บทที่ 56
ถึงเมืองหลวง
หลังจากที่ออกเดินทางมาจากเมืองแห่งนั้นได้หลายวัน
ในที่สุดเจียงเฟิงก็เดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงแล้ว
เจียงเฟิงยังคงอยู่ในใบหน้าของชายหนุ่มที่มีผิวเข้ม
ด้วยใบหน้าและรูปร่างที่ไม่ได้โดดเด่น มันทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่ได้มองเขา
ถ้าเกิดว่าเจียงเฟิงใช้รูปร่างปกติและหน้าตาปกติของตนเอง คงจะมีผู้คนมากมายให้ความสนใจมากกว่านี้
เพียงแต่ว่าการที่ให้คนอื่นมาสนใจนั่นเป็นเรื่องที่เขานั้นไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น
ในตอนนี้เขาอยู่ในฐานะคนอื่นไม่ใช่คุณชายแห่งตระกูลเจียงของแม่ทัพใหญ่เจียงเฉิน
ถ้าเกิดว่ามีคนรู้ว่าเขาฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วคงจะเกิดกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน
เจียงเฟิงใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้ว ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาที่เขาเดินทางจากชายแดนมาจนถึงเมืองหลวง
มันเองก็บอกได้ว่าทุกอย่างนั้นเปลี่ยนไปมากจากเมื่อก่อน
แม้ว่าเมื่อก่อนตัวของเขาจะไม่ค่อยได้ออกจากเมืองหลวงสักเท่าไหร่ แต่มันเองก็มีช่วงเวลาบางช่วงเวลาที่เขาออกมาเที่ยวเล่นด้านนอก
ถนนที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองแล้วก็เมืองต่างๆและพัฒนาไปมาก
ดูเหมือนว่าหลังจากที่บิดาของเขาทำศึกชนะสามารถควบรวมอีกหนึ่งราชวงศ์มาได้
มันทำให้การพัฒนาของต้าเฉินนั้นก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เขาหลับไหลไปเพียงแค่ไม่กี่ปีตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนเขานั้นแทบจะรู้สึกตกตะลึง
แต่มันเองก็เป็นเพียงแค่ความแปลกใจเท่านั้น เกี่ยวกับเรื่องบ้านเมืองพวกนี้เจียงเฟิงไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากขนาดนั้น
อันที่จริงแล้วมันก็เป็นเพราะว่าเขาได้เดินทางไปที่อีกโลกนึงแล้วด้วย
ในโลกใบนั้นตึกสูงหลายสิบชั้น ไม่เพียงเท่านั้นมนุษย์ที่ไม่ได้มีพลังกับสามารถสร้างพาหนะที่สามารถบินบนท้องฟ้าได้
เรียกได้ว่าภายในโลกใบนั้น แสงสีในยามราตรีงดงามตระการตาเป็นเมืองที่ไม่มีวันหลับใหล
เพราะแบบนั้นสำหรับการเปลี่ยนแปลงของต้าเฉินก็ทำให้เขาตื่นตะลึงแต่ว่าไม่ถึงกับตื่นตาตื่นใจและชื่นชมกับความเจริญก้าวหน้า
ในตอนนี้เจียงเฟิงเดินทางมาถึงจุดพักม้าแห่งหนึ่ง
จุดพักม้าแห่งนี้อยู่ใกล้กับเมืองหลวงมากที่สุดจึงเป็นจุดพักม้าขนาดใหญ่
มีผู้คนมากมายเดินทางผ่านไปผ่านมา โดยเฉพาะพวกคนเดินทางอย่างเช่นพวกพ่อค้าหรือแม้กระทั่งพวกจอมยุทธและก็บัณฑิต
คนพวกนี้ตั้งใจที่จะเดินทางมาที่เมืองหลวงแห่งนี้กันทั้งนั้น
แน่นอนว่าเมืองหลวงของต้าเฉินย่อมเป็นสถานที่รวมตัวของเหล่าผู้เป็นอัจฉริยะ
แถมยังเป็นศูนย์รวมการค้าขนาดใหญ่ภายในราชวงศ์แห่งนี้อีกด้วย
