พ่อเลี้ยงขา... รักหนูได้ไหมคะ

    วันสำคัญที่ไม่เกือบไม่ได้ฉลอง

     

    แล้ววันสำคัญของเธอก็มาถึง

     

    เช้าวันรับประกาศนียบัตรจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกของเธอ

     

    ลานบริเวณโรงเรียนคึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะและถ้อยคำแสดงความยินดี ผู้ปกครองต่างก็ถือช่อดอกไม้และของขวัญเดินมาหาลูกของตัวเอง บางครอบครัวรีบชวนกันไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกตั้งแต่พิธียังไม่เริ่มด้วยซ้ำ

     

    ใบหลิวยืนอยู่ในชุดนักเรียนที่คงได้ใส่เป็นครั้งสุดท้ายพลางมองไปที่ภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

     

    วันนี้เธอล่วงหน้าออกมาก่อนตอนนี้จึงทำได้แต่มองครอบครัวอื่น ๆ เท่านั้น

     

    แต่ผ่านไปไม่นานรถยนต์ที่เธอคุ้นตาก็แล่นเข้ามาจอด เรวัตเป็นคนแรกที่ลงจากรถพร้อมช่อดอกไม้ในมือ ขณะที่กรกนกอุ้มลูกชายคนเล็กตามลงมา

     

    “พี่หลิวววว” เด็กน้อยพยายามสลัดตัวจากการจับกุมของคนเป็นแม่แล้วร้องเรียกพี่สาว พอได้รับอิสระเขาก็โผเข้ามากอดเธอเอาไว้เต็มแรงจนใบหลิวหัวเราะออกมาดังลั่น สองพี่น้องหยอกล้อกันไปมาจนกระทั่งเสียงกึ่งดุของกรกนกดังขึ้น

     

    “ต้น! ลูกวิ่งออกมาอย่างนั้นถ้าล้มจะทำยังไง แล้วนั่น... ไปกอดพี่เขาแบบนั้นเดี๋ยวชุดพี่เขาก็ยับหมดพอดี”

     

    “ยับก็ไม่เป็นไร ใช่มั้ยคับพี่” คำพูดไร้เดียงสาของน้องชายทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงชั่วขณะ

     

    “ใช่ ยับก็ไม่เป็นไร กอดได้เต็มที่เลย” พูดจบสองพี่น้องก็กอดกันอีกครั้ง

     

    “พี่ อุ้มหมุน...” ใบหลิวไม่ลังเล เธอออกแรงอุ้มร่างเล็กขึ้นมาเหวี่ยงเป็นวงกลมจนโดนดุหน้าจ๋อยกันไปตาม ๆ กันทั้งพี่ทั้งน้อง

     

    “เราโตแล้วนะ ทำไมยังเล่นเป็นเด็ก ๆ แบบนี้ ถ้าเมื่อกี้น้องหลุดมือ...”

     

    “เถอะน่า คุณก็อย่าเอาแต่ติโน้นตินี่เลย” เรวัตขัดขึ้นมากลางคันจนกรกนกถึงกับสำลัก “หนู... ป๊ายินดีด้วยนะ”

     

    “ขอบคุณค่ะป๊า” เธอกอดช่อดอกไม้ไว้ในอ้อมแขนด้วยสีหน้ามีความสุข

     

    กรกนกเห็นอย่างนั้นก็ผลักลูกชายไปทางคนเป็นพ่อแล้วเดินมาช่วยจัดผม จัดปกเสื้อที่ยับอยู่เล็กน้อยให้ลูกสาวเพื่อชดเชยที่มามือเปล่า

     

    “เดี๋ยวเราไปถ่ายรูปกันดีกว่า” น้ำเสียงของเธออ่อนโยนกว่าหลายเดือนที่ผ่านมาจนใบหลิวถึงกับชะงักแต่ก็ยังคงยืนนิ่งให้คนเป็นแม่ทำตามที่ต้องการจนพอใจ

     

    หลังจากนั้นพวกเขาก็พากันย้ายไปยืนรอถ่ายรูปหน้าป้ายโรงเรียนอันเป็นสถานที่ที่คนเยอะที่สุด

     

    ... ในภาพนั้นไม่มีใครมองออกเลยว่าจนถึงกระทั่งตอนนี้ เบื้องหลังรอยยิ้มที่ดูสดใส ท่าทางปรองดองไม่ต่างจากครอบครัวที่มีความสุขจะซ่อนความเย็นชาเอาไว้อย่างแนบเนียนนั้นเป็นเพียงการแสดงเพื่อไม่ให้วันสำคัญที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งต้องมีรอยด่างพร้อยเท่านั้น

     

    “หลังจากนี้เราจะไปฉลองที่ไหนกันดี”

     

    เรวัตถามขึ้นก่อนที่ใบหลิวจะต้องไปเข้าหอประชุม

     

    “หนูได้หมดค่ะ”

     

    “งั้นให้เจ้าภาพเลือกดีกว่า” เรวัตหัวเราะเบา ๆ แต่ยังไม่ทันที่ใบหลิวจะได้เอ่ยชื่อร้านอาหารออกมา กรกนกส่งเสียงออกมาพร้อมสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด

     

    “เอ่อ...”

     

    เรวัตหันไปมองเป็นคนแรก “มีอะไรเหรอคุณ”

     

    “คือ ฉันลืมบอกไป” เธอยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเองเบา ๆ “เย็นนี้ฉันมีนัดกับกลุ่มผู้ปกครองของตาต้นน่ะ”

     

    “นัด?”

     

    “พวกเราคุยกันไว้ตั้งแต่วันประชุมผู้ปกครองแล้วว่าจะหาเวลาพาเด็ก ๆ ไปทำความรู้จักกันก่อนเปิดเทอม...” เธอบอกพลางลูบหัวลูกชายที่ยืนกอดเอวพี่สาวของเขาเอาไว้เบา ๆ

     

    เรวัตนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเหลือบมองใบหลิว “งั้นเปลี่ยนเป็นวันอื่นก็ได้”

     

    “ไม่เป็นไรค่ะ” ใบหลิวพูดแทรกขึ้นมาแทบจะทันทีพร้อมรอยยิ้มบางที่ไม่ต่างจากทุกครั้ง “ถ้าป๊าว่าง... หนูไปกับป๊าก็ได้ค่ะ”

     

    คำพูดนั้นทำให้กรกนกรู้สึกจุกในอก ขณะที่เรวัตถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพราะรู้ดีว่าลูกเลี้ยงสาวไม่ได้ ไม่เป็นไร อย่างที่ปากพูดจริง ๆ แต่เธอ ชิน ชินไปแล้วกับการที่เรื่องของตัวเองต้องหลีกทางให้น้องชายวัยอนุบาลเสมอ

     

    “นะคะป๊า...”

     

    “อ๊ะ อืม เอาสิ ไปกับป๊าก็ได้” เขาพยักหน้าก่อนหันไปบอกกรกนก “งั้นผมพาหลิวไปเองนะ”

     

    กรกนกเองก็ไม่ได้รู้สึกดี แต่เธอไม่มีทางเลือกจริง ๆ เพราะตอบตกลงเอาไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แถมที่ผ่านมาก็ไม่ได้ใส่ใจลูกสาวมากพอเลยเผลอลืมเรื่องวันจบการศึกษาของอีกฝ่ายไป

     

    เธอเหลือบมองใบหลิวด้วยความรู้สึกผิด “ก็... ฝากด้วยนะคะคุณ”

     

    เรวัตถอนหายใจอีกครั้งเมื่อสุดท้ายกรกนกก็เลือกจะไปนัดที่ว่านั้นอยู่ดี เขาเชื่อว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ แต่ถึงอย่างนั้น... มันก็ไม่ควรเกิดขึ้นอยู่ดี

     

    “ไม่เป็นไรค่ะแม่ น้องคงดีใจที่ได้ไปเล่นกับเพื่อน ใช่มั้ยครับต้น...”

     

    แล้วสองพี่น้องก็จูงมือกันเดินไปทางหอประชุมทันที ทิ้งผู้ปกครองทั้งสองให้ยืนมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วน

     

    “คุณ... ผมหมดคำจะพูดเลยจริง ๆ ตาต้นน่ะเพิ่งจะหกขวบเองนะจะรีบพาไปเข้าสังคมเร็วอะไรขนาดนั้น เด็กมันยังไม่รู้เรื่องหรอก เดี๋ยวพอไปเรียนก็ได้รู้จักกันเองนั่นแหละ” คำพูดของเขาไม่ได้แข็งกร้าวแต่ก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยใจอย่างเห็นได้ชัด

     

    “ฉันไม่ได้ตั้งใจ ถ้ารู้... ไม่สิ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ฉันจะไม่รับนัดนั้นเลย”

     

    เรวัตหลับตาช้า ๆ เขาไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว

     

    “ไปกันเถอะ อย่างน้อยก็ไปส่งใบหลิวเข้าหอประชุมกัน” สิ้นคำนั้นทั้งสองก็รีบสาวเท้าตามเด็ก ๆ ไป

     

    ข้างหน้า... ใบหลิวจูงมือน้องชายอย่างใจเย็น เมื่อเด็กน้อยพูดอะไรเธอก็โน้มตัวลงไปฟังอย่างตั้งใจ เรวัตมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้

     

    “คุณโชคดีมากนะที่ใบหลิวไม่ได้พาลเย็นชากับตาต้นไปด้วย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นลูกเราต้องเสียใจมากแน่ ๆ”

     

    กรกนกมองภาพแผ่นหลังลูกสาวนิ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร