นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 200 ยามสุริยันพิโรธ

        ตอนที่ 200 ยามสุริยันพิโรธ

         

         

        คำพูดของอารากะทำให้ผู้พันลาลันตาถลึงตาจ้องมองเขาอย่างดุดัน ไอความร้อนและจิตสังหารบนร่างจับจ้องมายังร่างของอารากะอย่างไร้ปรานี

         

        “เพราะไข่มุกอินทนิลโหลยโท่ยนั่นทำงานได้ดีไม่พอนิทานกับคีตาถึงยังติดอยู่ข้างใน! มาตอนนี้ยังกล้าห่วงข้อมูลไร้สาระนั่นอีกเหรอ!” ไฟกัลป์ลุกโชติช่วงปกคลุมร่างของผู้พันลาลันตา จิตสังหารร้อนระอุนั้นยามนี้อัดทับเข้าใส่อารากะจนเขาแทบไม่อาจหายใจ

         

        อารากะตัวสั่นสะท้าน ขาของเขาอ่อนแรงจนเขาคุกเข่าลงกับพื้น ขาที่สั่นสะท้านนั้นไม่อาจพยุงร่างของเขาได้อีกต่อไป เขาเป็นเพียงอริยะขั้นต้นที่ไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้เท่านั้น หากคนตรงหน้าคืออริยะขั้นปลายที่ออกรบมาชั่วชีวิต

         

        แม้กระนั้นอารากะก็ยังมีหน้าที่ที่เขาต้องทำ ข้อมูลชุดนั้นมีค่ากับกลุ่มการค้าอิสึกะเป็นอย่างมาก เขาไม่อาจยอมให้มันถูกทำลายได้จริง ๆ อารากะล้วงรูปปั้นขนาดเล็กออกมาจากอกเสื้อ เมื่อมันถูกตีด้วยเงามายาค้อนยักษ์ทางด้านหลังมันก็กลายสภาพเป็นพญาคชสารจากดินปั้นขนาดมหึมา

         

        พญาคชสารแม้จะทำจากดินปั้นหากพลังกายและกลิ่นอายของมันกลับไม่ด้อยไปกว่าอริยะขั้นปลายเลย! วัตถุเสริมอาคมระดับอริยะขั้นปลาย คชสารดินปั้น!

         

        ยามนี้เหนือฟากฟ้าจึงราวกับสงครามของเหล่าทวยเทพ ด้านหนึ่งคือตุ๊กตาหินแกร่งขนาดเท่าภูผา ด้านหนึ่งคือสุริยันอีกดวงที่ใกล้ชิดพื้นโลก อีกหนึ่งคือพญาคชสารดินปั้นผู้เกรียงไกร

         

        “อริยะตะวันจำแลงโปรดระงับโทสะ!” อารากะแม้จะใช้งานสมบัติของตนแล้วหากเขายังคงไม่อยากต่อสู้ การต่อสู้กันในตอนนี้ไม่มีผลดีแม้แต่น้อย

         

        “นิทานยังปลอดภัยดี และข้อตกลงที่กลุ่มการค้าอิสึกะทำไว้กับองค์หญิงไพลินนั้นคือการนำเอาข้อมูลชุดนั้นออกมา!” อารากะกล่าวอย่างยากลำบาก แม้เขาจะมีคชสารดินปั้นอยู่ข้างกายหากเขากลับไม่รู้สึกปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย สุริยันดวงนั้นเจิดจรัสจนเกินไป

         

        ผู้พันลาลันตาจับจ้องคชสารดินปั้นด้วยใบหน้าเฉยชา ท่าทีโกรธาบนใบหน้าของเธอกลับกลายเป็นความเรียบนิ่ง

         

        องค์หญิงไพลินเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย สถานการณ์ตอนนี้เกินการควบคุมแล้ว เธอรู้ดีว่าท่าทีเรียบนิ่งของผู้พันลาลันตายามนี้ไม่ใช่เพราะเธอสงบสติอารมณ์ได้ นั่นเป็นหน้าตาของเธอยามโกรธจัดต่างหาก

         

        ผู้พันลาลันตาไม่ตอบคำ เธอเพียงเอื้อมมือไปทางคชสารดินปั้น เธอกำมือช้า ๆ แล้วจึงคลายออก เป็นท่าเคลื่อนไหวอันพื้นเพ หากการเคลื่อนไหวง่าย ๆ นั้นกลับทำให้อารากะสีหน้าซีดเผือด