มันเลยไม่แปลกที่มีทั้งผู้ฝึกตนและก็มีทั้งบัณฑิต หรือแม้กระทั่งพวกพ่อค้าที่เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงกันเป็นจำนวนมาก
เพราะว่ามันเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญของราชวงศ์แห่งนี้
ไม่ว่าบุรุษผู้ใดที่อยากจะได้รับความก้าวหน้าก็ต้องเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ทั้งสิ้น
เจียงเฟิงเข้าไปหยุดพักในโรงน้ำชาแห่งนึง
แน่นอนว่าเขาสั่งน้ำชาและขนมของว่างมากินระหว่างที่กำลังพัก
เขาออกเดินทางมาหลายชั่วยามแล้ว เพราะแบบนั้นเลยมาหยุดพักที่จุดพักม้าก่อนเข้าเมืองหลวง
ในตอนนี้เขานั่งอยู่ในโรงน้ำชา ฟังข่าวของผู้คนที่อยู่ในเมืองหลวง
เขาไม่ได้กลับมาเมืองหลวงนาน เลยไม่ได้รู้เกี่ยวกับข่าวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงสักเท่าไหร่
ข่าวของเมืองหลวงที่ถูกบันทึกแล้วส่งไปที่แดนรกร้างทางเหนือ
ส่วนใหญ่ก็เป็นข่าวใหญ่โตที่ผู้คนพูดถึงกันอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เขาอยากจะรู้จากโรงน้ำชาแห่งนี้ ก็คือเรื่องเล็กน้อยต่างๆที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง
โรงน้ำชาเป็นที่ที่สามารถหาข่าวได้มาก รองลงมาจากพวกหอสุราและหอคณิกา
เจียงเฟิงทำตัวสบายๆ หูของเขาเองก็พยายามฟังสิ่งที่ผู้คนพูดคุยกันในตอนนี้
มีผู้คนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆมากมาย
โดยเฉพาะเหตุการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นภายในเมืองหลวง หลังจากที่ต้าเฉินสามารถควบรวมแล้วก็กลืนกิน หนึ่งราชวงศ์ได้
ในตอนนี้ราชวงศ์ต้าเฉินนั้นขยายใหญ่ขึ้นทำให้มีผู้คนภายในราชวงศ์มากขึ้น
ในขณะเดียวกันผู้มีความสามารถภายในเมืองหลวงเองก็ปรากฏกายออกมามากขึ้น
ส่วนใหญ่แล้วผู้คนภายในโรงน้ำชาก็พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องพวกผู้มีความสามารถภายในเมืองหลวง
ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านการฝึกตน หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีความสามารถในวงการขุนนาง
เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้พวกเขานั้นพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
อันที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลกผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะพูดคุย เกี่ยวกับพวกอัจฉริยะแล้วก็พวกที่มีความสามารถอยู่แล้ว
มันอาจจะเป็นเพราะว่าความชื่นชม หรืออาจจะเป็นเพราะว่าความอิจฉาก็ได้
ข่าวที่ส่งไปถึงดินแดนรกร้างถือได้ว่าไม่ได้ละเอียดนัก
แต่ว่าเมื่อได้ยินพวกคนที่เดินทางเข้าออกเมืองหลวงพวกนี้พูด มันก็ทำให้เขานั้นสามารถรู้เรื่องละเอียดได้หลายๆอย่าง
ดูเหมือนว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการขุนนางของต้าเฉินนั้นจะเปลี่ยนไปมาก
