เปลือกตาของชายที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ค่อยๆขยับเคลื่อนไหวเบาๆ หลังจากนั้นด้วยความพยายาม ในที่สุดก็สามารถลืมตาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก เเวบเเรกที่ลืมตาขึ้นมา ได้เเสบตากับเเสงไฟจ้าที่ส่องมา เเถมยังปวดหัวราวกับมันจะเเตกออกเป็เสี่ยงๆ เขาค่อยๆนึกถึง่เวลาก่อนที่จะหลับไป จำได้ว่าครั้งสุดท้ายมันคือตอนที่กำลังโดนโบยไปได้หกสิบกว่าที หรือว่าตอนนั้นเขายังไม่ตายเเค่สลบไป “นี่เกิดอะไรขึ้นกับตัวข้ากันเเน่”
"ตึ้บ ตึ้บ โอ้ยยยย ปวดหัว ปวดจะไม่ไหวเเล้ว" อาเฟยเอามือกุมหัว ในหัวเหมือนได้ยินเสียงตึ้บๆตลอดเวลา เขาจึงร้องออกมาเสียงดังด้วยความทรมาน ทำให้เ้าสัวที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะใกล้ๆเตียงคนไข้ได้ยินพอดี จึงรีบลุกขึ้นมากดปุ่มเรียกนางพยาบาลที่อยู่หัวเตียงคนไข้ทันที
“คนไข้ฟื้นเเล้ว มีอาการปวดหัวอย่างเเรง รบกวนตามหมอให้ด้วยครับ”เ้าสัวพูดกับนางพยาบาลด้วยความร้อนรน เห็นลูกเป็เเบบนี้เเล้วเหมือนหัวใจมันบีบรัดยังไงก็ไม่รู้
"เอ๊ะ นี่มันอะไรกัน ทำไมข้าพูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ เเล้วทำไมข้าถึงฟังภาษาของนายท่านผู้นี้เข้าใจด้วยเล่า" อาเฟยพึมพำกับตัวเอง
"เป็ยังไงมั่งที่รัก ป๊ากดเรียกนางพยาบาลให้ตามหมอมาให้เเล้ว อดทนหน่อยนะครับลูก" เ้าสัวก้มตัวคุยกับลูกชายตัวเองที่ทำท่ากุมหัว ดูท่าเเล้วน่าจะปวดหัวอย่างมาก ขอล่ะอย่าให้ลูกชายสุดที่รักของเขาคนนี้เป็อะไรเลย
“ฟึ่บบบบบบบ”อาการปวดหัวเริ่มหนักกว่าเดิม อยู่ดีๆก็เหมือนจะมีภาพอะไรเข้ามาในหัวก็ไม่รู้ อาเฟยได้เเต่หลับตาเอามือกุมหัวดิ้นอย่างทุรนทุราย ความทรงจำของใครไม่รู้พุ่งพรวดเข้ามาในหัวของอาเฟย จึงทำให้เขาเข้าใจได้อย่างหนึ่ง ที่เเท้เขาข้ามภพมาอยู่ในร่างของเด็กคนนี้ ที่ชื่อว่า “รัก” ส่วนคนที่เเทนตัวเองว่าป๊า ก็คือพ่อของเด็กคนนี้ งั้นเเสดงว่าตัวเขาอาจจะตายไปเเล้วอย่างนั้นหรอ? เื่เเบบนี้มันเกิดขึ้นได้จริงๆหรอ?
เมื่อทีมหมอมาถึง จึงรีบฉีดยาแก้ปวดอย่างเเรงให้ ทำให้อาเฟยค่อยๆหลับลงไปอีกครั้งภาพค่อยๆตัดไปมืดสนิท เหมือนเขาจะฝันถึงใครคนหนึ่ง ที่หน้าตาละม้ายคล้ายตัวเองเลย เเต่ดันพูดกันคนละภาษาที่เขาไม่เข้าใจซะนี่ เขาพยายามเพ่งไปที่คนตรงหน้า เหมือน เหมือนมาก อย่างกับเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง ต่างกันเเค่เสื้อผ้าหน้าผมเพียงเเค่นั้น
"อาเฟย ชีวิตหลังจากนี้ ข้าขอฝากด้วย ฝากป๊าด้วยนะ" คนตรงหน้าเขากล่าวออกมาเเบบนี้อยู่หลายครั้ง ไม่มีคำพูดอื่นเเล้ว มีเพียงเเค่ประโยคนี้วนไปวนมา พออาเฟยลองตั้งใจฟังเขา ก็เริ่มเข้าใจ "ได้ๆ ข้าจะใช้ชีวิตใหม่ที่เ้าให้ข้ามาอย่างดี ส่วนป๊าเ้าก็เหมือนป๊าข้า เ้าไม่ต้องห่วงหรอกนะ" พอตอบกลับไปเเบบนี้คนตรงหน้าก็คลี่ยิ้มออกมา เเล้วก็ค่อยๆเดินหายไปจนลับตา
“ก๊อกๆ”หมอเดินเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมนำผลซีทีสเเกนสมองมาให้เ้าสัวดู
"อาการของคุณรัก จากผลทำทีซีสแกนสมองไม่มีอะไรผิดปกติครับ เเต่ที่น่าเป็ห่วงน่าจะเป็บาดเเผลภายนอกที่ต้องดูกันไปยาวๆทั้งอาทิตย์ อาการมึนหัว หรือปวดหัว อาจจะมาจากการที่สลบไปสามวันทำให้ยังปรับตัวไม่ทันก็ได้ครับเ้าสัว ยังไงผมจะให้พยาบาลรายงานอาการผมเป็ระยะๆดีไหมครับเ้าสัว"
"ขอบคุณครับ พี่หมอ ก็มีเเต่พี่หมอนี่เเหละที่ผมไว้ใจฝากเ้ารักไว้ เเค่เ้ารักฟื้นผมก็ดีใจเเล้วครับ" เ้าสัวฟังผลนี้ก็ได้เเต่โล่งใจ ไม่เป็อะไรมากก็ดีเเล้ว
หลังจากที่หมอ ออกไปเ้าสัวก็มานั่งคุยกับรัก เขายังไม่กล้ากอดลูกหรือลูบหัวลูก เพราะกลัวกระทบกับเเผลที่ตัวลูกชาย เ้าสัวต้องอดกลั้นเป็อย่างมาก เขาอยากจะกอดเ้าลูกชายเเล้ว
"ขอบคุณนะที่รัก ที่ยังอยู่เป็เพื่อนป๊า" เ้าสัวพูดไปก็ตาซึมๆไปไม่รู้เลยว่าถ้าลูกชายไม่อยู่เเล้วชีวิตตัวเองจะเป็อย่างไรหลังจากนี้
"ท่า.....ป๊า ผมจะไม่จากป๊าไปไหนอีกเเล้วครับ" อาเฟยพูดประโยคนี้ออกมาทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่ เ้าสัวที่ได้ยินอย่างนั้นก็ต่อมน้ำตาเเตก จะกอดลูกก็ไม่ได้ เอ้า กอดตัวเองไปก่อนละกัน เ้าสัวยกมือทั้งสองข้างทำท่ากอดอกเเล้วคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
เ้าสัวให้รักอยู่ดูอาการที่โรงพยาบาลหนึ่งอาทิตย์ หลังจากหมอตรวจดูอีกรอบอาการก็ไม่มีอะไร เเถมอาการของรักดีขึ้นทุกวันๆ ดูเหมือนจะเเข็งเเรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ จนวันนี้ออกจากโรงพยาบาลได้เเล้ว
รถเเล่นเข้ามาจอดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังหนึ่งที่อยู่ใจกลางเมือง ครั้นที่อาเฟยเห็นจวนหลังนี้ก็ต้องใ จวนของคนในยุคนี้ช่างใหญ่โตยิ่งนัก เเถมดูจะเเข็งเเรงกว่าจวนในสมัยเขามาก
“ว้าวว น่าสนใจยิ่งนัก” เ้าสิ่งที่นั่งมานี่ เร็วยิ่งกว่าเกวียน หรือขี่ม้าเสียอีก โลกนี่มันช่างน่าสนใจยิ่งนัก ไม่ต้องลำบากเหมือนยุคเขา อาเฟยสนใจนู่นสนใจนี่เดินไปทั่วบ้าน ทำเอาเหล่าบรรดาเเม่บ้านต่างผวา เพราะคุณหนูรักเพิ่งจะโดนรถชนมา เเต่เล่นเดินไปทั่วบ้านดูนั้นดูนี่เเบบนี้ เกิดอาการเเย่ลงขึ้นมาพวกเขารับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ สงสัยคุณหนูจะคิดถึงบ้านเอามากๆ ไม่ได้กลับบ้านมาตั้งหลายวัน
“คุณหนูไปนั่งพักก่อนไหมเอ่ย ป้าว่าเดี๋ยวจะเวียนหัวซะก่อน”อาเฟยทำตามอย่างว่าง่าย เพราะเดินมาทั้งวัน พอป้าเเม่บ้านมาทักก็เริ่มจะเมื่อยขึ้นมาเเล้วสิ
อาเฟยค่อยๆหย่อนก้นลงบนโซฟา เมื่อก้นเเตะถึงโซฟาเท่านั้นเเหละ ก็ต้องใ ทำไมเก้าอี้ถึงได้นิ่มขนาดนี้
“นี่มัน นุ่มมากมมมมมม ช่างสบายยิ่งนัก ไม่รู้ว่าทำจากหนังอะไร ไม่รู้ว่าหนังมาจากเเคว้นอะไร ถ้าเป็เเคว้นที่ตัวเองเคยอยู่ ไม่รู้เลยว่าตระกูลใหญ่ๆจะมีเเบบนี้ไหม มันต้องเเพงหลายตำรึงทองเเน่ๆ” อาเฟยคิดถึงเื่โซฟาตรงหน้าอย่างว้าวุ่น
หลังจากที่อาเฟยได้ทำความรู้จักกับโซฟาเเล้ว ตอนนี้ถือว่าสนิทกันเลยก็ได้ อาเฟยไม่ยอมเดินลุกไปไหน เอาเเต่นั่งๆนอนๆอยู่บนโซฟาตัวนี้ทั้งวัน ทำให้เหล่าเเม่บ้านใจชื้นขึ้นได้ซะที บทคุณหนูจะนั่งพักก็นั่งยาวไปเลย ตอนนี้คุณหนูสนใจดูทีวีมาก ตั้งเเต่ทำงานที่นี่มาน้อยมากที่จะเห็นคุณหนูดูทีวี ทีวีเครื่องนี้เปิดนับครั้งเลยก็ได้ เเต่ไม่มีใครรู้เลยว่าหลังจากนี้ ทีวีเครื่องนี้จะได้เปิดทุกวันเเน่ๆ
อาเฟยเริ่มชินกับสถานการณ์ในตอนนี้เเล้ว มีสิ่งเดียวที่ทำยังไงก็ไม่ชินก็คือ อากาศของยุคนี้ร้อนมาก ในยุคเขามีเเต่คนหนาวตายตอนหิมะตก เเต่พอมาเจอเเบบนี้ เขาคิดว่าต้องมีร้อนตายบ้างเเน่ๆ ถึงจะมีเครื่องนั่นที่ปล่อยความเย็นออกมา เเต่อากาศก็ยังร้อนอยู่ดี
“เอ่อ คุณหนูเดี๋ยวให้ป้าปรับเเอร์ให้เย็นขึ้นอีกนิดดีไหม?” ป้าเเม่บ้านที่เดินนำของว่างมาวางให้คุณหนู เห็นว่าคุณหนูมีเหงื่อไหล่ออกมา จึงรีบไปเอารีโมทเเอร์มาปรับให้ทันที
“เครื่องนั้นอะหรอ? ได้ๆ วันนี้ร้อนมากจริงๆเนอะป้า” อาเฟยไม่รู้ว่าเ้าเครื่องนั้นมันปรับได้ ไม่งั้นให้ปรับตั้งนานเเล้ว ทำให้เเม่บ้านงงกันเป็เเถว เพราะธรรมดาคุณหนูของพวกเขาขี้หนาวมาก อยู่โดยไม่เปิดเเอร์ด้วยซ้ำ เเต่เพราะวันนี้อากาศร้อนมากจริงๆ อีกนิดก็สี่สิบองศาเเล้ว พวกเขาเลยเปิดให้คุณหนูเเต่ก็ไม่ได้เปิดเย็นมาก เอาเเค่ไม่ร้อนอบอ้าวก็พอ เเต่ตอนนี้เหล่าเเม่บ้านจำไว้เเล้วว่า หลังจากนี้ต้องเปิดให้เย็นหน่อย บางทีอาจจะเพราะคุณหนูได้รับาเ็นอนอยู่ที่โรงพยาบาลนานๆเลยชินกับเเอร์ที่นั่นก็ได้ ป้าเเม่บ้านคนนั้นจึงกลับไปกำชับ เเม่บ้านคนอื่นๆด้วยเช่นกัน เื่เปิดเเอร์เเล้วก็ให้คอยสังเกตคุณหนูด้วย