“เกิดอะไรขึ้น? หรือจัดการคนในอำเภอเฉาตามแผนได้หมดแล้วจึงไม่ต้องจับตาดูแล้วเช่นนั้นหรือ?”
นี่เป็นผลลัพธ์ที่จี้ฉงเหวินอยากเห็นและเป็นผลลัพธ์ที่เขาคิดว่าเป็นไปได้มากที่สุด
สตรีลึกลับหันหลังโดยไม่แม้จะเงยหน้าขึ้นมานางกำหมวกโต้วลี่บนศีรษะไว้แน่น “เจ้าคิดได้ดีจริงๆ! พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ตาย ยังรุ่งเรืองเฟื่องฟูอีกด้วย หลายปีมานี้ข้าไม่ควรเชื่อใจเจ้า จนส่งผลให้คนพวกนั้นเจริญรุ่งเรืองได้ขนาดนี้ ทั้งยังเข้าไปพัวพันกับรัชทายาทอีกด้วย”
เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้เดือดดาลแล้วคำพูดไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย เหมือนตำหนิว่าจี้ฉงเหวินนั้นไร้ประโยชน์
จี้ฉงเหวินเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเรื่องจะออกมาเป็นเช่นนี้หลายปีมานี้ เขาได้รับข่าวว่าลั่วชีเหนียงลุ่มหลงมัวเมากับความรักดั่งตายทั้งเป็นครอบครัวสกุลลั่ววุ่นวายเละเทะ แล้วตั้งแต่เมื่อใดกันที่สถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้ไปได้
สีหน้าตกใจของเขาทำให้สตรีผู้นั้นหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อะไร เจ้าไม่เชื่อหรือ?”
“เจ้าไม่คิดว่าชื่อผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในเมืองชิงหยาง ฟังดูคุ้นเคยหรืออย่างไร?”
“ผู้สอบได้อันดับหนึ่งในชิงหยาง?”
แม้ว่าจี้ฉงเหวินจะอยู่ในสำนักศึกษาหลวงแต่เขาก็ไม่เคยให้ความสำคัญและสนใจกับผู้เข้าสอบที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามใดหรือยังสอบไม่ถึงด่านสุดท้ายแม้เพียงสักนิดถึงคนผู้นั้นจะมีพรสวรรค์แค่ไหน ก็ไร้ความหมาย ดังเช่นตัวเขาที่ทุกสิ่งล้วนคือโอกาส
หลังออกจากห้องลับจี้ฉงเหวินก็เรียกบ่าวมาสอบถาม
“ที่ใต้เท้าถามคือผู้สอบได้อันดับหนึ่งครั้งนี้หรือขอรับทางด้านเมืองหลวงคือเยวี่ยหลีจากสกุลเยวี่ย ทางใต้คือเจียงจื่ออี้ ส่วนทางเหนือคือฉู่เทียนเหอขอรับตอนนี้สามคนนี้เลื่องชื่อที่สุดในเมืองหลวง ไม่ทราบว่านายท่านหมายถึงผู้ใดในสามคนนี้หรือขอรับ?”
ชื่อเหล่านี้จี้ฉงเหวินไม่คุ้นเคยนัก “นอกจากคนเหล่านี้แล้ว ยังมีคนอื่นอีกหรือไม่?”
บ่าวรับใช้ไม่รู้ว่าเจ้านายต้องการรู้สิ่งใดจึงพูดเฉพาะชื่อของสามคนที่เป็นที่รู้จักและถูกพูดถึงเยอะที่สุดส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือในฐานะที่ใต้เท้าทำงานในสำนักศึกษาหลวงที่เป็นตำแหน่งสำคัญย่อมมีคนไม่น้อยมาเพื่อคารวะที่จวน เขาที่เป็นบ่าวย่อมได้รับผลประโยชน์เช่นกัน
“ใต้เท้า ท่านก็ทราบดีว่าจวี่เหรินที่เข้าสอบเคอจวี่ทุกปีมีมากดั่งขนวัว บ่าวไม่อาจจำได้หมดทุกคนหรือไม่นายท่านลองชี้แนะเพิ่มสักหน่อย?”
จี้ฉงเหวินพลิกตำราก่อนแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “คนจากบ้านเกิดข้าไม่มีผู้ใดที่เข้าตาเจ้าเลยหรือ?”
เมื่อบ่าวได้ยินเช่นนี้ก็รู้ว่าที่แท้นายท่านต้องการสอบถามจวี่เหรินจากบ้านเกิดของตนเอง คาดว่านายท่านคงต้องการอุ้มชูคนจากบ้านเกิดเดียวกันเมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รีบเค้นความทรงจำและนึกถึงบัณฑิตจากอำเภอเฉาที่มาเมืองชิงหยางทันที
หลังจากคิดอยู่นานในที่สุดก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้
“มี มีขอรับ!” เขาตะโกนเสียงดัง “ใต้เท้า บ่าวนึกออกแล้วครั้งนี้ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในเมืองชิงหยางเหมือนจะมาจากอำเภอเฉาถือเป็นคนบ้านเกิดเดียวกันกับใต้เท้าขอรับ”
มีจริงๆด้วย! หลายปีมานี้ผู้มีความรู้ที่ออกมาจากอำเภอเฉานั้นน้อยเหลือเกิน คนที่พอจะเป็นซิ่วฉายได้ก็มีเพียงไม่กี่คนแต่กลับไม่มีผู้ใดที่เดินทางจากอำเภอเฉาจนมาถึงเมืองหลวงได้ หากแต่ตอนนี้กลับมีหนึ่งคนจริงๆ
เขาพยายามสะกดกลั้นความประหม่าเอาไว้และถาม “แล้วเจ้ารู้ชื่อเสียงเรียงนามของคนผู้นี้หรือไม่?”
บ่าวรับใช้ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกต้องโทษที่เขาคิดจะแสวงหาแต่ผลประโยชน์ จึงจำได้เพียงคนที่เคยให้ประโยชน์กับตนส่วนบัณฑิตยากจนเหล่านั้น เขาไม่เคยเอามาใส่ใจด้วยซ้ำ คาดว่าคนผู้นี้ก็คงฐานะไม่ดีเท่าใดนักดังนั้นเขาจึงจำไม่ได้
“บ่าวจะรีบไปสืบ ไปสืบเดี๋ยวนี้ขอรับ…”
บ่าวรับใช้วิ่งไปโรงน้ำชาก่อนเป็นที่แรกเพราะสถานที่แห่งนี้คือที่ที่รวมตัวของเหล่าบัณฑิต เมื่อผู้ดูแลโรงน้ำชาเห็นว่าเป็นบ่าวของจวนสกุลจี้ก็รีบมาต้อนรับทันที
“พี่ฉาง เหตุใดวันนี้จึงมีเวลาแวะมาที่นี่ได้เล่า น่าเสียดายจริงๆ เหล่าบัณฑิตเพิ่งกลับไปกันพวกเขาพลาดโอกาสได้รู้จักคนใหญ่คนโตเสียแล้ว”
ฉางหมิงเป็นบ่าวในจวนสกุลจี้แม้เป็นเพียงบ่าวรับใช้ระดับสอง แต่เวลาอยู่ข้างนอกกลับมีหน้ามีตาอย่างมากลูกจ้างในโรงน้ำชาล้วนมีท่าทีเกรงใจต่อเขา อีกทั้งฉางหมิงเองก็ค่อนข้างชอบการให้เกียรติเช่นนี้บนใบหน้าจึงแต้มไปด้วยรอยยิ้ม
“ที่ข้าแวะมาวันนี้เพื่อดูว่ามีบัณฑิตที่น่าสนใจบ้างหรือไม่ เจ้าก็รู้ว่า ใต้เท้าของเราชอบคนที่ดีที่สุด”
ลูกจ้างโรงน้ำชารีบเสริม “นั่นสิ ในเมืองหลวง ใครบ้างจะไม่รู้ ขอเพียงเป็นคนที่ใต้เท้าจี้ชอบใจ ล้วนเจริญรุ่งเรืองในตำแหน่งขุนนาง”
ทั้งสองพูดคุยกันพักใหญ่ฉางหมิงจึงบอกจุดประสงค์ในการมาเยือน “ในหมู่เหล่าบัณฑิตผู้ที่ได้อันดับหนึ่ง ข้าได้พบเจอหมดแล้ว เพียงแต่คนที่มาจากเมืองชิงหยางเหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเหมือนจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคนผู้นี้เท่าใดนัก…”
ฉางหมิงเกาศีรษะและมองไปยังกำแพงลูกจ้างในโรงน้ำชามีหรือจะไม่รู้ว่าเขาคนอย่างไร คงเป็นเพราะคนจากเมืองชิงหยางไม่เคยมอบของกำนัลให้ดังนั้นจึงจำคนผู้นี้ไม่ได้อยู่แล้ว
“คนที่พี่ฉางยังจำไม่ได้ ข้ามีหรือจะจำได้ ทว่าคนที่มาจากเมืองชิงหยางนั้นค่อนข้างสงบเสงี่ยมแทบไม่เคยมาที่โรงน้ำชาของเราเลย แต่ได้ยินว่าคนผู้นี้แซ่ลั่ว ส่วนชื่อของเขาเหมือนจะเป็นเฉินอะไรสักอย่าง” ลูกจ้างโรงน้ำชาพูดถึงคนที่ตนไม่ค่อยได้พบเจอ “ข้าเองก็จำได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก”
“เอาเถอะ เห็นทีเจ้าเองก็คงไม่รู้ เช่นนั้นข้าจะลองไปถามที่อื่นดู”
หลังจากฉางหมิงสืบอยู่หลายที่ก็ได้รู้ชื่อของลั่วจิ่งเฉินเขาท่องอยู่ในใจหลายรอบ ก่อนจะเตรียมกลับไปรายงาน
…...
ทางฝั่งของจ้าวจือชิงเขาเองก็ไม่ได้ปรากฏตัวมาเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันไม่ให้ชีเหนียงจับสังเกตได้ จึงตั้งใจอยู่ที่อำเภอเฉาต่ออีกหลายวันกลับคิดไม่ถึงว่าตอนกำลังเตรียมตัวกลับเมืองหลวง ก็ได้รับข่าวจากอันอี
“ท่านโหวเดินทางมาอำเภอเฉาแล้ว คาดว่าคงต้องการสืบเรื่องมือสังหารที่ลอบปลงพระชนม์รัชทายาทขอรับ” อันอีรีบรายงานข่าวกรอง ในคำพูดนั้นปะปนด้วยความลังเล
“ยังมีอะไรอีก พูดมาให้หมด”
อันอีรีบคุกเข่าและทำท่าคำนับ “ท่านโหวได้เจอกับคุณชายใหญ่และคุณชายรองแล้วขอรับ อีกทั้งยังเคยประมือกับคุณชายรองด้วยคาดว่าคงรู้แล้วว่าคุณชายรองเป็นวิชาหมัดสกุลเวิน แล้วท่านโหวยังได้มอบหมายหน้าตรวจสอบให้นายกองหงอีกด้วยขอรับ”
“เหตุใดพวกเขาถึงเจอกันได้?”
อันอีรีบบอกข่าวที่ได้รับจากเมืองหลวงทันที “ตอนนั้นคนของหน่วยชื่อเซียวไม่กล้าเข้าใกล้มากไปเพื่อป้องกันไม่ให้ทางโหวรู้ตัวจึงไม่ได้เข้าไปขัดขวางขอรับ”
แม้จะรู้ว่าอย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องเผชิญหน้าแต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วเพียงนี้
“เจ้ารั้งอยู่ที่อำเภอเฉาก่อน อย่างแรกคือช่วยท่านโหวสืบเรื่องคดีลอบปลงพระชนม์รัชทายาทอีกอย่าง ข้าอยากให้เจ้าช่วยตรวจสอบจุดประสงค์ในการมาอำเภอเฉาของท่านโหวให้แน่ชัด”
ตัวเขานั้นรู้จักเวินจ้านดีลำพังแค่เรื่องมือสังหาร คนผู้นั้นไม่มีทางออกจากเมืองหลวงแน่ เพราะรู้ดีว่าข้างกายรัชทายาทแฝงไปด้วยอันตรายรอบด้านหากเขาจากมา คนเหล่านั้นต้องหาโอกาสลงมือกับรัชทายาทแน่
…...
ส่วนทางด้านชีเหนียงก็กำลังเตรียมเปิดร้านค้าในเมืองหลวงหลายวันมานี้นางพาหลานไฉ่เตี๋ยสำรวจพื้นที่ต่างๆ เพื่อหาทำเลดีๆ แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็พบกับสิงเหล่าซื่อที่มีสีหน้าร้อนรน
ส่วนลั่วจิ่งเฉินเองก็มีสีหน้าตึงเครียดเช่นกัน
“หรือว่าเกิดปัญหาที่เรือนพักผ่อนอันหยาง?”
เมื่อได้ยินคำถามของชีเหนียงสิงเหล่าซื่อก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป เขาเมินใบหน้ายิ้มแย้มของหลานไฉ่เตี๋ยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนออกมา “เฉียงจื่อหายตัวไป!”
-----