ภายในร่างกายคือพลังปราณที่ไหลเวียนอย่างถาโถมซึ่งมันแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็นั่งขัดสมาธิแล้วให้ความสนใจแก่ผนึกที่อยู่ในร่างกาย
มันยังคงเก่าแก่ไม่ขยับเคลื่อน แต่กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงๆ!
ในที่สุดหลังจากที่เฝ้ารอมาเนิ่นนานเมิ่งฝานก็ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของผนึกในร่างกายของตนเองเสียทีผนึกซึ่งเป็นของคัมภีร์ทวนเทพนั้นเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง เป็นเพียงตราสัญลักษณ์ที่เรียบง่ายเท่านั้น
แต่เมื่อมองเข้าไปกลับทำให้หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านและเกิดความลุ่มหลง
“ผนึกนี้ก็คือพลังของเจ้าเป็นขุมพลังปราณทั้งหมดของร่างกาย รีบใช้พลังปราณทั้งหมดในร่างทำลายพันธนาการของเจ้าในตอนนี้เสียเถอะข้าว่ามันคงจะถึงเวลาแล้วล่ะ!” เสียงของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นที่ข้างหูของเมิ่งฝานมันเป็นน้ำเสียงอันราบเรียบแต่ก็แฝงไปด้วยความชื่นชม
หลังจากที่ฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนักเวลานี้เมิ่งฝานที่มีพลังชีวิตถาโถมอย่างมากมายอยู่ในร่างกายก็สามารถเบิกพลังของคัมภีร์ทวนเทพได้จนได้มีขุมพลังปราณที่แท้จริงอยู่ในร่างกายเสียที
ขุมพลังปราณเช่นว่านั้นคือสัญลักษณ์ของจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณและเป็นพื้นฐานแห่งพลังทั้งปวงด้วย!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานเปล่งประกายแล้วในเวลาต่อมาเด็กหนุ่มก็เกร็งตัวให้พลังปราณหลั่งไหลไปตามร่างกาย
ยามนี้รูขุมขนทั้งร่างของเมิ่งฝานเปิดกว้างทว่าพลังในร่างของเขาไม่ได้แตกซ่านออกไปภายนอก แต่กลับระเบิดอยู่ภายในร่างกายแทน
กล้ามเนื้อของเด็กหนุ่มปูดนูน ทั้งร่างกายมีแต่สีแดงเมิ่งฝานยังคงนั่งอยู่กับที่ส่วนอากาศรอบกายก็คล้ายดั่งกำลังเดือดพล่านก็ไม่ปาน พลังงานแห่งฟ้าดินที่อยู่โดยรอบในเวลานี้ต่างก็ถาโถมเข้ามาหาร่างของเขาทั้งสิ้น
เมื่อเขาขยับอากาศรอบกายก็บิดเบี้ยวโลกที่ก้นบึ้งของบึงลาวาแปรปรวนอย่างรุนแรง การระเบิดพลังของเมิ่งฝานแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณโดยมีเขาเป็นใจกลาง!
บรรลุในที่สุดก็ถึงเวลาของการบรรลุเสียที!
เมิ่งฝานตวาดออกมาเสียงดังก่อนกล้ามเนื้อของร่างกายจะขยายตัวพลังปราณมากมายภายในร่างกายแล่นไปตามตัวอย่างเดือดพล่านเส้นแขนงปราณขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะรับมามากแต่แสดงออกไปเพียงน้อยนิดหลังจากที่เมิ่งฝานได้สั่งสมพลังมามากมาย ในที่สุดพลังปราณทั้งหมดของเขาก็ได้มุ่งตรงไปยังพันธนาการสุดท้ายของตนเอง
ปัง!
ภายใต้การโจมตีด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่งทำให้พลังจิตของเมิ่งฝานสั่นสะเทือนไปชั่วครู่แล้วในวินาทีต่อมาเขาก็สัมผัสได้ถึงการพังทลายของพันธนาการในร่างกายตนเอง
“จงแตกไปเสีย!”
เมื่อสิ้นเสียงของเมิ่งฝานพลันมีกลิ่นอายของพลังอันแข็งแกร่งปรากฏขึ้นมาจากร่างกายของเด็กหนุ่มซึ่งมันน่าสะพรึงกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัวนัก
ผนึกลึกลับในร่างกายของเมิ่งฝานที่เคยแน่นิ่งกลับขยับอย่างฉับพลันแสงสว่างเปล่งประกายขึ้นก่อนที่พลังปราณทั้งหมดจะถาโถมเข้าไปหามันดุจดั่งสายธารหลากสุดท้ายก็รายล้อมอยู่โดยรอบผนึกประหนึ่งดวงดาวที่ลอยล่องล้อมจันทราผสานกันเป็นโลกใบหนึ่งภายในร่างกายของเมิ่งฝาน
ตู้ม!
ในวินาทีต่อมาพันธนาการที่คอยขัดขวางการพัฒนาของเมิ่งฝานก็ได้พังทลายลงไปเมื่อผนึกสั่นไหวพลังปราณทั้งหมดที่มีพลันหลั่งไหลไปรวมอยู่ที่มันทั้งสิ้น
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นเขารู้ดีว่ายามนี้ตนเองได้บรรลุขั้นพลังเข้าสู่การเป็นจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณแล้ว!
การกลืนกินปทุมมาเพลิงซึ่งเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับหกทำให้เมิ่งฝานบรรลุพลังถึงสองครั้งแล้วก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นพลังที่เคยวาดหวังเอาไว้ในวันวาน!
เขากำหมัดแน่นก่อนจะมีพลังมากมายปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือยามนี้เมิ่งฝานรู้ดีว่าทั้งร่างกายและพลังปราณของตนล้วนแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น
สิ่งที่ได้รับใต้ภูเขาไฟแห่งนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก
เมื่อเด็กหนุ่มขยับฝ่ามือก็พบระลอกคลื่นแห่งพลังปราณจางๆปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือรูม่านตาของเขาหดเล็กลงเพราะเห็นว่าสีของพลังปราณตนเองนั้นเปลี่ยนไปและมีพลังโกลาหลล้ำลึกผสานอยู่ภายใน
การเปลี่ยนแปลงธาตุของวิชายุทธ์!
หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านเพราะรู้ถึงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของมันดีนั่นคือในที่สุดตนเองก็สามารถเบิกพลังของผนึกในร่างกายได้จึงทำให้พลังปราณของเขากลายเป็นธาตุฮุ่นตุ้น!
ผสานตัวเป็นโลกอีกใบทุกสรรพสิ่งอยู่ในความโกลาหล เมิ่งฝานย่นคิ้วเล็กน้อยเพราะเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนโลกมีวิชายุทธ์เช่นนี้อยู่ด้วย
เพราะวิชายุทธ์แห่งพลังปราณทั้งหลายล้วนแต่สอดผสานกับแต่ละธาตุของฟ้าดินทั้งสิ้นแต่วิชายุทธ์ของเมิ่งฝานในยามนี้กลับสร้างตนเกิดเป็นโลกอีกใบขึ้นมาเองและไม่อาจสอดผสานเข้ากับพลังงานแห่งฟ้าดินได้ทำได้เพียงให้มันกลายเป็นพลังปราณที่อยู่ในห้วงแห่งความโกลาหลในร่างกายเท่านั้น!
“ท่านพี่นี่มันวิชายุทธ์แบบใดกันแน่ขอรับ?”
เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสงสัยแต่เมื่อเขาขยับกลับมีเงาของวัตถุบางอย่างถูกโยนเข้ามาหาตนพร้อมกับเสียงของรั่วสุ่ยอีที่มีน้ำเสียงแปลกไป“ใส่เสื้อผ้าเสียก่อน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็แข็งทื่อไปทั้งร่างก่อนจะมองที่เรือนร่างของตนเองแล้วพบว่ามันมีกล้ามเนื้อปรากฏขึ้นมาเป็นสัดส่วนบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งซึ่งหลังจากที่ผ่านการถูกแผดเผาด้วยความร้อนระอุเสื้อผ้าบนกายของเขาจึงมอดไหม้จนปรากฏให้เห็นร่างกายอันแข็งแกร่ง
เมิ่งฝานยิ้มแห้งก่อนจะรับเสื้อผ้ามาสวมใส่
หลังจากเมิ่งฝานสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วรั่วสุ่ยอีจึงปรากฏตัวขึ้นแต่ก็สามารถเห็นได้ว่านางกำลังเขินอายจนหน้าแดง แม้จะพยายามบิดบังแต่ก็ยังไม่อาจทำตนเองให้นิ่งสุขุมได้ดังเดิมเพราะเมื่อครู่นางได้เห็นเรือนร่างของเมิ่งฝานแล้ว
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองด้วยความรู้สึกยากจะอธิบายที่เกิดขึ้นในหัวใจแม้ดูเหมือนว่ารั่วสุ่ยอีจะเป็นผู้มากด้วยประสบการณ์แต่แท้จริงแล้วกลับค่อนข้างไร้เดียงสามิฉะนั้นแล้วคงไม่มีปฏิกิริยาเช่นในยามนี้
เขามองรั่วสุ่ยอีแล้วเอ่ยขึ้นพลางยิ้มส่งไป“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่ขอรับ ท่านพี่?”
พลั่ก!
นิ้วของรั่วสุ่ยอีดีดลงไปที่หน้าผากของเมิ่งฝานในวินาทีต่อมาเด็กหนุ่มพลันยิ้มเจื่อนและไม่กล้าบังอาจอีกต่อไปในทันใด
“หึหึ คิดว่าตนเองก้าวขึ้นมาถึงขั้นเกลาวิญญาณแล้วจะทำสิ่งใดก็ได้อย่างนั้นหรือ?”
รั่วสุ่ยอีกระตุกยิ้ม แล้วเอ่ยเสียงเรียบ“เวลานี้นับว่าพลังของเจ้าก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยลองสัมผัสถึงวิชายุทธ์แห่งพลังปราณในร่างกายดู”
เมิ่งฝานกุมหน้าผากแล้วทำได้เพียงยกยิ้มอย่างจนปัญญาเพราะรู้ว่าตนเองไม่อาจหลบเลี่ยงวิธีการโผงผางของรั่วสุ่ยอีได้
เมื่อเมิ่งฝานลองสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายก็มีความเหลือเชื่อปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาทันทีจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ระดับอักษรหง!”
ไม่ผิดแน่!
หลังจากที่กลืนกินปทุมมาเพลิงระดับหกเข้าไปก็ทำให้คัมภีร์ทวนเทพพัฒนาขึ้นเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรหงซึ่งการแยกแยะระดับของวิชายุทธ์นั้นสามารถทำได้โดยดูความบริสุทธิ์ของพลังปราณซึ่งพลังปราณที่รายล้อมอยู่รอบฮุ่นตุ้นของเมิ่งฝานในเวลานี้ก็มากมายเป็นอย่างยิ่ง
หากเปรียบพลังปราณเป็นดั่งสายธาร ยามนี้พลังปราณของเมิ่งฝานหนึ่งหยดก็จะสามารถเทียบกับพลังปราณของเขาในวันวานได้ถึงสิบหยด! และนี่ก็คือความแตกต่างของวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับหงกับระดับกลาง
ยิ่งเป็นวิชายุทธ์ในระดับที่สูงขึ้นไปเท่าใดก็จะยิ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่านั้นและยังมีพลังการทำลายล้างที่สามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่งด้วย!
“ดูท่าวิชายุทธ์ของเจ้าในตอนนี้คงจะสามารถดูดกลืนขุมพลังปราณของจอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นเดียวกันและมีศักยภาพที่พอๆกันเข้ามาในร่างกายได้แล้วล่ะ!” รั่วสุ่ยอีเอ่ยขึ้นเสียงเรียบทว่ามันกลับเป็นประโยคที่ทำให้หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้าน
ดูดกลืนขุมพลังปราณของผู้อื่น ถือเป็นพลังยิ่งใหญ่ร้ายกาจเพราะถือว่าเป็นการดูดกลืนพื้นฐานแห่งพลังของผู้อื่น!
หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคงจะทำให้อาณาจักรต้าก้านหรืออาจยิ่งใหญ่ไปจนถึงพรมแดนจตุทิศต้องตกตะลึง!
เมื่อใดที่วิชายุทธ์อันแปลกประหลาดปรากฏขึ้นคงจะต้องนำมาซึ่งการทำให้เหล่าปีศาจแก่ทั้งหลายปรากฏตัว เดิมประชาชนนั้นไร้โทษแต่เพราะมีหยกกับตัวจึงมีโทษ ฉะนั้นแล้วยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการมีวิชายุทธ์แห่งพลังปราณที่สามารถดูดกลืนขุมพลังปราณของผู้อื่นไว้ครอบครองเขาจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง!
“เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าสามารถออกไปได้แล้วพลังของข้าไม่ได้มากพอที่จะให้เจ้าอาศัยอยู่ในนี้ได้เป็นเวลานานหรอกนะ!” รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับเขามองออกไปนอกบึงลาวาแล้วรู้ดีว่าผู้คนที่อยู่ข้างนอกนั้นกำลังรอตนอยู่!
เมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นมองออกไปด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์แม้จะอยู่ในบึงลาวาแต่จิตสังหารของเขาหาได้จางหายไปไม่
...........
ในภูเขาไฟเหนือบึงลาวา
เงาร่างของมนุษย์หลายคนยังคงยืนอยู่ที่เดิมซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหงเทียน เขามองไปยังบึงลาวาอันร้อนระอุด้วยใบหน้าที่ไม่เป็นสุขแต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานกลับกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กคนนั้น...คงจะตายไปแล้วล่ะ!”
หลังจากที่อีกฝ่ายกระโดดลงไปยังบึงลาวาแล้วไม่เห็นแม้เพียงเงาผู้คนที่เหลือต่างก็ไม่คิดว่าเมิ่งฝานจะรอดปลอดภัยออกมาได้เช่นกัน
การที่เข้าไปในพื้นที่ซึ่งมีอุณหภูมิสูงเช่นนั้นต่อให้เป็นจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงก็ยังอาจจะต้องตายอยู่ภายในนับประสาใดกับเมิ่งฝาน
ทว่าในชั่วพริบตาต่อมาเฉาจื่อที่อยู่ไม่ไกลกลับกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า“เหลวไหล พี่เมิ่งฝานจะต้องรอดกลับมาได้เป็นแน่!”
เมื่อได้ยินดังนั้นคนของตระกูลหงต่างหันไปมองเฉาจื่อเป็นตาเดียวนัยน์ตาของพวกเขาแฝงไปด้วยความร้อนแรง เพราะเมื่อไร้ซึ่งเมิ่งฝานก็คงต้องบอกว่าพี่น้องคู่นี้เป็นสตรีงามที่น่าดึงดูดอย่างยิ่งคนหนึ่งมีรูปร่างน่าหลงใหล อีกคนก็ไร้เดียงสาน่าทะนุถนอม
แล้วในเวลาต่อมาหงเทียนก็เดินขึ้นไปเบื้องหน้าจากนั้นก็กระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า “ได้สิถ้าอย่างนั้นเจ้ากลับไปรอพี่เมิ่งฝานของเจ้าที่บ้านตระกูลหงกับข้าแล้วรอให้เขามารับเจ้าดีหรือไม่!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่หงเทียนเอ่ยออกมาเฉาหลันก็กัดฟันแน่นก่อนจะขยับไปยืนขวางอยู่เบื้องหน้าของเฉาจื่อแล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบสบอารมณ์ “หงเทียน เจ้าคิดจะทำอันใด?”
“ทำอันใด?”
สีหน้าของหงเทียนบ่งบอกถึงความร้ายกาจก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ครั้งนี้บ้านตระกูลหงของข้าใช้กำลังคนมากมายสูญเสียกำลังแรงไปก็มาก ถึงอย่างไรพวกข้าก็คงต้องมีสิ่งตอบแทนใดกลับไปเสียหน่อยข้าคิดว่าหากพาพวกเจ้าสองพี่น้องกลับไปยังบ้านตระกูลหง ตระกูลเฉาก็คงจะต้องนำเงินจำนวนมากมาไถ่ตัวพวกเจ้าใช่หรือไม่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเฉาจื่อและเฉาหลันก็เปลี่ยนไปพวกนางถอยไปด้านหลังแต่คนของตระกูลหงก็เข้ามาล้อมเอาไว้เสียก่อน
“ลงมือ!”
หงเทียนกระตุกยิ้มแล้วออกคำสั่ง คนของตระกูลหงต่างพากันพุ่งเข้าหาสองพี่น้องดั่งหมาป่าเจ้าเล่ห์และดุร้ายในเวลาต่อมา
แม้จะไม่ได้สตรีงามมาครอบครองแต่การที่ได้จับต้องพวกนางในระหว่างการต่อสู้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี!
รอบกายพลันมีสายลมอันชั่วร้ายพัดโบกในทันใดเฉาหลันกัดฟันแน่นก่อนจะมีพลังปราณปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ จากนั้นนางก็ปล่อยพลังฝ่ามือออกไป
พรึ่บ!
ฝ่ามือของนางทะยานผ่านอากาศแล้วในเวลาต่อมาร่างของเฉาหลันก็เข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนของตระกูลหงนางเป็นจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนจึงสามารถต่อกรได้ชั่วครู่ทำให้คนของตระกูลหงไม่อาจทำสิ่งใดได้
หงเทียนมองไปยังเฉาหลันด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์ก่อนจะมุ่งตรงไปหานางพร้อมกับพลังปราณอันน่าสะพรึงที่ฝ่ามือ ทั้งยังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังภายในที่ถาโถมเข้ามายังใบหน้าเฉาหลันก็กัดฟันแน่นสุดท้ายจึงทำได้เพียงรับมือกับอีกฝ่ายด้วยฝ่ามืออย่างสุดฝืน ร่างของนางถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมทั้งกระอักเลือดออกมาที่มุมปากในเวลาต่อมา
“หึ เฉาหลัน ดูเหมือนว่าถึงอย่างไรวันนี้เจ้าก็ต้องไปกับข้าเสียแล้ว!”หงเทียนยืนอยู่กับที่แล้วเอ่ยเสียงเรียบด้วยนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความร้อนแรง
แม้จะไม่ได้ของล้ำค่าไปครอบครองแต่การได้สตรีงามไปดอมดมก็นับว่าไม่เลว
“พี่เมิ่งฝานจะต้องมาช่วยพวกเราแน่!”
เฉาจื่อกัดฟันแน่นก่อนจะตะโกนเสียงดัง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
หงเทียนหัวเราะเสียงดัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์ก่อนจะเอ่ยว่า“เมิ่งฝาน? เจ้าบอกให้เขาออกมาสิเกรงว่าตอนนี้คงจะกลายเป็นผุยผงไปเสียแล้ว!”
ทันทีที่สิ้นเสียงของหงเทียนพลันมีเสียงอันเยือกเย็นและคุ้นเคยดังขึ้นในอากาศ
“ตอนนี้ผู้ที่ควรจะกลายเป็นผุยผงอย่างข้ามาแล้วไม่รู้ว่าเจ้ายังจะมีชีวิตรอดได้อีกต่อไปหรือไม่!”