โดยที่วงการขุนนางของป้าเฉินมีการขยายใหญ่ขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นภายในวงการขุนนางยังมีขุนนางที่มีชื่อเสียงปรากฏกายขึ้นมาหลายคน
อย่างเช่นแม่ทัพใหญ่ใต้ โจวหลิน
คนผู้นี้เป็นหนึ่งในแม่ทัพที่เก่งกาจของราชวงศ์ต้าเฉินในช่วงที่ผ่านมา
อันที่จริงแล้วตัวของเขาถือได้ว่าเป็นตัวตนที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาให้คานอำนาจกับแม่ทัพใหญ่เจียงที่อยู่ทางเหนือ
แม่ทัพใหญ่เหนือใต้ต้องสามารถคานอำนาจกันได้
แต่ว่าจริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยสักนิดโจวหลินผู้นี้แม้ว่าจะมีชื่อเสียง แต่เกี่ยวกับเรื่องของอำนาจและบารมีรวมไปถึงความสามารถล้วนไม่สามารถเทียบได้กับแม่ทัพเจียงทางเหนือ
เพราะแบบนั้นจึงไม่มีผู้คนเปรียบเทียบว่าโจวหลินใต้ เจียงเฉินเหนือ
เพราะว่าการเปรียบเทียบแบบนั้นมันเหมือนกับว่าทั้งสองนั้นมีทั้งความสามารถและทุกอย่างที่เท่าเทียมกัน
แต่ในสายตาของผู้คนทั่วไปแม่ทัพใหญ่เจียงเฉินกลับเป็นคนที่มีความสามารถมากกว่า
และก็เพราะว่าไม่มีใครพูดเปรียบเทียบทั้งสองแบบนั้น มันเองก็ทำให้สถานะของโจวหลินไม่ได้สูงส่งขนาดที่สามารถเทียบเคียงกับเจียงเฉินได้
นี่ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าแผนการที่ราชสำนักจะแต่งตั้งแม่ทัพใต้ขึ้นมา เพื่อที่จะคานอำนาจกับทางเหนือนั้นเป็นแผนการที่ล้มเหลว
แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอำนาจและบารมีของเจียงเฉินจะมากมายขนาดนี้
ทางราชวงศ์และราชสำนักอาจจะไม่รู้ ว่าเหล่าราษฎรและเหล่าผู้คนภายในต้าเฉินนั้นมองเห็นทุกอย่างอย่างชัดเจน
หลังจากช่วงจบสงครามแม่ทัพใหญ่ถอนตัว ทางด้านราชสำนักแต่งตั้งโจวหลินขึ้นมาเก็บกวาดเรื่องวุ่นวายที่เหลืออยู่ เพื่อสร้างผลงานและพยายามยกย่องคนผู้นี้ให้เทียบเทียมกับแม่ทัพใหญ่เจียง
มีหรือว่าผู้คนภายในต้าเฉินจะไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
พวกเขามองเห็นอย่างชัดเจนแต่พวกเขาเองก็ได้แต่แสดงรอยยิ้มเยาะที่น่าตลก
เพียงแค่คนที่มาเก็บกวาดงานที่เหลืออยู่กลับคิดจะยกขึ้นมาคานอำนาจกับแม่ทัพใหญ่เจียง
ในสายตาของผู้คนมากมายโจวหลินผู้นี้ แม้จะมีฝีมืออยู่บ้างแต่ก็ไม่มีทางที่จะสามารถเทียบกับแม่ทัพใหญ่เจียงเฉินได้
แต่ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทางราชสำนักก็พยายามผลักดันโจวหลินอยู่ตลอดเวลา
เพราะว่าพวกเขานั้นต้องการให้แม่ทัพผู้นี้มีอำนาจแล้วก็มีชื่อเสียงเทียบเท่ากับแม่ทัพใหญ่เจียง
ในขณะเดียวกันราชสำนักเองก็พยายามกดดันเจียงเฉินในทุกๆด้าน มันคือการรักษาสมดุลของทั้งสองฝ่ายแต่ราชสำนักก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ
ทุกวันนี้แม้ว่าเจียงเฉินจะไปอยู่แดนรกร้างทางเหนือ แต่ว่าผลงานที่เขานั้นสร้างเอาไว้มันก็ทำให้ไม่มีผู้คนคนใดมองเขาด้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย