพลิงไหม้ขึ้น
แต่เมื่อเดินมาถึงไม่คิดเลยว่าจะมีการจุดกองเพลิงใต้แสงจันทร์เช่นนี้แถมยังนำเนื้อวัวย่างอีกด้วย
ไป๋เฟิ่งหันมาตอบ“ นางบอกว่าอยากกินเนื้อย่าง ”
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นเขาทำการหลุดรอยยิ้มออกมาในทันทีทั้งที่ตลอดทั้งวันเขาแสดงใบหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดทั้งวัน เพราะว่าตนเองไม่สามารถสืบสวนและและสอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นจากอ๋องหลันได้
ตอนนี้มามองเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ด้านหน้าเขาถึงกับแสดงรอยยิ้มจากนั้นก็ค่อยๆมองรอบๆมองเห็นท่อนไม้ที่พอจะนำมาเป็นที่นั่งได้รีบไปยกมาและก็มานั่งร่วมกับพวกนาง
กองเพลิงสว่างไสวกลิ่นเนื้อส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลลู่หยางที่ทิ้งกายนั่งลงนำกล่องกระบี่ของตนเองวางลงไว้ข้างกาย
หลังจากที่ทิ้งกายนั่งลงก็ทำการผ่อนลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายบรรยากาศเช่นนี้จะหาที่ไหนได้บรรยากาศที่แสนสุข
ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยธรรมชาติสายลมเย็นๆที่พัดผ่านไม่เพียงเท่านั้นยังมีกองเพลิงอุ่นๆที่ให้ความอบอุ่นของร่างกาย
หนิงหนิงดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองที่เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บจ้องมองเนื้อย่างที่อยู่ด้านหน้าตาเป็นมันดวงตากลมโตของนางเปล่งประกายสว่างไสวระยิบระยับราวกับว่าเป็นดวงดาวบนท้องนภา
ไป๋เฟิ่งมองเห็นว่ามีเนื้อชิ้นนึงถูกย่างจนสุกแล้วนางหยิบขึ้นมาจากนั้นก็ทำการตัดแล้วก็ส่งให้กับหนิงหนิง
หนิงหนิงรับเนื้อย่างเอาไว้จากนั้นก็ทำการนำมันเข้าปากเมื่อได้ลิ้มลองเนื้อย่างฝีมือของท่านอาดวงตาของนางเปล่งประกายระยิบระยับมากขึ้นกว่าเดิมพลางอุทานออกมา “ อร่อย!!! ”
“ นี่ถือว่าเป็นเนื้อย่างที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาเลยเจ้าค่ะ ”สายตาของนางบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้โกหก
ดูเหมือนว่าเนื้อย่างที่อยู่ด้านหน้าจะอร่อยจริงๆลู่หยางได้ยินเช่นนั้นเขาทำท่าทีสนอกสนใจยื่นมือของตนเองในด้านหน้าจากนั้นก็คิดจะหยิบเนื้อย่างไม้นึงขึ้นมาเพื่อลิ้มลองรสชาติ
ทำการยื่นมือของตนเองออกไปก็โดนไม้ภายในมือของไป๋เฟิ่งฟาดเข้าอย่างเต็มๆ
เพี๊ยะ!!
“ อุ๊ย!!! ” ลู่หยางส่งเสียงอุทานอย่างตกใจดึงมีของตนเองกลับมาอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นเขาก็ใช้ดวงตาของตนเองมองไปที่ผู้ที่ลงมือกระทำมองเห็นว่าภายในดวงตาของไป๋เฟิ่งกำลังส่งสายตาอาฆาตมุ่งตรงมาที่เขาจึงเอ่ยถามกลับไปอย่างรวดเร็ว“ มีอันใด? ”
“ ชิ้นนั้นยังกินไม่ได้ ”
“ หื้ม? ” ลู่หยางแสดงใบหน้าสงสัยเขาหันกลับไปมองมองเห็นว่าเนื้อชินนั้นมันก็สุกกำลังดีแล้วเหตุใดถึงยังกินไม่ได้
เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดจนกระทั่งไป๋เฟิ่งพี่กำลังนั่งอยู่ยื่นมือไปหยิบเนื้อชิ้นนึงขึ้นมาจากนั้นก็ลองส่งให้กับลู่หยางแล้วก็กล่าวออกมา“ ชิ้นนี้ถึงกินได้ ”
