ถงกู่เหลียนพุ่งออกมาข้างหน้า ใบหน้าสําอางนั้นปรากฏแววตาจริงจัง มันรู้ดีเมื่อได้มองดูฝีมือของทิวรั่วซานแล้ว แม้ตัวมันเองจะมีความมั่นใจอยู่หลายส่วน แต่ก็มีบ้างที่เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา แม้ไม่อยากจะยอมรับแต่หากทิวรั่วซานอยู่ในสำนักบัวหิมะของตนแล้วละก็คงต้องติดอันดับทำเนียบยอดฝีมืออย่างแน่นอน
"เตรียมพร้อมค่ายกลบัวหิมะ"
เสียงถงกู่เหลียนดังขึ้น ทันใดนั้นเองก็มีคนจํานวนหนึ่งพุ่งออกมา แล้วแยกย้ายไปยังตำแหน่งต่างๆ ล้อมรอบตัวของทิวรั่วซานตำแหน่งที่อยู่ของพวกมันมองดูไม่ต่างจากดอกบัวดอกหนึ่ง
"จัดการมันซะ!!! อย่าให้มันรอดไปได้"
เป็นถงกู่เหลียนที่ตะโกนออกมาอีกครั้ง
ตูม!!!!
จู่จู่ กระบี่ยักษ์พลันฟาดฟันลงมายังตำแหน่งที่ทิวรั่วซานยืนอยู่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
กระบี่ยักษ์กระจายอยู่รอบตัวของทิวรั่วซาน รูปร่างของมันเป็นดั่งกลีบของดอกบัวก็ไม่ปาน การโจมตีเมื่อครู่หากทิวรั่วซานไม่ยกเคียวทมิฬขึ้นมากันไว้ละก็...มีหวัง ร่างของเขาคงถูกผ่าออกเป็น 2 ซีกเป็นแน่
"ก็แค่ค่ายกลกระจอกกระจอก คิดว่าของแค่นี้จะทำอะไรข้าได้หรอ"
ทิวรั่วซานแสยะยิ้มพลางวาดเคียวทมิฬต้านรับกระบี่จำนวนมหาศาลที่พุ่งมาจากทิศทางต่างๆ หากเสียสมาธิแล้วล่ะก็ เขาคงได้กลายเป็นผีจริงๆ แล้ว
เสียงโลหะกระทบกันดัง ออกมาไม่หยุดไม่หย่อน แม้ว่าค่ายกลบัวหิมะจะมีพลังอำนาจมากมายมหาศาล หากแต่ทิวรั่วซานยังคงปัดป้องได้อยู่โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ
สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกๆ สายตาในที่นั้นโดยเฉพาะเหล่าคนจากสำนักบัวหิมะ ที่ตอนนี้ได้แต่อ้าปากค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพวกมันต่างรู้ดีถึงพลังอำนาจของค่ายกลนี้
เนื่องจากแม้แต่ในสำนักบัวหิมะ การจะใช้ค่ายกลนี้ยังต้องใช้คนมีฝีมือจำนวนมากในการใช้ออก
"ก็แค่สวะ!!! คิดหรือว่าแค่นี้จะทำอะไรข้าได้ เลิกล้อเล่นกันได้แล้ว ข้าทิวรั่วซานผู้นี้...เบื่อเต็มทน!! "
หลังจากพูดจบทิวรั่วซานพลางควงเคียวทมิฬด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่จะใช้ออกด้วยท่าจันทราสีเลือด เคียวทมิฬลอยคว้างออกไป เมื่อกระแทกกับค่ายกลที่ล้อมรอบเขาอยู่พลันเกิดเสียง เพล้ง! คล้ายกับกระจกแตกพร้อมกับที่หัวของคนผู้หนึ่งที่หลุดออกจากบ่า
เป็นคนจากสำนักบัวหิมะที่ดับชีวิตลงไปอีกหนึ่ง
"เป็น...เป็นไปไม่ได้!!! " คนจากสำนักบัวหิมะคนอื่นๆ นอกจากถงกู่เหลียนพลันล้วนแต่หน้าถอดสี ซีดเซียวไม่ต่างจากไก่ต้ม พวกมันแต่ละคนล้วนอยู่ในขอบเขตก่อกายาระดับที่ 9 กันทั้งสิ้น
ในสำนักนับว่ามันพอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง แต่หากแม้จะร่วมมือกันกลับทำอะไรทิวรั่วซานไม่ได้ นอกจากคิดว่าระดับพลังของตนเองต่ำต้อยแล้วพวกมันได้แต่สงสัยว่าพลังของทิวรั่วซานนั้นอยู่ในระดับไหนกันแน่
ปัง!!!
เสียงระเบิดดังขึ้น เมื่อเคียวของทิวรั่วซานและกระบี่ของถงกูเหรียญปะทะกัน ก่อนที่ทั้งสองจะถอยออกไปคนละก้าว จากนั้นจึงหันหน้าเข้าฟาดฟันกันอย่างบ้าคลั่งหนึ่งเคียวหนึ่งกระบี่ บัดนี้ต่างฟาดฟันกันอย่างไม่หยุดไม่หย่อน
ทันใดนั้นเองที่ถงกู่เหลียนก็ระเบิดพลังออกมา
ตูม!!!
พลังลมปราณล้นทะลักออกมาจากร่างของถงกู่เหลียน ทันใดนั้นเองถงกู่เหลียนพลันหายตัวไป ก่อนจะปรากฏอยู่ข้างลำตัวของทิวรั่วซาน
ตูม!!!
ทิวรั่วซานลอยละลิ่วออกไป โชคดีที่เขายกเคียวทมิฬขึ้นมาป้องกันได้ทัน ไม่เช่นนั้นร่างของเขา คงขาดครึ่งแล้ว
แต่จากการโจมตีเมื่อครู่ก็ทำให้แขนของเขาชาไปหมดเช่นกัน
"ขอบเขตกำเนิดลมปราณขั้นที่ 1 มิน่าล่ะถึงดูมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น"
ทิวรั่วซานพูดขึ้นพร้อมกับเช็ดเลือดที่มุมปากก่อนจะฟาดเคียวเข้าใส่ถงกู่เหลียนอีกครั้งอีกครั้ง
แต่ด้วยถงกู่เหรียญมีพลังลมปราณครอบคลุมร่างอยู่ทำให้ถงกู่เหรียนไม่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของทิวรั่วซานมากนักหากแต่กลับตรงกันข้ามกับทิวรั่งซาน ที่บัดนี้แขนทั้งสองข้างด้านชา อีกทั้งยังปรากฏบาดแผลจากคมกระบี่ นับไม่ถ้วนบนร่างกายของเขา
หากแต่ทิวรั่วซานก็ไม่ได้สนใจมันนักยังคงฟาดฟันเคียวทมิฬใส่ถงกูเหลียนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ในตอนนั้นเองขณะที่ ถงกู่เหลียนแทงกระบี่เข้ามา ทิวรั่วซานพลันเบี่ยงตัวหลบทำให้กระบี่นั้นเพียงแค่ถากแผ่นอกของเขาไปเท่านั้น
ฉับพลันทิวรั่วซานจึงใช้ออกด้วยท่า จันทราโลหิต แม้จะมีลมปราณครอบคลุมร่างอยู่ หากจะต้องรับการโจมตีจากเคียวยักษ์ในระยะประชิดเช่นนั้น ก็ไม่อาจต้านทานกำลังของเคียวที่ฟาดมาได้
ตูม!!!
ถงกู่เหรียญปลิวไปด้านข้างจากการโจมตีของจันทราทมิฬและขณะที่ถงกูเหลียนลุกขึ้นยืนนั่นเอง ทิวรั่วซานเงียบมาตลอดก็พลันหัวเราะขึ้น
"ฮ่าๆๆๆ เจ้ารู้หรือเปล่า ทำไมข้าถึงต้องยอมเสียเวลาไปกับการล้อเล่นกับเจ้านานนัก"
ขณะที่ถงกูเหลียนฉุกคิดได้ เขาพลันรู้สึกสำนึกเสียใจเขารู้ตัวว่ามันสายไปเสียแล้ว เมื่อรู้ว่าตำแหน่งที่เขายืนเป็นจุดศูนย์กลางของวงแหวนเวทย์ชนิดหนึ่งและบัดนี้วงแหวนเวทย์นั้นพลันเรืองแสงขึ้น
พร้อมกับเสียงหัวเราะของทิวรั่วซานที่ดังออกมาอย่างบ้าคลั่ง