พิภพเทพเจ้า

    ผนึกเซียนแปดทิศ ตอนที่ 30

    จ้าวหลงเร่งเร้าพลังเขาถึงขั้นเปิดประตูวิญญาณฟ้า เขาฟันออกไปเต็มแรงหมายจะฉีกมิติเปิดเป็นทางออกแต่ถ้าว่าผลกับตรงข้ามประตูมิติไม่ได้ฉีกขาด มิติสั่นสะเทือนอย่างแรง
    ลักษกระบี่พรุ่งออกจากกระบี่เป็นแนวคลื่นพลังรูปกบขนาดใหญ่ ทุกสิ่งที่อยู่ในแนวกระบี่หลายสิบลี้หายวับไปตามแนวกระบี่ หมู่ฝูงสัตว์แตกตื่นหนีตายกันอลหม่าน ภาพเหตุการณ์ในอดีตของจ้าวหลงกลับมาอีกครั้ง เม็ดเหงื่อสองสามเม็ดเริ่มก่อตัว
    "โทษข้าไม่ได้ก็ไม่บอกทางออกข้าเอง แล้วเพลงกระบี่นี้ข้าก็ไม่ได้อยากเรียนสักหน่อยใครจะไปรู้ว่ามันรุนแรงขนาดนี้ "
    ไม่มีเสียงตอบกลับมาเขาคิดไปว่าไม่มีใครสนใจตนกระมัง ก็นี้มันโลกของพวกที่จะเป็นเซียนมันคงไม่พังง่ายๆสิ่งที่เขาทำมันคงเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยในสายตาของผู้ที่อยู่ในมิตินี้

    " เฮ่อไม่มีทางเข้าออกรึ ก็ไม่เห็นจะยาก ไม่มีก็สร้างมันซะซิ"
    ในห้วงความคิดจ้าวหลงความคิดเขาหนุนเร็วจี๋ เขาดึงความเชื่อมโยงต่างๆ 'มิติ' ' พื้นที่' 'การเวลา' ' ธาตุ ' ' จุดเชื่อมโยง 'ในห้วงความคิดจ้าวหลงดึงองค์ประกอป สร้างขึ้นมาเป็นผนึก จากผนึกเป็นจุดเคลื่อนย้าย จุดเคลือย้ายกลายเป็นประตูวงเวทย์
    จ้าวหลงวาดวงเวท์ ผนึก อักษรปรากฏแสงสว่างทีละตัวสัญลักวงวเทย์หมุนเร็วจี๋
    " ผนึก "
    จ้าวหลงตระโกนไปด้วยเสียงอันดังวงเวทย์สว่างจ้า จ้าวหลงไส่พลังงานวิญญาณเข้าไป วงเวทย์กลายเป็นประตูเคลื่อนย้าย เขาเดินหายไปในประตูเวทย์ทิ้งพ้ืนที่ ที่บัดนี้ราบเรียบสอาดเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดอยู่บนพื้นที่นี้มาก่อน ปล่อยให้พรตกบ กับ นางฟ้าน้อยยืนตลึงกลับการกระทำของเขา นางฟ้าน้อยหลังจากตั้งสติได้นางทำได้แต่หัวเราะออกมาจากการกระทำของจ้าวหลง
    ด้านนอกส่วนไผ่ ผู้อาวุโส ที่ส่งคนภายในตระกูลของตนเขาแข่งขัน ต่างเฝ้ารอผลการแข่งขั้น

    " ปีนี้ หลานชายข้า หยางรุ่นชิง จะต้องได้เป็นตัวแทนตระกูลหูเป็นแน่"
    " ฮึ หลานเจ้าเพิ่งจะผนึก อสูรขั้นสูงได้ไม่นานนี้เองไม่ใช้รึ ข้าว่า หูเย่จวน หูห้าวซวน หน้าจะชนะไสๆนะจริงใหมผู้อาวุโสหูจ่านอี้ "
    หูลี่ชง ชายชราผู้มีผมสีขาวหงอก มองและยิมมีเลศนัยพร้อมกับมองที่ผู้อาวุโสหูจ่านอี้
    " บุตรกับหลานข้าก็แค่ เพิ่งจะเริ่มเรียนผนึกอสูรได้ไม่นาน คงจะสู่ หูอี้หรง บุตรสาวผู้นำไม่ได้หลอก กระมัง " หูจ่านอี้หรี่ตามอง
    " ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียจบุตรสาวข้าแต่บุตรสาวข้านางเพิ่งจะเริ่มฝึกหัดได้เพียงไม่กี่ปี ตอนนี้นางก็มีฐานะเป็นเป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสไห่เกาเต๋อไปแล้วนางไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันอีก "
    หูตงเหลยพูดด้วยใบหน้าเบิกบานแต่กับปล่อยพลังกดดันออกมาจางๆ กลุ่มผู้อาวุโสหูจ่านอี้รู้เช่นนั้นก็ไม่ได้ให้ความสนใจหูตงเหลย
    " ฮาๆๆ ตำแหน่งทั้งสี่คงไม่พ้น เป็นของบุตรตรีและหลานๆของท่านกระมัง " ผู้อาวุโสที่อยู่ข้าง หูจ่านอี้
    ตางพากันประจบหูจ่านอี้ แต่ในขณะนั้นเองหูจ่านอี้กับรู้สึกถึงจิตสังหารถึงกับทำให้ตนเสียวสันหลังไปทั้งตัวเหมือนตนเองเป็นหนูที่ถูกจ้องจากแมวเขาหันไปมองกับไม่รู้สึกถึงที่มาของจิตสังหารนั้น
    "ให้ พวกมันเงียบไปตลอดชีวิตเลยจะไม่ดีกว่ารึ"
    มีนำเสียงที่เย็นชาขึ้นที่ข้างๆหูตงเหลยหากเพ่งสังเกตุจะเห็นเป็นเพียงเงาเลือนลางเหมือนมีคล้ายไม่มี
    " พอแล้วไม่ต้องไปสนใจหากตระกูลจูเราไม่ได้ผู้นำตระกูลหูคนเก่าช้วยเหลือ ตระกูลจูเราในอดีตอาจจะไม่มีในวันนี้เช่นกัน ยังไงซะพวกคนเหลานั้นก็เป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูลหู หากพวกเขาไม่ก่อเรื่องร้ายแรงก็ทำเป็นไม่เห็นไป"
    หูตงเหลยพูดเพียงเบาบางมีเพียง จูเกาอิ่ง ผู้เดียวที่ได้ยิน
    "ฮึ ตระกูลหูดั่งเดิมเป็นเพียงชาวไร่ชาวนาไม่ก็พวกนักล่าอสูรธรรมดาเท่านั้นเองหากไม่ได้ ตระกูลจูเราพวกมันจะมีเหมือนทุกวันนี้อย่างงั้นรึ พวกมันวางแผนร้ายต่อเหลาหัวหน้าสาขา มีรึข้าจะไม่รู้เพียงแต่พวกมันไม่มีกำลังพอเท่านั้นเอง ครั้งที่แล้วก็เป็นพวกมันที่โกงการคัดเลือกจนได้แต่ขยะจากตระกูลพวกมันเข้าไปแข่งขันสอบเข้าโรงเรียนผนึกอสูร ." จูเกาอิ่งผู้มีกลิ่นอายของลม มีน้ำเสียงที่เย็นชา
    " เจ้าสี่ พี่น้องเจ้าคนอื่นไปเริ่มงานแล้วใช้ใหม "
    "คนอื่นๆเริ่มแผนการตามที่นายน้อยได้วางไว้แล้วเจ็ดคนกระจายกันออกไปตามเมืองทั้งสี่ของจักรวรรดิ เพื่อกันการตรวจพบ พวกเราจะติดต่อกันให้น้อย จะมีเพียงข้าที่คอยอยู่แจ้งข่าวและจูเต๋ออี้ที่ไปทำงานอยู่ในสวนผลไม้วิญญาณ น้องเล็กที่อยู่ใกล้นายน้อยก็มีเพียงแค่พวกเราสามคนที่ยังติดต่อกันได้ตลอดเวลา"
    " ว่าแต่ท่านจะปิดเรื่องของนายน้อยไปอีกนานแค่ใหนแม้แต่คุณหนู ท่านก็จะไม่บอกนางด้วยรึ "
    " เรื่องของนายน้อยคนรู้น้อยเท่าไหรจะยิ่งเป็นประโยชร์่ต่อแผนการ หากแม้ความสำเร็จในแผนการนี้ต้องเสียสระชีวิตข้าหรือแม้แต่บุตรสาวข้าเพื่อนายน้อยข้าก็จะไม่เสียดายมันเลย "
    หูตงเหลยพูด้วยน้ำเสียงเบาบางแต่หนักแน่นดังขุนเขา
    ด้านบนหลังคาอัฒจรรย์จูอี้หรู นังกระดกขวดเหลาใบหน้านิ่งเรียบมองลงไปยังกลุ่มของหูจ่านอี้
    " ฮึ ฆ้าทิ้งไปซะก็สิ้นเรื่องจะเก็บไว้ให้เป็นปัญหาทำไม "
    แส่งอาทิตย์ที่เดิมทีแรงกล้ามาบัดนี้ไกล้จะรับขอบฟ้าเต็มที เหลาผู้ฝึกหัดทยอยออกมาจากป่าไผ่
    แต่ขณะนั้นมีกลุ่มของผู้ชราเดินออกมาจากป่าไผ่ด้วยใบหน้าอิดโรย
    " นั้นใคร ทำไมเอาชุดผู้ผนึกของตระกูลเราไปไส่ "เหลาผู้คุ้มกันของตระกูลวิ่งตรงเข้าไปหากลุ่มของผู้ชราภาพทั้งสี่
    " พวกเจ้าเป็นใครแล้วทำไมถึงออกมาจากป่าของตระกูลข้าได้"
    เหลาผู้คุ้มกัน พากันห้อมล้อมทั้งสี่ หนึ่งในผู้กันมีสีหน้าเคร่งขรึมปลดปลอยจิตสังหารอกมา กลุ่มผู้ชราตื่นตกใจ
    " ท่าน พ่อ ช้วยข้าด้วย " เมื่อหูจ่านอี้ ได้ยินเสียงนี้ เขากระโดดทีเดียวถึงทางเข้าสวนป่าไผ มาอยู่ต่อหน้ากลุ่มผู้ชราทั้งสี่
    " เย่เอ๋อ นั้นลูกใช้ใหม เจ้าทำไมถึงอยู่ในสภาพแบบนี้พวกเจ้าไม่ได้เข้าไปจับวิญญาณในที่ข้าให้ไปรึ พวกเจ้าไปใหนมากันถึงมีสภาพเช่นนี้ " หูจ่านอี้ แหวกกลุ่มผู้คุ้มกันเข้าไป
    " ผู้อาวุโส ผี พวกข้าเจอผี ต้องเป็นฝีมือผีแน่ที่ดูดพลังชีวิตของข้าไป ดีที่พวกข้าหนีทันไม่เช่นน้ันข้าคงเป็นผีเฝ่าป่าไผ่ไปแล้ว "
    หูเฉินผู้เดิมทีเป็นชายหนุ่มร่างกายใหญโตตอนนนี้กับกลายเป็นชายชรามีผมหงอกสีขาวมีผิวหนังที่เหี่ยวย้นมีอาการตัวสั่นหวาดกลัวเหมือนเพิ่งเจอกับเหตุการณ์ที่สยองขวัญมา
    " เหลวไหล ป่าไผ่จะมีผีได้ยังไง ใหนพวกเจ้ารองเล่ารายระเอียดมาสิ "
    หูตงเหลยพูดในขณะเดินแหวกวงล้อมของกลุ่มผู้คุ่มกันเข้ามา
    " ใช้เหลวไหลสิ้นดี ข้าโตมาจนจะแก่ลงโลงอยู่แล้วยังไม่เคยเห็นผีสักตัว "
    ผู้อาวุโสบนอัฒจรรย์ ทยอยเดินตรงไปยังที่ทั้งสี่ยืนอยู่
    ทั้งสีเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังออย่างละเอียดทำให้ หูตงเหลยและเหลาผู้อาวุโสร้วงรู้ไปถึงแผนที่ ที่มีวิญญาณอสูรระดับสูงอยู่อย่างหนาแน่น หูตงเหลยสั่งให้คนอื่นๆรออยู่ด้านนอก หูตงเหลยและเหลาผูอาวุโสรวมถึงกลุ่มของ หูเย่จวน กลับเข้าไปข้างใน ในใจของหูตงเหลยเป็นห่วงนายน้อยของตนเขาถึงขนาดให้ผู้อาวุโสคนหนึ่งไปนำอาวุธวิญญาณขั้นสูงของตระกูลมาและยังให้เหลาผู้อาวุโสเตรียมอาวุธเต็มอัตตราศึก มีแม้กระทั้งยันต์สกดผีที่ไม่รู้ไปหามาจากใหน ผู้อาวุโสบางคนยังเอาอาวุธของตนออกมาอวดว่าต้นตระกูลตนเคยเป็นนักพรตปราบผีก็มี