         

        คชสารดินปั้นของเขาส่งเสียงกู่ก้องอย่างเจ็บปวด ร่างสีน้ำตาลของมันเริ่มกลายเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว แล้วจึงกลายเป็นสีส้มสุกสว่าง เป็นเหมือนดินโคลนที่ถูกโยนเข้าเตาหลอมความร้อนสูง และในพริบตาต่อมามันก็ละลายจากภายใน กลายเป็นเพียงซากดินโคลน

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสสร้างเกราะศิลาทับซ้อนอีกชั้นหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าแข็งกระด้างของตุ๊กตาหินแกร่งแสดงออกชัดเจนถึงความหวาดกลัว อริยะตะวันจำแลงพึ่งจะทำลายสมบัติระดับอริยะขั้นปลายในการโจมตีเดียว!

         

        ตัวเขาเองเป็นถึงผู้แสวงวิถีแต่เขาไม่อาจทำเช่นเมื่อครู่ได้!

         

        อารากะร่างกายสั่นสะท้าน เขาพยายามหยิบสมบัติชิ้นอื่นมาเพื่อป้องกันร่างหากแววตาของตะวันจำแลงบนฟากฟ้าทำให้เขาไม่อาจขยับได้

         

        “ผู้พันคะ!” องค์หญิงไพลินมิอาจทนนิ่งเฉยได้อีก หากปล่อยให้ผู้พันลาลันตาอาละวาดนานกว่านี้ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มการค้าอิสึกะและราชวงศ์ไฟกัลป์อาจพังทลายได้

         

        “องค์หญิง หรือท่านก็สนใจผลประโยชน์มากกว่าชีวิตของมิตรสหายใกล้ชิดหรือ” ผู้พันลาลันตาหันหน้ากลับมาพูดกับองค์หญิงไพลินด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาของเธอยามนี้ไร้ซึ่งความโกรธาหรือไร้อารมณ์อีกต่อไป

         

        เป็นแววตาของผู้ที่ผิดหวัง ผิดหวังในตัวเธอและผิดหวังในตัวตนเอง สายตานั้นทิ่มแทงองค์หญิงไพลินอย่างรุนแรง เธอสีหน้าซีดลงน้อย ๆ อริยะแปลงเพลิงมององค์หญิงไพลินอย่างเป็นห่วงหากเธอมิอาจกล่าวอะไรได้

         

        ตัวเธอนั้นเข้าใจหัวอกของผู้พันลาลันตาดี หากเป็นไพลินที่ติดอยู่ในนั้นเธอก็จะทำลายม่านพลังนี้โดยไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้นเช่นกัน

         

        “กระหม่อมยอมเสียอะไรก็ได้ แต่กระหม่อมจะไม่ทำร้ายนิทานอีกเป็นหนที่สอง กระหม่อมพรากทุกสิ่งมาจากนิทานมากจนเกินพอแล้ว” ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า สุริยันถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ผู้แสวงวิถีจูเลียสถอนหายใจ หากเป็นไปได้เขาก็ไม่ต้องการจะทำลายสุสานเลย

         

        องค์หญิงไพลินกัดฟันแน่น เธอชูตราประทับที่มีสัญลักษณ์หัวราชสีห์ตัวเมียขึ้นฟ้า ใบหน้าของเธอกราดเกรี้ยวอย่างแท้จริงแล้ว

         

        “ไม่ใช่! ผู้พันจะดูถูกเราเกินไปแล้ว! เราไม่เลือกทั้งนั้นว่าจะช่วยชีวิตของเพื่อนหรือรักษาผลประโยชน์ไว้ เราต้องการทั้งหมด!” องค์หญิงไพลินตะโกน

         

        เมื่อเห็นตราที่เธอชูขึ้นฟ้า อริยะแปลงเพลิงร่างกายสั่นสะท้าน ม่านพลังที่เธอกางไว้แตกสลายอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผู้พันลาลันตายังชะงักไปเมื่อเห็นตรานั้น

         

        “ไพลิน!” อริยะแปลงเพลิงร้องห้าม

         

