บทที่ 3
เวลาที่หมดลง
“เดี๋ยว...” แทนพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว “เมื่อกี้ระบบแจ้งชื่อขึ้นมาทำไมเป็นคอส คิท โคซี่” ชายหนุ่มหันไปถามคอส ที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลซึ่งชายคนนั้นทำท่านอบน้อมแล้วค้อมตัวลง
“ผมต้องขอโทษล่วงหน้าไว้เลยนะครับ…”คอสว่า “เวลาของผมน่าจะเหลือน้อยแล้วถ่าไม่รีบจบเควสนรี้น่าจะยุ่งนะครับ” จบประโยคคนฟังทำหน้าไม่เข้าใจพวกของแทนหันมองหน้ากันก่อนจะถามออกไป
“หมายความว่ายังไงกัน” แทนถาม แต่ก็ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากปากของคอสเขาออกเดินนำหน้าช้าๆ ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง
“ผมคงบอกอะไรมากไม่ได้มันไม่ใช่เรื่องที่ผมสมควรพูด แต่ถ้าพวกคุณเชื่อใจผม ก็รีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จจะดีกว่าครับ”ชายในชุดจอมเวทสีน้ำเงินพูดเสียงเรียบ
แทน เอ็ดเวิร์ด บลานซ์และนิกกี้หันมองหน้ากันอีกครั้ง คิ้วของพวกเขาพากันขมวดแสดงความสงสัยในขณะที่ลินมองคอสไม่วางตา
“จะเท่อะไรขนาดนี้...พี่คอสขา...”เธอพูดขึ้นด้วยสายตาและน้ำเสียงชื่นชมสองมือประสานระดับอกใบหน้าเคลิ้มราวกับจะล่องลอย
“เอาไงล่ะเรา”แทนถามแล้วยกไหล่ผายมือ
“ไม่มีทางเลือกยังไงเราก็ต้องเคลียร์เควสนี้ รีบตามเจ้านั้นไปเถอะ เราไปบังคับให้พูดไม่ได้หรอกดีไม่ดีถ้าเกิดหันมาฆ่าพวกเราขึ้นมาจะแย่ไปใหญ่” นิกกี้ออกความเห็นซึ่งทุกคนก็มีท่าทีเห็นด้วย
“จริง...” เอ็ดเวิร์ดสนับสนุน “ฉันไม่อยากโดนคาถาไฟของเจ้านั่นเผาเป็นหมูย่าง”เขาว่า
“ฉันว่าผู้ชายคนนี้ไว้ใจได้”บลานซ์ที่เพิ่งเดินเข้ามารวมกลุ่มพูดขึ้นบ้าง
“งั้นไปจัดการบอสแล้วจบเควสนี้กัน หลังจากนั้นจะอะไรก็ค่อยว่ากันอีกที” แทนพูดพร้อมกับสะบัดหน้าบอกทุกคนให้เดินหน้า
“น้องกิ๊ฟ เชอรี่น้องวายมีตั้งมากมายไม่ยอมเรียกกัน” เอ็ดเวิร์ดร้องเป็นทำนองเพลงพร้อมกับทำท่าเดินโยกตัวยักไหล่
แทน นิกกี้และบลานซ์มองตามพร้อมกับขมวดคิ้วหรี่ตามมองตาม หลังจากนั้นแทนก็ทำเสียงหัวเราะขึ้นจมูก“จะมีอะไรทำให้ขานั้นเขาเครียดได้บ้างไหมนี่” ชายหนุ่มว่า
“ผู้หญิงตายหมดโลก...นั่นล่ะตานั่นถึงจะเครียด”นิกกี้พูดก่อนจะยิ้มแหย
“ถึงตอนนั้นชายใจหญิงก็คงพอแก้ขัดได้มั้ง”บลานซ์พูดขณะมองตามเอ็ดเวิร์ด
แต่ประโยคที่ว่าทำเอานิกกี้ทำหน้าบอกไม่ถูกก่อนจะหันไปมองหน้าแทน“ฉันเริ่มไม่ไว้ใจพวกนายแล้วนะ” เธอพูดด้วยสีหน้ารังเกียจและหวาดระแวง
“พอเลย”แทนยกมือขึ้นห้าม “อย่าเอาฉันไปร่วมวงจรอุบาทว์ของเจ้าบลานซ์”คนพูดส่ายหน้าก่อนจะเดินตามคอสกับลินไป ทิ้งให้นิกกี้กับบลานซ์ยืนเป็นสองคนรั้งท้าย
“นายมาจีบฉันกลบเกลื่อนรึเปล่าเนี่ย”หญิงสาวถาม
บลานซ์ที่ได้ยินถึงกับเบิกตากว้าง“เอ้ย! ฉันพูดเล่น!” เขาละล่ำละลัก
“พูดเล่น? ที่ชอบฉันน่ะนะพูดเล่น” นิกกี้ยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับชายหนุ่มที่กำลังทำอะไรไม่ถูกเขาทั้งเขินทั้งกังวล แล้วทำได้แค่แสดงสีหน้าเหรอหรา และเมื่อเห็นว่าเขาทำท่าบอกไม่ถูกมากขึ้นไปอีกนิกกีก็หัวเราะออกมา
“นายนี่น้า...” เอพูดก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่าของเขา “แกล้งนายนี่สนุกจริงๆ ไม่เบื่อเลยแฮะ” นิกกี้พูดพร้อมกับ
เดินหัวเราะตามทุกคนไปและสุดท้ายบลานซ์เองก็รีบตามกลุ่มเพื่อนของเขาไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เบื้องหลังมีเพียงความเงียบสงัดและสายหมอกที่กำลังลอยตัวอยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยคราบแห่งกาลเวลา
เส้นทางเบื้องหน้าหมอกยังลงหนาทึบมีบางเวลาที่ปราสาทไกลออกไปจะสามารถมองเห็นได้ ผนังรอบด้านแตกร้าวและหักพังทางเดิรทรุดโทรมแซมด้วยต้นหญ้า กลุ่มผู้เล่นกำลังย่างก้าวสู่ส่วนต่อไปของปราสาทในสายหมอกโรเมนิลิส
ในขณะที่พวกของแทนผ่านสะพานที่ทอดยาวสู่ลานกว้างของปราสาทมอนสเตอร์อีกฝูงหนึ่งก็เข้าโจมตี ส่วนใหญ่เป็นพวกนักรบต้องสาปและนักเวทแต่ไม่มีบอสตามออกมาทุกคนจึงสามารถจัดการกับศัตรูที่บุกเข้ามาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
หลังจากนั้นทั้งหมดก็เข้าสู่ตัวปราสาทหลังประตูหน้าบานใหญ่ขึ้นสนิมถูกเปิดออกด้วยกลไกที่ยังคงทำงานอยู่ พวกของแทนก็อยู่ในห้องแรกของตัวปราสาท มันเป็นโถงขนาดยักษ์ที่มีทางแยกสามทางสองทางทอดตัวมุ่งสู่หอคอยทั้งสองข้าง และสุดท้านทอดไปยังประตูบานใหญ่ด้านหน้าที่ปิดสนิท
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้สำรวจอะไรในบรเวณนี้มอนสเตอร์ฝูงต่อไปก็บุกเข้ามา ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นสำหรับปาร์ตี้ของแทนที่มีผู้เล่นระดับสูงอย่างคอสร่วมทางด้วยมอนสเตอร์ที่ปรากฏตัวออกมาถูกกำจัดอย่างรวดเร็ว และเมื่อกำจัดมอนสเตอร์ธรรมดาเรียบร้อยบอสของทางสี่แพร่วนี้ก็ปรากฏตัว
อันเดดดราก้อน...มังกรซากศพเลวล 175 ที่ทนทานการโจมตีด้วยอาวุธได้ดีเยี่ยม แต่พ่ายแพ้ต่อธาตุไฟและธาตุศักดิ์สิทธิ์ย่างรุนแรง
“ลอร์ด ออฟ เฟลม!” คอสเรียกใช้สกิลของตัวเองเพื่อเพิ่มพลังโจมตีของเวทไฟหลังจากนั้นเขาก็รีบใช้อีกสกิลเพื่อสนับสนุนเวทมนตร์บทต่อไปที่กำลังจะถูกร่ายเพื่อโจมตีศัตรูตรงหน้ามอนสเตอร์ที่เป็นซากศพของมังกรที่ตายลงแต่ดวงวิญญาณกลับยังไม่ออกจากร่าง
“ทวินแคส!” สกิลที่ทำให้การ์ดเมจิกที่จะเรียกใช้ใบต่อไปแสดงผลถึงสองครั้งถูกเรียกใช้และเมื่อสิ้นเสียงใช้สกิล คอสก็เริ่มร่ายเวทตามที่ปรากฏอยู่บนการ์ดโดยไม่ต้องมองดู
“พระเพลิงก่อเกิดจากเถ้าถ่าน อัคคีแห่งบาดาลโชติช่วงหัตถ์แห่งราชันย์เพลิงกัลป์จงเผาผลาญ รัศมีแห่งเปลวเพลิงจงบังเกิด...อาร์มาเกดอน!”
ระเบิดเพลิงกัมปนาทหลังสิ้นบทร่ายเวทพระเพลิงล้างโลกแห่งสงครามครั้งสุดท้ายก่อเกิด พลังทำลายของมหาเวทรวคุ้มคลั่ง คอสเรียกใช้คาถาเพลิงโจมตีใส่มังกรซอมบี้ที่ถูกโจมตีไปก่อนหน้านี้อย่างหนักหลังจากค่าความเสียหายพวยพุ่งและสิ้นสุด ระบบก็แจ้งผลของการต่อสู้ซึ่งสิ่งสำคัญที่ได้มาจากการตะลุยเข้ามาจนถึงขณะนี้ก็คือ...เลเวลของทุกคนที่เพิ่มขึ้น
แทนเลเวลเพิ่มเป็น81
บลานซ์เลเวลเพิ่มเป็น78
นิกกี้เอ็ดเวิร์ดและลินเลเวลเพิ่มเป็น 82 52 และ 57 ตามลำดับและนอกจากนั้น พวกเขายังได้การ์ดระดับ 10 กว่าดาวจำนวนหลายใบแต่ที่น่าจะนับว่าเป็นการ์ดล้ำค่าสำหรับพวกของแทนในตอนี้น่าจะเป็น การ์ดอันเดดดราก้อนระดับ 17 ดาวที่ได้มาจากการล้มบอสมังกรซากศพเมื่อครู่
“เจ๋ง! ได้การ์ดมาด้วยแฮะ!” แทนพูดอย่างดีใจ
ส่วนคอสนั้นสีหน้าเป็นกังวล “จะทันไหมนี่...”เขาว่า
แต่ดูเหมือนแทนจะไม่ได้สนใจคอสเท่าไรนักเขารีบตรวจสอบรายละเอียดของการ์ดอันเดดดราก้อนที่เพิ่งได้มาอย่างตื่นเต้นและเมื่อได้อ่านรายละเอียดที่ว่าเขาก็เลิกคิ้วขึ้นสูง
“เหอ...!?มาแล้วๆๆ มังกรที่เก่งสุดของแทนไทย!” แทนทำท่ากำหมัดขณะหันไปมองเพื่อนๆของเขา ซึ่งบลานซ์ที่ได้รับการ์ดมาลาฟินนายกองทัพอัศวินต้องสาปไปยิ้มเมื่อเห็นอาการของเพื่อนตัวเองนิกกี้ได้แต่หัวเราะขำๆ และก็เป็นลินที่พูดขึ้น
“มันดูไม่หล่อเลยนะคะพี่แทนมีมังกรศพเป็นการ์ดเด็ดเนี่ย” นักบวชสาวผมยาวประจำกลุ่มทำหน้ารังเกียจ
และเมื่อได้ยินเสียงของลินแทนก้ขมวดคิ้วหันมองหน้าคนพูดทันที “อย่าไปยึดติดกับรูปลักษณ์เราต้องมองไปถึงเนื้อใน” เขาพูดพร้อมทำหน้าขึงขัง
“เนื้อในมันก็เน่านะพี่ว่า...นี่ถ้ามีการ์ดเด็ดเป็นแก๊งสาวโมเอะนี่...พี่เอ็ดยอมทุ่มเงินซื้อเลยนะเรียกออกมาแล้วลูบไล้...หนึบหนับๆ” เอ็ดเวิร์ดพูดขึ้นพร้อมกับจินตนาการ
แทนถอนหายใจที่ไม่มีใครเห็นด้วยกับเขาแต่สักพักชายหนุ่มคนนี้ก็ต้องก็ทำท่าสงสัย
“เดี๋ยว...!”เขาทำเสียงสูง “ที่แล้วมานี่แทบไม่มีมอนสเตอร์ดรอปการ์ดคาถาเลยนี่! แล้วนายไปเอาการ์ดคาถามาจากไหนกันคอส!?” เขาหันขวับไปถามคอสที่มีท่าทางลุกลี้ลุกลน
“อ่าว...?”คอสทำเสียงสงสัย “นี่คุณแทนไม่รู้หรือครับว่าการ์ดซัมมอนที่เราได้รับมาสามารถนำไปที่ร้านการ์ดในเมืองใหญ่ๆ แล้วให้เขาใช้คำสั่งทรานซ์ฟอร์มการ์ดพวกนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นการ์ดสามชนิดครับ เมจิก อีควิป แล้วก็ไอเทม” ชายหนุ่มหน้าจืดอธิบาย และเมื่อแทนได้ยินที่คอสว่า เขาก็ตาเป็นประกาย
“เจ๋งสิ!”แทนเสียงดัง
“ซวยแล้วไง...”นิกกี้พูดพร้อมกับเอามือกุมหน้าผาก “อุตส่าห์ไม่บอกฉันละกลัวใจเจ้าแทนมันจริงๆ เจ้านี่น่าจะเอาการ์ดไปลองเสี่ยงแหงๆ” เธอหันไปพูดกับลินที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ไม่เลวร้ายขนาดนั้นมั้งคะพี่นิกกี้”ลินทำหน้าสงสัย
นิกกี้หัวเราะแห้งๆก่อนจะตอบกลับ “รู้จักไอ้เจ้านี่น้อยไปสิ” เธอพูดพร้อมกับมองไปที่แทนซึ่งในตอนนี้กำลังมองดูการ์ดของตัวเองตาเป็นมัน
“ลองเอาอันนี้ไปเปลี่ยนดีกว่าอันนี้ด้วย นี่ๆ นี่ก็น่าลอง” แทนพูดเสียงมีความสุขขณะเลื่อนสายตาไปที่การ์ดใบนู้ทีใบนี้ทีแต่ดูเหมือนจะมีบางคนที่ไม่ได้มีความสึขแบบเขานัก
นิกกี้สูดหายใจยาวก่อนจะเดินตรงไปหาแทนหลังจากนั้นเสียงตวาดก็ดังขึ้น
“หยุด!” เธอขึ้นเสียง “ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะว่านาย ‘ห้าม’ ไปเปลี่ยนการ์ดโดยที่ไม่มีฉันไปด้วยไม่งั้นมีหวังนายเอาการ์ดไปเปลี่ยนเล่นจนเจ้งแน่ๆ” นิกกี้เท้าเอวตีหน้าเข้ม
แทนทำท่านึกถึงคำพูดของเธอแล้วเขาก็เห็นภาพตัวเขากำลังนั่งกุมขมับเพราะเอาการ์ดไปเปลี่ยนเล่นจนไม่มีเด็คใช้ และเมื่อภาพที่ว่าลอยเด่นชัดมุมปากของเขาก็กระตุกกึกแล้วหันไปตอบเสียงอ่อย
“เอ่อ...ฉันก็ว่างั้นนะ”แทนทำหน้าสลด
นิกกี้พยักหน้า“ใช่แล้วล่ะเพราะฉะนั้นนาย...” เมื่อพูดถึงตอนนี้ร่างของหญิงสาวก็นิ่งไป
ทุกคนที่มองเห็นร่างนิกกี้ที่ราวกับกำลังค้างในท่าเดิมจ้องอย่างสงสัยและเมื่อผ่านไปหลายวินาที ร่างของเธอก็ไม่มีทีท่าที่จะเคลื่อนไหว จนในที่สุดบลานซ์ก็ทำหน้าตื่น
“นิกกี้!”เขารีบเข้าไปจับตัวของหญิงสาวที่ยืนนิ่งสนิท แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง
“เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน!” แทนพูดสีหน้าตกใจ“ยัยนิกกี้เป็นอะไรไป!”
“พี่นิกกี้!”ลินพูดด้วยสีหน้าไม่ดีนักแล้ววิ่งเข้าไปใช้มือจับแขนของนิกกี้เบาๆ
“คุณนิกกี้ที่อยู่โลกจริงน่าจะขาดการติดต่อกับเครื่องเชื่อมต่อระบบประสาทนะครับ”คอสพูดขึ้น คำพูดของเขาเรียกสายตาที่ตั้งคำถามของทุกคนให้มารวมอยู่ที่ตัวเอง“การเชื่อมต่อน่าจะถูกถอดออกโดยไม่ได้ล็อกเอ้าท์”
“แล้วมันจะเป็นยังไง หมายความว่านิกกี้เป็นอะไรไป!” บลานซ์ที่ปกติจะสุขุมใจเย็นหันไปถามเค้นอย่างร้อนใจและชายที่ถูกถามก็ส่ายหัวไปมา
“ไม่ทราบเหมือนกันครับผมรู้แค่ว่า...การเชื่อมต่อถูกปลดออกกะทันหัน...น่าจะเป็นอย่างนั้น” น้ำเสียงที่ตอบไปแม้ไม่ได้ดังนัก แต่ก็หนักแน่นในคำพูด
“บ้าชะมัด...” บลานซ์พูดด้วยสีหน้าเป็นห่วงหญิงสาวที่เขาประคองลงนั่ง“ฉันจะออกจากเกม ฉันจะโทรไปถามบ้านนิกกี้”
“ติดต่อจากในนี้ก็ได้ครับ”คอสพูด “บอกเบอร์โทรศัพท์มาเลยครับ” หลังพูดจบเขาก้เรียกหน้าจอหนึ่งออกมา
“จริงสินะ...”ลินพูดขึ้น “ถ้าใช้ระบบพิเศษของเกมนี้ได้...ก็ติดต่อกับโลกภายนอกได้” หญิงสาวที่กำลังช่วยกันประคองร่างที่นิ่งสนิทเอ่ยออกมาสีหน้าเธอเป็นห่วงนิกี้ไม่น้อย
หลังจากที่ได้ยินเรื่องที่ว่า บลานซ์ก็จัดการบอกเบอร์ติดต่อให้กับคอสชายหนุ่มที่เปิดหน้าจอติดต่ออยู่จัดการกดเบอร์โทรศัพท์ตามที่ได้ยินทันทีแต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงแค่เสียงเรียกสายที่ไม่มีการตอบรับ...
“บ้าจริง...”บลานซ์ทำเสียงไม่พอใจ
“คอส...แล้วถ้าเป็นอย่างนี้เราจะทำยังไงกันดี”แทนถามหน้าเครียด
“ผมว่าเราควรเคลียร์เควสนี้โดยเร็วครับระบบของเกมนี้ ถ้าผู้เล่นล๊อกเอ้าท์ในสถานที่ซึ่งไม่ใช่วิหารแห่งนักเดินทาง ภายในสามนาทีถ้าการเชื่อมต่อไม่เกิดขึ้นผู้เล่นจะถูกส่งกลับไปยังวิหารนักเดินทางที่อยู่ใกล้ที่สุด” คอสตอบออกไปและไม่ทันจะสิ้นคำของเขา ร่างเขานิกกี้ก็หายไปต่อหน้าทุกคน
“นิกกี้!” “นิกกี้…!” แทนกับบลานซ์พูดขึ้นเกือบจะพร้อมกัน
“พี่นิกกี้!”ลินทำเสียงสูง สีหน้าของเธอเป็นห่วงนิกกี้อย่างจริงจัง
“โธ่เอ้ย...ฉันไม่ชอบเรื่องแบบนี้เลย” เอ็ดเวิร์ดย่นคิ้วเข้าหากัน
แต่ถึงจะมีเสียงเรียกชื่อของเธอสักกี่ครั้งไม่ว่าจะมีคนเป็นห่วงเธอมากแค่ไหน นิกกี้ก็ยังไม่กลับมา ตอนนี้มีแค่สองทางให้พวกแทนเลือกคือออกจากเกมจากที่นี่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเควสกับอีกทางคือเคลียร์เควสด้วยจำนวนคนที่เหลืออยู่
“รีบจบเควสกัน...”แทนพูดเสียงจริงจัง
บลานซ์ที่ยังนั่งนิ่งลุกขึ้นก่อนจะพุ่งไปคว้าคอเสื้อคนพูดทันที“นี่นายไม่ห่วงนิกกี้เลยรึไง! นายก็รู้ว่าร่างกายเธอเป็นยังไง!”เสียงตวาดดังลั่น แต่แทนก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรทั้งสิ้น
แทนนิ่งเงียบร่างของเขาถูกเขย่าไปตามแรงของบลานซ์ และก็เป็นเอ็ดเวิร์ดที่เข้ามาห้าม
“ใจเย็นบลานซ์...”พี่ใหญ่ของกลุ่มพูดพร้อมกับคว้ามือบลานซ์ออกจากคอเสื้อของแทน “เราทุกคนห่วงนิกกี้ แต่พี่เห็นด้วยกับแทน เพราะเมื่อกี้เราติดต่อนิกกี้ไม่ได้มีทางเดียวคือต้องออกไปหาเธอหรือติดต่อไปใหม่ตอนนี้เราน่าจะจัดการเรื่องเควสนี่ให้จบ”เอ็ดเวิร์ดซึ่งปกติจะทำตัวไร้สาระพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและสายตาของเขาที่จ้องหน้าบลานซ์ก็เป็นเช่นเดียวกับน้ำเสียงที่เขาพุดออกมา
“พี่ก็ห่วงเกมมากกว่าใช่ไหมพี่เอ็ด” บลานซ์ยังไม่ยอมรับเหตุผลที่ได้ยินเขายังต่อว่าชายตรงหน้า
“ถ้านิกกี้รู้ว่าพวกเราต้องลำบากแล้วทำเรื่องนี้ไม่เรียบร้อยเพราะเธอล่ะ”แทนพูดขึ้น สิ่งที่ได้ยินมันทำให้บลานซ์ต้องหันกลับไปมองทางต้นเสียง“ยัยนั่นต้องไม่สบายใจแน่ๆ ถ้ารู้แบบนั้นฉันว่าเรารีบเคลียร์เควสนี้ให้เสร็จแล้วพอเธอกลับมาก็จะได้รู้ว่าเธอไม่ได้ทำให้พวกเราต้องลำบาก” ชายหนุ่มว่า
บลานซ์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งในใจเขาคิดทบทวนเรื่องต่างๆ อยู่หลายรอบเขาพยายามใช้เหตุผลที่ตอนนี้ถูกความกังวลแทรกอยู่ และเมื่อตัดสินใจได้เขาก็พูดขึ้น
“พวกเรารีบไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยแล้วออกไปติดต่อเธอกัน” ชายในชุดเกราะอัศวินพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
แทนและเอ็ดเวิร์ดอมยิ้มเมื่อได้ยินส่วนลินนั้นมีสีหน้าโล่งใจ จั้งแต่เข้าร่วมกับพวกแทน เธอไม่เคยเห็นสมาชิกกลุ่มนี้มีปากเสียงกันมาก่อนส่วนคอสนั้นออกเดินไปสำรวจประตูที่ทอดสู่ห้องของบอส
“ประตูยังไม่เปิดครับน่าจะต้องเคลียร์เงื่อนไขอื่นอีก” เขาพูดก่อนจะมองไปรอบตัว “หอคอยทั้งสองข้างนั้นน่าจะมีส่วนกับเรื่องนี้” วายตาคนพุดมองไปที่หอคอยทางขวาของปราสาทอันทรุดโทรมหลังจากนั้นก็เลื่อยสายตาไปทางซ้าย
แทนมองตามสายตาของคอสก่อนจะพูดขึ้น“ถ้างั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ พวกเรารีบไปจัดการให้เสร็จเลยดีกว่า” ชายหนุ่มพูดก่อนจะเดินไปตบไหล่บลานซ์ “เดี๋ยวออกไปเราไปหายัยนิกกี้กัน”พูดจบเขาก็ยิ้มให้กับเพื่อนของตัวเองที่เริ่มเข้าใจความตั้งใจของตัวเขาเอง
“ขอโทษที่เมื่อกี้ฉันใจร้อนไปนิด”บลานซ์หันไปบอกกับแทน
“จำไม่ได้...นายพูดเรื่องอะไรเดี๋ยวนี้สมองฉันมันเบลอๆ ผ่านไปแป็บนึงก็ลืมแล้วล่ะ” แทนตอบกลับก่อนจะออกเดินไปทางหอคอยทางตะวันตกแต่เมื่อเขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดฝีเท้า...แล้วหันกลับมาหาบลานซ์ “อ่าว...ทำหน้าที่นายสิ เดินนำรับกรรมแทนพวกฉันเร็ว!” เขาขึ้นเสียงสูงตามด้วยตีหน้าจริงจัง
บลานซ์ที่ยืนอยู่ที่เดินยิ้มให้เพื่อนของเขาก่อนจะส่ายหัวแล้วออกเดินนำสู่หอคอยทางตะวันตก“ไปแล้วๆ ! แหม...แค่นี้ก็ต้องเร่งด้วย...ฉันนี่เกิดมารับกรรมตลอดเลยนะ”คนพูดพูดไปหัวเราะไป
หลังจากที่ตัดสินใจกันเรียบร้อย พวกของแทนบุกเข้าหอคอยทางซ้ายมือเป็นอันดับแรกมอนสเตอร์ที่อยู่ในนั้นเลเวลอยู่ที่ราวๆ 130-150 ถึงแม้จะมีคอสอยู่ด้วย แต่ด้วยความหนาแน่นของศัตรูก็ทำให้ต้องเสียเวลาไม่น้อยกว่าที่พวกเขาลุยฝ่าจนไปถึงชั้นบนสุดได้ในที่สุด และเมื่อถึงที่นั่นทั้งหมดก็ต้องเผชิญหน้ากับบอสของหอคอยตะวันตก เจเนซิส (Genesis) มอนสเตอร์กึ่งม้ากึ่งอัศวินในชุดเกราะสีน้ำตาลอ่อน เลเวล 167
ห้องชั้นบนก่อนถึงดาดฟ้าหอคอยเต็มไปด้วยกลิ่นอับหยักไย้ใยแมงมุมกระจายตัวเต็มไปหมด ฝุ่นผงที่อยู่บนพื้นหนาเตอะกำแพงหลายแห่งผุพังมีแสงจางๆ ลอดเข้ามา แต่ในครั้งนี้ นับเป็นโชคดีที่ทักษะของอาชีพริกส์เบรกเกอร์ของแทนแสดงผลพลังชีวิตของเขาเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า ทำให้มี HP เกินกว่า 300,000 หน่วยและเมื่อพลังชีวิตพุ่งขึ้นมากขนาดนั้น แทนก็เข้าเป็นตัวรับค่าความเสียหายพร้อมกับโจมตีไปด้วยส่วนบลานซ์เปลี่ยนเป็นกึงสนับสนุนกึ่งขณะที่เพื่อนของตัวเองรับหน้าที่รับความเสียหายอยู่แนวหน้าในขณะที่ลินและเอ็ดเวิร์ดใช้คาถาช่วยฟื้นพลัง แต่การโจมตีที่สร้างความเสียหายให้บอสได้มากที่สุดก็ยังคงเป็นเวทมนตร์สายเปลวเพลิงอันทรงพลังของคอส
และในที่สุดพวกเขาก็ลมบอสตนนี้ลงได้...
“บลานซ์...! การ์ดนี่ของนาย!” แทนพูดขึ้นหลังจากระบบประกาศรายละเอียดหลังจบการต่อสู้หลังจากนั้นเขาก็จัดการส่งการ์ดที่ได้จากบอสให้บลานซ์และเมื่อบอสถูกกำจัดลูกแก้วขนาดใหญ่ที่อยู่กลางห้องก็ส่องแสงออกมาเป็นสีเขียวเข้ม
“น่าจะมีของแบบนี้อยู่ที่หอคอยอีกฝั่งนะครับ”คอสพูด
แทนพยักหน้ารับเพราะเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่าหลังจากนั้นเขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วจึงพูดขึ้น
“รีบไปกันที่นี่ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว” เมื่อพูดจบทั้งกลุ่มก็ลงจากชั้นบนสุดก่อนจะถึงดาดฟ้าของหอคอยตะวันตกและเมื่ออกจากหอคอยที่ว่า พวกเขาก็รีบมุ่งหน้าสู่หอคอยที่เหลือทันที พวกเขาบุกเข้าหอคอยฝั่งตะวันออกที่เหลืออยู่อย่างไม่เกรงกลัว
มอนสเตอร์ที่นี่เลเวลน้อยกว่าในหอคอยตะวันตกแต่ส่วนใหญ่จะเป็นสายจอมเวทที่ใช้คาถาหลายชนิดจึงทำให้ยุ่งยากกว่าพวกโจมตีด้วยอาวุธและเมื่อทั้งหมดขึ้นถึงชั้นสูงสุด บอสที่เป็นจอมเวทแฝดก็ปรากฏตัว บอสในระดับเลเวล 157 ทั้งสองตน...
ดาร์กวิชชันนารี(DarkVisionary)...ผู้ใช้เวทมนตร์โจมตีและ ดาร์กแคร์เทกเกอร์ (Dark Caretaker)...ผู้ใช้เวทมนตร์สนับสนุนและเพิ่มพลัง…