    " ผีงั้นรึ ถ้ามาแตะแม้แต่เส้นผมชายน้อย ข้าจะถลกหนังผีให้ดู "
    จูอี้หรูบนหลังคาหายวับไปหลังจากได้ยินเรื่องราว
    ผนึกทางเข้าป่าไผ่วงเวทย์ถูกหยุดการทำงานโดยเหลาผู้คุมกฏ เพื่อเปิดให้หูตงเหลยและเหลาผู้อาวุโสเข้าไป
    " ผนึกนี้หยุดได้ไม่นานรีบเข้าไปแล้วรีบออกมาหากนานเกินไปข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น "
    หัวหน้าห่อตึกผู้คุมกฏ ' หูเจียซิน ' เป็นผู้อาวุโสมาจากตระกูลจูเช่นกันกับหูตงเหลย หูตงเหลยพยักหน้าเป็นอันเข้าใจเขาพากลุ่มคนเร่งรีบเข้าไป
    จ้าวหลงออกมาจากมิติ ' พิภพกบ ' เขามองพื้นที่ลานกว้างที่ยังมีวิญญาณสัตว์อสูรอยู่กลาดเกลื่อนเขาไร่จับอย่างเบิกบ่านมีวิญญาณอสูรนับไม่ถ้วนให้เขาเลือกจับ
    " เจ้าจับไปตามจำนวนที่ต้องใช้ก็พอ เมื่อผ่านการแข่งขันก็จงปล่อยพวกมัน พวกมันกลับมาได้เอง "
    หญิงชราที่พาตัวหนานกงหลัวไปไม่รู้ว่าเมื่อไหรที่นางมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังจ้าวหลง
    " ข้าเข้าใจแล้ว ว่าแต่แม่นางหนานกงหลัวละ "
    "แม่หนูนั้นต้องอยู่ฝึกปรือที่นี้สักพักอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรืออาจเป็นปีก็ได้ เมื่อนางเสร็จสิ่นการฝึกนางจะกลับไปหาเจ้าเอง "
    ." นานขนาดนั้นเลย " จ้าวหลงรู้สึกตกใจกับการที่นางต้องใช้เวลาฝึกนานถึงขนาดนั้น วิชาที่นางฝึกคงเป็นยอดวิชาเป็นแน่
    " ตอนนี้เจ้าก็ออกไปจากที่นี้ได้แล้ว ข้าจะปิดผนึกทางเข้าหุบเขานี้.....อืมว่าแต่หากเจ้าไม่รีบไปคลายผนึกที่เจ้าวางไว้เห็นทีคนพวกนั้นคงแห้งเหียวตายเป็นแน่ "
    จ้าวหลงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนกางผนึกไว้ เข้าตั้งชื่อผนึกนี้ว่า ' ผนึกเซียนแปดทิศ ' ผนึกเซียนแปดทิศมีการทำงานที่ไม่ยุ่งยากมากนักแต่ยากที่จะทำลายพลังของผนึกนี้จะดึงเอาพลังชีวิตของผู้ที่ติดอยู่ในผนึกมาเป็นพลังในการขับเคลื่อนผนึก หากต่อต้านผนึกจะยิ่งดึงพลังชีวิตออกมา ผนึกนี้ออกง่ายแต่เข้ายาก การออกจากที่นี้มีสองวิธีแลกด้วยพลังชีวิต กับจ่ายสิ่งตอบแทนที่ผนึกต้องการ
    เมื่อจ้าวหลงส่งสัมผัสเข้าไปในผนึกเขาต้องตกใจ ใบหน้าเขามีรอยยิมแหย่ๆ ปรากฏขึ้น ภาพที่จ้าวหลง เห็นคือกลุ่มคนหลายสิบคน อาวุธพร้อมมือเหมือนเตรียมตัวจะไปก่อสงคราม แม้แต่หูตงเหลย จูเกาอิ่ง ก็อยู่ในนี้ เขาเห็นอีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นคนที่ทำให้เขาต้องหนาวสั่นทุกครั้งไปเมื่อเห็นนาง
    " คลาย " " ฟึบ แวบ "
    เมื่อจ้าวหลงคลายผนึกคืนพลังชีวิต กลุ่มคนทั้งหมดรวมทั้งตัวจ้าวหลงกลับออกมาอยู่ด้านนอกหน้าผ่ากลุ่มของหูตงเหลยเมื่ออกมาอยู่ด้านนอกบางคนก็พยายามจะเดินกลับเข้าไปในหน้าผาที่เดิมทีเป็นทางเข้าแต่บัดนี้มันกับเป็นหน้าผา ที่ไม่มีทางเข้าอีกแล้ว
    " พวกเราออกมาได้แล้วรึ " หนึ่งในผู้อาวุโสพูดขึ้น
    "ทางเข้าหายไปแล้ว "
    " จะต้องเข้าไปข้างใน " หูตงเหลยพูดด้วยน้ำเสียงกังวล
    " ท่านผู้นำข้าว่าไม่หน้าจะมีใครอยู่ข้างในแล้วนะ ข้าว่ามันอันตรายเกินไป พวกเราไม่รู้อะไรเกียวกับพื้นที่นี้แค่เข้าไปทางเข้าก็เจอกับผนึกที่ทำเอาเกือบตาย "
    เหลาผู้อาโสต่างๆ พากันวิพากวิจารถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
    หูจ่านอี้ กำลังจะพูดบางสิ่งแต่เมื่อเห็นลูกสาวและหลานกลับมาเป็นปกติแล้ว จึงเงียบไปพื้นที่นี้ตนไม่แจ้งกับทางตระกูลก็เป็นความผิดที่มหันแล้ว
    " พวกท่านมาทำไรกันเยอะแยะ อาวุธครบมือแบบนี้จะไปทำสงครามกับใครรึ "
    มีเสียงของชายหนุ่มดังมาจากด้านหลัง ของคนกลุ่มนี้ จ้าวหลงเดินมาถึงด้านหน้าหูตงเหลย
    หููตงเหลยเดิมทีมีใบหน้าที่กังวลแต่เมื่อเห็นจ้าวหลงปลอดภัยเขาก็กลับไปเป็นปกติ
    " เจ้าชื่ออะไรหนุ่มน้อยเจ้าอยู่สาขาใหน " หูลี่ชงผู้ที่ยืนอยู่ข้างหูจ่านอี้เอยขึ้น มองจ้าวหลงไปด้วยใบหน้าสงสัยไม่เว้นแม้แต่ หูจ่านอี้ และอีกหลายคนจ้องเขม่งไปที่จ้าวหลง " ข้าชื่อเฒ่าฮวย "
    จ้าวหลง ตอบไปแบบเรียบๆน้ำเสียงไม่ได้แสดงออกถึงความเคารพ
    หูจ่านอี้ หรี่ตามอง หูลี่ชงเกิดความรู้สึกไม่พอใจกับน้ำเสียงของจ้าวหลง
    " สามหาว ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ได้รึ " หูจ่านอี้ พูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ผนวกเข้ากับพลังกดดันหมายจะทำให้จ้าวหลงยอมศิโรราบ จ้าวหลงกับไม่แสดงความเกรงกลัวหรืออาการหวดกลัวออกมาเลย
    " พอแล้ว......เด็กคนนี้เป็นคนที่หูหลงพามา เจ้าไม่พอใจก็ไปต่อว่าหูหลง "
    หูตงเหลยพูดออกไปด้วยพลังกดดันที่มากกว่าหูจ่านอี้ ทำให้พลังกดดันของหูจ่านอี้หายไป
    หูจ่านอี้ถึงกับหน้าถอดสีเลยทีเดียวแต่ถ้าว่าหูจ่านอี้ไม่ได้รู้เลยว่าได้มีเงาของฝ่ามือมาจ่ออยู่ที่ต้นคอของตนตั้งแต่เมื่อใด หากไม่มีน้ำเสียงที่ทรงพลังของหูตงเหลยคาดว่าคอของเขาคงขาดกระเด่นไปนานแล้ว

    คล้ายกับเรื่องพิภพเทพเจ้า ที่คุณอ่าน