        “ผู้พันคะ! ตัวนิทานยังคงพกปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ของเราติดตัว นั่นทำให้เรารู้ว่านิทานยังปลอดภัย” เธอพูดเสียงดัง ผู้พันลาลันตาแม้จะตกใจกับตรานั้นหากเธอก็ยังรับฟัง

         

        “ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์คือสมบัติป้องกันชั้นเลิศที่สุดที่นิทานมี เราสามารถรับรู้ได้หากปิ่นปักผมวิหคสวรรค์นั้นถูกใช้งานหรือแยกจากตัวนิทาน ซึ่งทั้งหมดนั้นยังไม่เกิดขึ้น หมายความว่าเขายังไม่เจออันตรายอะไรร้ายแรง!” ผู้พันลาลันตาพยักหน้ารับน้อย ๆ ในยามนี้ผู้ที่รับรู้สภาพของนิทานได้ดีที่สุดคือตัวไพลินเอง

         

        “ดังนั้นเราขอให้ผู้พันให้โอกาสนิทานเสียหน่อย! เพื่อนรักของเราแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเขาต้องเอาตัวรอดได้แน่!” ไฟกัลป์ลุกโชนในดวงตาของเธอ น้ำเสียงของเธอไม่มีวี่แววสงสัยในความสามารถของเพื่อนของเธอแม้แต่น้อย

         

        “หากเกิดเหตุจำเป็นที่ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ถูกใช้งานหรือออกห่างจากตัวนิทานจริง ยามนั้นค่อยทำลายทั้งสุสานก็ยังไม่สาย!”

         

        “เสี่ยงเกินไปค่ะ ถึงเป็นกระหม่อมกว่าจะพังสุสานได้ก็ต้องใช้เวลาหลายนาที นิทานอาจเสียชีวิตก่อนได้” ผู้พันลาลันตากัดฟัน แม้สิ่งที่องค์หญิงไพลินพูดจะเป็นเรื่องจริงหากเธอก็ไม่อาจทำใจรับความเสี่ยงนั้นได้

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสลอบมองผู้พันอย่างตกตะลึง การกล้าประกาศว่าต้องใช้หลายนาทีเพื่อทำลายสุสานนั้นน่าเหลือเชื่อจนเกินไป เธอเป็นเพียงอริยะขั้นปลายหากเธอกลับกำลังบอกว่าเธอมีความสามารถในการโจมตีสูงล้ำกว่าผู้แสวงวิถีส่วนมาก

         

        นั่นเกินกว่าคำว่าเป็นเอกในด้านการโจมตีไปมากแล้ว

         

        “ไม่จำเป็นค่ะ! เพียงเสี้ยววินาทีก็มากเพียงพอแล้วกับการทำลายทั้งสุสาน” องค์หญิงไพลินชูตราขึ้นฟ้าให้ผู้พันลาลันตาเห็น

         

        “ไพลิน! ไม่ได้เด็ดขาด!” อริยะแปลงเพลิงเอ่ยห้ามหากตัวไพลินไม่หันไปมองเธอแม้แต่น้อย

         

        ผู้พันลาลันตาสีหน้าตึงเครียด เธอจับจ้องตราในมือของสตรีร่างเล็กอย่างไม่วางตา ผ่านไปครู่ใหญ่เธอจึงถอนหายใจออกมา

         

        “องค์หญิงยินดีใช้คำมั่นแห่งไฟกัลป์เพื่อนิทานจริง ๆ หรือ” ผู้พันลาลันตาจ้องมองนัยน์ตาสีชมพูอ่อนของเธอโดยไม่วางตา เธอรู้ถึงคุณค่าและความหมายของการที่องค์หญิงไพลินชูตรานั้นให้เธอเห็นดี 

         

         สองตาสบกัน ไม่มีฝ่ายใดว่อกแว่กหรือหลบสายตา เพียงเป็นการประจันกันด้วยสายตา เปิดเผยทั้งหมดในจิตใจของกันและกัน

         

        “มากกว่านี้เราก็ยินดี” องค์หญิงไพลินเผยรอยยิ้ม เธอไม่หลบสายตาอันโชติช่วงนั้นแม้แต่น้อย

         

        ผู้พันลาลันตาจ้องมองนัยน์ตาสีชมพูคู่นั้นอยู่นานสองนาน ในนั้นไม่มีร่องรอยของการโป้ปดหรือสงสัยใด ๆ ผ่านไปครู่ใหญ่เธอจึงเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนล้า

