ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    16 ว่าที่อาจารย์หญิงคนแรกแห่งสำนักศึกษา

             เสียงเรียกอันแผ่วเบาราวกับเสียงยุงของหญิงสาวปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองลูกค้ารายที่สองของวันนี้  ปรากฏว่าเป็นหญิงสาวอายุประมาณ 17-18 ปี แต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีชมพูดูดีมีราคา จริง ๆ รูปโฉมของนางถือว่าเป็นหญิงงามนางหนึ่ง เพียงแต่ดูเหมือนนางจะมีสุขภาพที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่ หน้าตาดูซีดเซียว แต่ก็ยังพอเห็นเค้าความงามของนางอยู่บ้าง  อีกทั้งสภาพของนางตอนนี้เหมือนคนที่จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว        เมื่อครู่ที่นางเอ่ยถามเช่นนี้ เพราะในป้ายร้านระบุไว้ว่ารับให้คำปรึกษากับลูกค้าแค่วันละ 3 รายเท่านั้น นางจึงถามก่อนเพื่อความแน่ใจ         “ แม่นางเชิญนั่งก่อน ท่านอย่าเพิ่งเอ่ยอะไร เอาเป็นว่าท่านทำตามที่ข้าบอกและแนะนำก็พอ”        หมอดูหนุ่มเชิญหญิงสาวให้นั่งลงที่โต๊ะ ก่อนจะบอกให้นางตั้งสติให้ดีแล้วหลับตาลง  จากนั้นให้นึกถึงปัญหาที่นางเผชิญอยู่ และสิ่งที่นางอยากจะทำมากที่สุดในชีวิต เสร็จแล้วค่อยลืมตาขึ้น พร้อมกับให้หยิบไพ่ยิปซีที่เขากรีดวางเป็นรูปครึ่งวงกลมบนโต๊ะมาหนึ่งใบส่งให้กับเขา         หญิงสาวค่อย ๆ ตั้งสติที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วทำตามที่ชายหนุ่มตรงหน้าบอกอย่างว่าง่าย ในขณะที่อาหลงเองก็ใช้วิชาอ่านใจของลูกค้าจนทำให้เขาได้รู้ว่า ตอนนี้นางเพิ่งผิดหวังจากชายคนรักเพราะเขาทิ้งนางไปหาสตรีอื่นที่สวยและดูดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้นสุขภาพของนางตอนนี้ก็ย่ำแย่มาก ๆ ถึงขนาดที่หมอบอกกับพ่อแม่ของนางให้เตรียมใจและทำใจ เพราะว่านางจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือน เพราะอย่างนี้ตอนนี้นางเลยคิดสั้นเพื่อต้องการจะประชดและทำให้ชายคนรักของนางเสียใจและรู้สึกผิดในการจากไปของนาง ส่วนสิ่งที่เป็นความฝันในชีวิตของนางก็คือการได้เป็นอาจารย์หญิงคนแรกของสถานศึกษาต้าหยาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะอาจารย์ที่นั่นสงวนสิทธิ์ไว้ให้เฉพาะบุรุษเท่านั้น                  “ เชิญแม่นางหยิบไพ่หนึ่งใบแล้วส่งมาให้ข้า”         เสียมหลอหลงบอกกับนาง หลังจากที่นางลืมตาและเขาอ่านใจนางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อสักครู่เขาเพิ่งจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วแม่นางคนนี้ต้องการแค่อยากจะรู้ว่าหลังจากที่นางฆ่าตัวตายไปแล้ว ชายคนรักของนางจะเสียใจและรู้สึกผิดต่อนางหรือไม่           “ แม่นาง ท่านจับได้ไพ่ The Death หรือว่าไพ่ความตาย”        “ ท่านหมายความว่าข้ากำลังจะตายใช่ไหมท่านอาจารย์ อืม ถือว่าท่านพอมีวิชาติดตัว ไม่ใช่หมอดูหมอเดาเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป”            นางชิงพูดตัดหน้าหมอดูก่อนที่เขาจะพูดจบ แต่ชายหนุ่มก็หาได้ถือสานางไม่ แต่เขากลับยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เป็นห่วงและจริงใจ            “ แม่นาง ข้ามีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ท่านฟัง ไม่ทราบท่านอยากจะฟังหรือไม่?”          อาหลงเอ่ยปากถามนาง ในขณะที่ตัวนางเองก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว จึงพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ เพราะนางเองอยากจะรู้เช่นกันว่าเขาจะเล่าเรื่องอะไรให้นางฟัง         “ เรื่องมีอยู่ว่า.....มีหญิงสาว 2 นาง ที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก เกิดไปมีสัมพันธ์รักกับชายหนุ่มคนเดียวกัน โดยที่นางทั้งสองไม่เคยรู้เลยว่าชายหนุ่มมากรักคนนั้นแอบคบซ้อนกับสาวงามทั้งคู่ ......”            จากนั้นอาหลงก็เล่าให้นางฟังต่อว่า จนกระทั่งวันหนึ่งทั้งคู่จึงได้รู้ความจริงเมื่อชายหนุ่มรูปงามคนนั้นบอกตัดสัมพันธ์ต่อหญิงงามทั้งสอง เพื่อไปแต่งงานกับหญิงสาวคนใหม่ที่มีรูปโฉมงดงามกว่ารวมทั้งฐานะก็มั่งคั่งร่ำรวยกว่าพวกนาง  หลังจากเหตุการณ์วันนั้น หญิงสาวคนแรกที่ชื่อว่าหนี่เย่ว์ก็เสียอกเสียใจเป็นอันมาก นางจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเองเพื่อต้องการให้ชายคนรักเสียใจและรู้สึกผิดต่อนางไปตลอดชีวิต  แต่แล้วนางก็ต้องมาตายเปล่า เพราะว่าชายคนรักของนางไม่เคยเสียใจหรือรู้สึกผิดใด ๆ ต่อการจากไปของนาง มิหนำซ้ำเขากลับรู้สึกสมเพชเวทนาต่อหญิงสาวผู้ช่างโง่งมในความรักยิ่งนัก ในขณะที่คนที่เสียใจจริง ๆ กลับเป็นบิดาและมารดาของนางที่ตรอมใจจนล้มป่วย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา                      “ แล้วหญิงสาวอีกคนหนึ่งเล่า นางทำอย่างไรต่อไป?”            นางเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ หลังจากเห็นหมอดูหนุ่มเงียบไป โดยไม่ยอมเล่าเรื่องราวต่อสักที                     “ หญิงสาวคนที่สองมีชื่อว่าเย่ว์หนี่ ...“          เอ่ยถึงตอนนี้หญิงสาวต้องสะดุ้งตกใจ ก่อนจะมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อที่เขารู้ชื่อของนางได้เช่นไร เพราะว่าชื่อของนางก็คือกันเย่ว์หนี่          อาหลงไม่สนใจปฏิกิริยาของนาง แต่กลับเล่าเรื่องราวให้นางฟังต่อว่า แม่นางเย่ว์หนี่ผู้นี้ ตอนแรกก็เสียใจเป็นอันมากเช่นกัน แต่โชคดีที่นางเป็นคนมองโลกในแง่บวก จึงบอกกับตัวเองว่าโชคดีจริง ๆ ที่นางได้เห็นธาตุแท้ของชายหนุ่มผู้โลเลผู้นี้ โดยยังไม่ได้หลวมตัวแต่งงานกับเขา เมื่อคิดได้เช่นนี้นางจึงคิดจะทำให้เขาเสียใจเช่นกัน ด้วยการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง และทำในสิ่งที่นางใฝ่ฝันมาทั้งชีวิตนั่นก็คือการเป็นอาจารย์หญิงคนแรกของสำนักศึกษาต้าหยาง  ซึ่งช่วงแรก ๆ นางต้องเจอกับอุปสรรคมากมายจนแทบจะท้อใจ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ ในที่สุดนางก็สามารถก้าวขึ้นเป็นอาจารย์หญิงคนแรกของต้าหยางได้สำเร็จ กลายเป็นสตรีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในแคว้น จนอดีตคนรักหนุ่มของนางต้องมาเสียใจภายหลังที่ปล่อยให้เพชรเม็ดงามอย่างนางหลุดมือไป         “ แม่นาง ถ้าเป็นท่าน ท่านจะเลือกเดินเส้นทางใด จะเอาอย่างหนี่เย่ว์หรือเย่ว์หนี่?”          เสียมหลอหลงเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้า ในขณะที่นางเองค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่ละอายแก่ใจ        “ ตอบท่านตามตรง จริง ๆ แล้วแต่เดิมข้าตั้งใจจะเอาอย่างหนี่เย่ว์ แต่หลังจากฟังท่านเล่าเรื่องราวแล้ว ข้าเกิดเปลี่ยนใจ ขอเป็นอย่างแม่นางเย่ว์หนี่ดีกว่า ขอบคุณท่านจริง ๆ ที่ช่วยเตือนสติข้า ไม่ให้ข้าเผลอทำเรื่องโง่ ๆ จนลืมความฝันที่แท้จริงในชีวิตตนเองไป”         “ ข้ายอมรับว่าตอนนี้ข้าศรัทธาในความสามารถของท่านอย่างหมดหัวใจ เรื่องราวที่ท่านเล่าเมื่อสักครู่ก็เพื่อจะเตือนสติข้า อีกทั้งท่านสามารถรู้เรื่องราวของข้า แถมยังรู้จักชื่อแซ่ของข้า ทั้ง ๆ ที่ข้ายังไม่ได้เอ่ยปากเล่าให้ท่านฟังเลยแม้แต่น้อย ต้องนับว่าท่านคือผู้วิเศษโดยแท้ แต่น่าเสียดาย น่าเสียดายที่อีกไม่นานข้าก็คงจะจากโลกนี้ไปโดยที่ยังไม่อาจจะทำความฝันให้เป็นจริง...ถือว่าเป็นไปตามคำทำนายของท่านที่ข้าจะต้องตายเพราะหยิบได้ไพ่ความตาย”        นางเอ่ยต่อหมอดูหนุ่มตรงหน้าอย่างชื่นชมจากใจจริง ก่อนจะถอดทอนใจในชะตากรรมของตัวเอง           “ แม่นาง ท่านกังวลเรื่องกำหนดเรื่องเวลาชีวิตของท่านที่เหลืออยู่เพียงแค่หนึ่งเดือนใช่ไหม?”             อาหลงเอ่ยถามนาง ก่อนจะกล่าวต่อไปโดยไม่รอฟังคำตอบของนาง ซึ่งตอนนี้นางมีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะนางไม่อยากตายแล้ว เพราะเป็นห่วงท่านพ่อกับท่านแม่ รวมทั้งยังอยากอยู่ทำความฝันของนางให้เป็นจริงเสียก่อน            “ แต่ว่าไพ่ความตายที่ท่านหยิบได้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่จับได้ไพ่ใบนี้จะต้องตายเสมอไป การตายอาจหมายถึงการสิ้นสุดลงของสิ่ง ๆ หนึ่ง เพื่อที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ก็เป็นได้”           “ ในกรณีของแม่นาง ก็เปรียบเสมือนว่าท่านคนเดิมที่หลงโง่งมในความรักได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงแต่แม่นางเย่ว์หนี่ผู้กลับมาเกิดใหม่เป็นคนที่รู้คุณค่าของชีวิต และเริ่มต้นใช้ชีวิตตามความฝันของตนเองเท่านั้น”            ชายหนุ่มพยายามอธิบายและเปรียบเทียบให้นางฟังอย่างใจเย็น ซึ่งตัวนางเองก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อมาอย่างลึกซึ้ง เพราะตัวนางเองถึงแม้จะเป็นหญิง แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของนาง  นางได้ทุ่มเท ศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้แขนงต่าง ๆ ทำให้ไม่ใช่เรื่องยากที่นางจะเข้าใจได้โดยง่าย             “ แต่ว่าท่านหมอบอกกับข้าว่า ข้าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือนเท่านั้น”           นางเอ่ยย้ำกับหมอดูหนุ่ม ราวกับว่านั่นคือคำพิพากษาชีวิตของนางที่นางจะต้องยอมรับโดยดุษฎี  ไม่อาจจะขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงมันได้              “ ขออภัยแม่นาง ท่านช่วยยื่นมือของท่านมาให้ข้า ข้าจะลองตรวจชีพจรของท่านดู จะได้หาวิธีรักษาอาการป่วยให้กับท่าน”            อาหลงเอ่ยกับหญิงสาว โดยที่นางทำท่าลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยื่นมือส่งให้เขาจับชีพจรแต่โดยดี           “ ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านเสียเวลาเปล่า เพราะท่านพ่อท่านแม่ของข้าเคยให้หมอจำนวนนับไม่ถ้วนมารักษาข้า แม้แต่หมอหลวงเองก็ยังหมดปัญญารักษาอาการป่วยของข้า”           “ ท่านยังมีหวัง ท่านอาจารย์หญิง  ข้าคิดว่าข้ายังพอที่จะรักษาอาการป่วยของท่านได้”                 เสียมหลอหลงกล่าวด้วยสีหน้าที่ยินดี  หลังจากที่เขาได้จับชีพจรของนางเพื่อตรวจหาสาเหตุของโรค ทำให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วนางป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง อีกทั้งช่วงนี้สุขภาพจิตและกายของนางไม่สู้ดี ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของนางอยู่ในระดับต่ำสุด ๆ และหากไม่รีบแก้ไข นางก็คงจะต้องลาโลกนี้ไปเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน              “ เมื่อสักครู่ ท่านเรียกข้าว่าอะไรนะท่านอาจารย์?”             “ ท่านอาจารย์หญิง เมื่อครู่ข้าเรียกท่านว่าท่านอาจารย์หญิง”             “ ขอบคุณท่านมาก ข้าคิดว่าข้าคงไม่มีโอกาสได้ยินคำคำนี้เสียแล้ว ถึงแม้มันจะเป็นเพียงคำพูดปลอบใจให้คนที่กำลังจะตายก็ตาม”             นางเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มด้วยความปลื้มปีติที่มีคนเรียกนางเช่นนี้   ในขณะที่อาหลงหันหลังกลับไปหยิบกระเป๋าสะพายคู่ใจขึ้นมา ก่อนที่จะหยิบเม็ดยาวิเศษของอาจารย์ใหญ่ที่เขาเคยให้ท่านยายของแม่นางหลิวกินออกมาให้นางทั้งหมด 7 เม็ด            “ ท่านอาจารย์หญิง ท่านลองทานเข้าไปก่อนหนึ่งเม็ด”            หมอดูหนุ่มเรียกนางด้วยสรรพนามนี้ เพื่อให้นางมีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป ซึ่งนางมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกลืนเม็ดยาเม็ดนั้นลงไปพร้อมกับหลับตาลงอย่างช้า ๆ            เวลาผ่านไปพักใหญ่ โดยที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาออกมา นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ พร้อมสีหน้าที่ประหลาดและดีใจอย่างที่สุด  ในขณะที่ชายหนุ่มก็เริ่มสังเกตเห็นใบหน้าของนางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปดูมีน้ำมีนวล มีเลือดฝาด และกลับกลายมาเป็นหญิงสาวผู้เลอโฉมนางหนึ่ง          “ เป็นอย่างไรบ้าง ท่านอาจารย์หญิง ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?”         เสียมหลอหลงเอ่ยถามแม่นางกันเย่ว์หนี่ด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ด้วยความพึงพอใจต่ออาการของนางที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา         “ ท่านอาจารย์ ข้าไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ  ตอนนี้อาการป่วยและความเจ็บปวดที่ข้าเคยมีหายเป็นปลิดทิ้ง ยาของท่านช่างมหัศจรรย์จริง ๆ”          นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น และกล่าวขอบคุณชายหนุ่มไม่ขาดปาก ก่อนที่อาหลงจะย้ำกับนางว่าจะต้องทานยาที่เหลืออีก 6 เม็ดทุก ๆ คืนก่อนนอน แล้วอาการของนางจะหายเป็นปรกติแน่นอน           “ ข้าเชื่อใจท่านอาจารย์  ตอนนี้ข้าไม่ห่วงเรื่องสุขภาพของตัวเองแล้ว เพียงแต่ข้าเป็นกังวลเรื่องความฝันที่จะเป็นอาจารย์หญิงของสำนักศึกษาคงยากที่จะเป็นไปได้”            นางเอ่ยกับหมอดูหนุ่มตรง ๆ อย่างไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ามันจะสามารถเป็นจริงได้  ก่อนที่อาหลงจะเล่าให้นางฟังว่าอีกไม่นานเขาจะก่อตั้งสำนักตักศิลาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้มีโอกาสเล่าเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อนำความรู้ไปช่วยพัฒนาบ้านเมือง และช่วงนี้ขอให้นางหมั่นหาวิชาความรู้เพิ่มเติม เพราะเขาจะให้โอกาสนางได้มาเป็นอาจารย์หญิงฝึกหัดที่นี่ เพื่อเก็บประสบการณ์เตรียมความพร้อมก่อนที่จะรอโอกาสก้าวไปเป็นอาจารย์หญิงของสำนักศึกษาในโอกาสต่อไป             หลังจากได้ฟังคำมั่นสัญญาของชายหนุ่ม แม่นางกันเย่ว์หนี่มีสีหน้าที่ดีใจและเปี่ยมไปด้วยความหวังอีกครั้ง ก่อนจะถามถึงค่าดูหมอหรือค่าปรึกษาทั้งหมด แต่อาหลงกลับบอกกับนางว่ารออีก 7 วันให้นางหายเป็นปรกติแล้วค่อยนำเงินมาจ่ายก็ได้ ส่วนจำนวนเท่าไหร่ก็อยู่ที่ความพึงพอใจและความสมัครใจของนางเอง รวมทั้งเขายังบอกกับนางว่าเงินที่ได้มาจากการให้คำปรึกษาทั้งหมด เขาจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างศาลาเอื้ออาทร เพื่อช่วยรักษาอาการป่วยให้กับผู้ที่ไม่มีเงินรักษา และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างสำนักตักศิลา เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาอีกด้วย            “ อีก 7 วันข้างหน้า ข้าจะนำเงิน 2,000 ตำลึงมามอบให้กับท่านอาจารย์ เพื่อใช้สร้างศาลาเอื้ออาทรและสำนักตักศิลาตามที่ท่านตั้งใจไว้”              แม่นางเย่ว์หนี่ที่ตอนนี้กลับกลายมาเป็นสาวงามอีกครั้ง เอ่ยปากให้คำมั่นสัญญากับหมอดูหนุ่มผู้มีพระคุณช่วยรักษาอาการป่วยของนาง ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวขอบคุณในน้ำใจของนางที่จะช่วยบริจาคเงินก้อนโตเพื่อสมทบทุนในการสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับบ้านเมือง            “ คุณหนู ท่านมาอยู่ที่นี่เอง พวกบ่าวออกตามหา และเป็นห่วงท่านแทบแย่”            สาวใช้ประจำตัวของนางที่มีชื่อว่าเสี่ยวอ้ายเอ่ยกับนายหญิงของนางด้วยความดีใจ ก่อนที่นางจะสังเกตเห็นว่าคุณหนูกันมีสีหน้าและสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนแทบไม่เหลืออาการของคนป่วยอีกต่อไป แม่นางกันเย่ว์หนี่จึงเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้สาวใช้คู่ใจได้ฟัง           “ คุณหนู ท่านหายเป็นปรกติแล้วเหรอเจ้าคะ  ถ้านายท่านกับฮูหยินรู้ พวกท่านจะต้องดีใจมาก ๆ เจ้าค่ะ”            หลังจากสนทนากันสักครู่ อาหลงจึงได้รู้ว่าลูกค้ารายที่สองของเขาคือคุณหนูกันเย่ว์หนี่แห่งตระกูลกัน เป็นบุตรีของคหบดีใหญ่นามว่ากันซื่อหยง เจ้าของฉายากันครึ่งเมือง เพราะกิจการในเมืองเทียนหยางเกือบครึ่งหนึ่ง ล้วนป็นของตระกูลกันทั้งสิ้น  ในขณะที่อีกเกือบครึ่งหนึ่งที่เหลือเป็นของสกุลซ่ง ของซ่งฟ่าน เจ้าของฉายาซ่งครึ่งเมือง ซึ่งเป็นบิดาของสามยอดบัณฑิตแห่งเมืองเทียนหยาง รวมทั้งคุณชายสาม ซ่งติง ผู้ที่เพิ่งพ่ายแพ้การประลองให้กับอาหลงไปหมาด ๆ            นอกจากนั้นเขายังได้รู้อีกว่าอดีตคนรักของแม่นางกันก็คือคุณชายรองซ่งผาน บัณฑิตอันดับสองแห่งเทียนหยางที่ตัดสัมพันธ์กับนางเพราะไปติดพันกับโฉมงามหนี่งในสี่หงส์ดรุณ            “ ท่านอาจารย์ ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ข้าจะได้ไปแจ้งข่าวดีเรื่องอาการป่วยของข้าต่อท่านพ่อท่านแม่  ข้าขอขอบคุณท่านอีกครั้ง ส่วนเงิน 2,000 ตำลึง ข้าจะนำมันมามอบต่อท่านด้วยตัวข้าเอง”              แม่นางเย่ว์หนี่คุกเข่าคำนับขอบคุณหมอดูหนุ่มผู้มีพระคุณ ก่อนที่เขาจะประคองนางให้ลุกขึ้น จากนั้นจึงส่งนางขึ้นรถม้าของสกุลกันเพื่อเดินทางกลับบ้าน             หลังจากที่ส่งลูกค้าสาวกลับไปแล้ว อาหลงตัดสินใจที่จะเก็บร้าน เพราะว่าตอนนี้เวลาก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว เขาจะได้กลับที่พักไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปหาเยี่ยนอ๋อและแม่นางฉินอี้เซียนตามสัญญา            ทันใดนั้นก็มีบัณฑิตหนุ่มหน้าตาจัดว่าหล่อเหลาคนหนึ่ง อายุราว 17-18 ปี เดินเข้ามาหาเขาที่โต๊ะอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ           “ เอ่อ...ขอโทษขอรับท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านรับลูกค้าครบ  3 ครั้งหรือยังขอรับ?”            บัณฑิตหนุ่มที่อยู่ในชุดบัณฑิตสีขาวที่ค่อนค้างเก่าแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านสบายตาเอ่ยถามเสียมหลอหลงอย่างกริ่งเกรง          “ อ้อ... ข้ากำลังจะเก็บร้าน แต่ไม่เป็นไร เพราะท่านเป็นคนสุดท้ายของวันนี้พอดี เชิญนั่งก่อนคุณชาย”         อาหลงผายมือเชื้อเชิญให้ลูกค้าหนุ่มคนสุดท้ายของวันนี้นั่งลง ก่อนที่ชายหนุ่มผู้นั้นจะทำตามอย่างว่าง่าย          “ เอ่อ...ท่านอาจารย์ ถ้าหากข้าไม่มีเงิน 2,000 ตำลึงให้กับท่าน เหมือนอย่างคุณหนูท่านนั้น ท่านยังจะดูหมอให้กับข้าหรือไม่ขอรับ?”  ....................................................................................................................................... คุยกันหลังฉาก....ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน และหลาย ๆ ท่านที่ยังติดตามอ่านด้วยดีเสมอมา ตอนนี้ก็ดำเนินเรื่องมาถึงตอนที่ 16 แล้ว และในตอนนี้ไรท์ก็ได้สร้างตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมาจากชื่อของรีดเดอร์ที่ติดตามอ่านและกรุณาเข้ามาเม้นท์ให้กำลังใจ โดยตัวละครตัวนั้นก็คือแม่นางกันเย่ว์หนี่ นี่เอง ซึ่งมาจากชื่อของคุณ Kanlayanee     # Kan    = กัน    # ya       = เย่ว์    # nee     = หนี่            หวังว่าคุณ Kanlayanee คงจะไม่ถือสาที่ไรท์ถือวิสาสะนำชื่อของรีดเดอร์มาสร้างเป็นตัวละครโดยมิได้ขออนุญาตก่อนนะครับ               ส่วนตอนต่อไป เรื่องราวจะดำเนินต่อไปเช่นไร รอลุ้นรออ่านได้ไม่เกินวันสองวันนี้ครับ      ......ขอบคุณมากครับ.....    *** สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต ***“ คนจำนวนมากรู้ว่าต้องทำอะไร  แต่น้อยคนที่จะลงมือทำอย่างที่รู้  เพราะฉะนั้นแค่รู้อย่างเดียวไม่พอ  แต่ข้าต้องนำสิ่งที่ข้ารู้ มาลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จด้วย”