ลู่หยางรองรับมันเอาไว้จากนั้นก็มองมันด้วยความสงสัยเนื้อทั้งสองชิ้นแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย
แต่เขาก็ทำใจสงบนิ่งและก็ลองนำเอาเนื้อชินนั้นเข้าปากแล้วก็ลองกินดูเมื่อเขาได้ลองกินปรากฏว่าความอร่อยแตกซ่านไปทั่วทั้งปาก
รสชาติของสมุนไพรและก้อนเนื้อที่สุดกำลังดีมันถูกหลอมรวมเข้าหากันจากนั้นก็บังเกิดกลายเป็นรสชาติที่เขานั้นคิดว่าอร่อยเป็นอย่างมาก
ชิ้นนี้อร่อยไม่เนื้อย่างร้านดังภายในยุคสมัยของเขาที่เขาเคยจับมาเลยลู่หยางถึงกับดวงตาเบิกกว้างและก็ใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองไปที่เนื้อย่างเสียบไม้ที่อยู่ภายในมืออย่างตกตะลึง
เขากำลังตกตะลึงกับความอร่อยของมันที่ทำให้เขานั้นรู้สึกประหลาดใจ“ นี่มันอะไรกันเหตุใดรสชาติถึงดีเพียงนี้ ”
“ ข้าบอกแล้วข้าย่างเนื้ออร่อย” ไป๋เฟิ่งกล่าวย้ำคำก่อนหน้านี้ที่นางเคยพูดเอาไว้
ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆลู่หยางพยักหน้าของตนเองจากนั้นก็ทำการกินเนื้อที่อยู่ภายในมือต่อ
สายลมเย็นๆที่พัดผ่านทั้งสามนั่งกินเนื้อย่างภายใต้แสงจันทราที่สาดส่องมาพร้อมกับกองเพลิงที่อยู่ด้านหน้าไปสักพักใหญ่ๆ
หนิงหนิงค่อยค่อยกระเถิบเข้าหาไป๋เฟิ่งเรื่อยๆสุดท้ายแล้วศีรษะของนางก็เอนล้มลงบนตักของท่านอาและก็เผลอหลับไปเพราะว่านางกินจนอิ่ม
ลู่หยางที่ยังคงถือเนื้อย่างอยู่ภายในมือเผลอเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นเขาหันกลับไปมองบุตรสาวของตนเองอีกทีนางก็ไปนอนอยู่บนตักของแม่นางไป๋
“ นั้น… ”ลู่หยางกำลังจะส่งเสียงเรียกบุตรสาวของตนเองแต่ว่าไป๋เฟิ่งยกมือของนางขึ้นมาห้ามเขาเอาไว้มันเลยทำให้เขานั้นหยุดปากของตนเอง
“ นางนอนอยู่บนตักท่านอีกแล้ว.. ”
ไป๋เฟิ่งได้ยินเช่นนั้นจึงทำการตอบกลับไปด้วยท่าทางที่เรียบเฉย“ ตัวของนางนอนเช่นนี้ทั้งวัน ”
“ หมายความว่าอย่างไรหมายความว่าตลอดทั้งวันที่ตัวของนางอยู่กับท่านนางก็นอนอยู่บนตักท่านเช่นนี้งั้นรึ?”
ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับไปก่อนที่จะตอบกลับด้วยเสียงอันเย็นชา“ ใช่!!! นางนอนอยู่บนตักของข้าแทบจะทั้งวัน ”
ลู่หยางถึงกับแสยะยิ้มที่มุมปากเขาอยากจะยกมือของตนเองขึ้นมากุมขมับดูเหมือนว่าความสนิทสนมของบุตรสาวของเขาน่าจะสนิทสนมกับแม่ทัพใหญ่ผู้นี้มากกว่าเขาเสียอีก
หนิงหนิงกลับยังไม่รู้เรื่องรู้ราวสายลมเย็นๆพัดผ่านไป๋เฟิ่งที่นั่งอยู่หน้ากองเพลิงนางเอื้อมไปหยิบผ้าคลุมของตนเองแล้วก็มาคลุมร่างกายของเด็กน้อยเอาไว้
หลังจากที่นางจัดการส่วนนั้นจนเสร็จรีบหันมาอย่างรวดเร็วและก็เลยถามกลับลู่หยาง“ ดูเหมือนว่าตัวของเจ้าจะมีเรื่องที่ไม่สบายใจ? ”
“ เอ๋!! ”ลู่หยางพี่กำลังจะก้มหน้าก้มตากินเนื้อของตนเองต่อหันกลับไปมองอย่างสงสัย
ไป๋เฟิ่งดวงตาคู่นั้นมองตรงมาที่เขาจากนั้นนางก็เริ่มทำการเอ่ยต่อ “ ข้าคิดว่าตัวของเจ้าน่าจะมีเรื่องที่ไม่สบายใจ ”
“ ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าเดินเข้ามาเข้ามองเห็นว่าใบหน้าของเจ้าไม่ค่อยจะดีนักพอจะรู้ว่ามีบางอย่างที่อยู่ภายในใจ” นางเองก็มีความสามารถเรื่องอ่านใบหน้าและสีหน้าของผู้คนเช่นเดียวกัน
ตอนแรกที่มองเห็นว่าลู่หยางเดินเข้ามานางก็สังเกตเห็นได้แล้วว่าบนใบหน้าของเขามีบางอย่างที่แสดงถึงความไม่สบายใจอยู่
ลู่หยางหลังจากได้ยินเช่นนั้นยิ้มเล็กน้อยก้มใบหน้าของตนเองลงเขานั้นอยากจะหลุดหัวเราะที่ตนเองไม่สามารถปกปิดใบหน้าของตัวเองกับนางได้เลยแม้แต่น้อย“ ตัวของท่านพูดถูกข้ามีเรื่องที่กำลังไม่สบายใจอยู่ ”
หลังจากได้ยินเช่นนั้นนางจึงทำการกล่าวออกมา“ มีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ? ”
ลู่หยางนิ่งไปประมาณสองถึงสามลมหายใจก่อนที่เขาจะทำการเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับนางฟัง“ ตอนนี้ผู้คนกำลังอพยพมาที่เมืองแห่งนี้มากขึ้นเพราะว่าอยากจะได้รับการรักษาแต่ว่ามองดูแล้วพวกสมุนไพรน่าจะช่วยรักษาผู้คนเอาไว้ได้ไม่ถึงวันที่สมุนไพรจากเมืองหลวงจะเดินทางมาถึง”
“ ข้าเลยคิดอยากจะทำการสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลโรคจากอ๋องหลันเพื่อหวังว่าจะมีประโยชน์ในการรักษามากขึ้นทำให้ผู้คนนั้นหายได้รวดเร็วขึ้นแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ยอมพูดออกมาเลย ”
‘ ถ้าเป็นภายในยุคสมัยของเราก็มีพวกเครื่องจับผิดแต่ว่าไม่ได้มีเครื่องทรมานเหมือนกับพายุสมัยนี้เราเองก็ไม่สามารถทำใจในการใช้พวกเครื่องทรมารทรมารพวกนักโทษได้ด้วยสิ’ ลู่หยางแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจ การสืบสวนภายในยุคสมัยของเขาและก็ตอนสืบสวนภายในยุคสมัยนี้ต่างกัน
พยายามใช้ความสามารถในการสังเกตของตนเองสังเกตมันแล้วแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลควรพูดนั้นเก็บซ่อนทุกอย่างเอาไว้อย่างมิดชิดราวกับว่าตัวของมันเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี
“ ให้ข้าช่วยดีหรือไม่ ” ไป๋เฟิ่งกล่าวขึ้น
ลู่หยางที่หลบสายตาไปสักพักเขาได้เงยหน้าของตนเองขึ้นมาจากนั้นก็ใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปที่นางอย่างสงสัย
ไป๋เฟิ่งมองเห็นดวงตาคู่นั้นมองตรงมาที่ตนเองจึงทำการกล่าวขึ้น“ เห็นเช่นนี้แต่ว่าข้าเก่งกาจเรื่องการสอบสวนมากที่สุด”
นางพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เย็นชาไร้ความรู้สึกแต่กับแผ่ซ่านออร่าอาฆาตบางอย่างมันทำให้ขนทั่วทั้งกายของลู่หยางลุุกพอง
และหลังจากนั้นในวันถัดมาลู่หยางก็ไปดูการสอบสวนภายในคุกภายใต้อำเภอเมือง
ลู่หยางที่ไปดูการสอบสวนนั้นถึงกับแสดงใบหน้าบิดเบี้ยวไปมาทั้งวันเขาฟังเสียงกรีดร้องของอ๋องหลันไป๋เฟิ่งยังไม่ยั้งมือเลยสักนิดแม้ว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าจะเป็นคนที่มีฐานะสูงศักดิ์และเป็นหนึ่งในราชนิกูลแต่ว่านางก็ทำการทรมานเขาแล้วก็เรียกเร้นความจริงออกมาทั้งหมด
ลู่หยางคิดเอาไว้ไม่มีผิดเขาคิดเอาไว้แล้วว่าก่อนหน้านี้รังสีอาฆาตที่เขาสามารถสัมผัสได้มันจะต้องเป็นจริงเช่นนั้นแล้วมันเองก็เป็นจริงเช่นนั้นจริงๆด้วย
หลังจากที่สอบสวนและได้ข้อมูลตามที่ตนเองต้องการลู่หยางเดินออกมาด้านนอกของเขายังคงได้ยินเสียงกรีดร้องหลอกหลอนอยู่ภายในหูอยู่เลยแต่อย่างไรเสียเขาก็ได้ข้อมูลที่ตนเองต้องการมาแล้ว
จบบท