         

        “รับทราบค่ะองค์หญิง กระหม่อมขออภัยที่ก่อความวุ่นวาย” ผู้พันลาลันตาก้มหัวลงในที่สุด องค์หญิงไพลินเป่าปากยาวอย่างโล่งใจเมื่อเห็นว่าสุริยันนั้นดับลงแล้ว

         

        “คุณอารากะ ดิฉันขออภัยที่เสียมารยาทเมื่อครู่ สมบัติชิ้นนั้นดิฉันจะชดใช้ให้แน่นอนค่ะ” ผู้พันลาลันตาก้มหัวขออภัยอารากะอย่างจริงใจ เขาเพียงหัวเราะแห้ง ๆ เท่านั้น เหงื่อบนร่างของเขายังคงพรั่งพรู เมื่อครู่เขาคิดว่าตนต้องเสียชีวิตแน่แล้ว

         

        “เช่นนั้นหลังจากนี้เราและผู้พันลาลันตาจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่ตรงนี้อย่างใกล้ชิด เพชฌฆาตและทุกคนพักผ่อนกันก่อนเถอะค่ะ” องค์หญิงไพลินถอนหายใจ เธอหันกลับไปกล่าวกับสมาชิกกลุ่มขุดค้นที่เหลือ ตลอดมานี้พวกเขาไม่กล้าเอ่ยคำใดแม้แต่น้อย

         

        เพชฌฆาตคุกเข่ารับคำสั่ง เขาถอยร่างไปยังบริเวณฐานบัญชาการพร้อมกับคนอื่น อารากะนั้นแม้จะอยากกลับไปด้วยเช่นกันแต่ในฐานะของตัวแทนกลุ่มการค้าอิสึกะ เขายังต้องอยู่จับตาดูเหตุการณ์

         

        “องค์หญิง กระหม่อมรบกวนท่านช่วยย้ายความเชื่อมโยงระหว่างท่านกับปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ลงในกระจกนี้ได้หรือไม่” ผู้พันลาลันตาหยิบกระจกบานหนึ่งออกมาจากกระเป๋าบรรจุวังของตน

         

        องค์หญิงไพลินตอบตกลงอย่างรวดเร็ว เธอนำมือไปทาบกับกระจกพร้อมทั้งใช้พลังจิตวิญญาณของเธอมอบพันธะระหว่างเธอและสมบัติให้แก่กระจก สัญลักษณ์รูปปิ่นปักผมวิหคสวรรค์อันเลือนรางปรากฏขึ้นบนผิวกระจก ยามนี้มันสว่างไสวเรืองรองอย่างสวยงาม

         

        “หากแสงเปลี่ยนเป็นสีทอง นั่นหมายถึงปิ่นปักผมถูกใช้งาน หากแสงดับลง นั่นหมายความว่ามันออกห่างจากผู้ถือครองค่ะ” ผู้พันลาลันตาอธิบายสั้น ๆ

         

        สิ้นคำของเธอ แสงจากกระจกก็ดับลงไปในจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะราวกับต้องการจะแสดงตัวอย่างให้ชม

         

        “แบบนี้เลยค่ะ นี้หมายความว่าปิ่นนั้นออกห่างจากนิทานแล้ว…..องค์หญิง!” ผู้พันลาลันตายิ้มน้อย ๆ เมื่อกระจกของเธอดับแสงลงยามเธอเอ่ยถึง หากเพียงพริบตาร่างของเธอก็ผุดลุกขึ้นอย่างรีบร้อน

         

        กระจกนี้ไม่มีระบบตัวอย่างเสียหน่อย นี่เป็นของจริง!

