หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี ใช้เวลาเดินเที่ยวเล่นกันอยู่สักพัก หลังจากนั้นไม่นานนัก! พวกเขาก็ได้เข้าไปในภัตตาคารสุดหรูหราเพื่อที่จะรับประทานอาหาร และเฝ้าสังเกตุการณ์เหล่าผู้ฝึกตนซึ่งกำลังหลั่งไหลเข้ามาในเมืองสังสารวัฎ
"จอมมารน้อยมีข้อสงสัยตรงไหนหรือเปล่าเจ้าคะ?" ณ ห้องอาหารชั้นบนสุด ซีซวนเอ่ยปากถามหลังจากที่สังเกตุเห็นผู้เป็นนายทอดมองไปนอกหน้าต่างอย่างไม่วางตา
"อืม ข้าก็แค่สงสัยว่า เพราะเหตุใดผู้ฝึกตนของฝ่ายธรรมมะและอธรรมหลายๆกลุ่มถึงไม่คิดที่จะสู้กัน ณ ที่แห่งนี้?" เย่หยุนซีเพ็งพิจารณาพลางกล่าว
"อ่อ นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาหวาดกลัวต่อกฏเกณฑ์ของเมืองนี้อย่างไรล่ะเจ้าคะ" ซีซวนตอบกลับ จากนั้นเริ่มอธิบายเพิ่มเติมเพื่อไขความกระจ่าง
"เมืองสังสารวัฎคือเมืองที่ฝ่ายธรรมมะและฝ่ายอธรรมปกครองร่วมกัน พวกเขาจึงได้สร้างกฏหมายเฉพาะขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย หากผู้ใดฝ่าฝืนสิ่งที่รออยู่ก็คือความตายเพียงเท่านั้น"
เย่หยุนซีเมื่อได้สดับรับฟังก็พลันพยักหน้า "อืมๆ นับว่าสมเหตุสมผลดี แต่มันจะยอดเยี่ยมยิ่งกว่านี้ถ้าพวกเขาใช้กฏเกณฑ์กับทุกเมืองทุกอาณาจักร"
"คิกคิก นั่นเป็นไม่ได้หรอกนะเจ้าคะ เพราะกฏเกณฑ์เช่นนี้จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเมืองหรือสถานที่นั้นๆมีความพิเศษเอามากๆจนมิอาจปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือของฝ่ายใด"
"อ่าๆ เรื่องนั้นข้าก็พอเข้าใจ ..........ว้าว!! คนกลุ่มนั้นคือมาจากไหนกันน่ะ ทำไมขบวนรถม้าถึงได้อลังการขนาดนี้" เย่หยุนซียกมือชี้ไปยังจุดๆหนึ่งแล้วเอ่ยปากกล่าวด้วยความสงสัย เมื่อซีซวนเบนสายตามองตามไปก็พบเข้ากับกลุ่มคนชุดขาวเกือบร้อยคนที่กำลังเดินทางตรงมายังภัตตาคาร
"ธงลวดลายเกล็ดหิมะ? พวกเขาคือราชวงศ์ปิงเหอแห่งอาณาจักรลมหิมะซึ่งอยู่ทางทิศเหนือเจ้าค่ะ ท่านจอมมาร" นางตอบคำถาม หลังจากพิจารณาอีกฝ่ายจนถ้วนถี่
"แล้วพวกเขามีความแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?" เย่หยุนซีเอ่ยถามอีกครั้ง เพราะท่าทางของคนเหล่านั้นช่างดูหยิ่งผยองเสียจนออกหน้าออกตา
"เรียนท่านจอมมารน้อย พวกเขาคืออันดับ 7 ของราชวงศ์ผู้ยิ่งใหญ่เจ้าค่ะ แม้แต่นิกายอันดับ 1 ของทั้งฝ่ายธรรมมะและฝ่ายอธรรมอย่างวิหารเทพยุทธ์กับขุนเขาปีศาจอมตะก็ยังต้องให้ความเคารพพวกเขาอยู่หลายส่วน"
แม่นางซีซวนยังคงตอบคำถามโดยไม่เบื่อหน่าย พร้อมทั้งอธิบายข้อมูลต่างๆอย่างออกรสออกชาติ ส่งผลให้ผู้เป็นนายถึงกับผงะเพราะคำพูดของนาง เนื่องจากชายหนุ่มไม่คาดคิดว่าผู้คนเหล่านั้นจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
"เห้อ เห็นทีข้าคงต้องหาเวลาศึกษาเรื่องขุมกำลังภายในแดนเซียนเพิ่มเติมเสียหน่อย จะได้ไม่เป็นกบในกะลา" เขาบ่นพึมพำออกมา ก่อนที่จะพาซีซวนลุกขึ้นเดินออกไปจากภัตตาคารอาหาร
"เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม เจ้ามาจากขุมกำลังไหนกัน" ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินผ่านกลุ่มคนชุดขาวเหล่านั้น น้ำเสียงสตรีชราภาพแต่ทรงพลังสายหนึ่งก็พลันดังขึ้นทำให้พวกเขาต้องหยุดชะงัก
"ข้ามาจากนิกายมารดาราขอรับ ผู้อาวุโสมีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือเปล่า?" เย่หยุนซีหันไปกล่าวตอบตามมารยาท ทว่ากลับมิได้แสดงความเคารพแต่อย่างใด
"หือ! บนแดนเซียนมีนิกายนามนี้ตั้งแต่เมื่อไร?..........หนุ่มน้อยนิกายของเจ้าคงเป็นฝ่ายอธรรมสินะ ถึงได้นามว่า มารดารา" น้ำเสียงชราภาพยังคงไถ่ถาม
เย่หยุนซียังคงอยู่ในอาการนิ่งสงบและไม่มีท่าทีหวาดหวั่น "เป็นอย่างที่ผู้อาวุโสคาดเดา ตำหนักมารดาราของพวกเรานั้นคือนิกายฝ่ายอธรรมซึ่งพึ่งก่อตั้งขึ้นมา และข้าเป็นจอมมารน้อยของที่นั่น"
"โอ้ มิน่าล่ะ ข้าถึงมิเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม ถ้างั้นข้าขอถามเลยก็แล้วกัน นิกายของเจ้ามีแนวโน้มที่จะแปรพักตร์มาอยู่ฝั่งธรรมมะบ้างหรือไม่?"
เย่หยุนซีส่ายศีรษะเบาๆตอบกลับไป "ข้าไม่รู้หรอกนะขอรับว่าท่านผู้อาวุโสมีจุดประสงค์อะไรถึงได้ถามเช่นนี้........แต่ข้าสามารถตอบแทนนิกายได้ในทันทีว่าพวกเราไม่มีความคิดที่จะแปรพักตร์อย่างแน่นอน เพราะถึงแม้พวกเราจะพึ่งก่อตั้ง แต่ก็ศักดิ์เป็นถึงขุมกำลังสายตรงของเผ่าเทพปีศาจผู้พิทักษ์"
"เปรี้ยง"
คำพูดนี้ของบุรุษหนุ่มราวกับอัสนีบาต น้ำเสียงชราภาพถึงกับเงียบไปครู่ใหญ่ "ที่แท้ก็มี 1 ในเผ่าเทพปีศาจหนุนหลัง เห้อ ช่างน่าเสียดายๆ"
"ท่านผู้อาวุโสยังมีอะไรที่จะสอบถามอีกหรือไม่?" คราวนี้เป็นจอมมารน้อยที่เอ่ยถามบ้าง
"อ่า ไม่ล่ะ เชิญพวกเจ้าไปเถอะ" หญิงชรากล่าวออกมาเช่นนั้น เย่หยุนซีและซีซวนจึงหมุนกายเดิมจากไปท่ามกลางสายตาหลากหลายของเหล่าคนชุดขาว
"เห้อ เด็กที่มีพรสวรรค์ราวกับสัตว์ประหลาด 2 คนดันไปอยู่กับฝ่ายอธรรมเสียได้" เมื่อทั้งสองเดินเข้าโรงเตี้ยมไป เสียงของหญิงชราก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
"พวกเขาสุดยอดถึงขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ ท่านป้าถึงกับต้องออกหน้าเชิญชวนขนาดนี้" น้ำเสียงสตรีที่สุดแสนจะไพเราะดังขึ้นตามหลัง
"อ่า ทั้งสองพิเศษมากๆ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มคนนั้น เขาน่าจะอายุไม่ถึง 30 ปีด้วยซ้ำ แต่ตบะกลับพุ่งทะยานสูงถึงระดับจักรพรรดิขั้น 5..........หลานข้าเจ้าว่ามันน่าอัศจรรย์หรือไม่?"
"อืมๆน่าสนใจๆ" ณ ภายในรถม้า โฉมสะคราญในคลุมสีขาวปกปิดหน้าตาตอบเพียงสั้นๆ จักรพรรดิขั้น 5 ภายในอายุไม่ถึง 30 ปีงั้นหรือ พรสวรรค์เช่นนี้ คู่ควรแล้วที่จะให้ท่านป้าของนางเอ่ยปากทัก
"ช่างน่าเสียดายนักและน่ากลัวยิ่งนัก ที่ต้องเป็นศัตรูกับคนที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ในอนาคต" นางกล่าว