         

        องค์หญิงไพลินล้วงหยิบตราประทับอีกครั้งอย่างรีบร้อน หากเธอยังไม่ทันจะหยิบออกมาสัญลักษณ์บนกระจกก็เปล่งแสงอีกครั้ง

         

        ผู้พันลาลันตาอ้าปากค้างมองภาพนั้น เมื่อครู่ปิ่นยังอยู่ห่างจากตัวนิทานอยู่เลย หากยามนี้กลับมาอยู่ใกล้นิทานอีกแล้ว

         

        ผู้พันลาลันตายังไม่ทันจะเข้าใจสถานการณ์ กระจกก็ดับแสงลงอีกครั้ง คราวนี้เธอผุดลุกขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม องค์หญิงไพลินก็หยิบตราอีกครั้งหากก็ไม่ทันกระจกนั่น แสงกลับมาอีกครั้ง

         

        ทั้งหมดจ้องมองกระจกนั้นอย่างเงียบงัน แม้แต่อารากะที่งุนงงก็ยังไม่เข้าใจ

         

        “สมบัติของเจ้าชำรุดรึเปล่าลาลันตา” อริยะแปลงเพลิงกล่าวเสียงเบา การติดและดับของมันยามนี้เหมือนกับมันจะบอกว่านิทานโยนปิ่นทิ้งแล้วจึงวิ่งไปเก็บมาถึงสองครั้งสองครา

         

        เขาจะทำแบบนั้นไปทำไม?

         

        ผู้พันลาลันตาส่ายหน้า เธอมั่นใจว่าสมบัติของเธอยังใช้งานได้ปกติดี กระจกดับแสงลงอีกครั้ง ทั้งหมดจับจ้องภาพนั้นอย่างใจจดใจจ่อหวังว่ากระจกนั้นจะเรืองแสงขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่

         

        ครั้งนี้มันไม่เรืองแสงอีกครั้งอย่างรวดเร็วเช่นครั้งก่อน พวกเขาหน้าเสียเล็กน้อย ก่อนที่ใครจะลงมือทำอะไรอีกครั้งกระจกก็ติดขึ้นมา พวกเขาขมวดคิ้วอย่างงุนงงหากองค์หญิงไพลินกลับเบิกตากว้าง

         

        กระจกนั้นติด ๆ ดับ ๆ อีกครั้ง มันติดและดับเป็นจังหวะ บางครั้งสั้น บางครั้งยาว ทั้งหมดยังคงไม่เข้าใจและมีท่าทีกระวนกระวาย มีเพียงองค์หญิงไพลินที่จับจ้องแสงนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่เธอจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง

         

        “ฉลาดนี่!” เธอหัวเราะ

         

        ผู้พันลาลันตายังคงไม่เข้าใจ เธอหันไปมององค์หญิงเพื่อรอคำตอบ อริยะแปลงเพลิงและอารากะนั้นยังคงงุนงงเช่นกัน

         

        “จังหวะของแสงนั้นเป็นรหัสค่ะ ไม่คุ้นตาเหรอคะ รหัสสั้นยาวไง” องค์หญิงไพลินเผยรอยยิ้ม

         

        ทั้งหมดเบิกตากว้าง พวกเขาไม่คิดถึงสิ่งนี้มาก่อนสักนิด รหัสสั้นยาวคือรหัสง่าย ๆ ที่ใช้จังหวะของการส่งสัญญาณสั้นและยาวเป็นชุด ๆ เพื่อแทนตัวอักษร รหัสนี้ถูกค้นพบจากตำราในยุคโบราณที่ใช้กับภาษาที่พวกเขาไม่เข้าใจ เมื่อมาถึงปัจจุบันจึงมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภาษากลางของมหาทวีป

         

        “นิทานรู้ว่าเรารู้สึกได้ถ้าปิ่นปักผมออกห่าง เขาเลยส่งสัญญาณโดยการเข้าใกล้และออกห่างจากปิ่นปักผมค่ะ” เธออธิบาย

         

        “ลองดูสิคะ อีกสักพักเขาน่าจะส่งสัญญาณวนมาอีกรอบสองรอบเพื่อให้มั่นใจว่าเราเข้าใจจริง ๆ” เธอชี้ไปยังกระจก เมื่อผ่านไปสักครู่ มันก็เริ่มวนแสงอีกครั้งจริง ๆ และครั้งนี้ก็เป็นเหมือนกับครั้งก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

         

        “นิทานบอกว่าอะไรคะ” ผู้พันลาลันตาถามด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ยามนี้เธอรู้สึกยินดีกว่าสิ่งใดที่ได้รู้ว่านิทานยังปลอดภัยดีจริง ๆ

         

        องค์หญิงไพลินรอจนสัญญาณชุดต่อไปจบ แล้วจึงหันมาพูดกับผู้พันลาลันตาด้วยรอยยิ้ม

         

        “สบายดี ค่ะ” เธอยิ้มกว้าง


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน