บทที่ ห้าสิบแปด
กลิ่นดอกบัวจากสระใหญ่ทางด้านหน้าโชยมาตามลมแสงโคมแขวนเหนือหัวไหววูบบางดวงสว่าง บางดวงสลัวทอดเงาสีส้มเหลืองลงบนพื้นทางเดินหินที่ทอดยาวเชื่อมอาคารทั้งสามส่วนเข้าหากันอย่างแนบแน่น
ใต้เงาโคมเฉินฮวายังยืนอยู่กับร่างสูงบึกบึนของชายผู้หนึ่งซึ่งใบหน้าคลุมผ้าไหมเก่าก้าวหนึ่งจากนางคือโม่เหวินหานอีกก้าวหนึ่งคือหลิวชิงเซียงที่ในยามนี้แต่งองค์ทรงเครื่องประหนึ่งนางรำหน้าใหม่เสื้อคลุมโปร่งบางลวดลายบุปผาแพรสีมุกตวัดขอบด้วยไหมเงินจนสะท้อนแสงโคมวาว
เฉินฮวากระซิบน้ำเสียงแผ่ว“ทางซ้ายมือเลี้ยวตรงห้องบรรเลงจะมีบันไดลงไปสู่ทางเชื่อมเรือนรองส่วนนี้เป็นส่วนกลาง คนพลุกพล่านจะน้อยกว่าหากพ้นจุดนั้นไปได้ก็ออกไปประตูด้านข้างได้เลย”
นางพูดพลางหันซ้ายหันขวาตรวจดูว่ามีผู้ใดแอบมองหรือไม่ ก่อนจะลดเสียงลงอีก “เฉินฮวาส่งท่านได้แค่นี้แล้วหากคนของคุณชายหวงเห็นเฉินฮวาอยู่กับพวกท่าน พวกเขาคงสงสัยว่าพวกท่านเป็นใครเวลานั้นก็ไม่อาจปกปิดได้”
โม่เหวินหานพยักหน้าช้าๆสีหน้าภายใต้ผ้าคลุมดูไม่เปลี่ยนแต่แววตาเข้มข้น หลิวชิงเซียงเอื้อมมือแตะแขนเฉินฮวาเบาๆเอ่ยเสียงอ่อน “อย่าคิดมากเลย ข้าซาบซึ้งในน้ำใจที่เจ้าช่วยเหลือครั้งนี้พวกเราดูแลตัวเองได้”
เฉินฮวาเผยรอยยิ้มจางๆแล้วหันไปพูดกับพี่ชาย “ไปเถิด” ร่างทั้งสองค่อยๆถอยหายไปตามแนวระเบียงทอดยาวเหลือเพียงโม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงที่ยังคงยืนอยู่กลางแสงโคม
“ไปกันเถิด” นางพูดพลางหันตัวเดินนำโม่เหวินหานเดินตามมาเงียบๆ มองแผ่นหลังตั้งตรงของนางท่ามกลางเสียงฝีเท้าเบาๆที่ก้องในเรือนว่างเปล่า อาคารชั้นในที่พวกเขาพักอยู่ไม่มีทางออกโดยตรงจำต้องย้อนกลับมาตามทางที่เฉินฮวาบอก
เสียงลั่นหัวเราะแว่วมาแต่ไกลจากห้องหนึ่งกลิ่นสุราปนควันธูปลอยมาแตะจมูก บ่งบอกว่ายังมีงานเลี้ยงที่มิรู้ว่าสิ้นสุดเมื่อใดแต่แล้วก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งเลี้ยวมาจากมุมระเบียงนางแต่งตัวในชุดผ้าลายดอกสีม่วงเข้ม แววตาเฉียบคมราวมีดหยุดยืนขวางทางทั้งสองเอาไว้พลางจ้องมองหลิวชิงเซียงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “เจ้า..ข้าจำหน้าเจ้าไม่ได้” น้ำเสียงนางมั่นคงเยือกเย็น “มาจากห้องใดหรือ?”
หลิวชิงเซียงเม้มปากแน่นชั่วครู่แต่แล้วก็คลี่ยิ้มหวาน เงยหน้าขึ้นตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ข้าชื่อซ่างหงเจ้าค่ะข้าเพิ่งถูกขายเข้ามาเมื่อสัปดาห์ก่อน..ยังไม่ได้รับหน้าที่แน่นอนได้แต่ช่วยนางรำในห้องรับรองชั้นกลางเท่านั้น”
นางรีบเอ่ยก็จริงแต่ไม่ได้สักแต่จะพูดชื่อ ‘ซ่างหง’ มีความหมายว่าหม่อนสีแดงเหมาะกับนางรำหน้าใหม่อย่างนางดีใครได้ยินก็น่าจะคิดว่ามีผู้ตั้งฉายาให้นางแล้วหลังจากมาเป็นหญิงคณิกาแต่หญิงผู้นั้นยังมีท่าทางครุ่นคิดและขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับยังไม่เชื่อเต็มสิบส่วนอย่างไรนางก็ไม่ได้ซักไซ้ประวัติอีกเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน “แล้วทำไมออกมาเดินเช่นนี้ระวังตัวให้มากหน่อย อย่าให้ใครจับได้ว่าแอบเดินเร่ร่อนเวลาทำงาน” นางพูดเสียงเข้ม
แต่แล้วก่อนจะเอ่ยอีกคำเสียงฝีเท้าก็แว่วมาอีกระลอก ชายสองคนในชุดคนงานเดินออกมาจากมุมเดิมพอเห็นโม่เหวินหานก็โพล่งขึ้นทันที “อ้าวกั่วหม่า!เจ้าทำไมถึงอยู่แถวนี้ พวกข้าให้คนไปตามหาเจ้าอยู่ไปสิ ไปช่วยงานที่เรือนใน!”
โม่เหวินหานขยับปากจะพูดแต่ไม่ทันไร หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อครู่ก็ชี้ไปทางหลิวชิงเซียง “ส่วนเจ้าซ่างหง เช่นนั้นไปกับข้าท่านเซียวที่อยู่เรือนขวาต้องการหญิงเพิ่มด่วน!”
โม่เหวินหานยื่นมือออกจะคว้านางเอกไว้แต่คนงานชายคนหนึ่งก็จับแขนเขาไว้แน่นพอสมควร อีกคนดันแผ่นหลังเขาเบาๆอย่างไม่ตั้งใจ หลิวชิงเซียงหันกลับมาทันทีเมื่อรู้ว่าตนถูกดึงไปอีกทาง นางรีบสบตาโม่เหวินหานว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้
จังหวะนั้นบุคคลที่ไม่พึ่งประสงค์ที่สุดก็ปรากฏตัวจากทางด้านหลังนางพวกคนของเจ้าแซ่หวง ถ้านางไม่รีบสลายตัวจากกลุ่มนี้พวกมันได้ตามมาเจอแน่หญิงสาวตัดสินใจเรียบร้อยก็โน้มตัวกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินกันสองคน “ข้าดูแลตัวเองได้จัดการเรียบร้อยจะรีบไปที่รถม้า”
นางไม่ได้รอคำตอบจากเขาเพียงทิ้งรอยยิ้มจางๆ ไว้ก่อนจะหมุนตัวจากไปตามมาม่าหญิงผู้คุมหอเหลือโม่เหวินหานที่ยังยืนอึ้งอยู่กลางระเบียง
“กั่วหม่า! ไปสิ!” คนงานกระชากแขนเขาเบาๆ อีกครั้งเสียงเร่งเร้าจากอีกคนก็แทรกตามมา “อย่ามัวชักช้าเดี๋ยวโดนพวกผู้คุมลงโทษไม่รู้ด้วยนะ!” โม่เหวินหานรู้ดีว่าถ้ายังดึงดันแผนอาจจะแตกได้ตอนนี้พวกคนงานยังไม่ทันสังเกตว่าขณะที่สัมผัสแขนเสื้อของเขาตอนนี้มันหนากว่าปกติกลับไม่มีใครเอะใจอะไร เพราะชุดที่โม่เหวินหานสวมมีถึงสามชั้นเพื่อทำให้ดูบึกบึนคล้ายกั่วหม่าที่เป็นผู้ใช้แรงงาน
เขาเงยหน้ามองทางที่หลิวชิงเซียงเพิ่งจากไปสายตาเต็มไปด้วยความขัดใจ แต่สุดท้ายก็จำต้องหันหลังกลับตามแรงพวกคนงานไปเสียก่อนรอเมื่อใดสบโอกาสเขาจะสลัดคนเหล่านี้ทันที หากที่นี่เป็นสนามรบอาจจะเป็นห่วงนางน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำแต่เพราะที่นี่คือหอบุปผาจึงไม่อาจจะไว้ใจได้กับยิ่งหญิงสาวด้วยแล้ว
กลางลานโล่งหลังกำแพงสูงของหอบุปผาแสงไฟจากคบเพลิงบางต้นยังวูบไหวอยู่ที่ริมทางแต่ที่โรงเก็บของนั้นกลับมืดสนิทราวโลกต้องห้าม คนงานหกคนยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างในกำลังจับกลุ่มพูดคุยถึงสิ่งของที่เพิ่งมีผู้นำมาฝากไว้แล้วต้องเตรียมจะค้นย้าย
โม่เหวินหานแยกตัวจากกลุ่มผู้คนภายนอกตามหลังกลุ่มคนงานเข้ามาในความมืดเงียบเขาแต่งกายอย่างมิดชิดยังโพกผ้าปิดศีรษะ เสื้อคลุมสีมอซอมีรอยขาดเป็นหย่อมๆหากแต่ด้านในซ่อนดาบไว้อย่างแนบเนียน ใบหน้าถูกผ้าคลุมไว้เผยเพียงดวงตาคมเฉียบดั่งพยัคฆ์กลางคืน
เมื่อคนงานทั้งหกก้าวเข้าไปในโรงเก็บของจนพ้นประตูหากแต่โม่เหวินหานกลับถอยหลังเพียงครึ่งก้าว พริบตานั้นเอง..สันดาบบางเฉียบในมือก็สะบัดออกเสียงแผ่ว
“ฉึบ!” เสียงกระแทกบางเบาดังเพียงในระดับลมหายใจจางทุกครั้งที่สันดาบปะทะร่างกาย จุดนิทราก็ถูกกดแม่นยำดั่งแพทย์ฝังเข็มจบในกระบวนท่าเดียว แต่ละคนยังไม่ทันได้อุทานก็นอนแน่นิ่งกับพื้น
เมื่อคนสุดท้ายร่วงลงโดยไม่มีโอกาสส่งเสียงโม่เหวินหานก็เก็บดาบกลับเข้าซอกเสื้อ ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมไร้ซึ่งเสียงลมหายใจ ไร้เสียงฝีเท้า ไม่มีแม้เสียงแมลงกลางคืน เขายืนอยู่ครู่หนึ่งคล้ายแน่ใจว่าไม่มีใครเฝ้ามองหรือสอดแนมที่จะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาแล้วร่างสูงก็หันกายแทรกผ่านความมืด หายลับไปเบื้องหลังกองลังไม้ที่สูงชันประหนึ่งเงาจันทราเลือนหายกับเมฆราตรี
ด้านอีกฝั่งของเรือนหลิวชิงเซียงกำลังก้าวตามมาม่าผู้ดูแลหอคนหนึ่งอย่างสงบเสงี่ยมร่างอรชรในชุดนางรำยังเดินแน่วแน่แต่แฝงความระแวดระวังผมที่รวบเป็นและปักปิ่นเอาไว้ พู่ระย้าส่ายไปมาตามจังหวะการเดิน บางส่วนที่ปล่อยก็แผ่สยายปิดแผ่นหลังที่เปิดเผยมากกว่าปกติเพราะชุดคลุมของนางรำเปิดส่วนไหล่ทั้งหมด
หลิวชิงเซียงมุ่งหน้ากลับเส้นทางที่ผ่านเมื่อครู่ซึ่งก็คือเป็นเส้นทางกลับไปยังเรือนด้านในอาคารหลังสุดของหอบุปผาที่เป็นสถานที่รับรองของแขกที่ซื้อบริการที่ไม่ใช่แค่งานเลี้ยงสังสรรค์นางก้มมองไม้กระดานใต้ฝ่าเท้ากรอบแกรบเบาๆ ทุกย่างก้าวแต่เสียงเท้าเหล่านั้นก็ถูกเสียงหัวเราะเคล้าดนตรีจางๆจากห้องรอบข้างกลบไว้จนเกือบหมด
‘เมื่อเข้าห้องเมื่อใด รอพ้นสายตาพวกคนของเจ้าแซ่หวงที่ออกตรวจจะต้องลงมือในทันที’ เพราะขณะนี้เมื่อนางเดินตามแนวทางเดินยังเห็นพวกอันธพาลเตร็ดเตร่ตรวจตราอยู่เลยถ้าทำอะไรกระโตกกระตากเดี๋ยวจะลำบากเอา หลิวชิงเซียงคิดพลางเม้มริมฝีปากแน่นนางวางแผนจะสกัดจุดนิทราคนที่อยู่ในห้องไว้ล่วงหน้า แล้วอาศัยจังหวะนี้หนีออกไปแล้วหาทางไปหาหลี่เสวี่ย
หลังจากนี้จะไม่มีโอกาสแล้วนางรู้ดีที่ตนเลือกแยกตัวจากโม่เหวินหานเพราะจะใช้ช่วงนี้หนีเขาด้วยถ้าเขาจับแผนที่กำลังหนีออกจากวังได้ครั้งหนึ่งจากนี้จะไม่มีทางหนีได้อีกฉะนั้นไม่เจอหลี่เสวี่ยคืนนี้ก็สิ้นหนทางตลอดไป
จนเมื่อถึงหน้าประตูห้องมาม่าผู้นั้นก็เลื่อนบานประตูไม้บานใหญ่ให้เปิดออกผลักร่างของนางเข้าไปด้านในพลางกล่าว “เข้าไปนั่งรอด้านในนายท่านผู้นั้นกำลังมา เขาเป็นบุรุษผู้มีอำนาจในราชสำนักห้ามทำให้เขาผิดหวัง” น้ำเสียงของนางเย็นชาเจือบังคับไม่ใช่คำเตือนหากแต่เป็นคำสั่ง หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับอย่างไร้อารมณ์แต่ในใจกลับตะเบ็งไฟโทสะจนเดือดพล่าน
มาม่าผู้นั้นมองนางศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้งแล้วชี้นิ้วไปที่มุมห้อง“ไปนั่งรอตรงนั้น” หลิวชิงเซียงคร้านจะต่อรองจึงแสร้งเดินไปให้นางตายใจแล้วจากไปเสียที
เมื่อนางเดินห่างออกมาได้หลายก้าวก็พบภายในห้องนั้นมีม่านบางหลายชั้นลมจากหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กๆ กลิ่นกำยานหอมฉุนเจือกลิ่นยาหอมลอยมาแต่ไกลอีกทั้งอุณหภูมิภายในกลับอบอ้าวจนน่าอึดอัด ขณะที่หลิวชิงเซียงเดินเข้าไปพร้อมจะลงมือแต่ยิ่งใกล้เข้ากลางห้องเสียงบางอย่างเริ่มชัดเจนขึ้น เสียงหอบหายใจ..เสียงครางเบา..คล้ายเสียงสตรีปล่อยอารมณ์แห่งโลกีย์
นางชะงักเท้าครู่หนึ่งใบหน้าขาวนวลซีดลงเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้สาเหตุแล้วก้าวผ่านม่านผืนสุดท้ายเข้าไปภาพเบื้องหน้าทำให้ร่างบางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น
ห้องโถงนี้กว้างนักแต่ก็ยังมีผู้คนมากมายเกินควรอีกทั้งชายหญิงต่างเปลือยเปล่าหรือบางคนถึงแม้มีเสื้อผ้าแต่ก็หลุดลุ่ยติดกายแต่เพียงน้อยนิดที่ทั้งจับคู่ทั้งเกาะกลุ่มแยกกันทำการเสพสังวาสกันอย่างเปิดเผย ใต้แสงตะเกียงสลัวท่าทางบางคนถึงกับนั่งตักหรือก่ายกอดกันโดยไม่แยแสสายตาใคร
เช่นชายผู้หนึ่งนอนเอนหลังบนเบาะหนาข้างกายมีหญิงสาวเปลือยร่างสองคนหยอกล้อหยาบโลนบ้างคนขบเม้มต้นคออีกคนเอื้อมมือหยอกลูบเรียวขาบ้างกลุ่มร่วมสัมพันธ์สอดประสานกายเกิดเสียงหยาบโลนหนักหน่วงหรืออีกมุมหนึ่งมีหญิงนั่งคร่อมร่างบุรุษขยับส่ายพร้อมเสียงร้องครางเบาๆอย่างสุขสม ทุกความลุ่มหลงมัวเมาเจือมาพร้อมกลิ่นกำยานและเหงื่อกายกลิ่นน้ำหอมที่นั่นรุนแรงปะทะจมูกจนนางยังลืมใส่ใจเพราะหลิวชิงเซียงกำลังเบิกตากว้างตะลึงงันกับสิ่งตรงหน้า แม้จะผ่านโลกมาหลายปีแต่นี่เกินกว่าจินตนาการ
ภาพตรงหน้าราวตกในขุมนรกของราคะผู้คนรอบข้างไม่มีใครสนใจผู้มาใหม่ ต่างดำเนินรสสวาทอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจดั่งโลกนี้มีเพียงตนกับร่างในอ้อมแขน
“เจ้าไปรอตรงนั้น” เสียงมาม่าที่อยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นอีกครั้งนิ้วชี้ไปยังมุมหนึ่งของห้องที่มีเบาะรองนั่งวางอยู่แยกห่างหลิวชิงเซียงยังอยู่ในอารามตกใจเผลอเดินไปตามนั้นทั้งที่ก่อนหน้าตั้งใจมั่นว่าจะสกัดคนทั้งหมดจุดแล้วหนีแต่ยามนี้ร่างกายกลับไม่ขยับตามใจ แม้หัวใจจะร้อนรุ่มร่างกลับเหนื่อยอ่อนคล้ายถูกสูบเรี่ยวแรง
ขณะนั้นเสียงบานประตูก็ถูกเลื่อนปิดเมื่อมาม่าออกไป นางเริ่มรู้ตัวอีกครั้งพยายามตั้งสติตรึกตรองให้ชัดเจนนางตะโกนในใจหยุดตกตะลึงได้แล้ว หลิวชิงเซียงถอนหายใจหนักเตรียมทำตามแผนแต่พอจะขยับลุกขึ้นก็ยังรู้สึกถึงความร้อนรุ่ม ความเหนื่อยอ่อนผิดปกตินางเหลียวมองไปยังกลางห้อง
..กำยานนั้นเอง..กลิ่นหอมที่ลอยวนทั่วห้องนี้มีบางอย่างปะปนบางสิ่งที่ชวนให้ร่างกายอ่อนระทวย แม้ใจจะต้านทานกลับมิอาจหักห้ามร่างกายได้ทันที่ชายหญิงเหล่านี้เสพสังวาสไร้อายเพราะกำยานต่างหากหาใช่เพราะตัณหาในจิตใตเท่านั้น
หลิวชิงเซียงคิดได้รีบเอื้อมมือกดจุดใต้โพรงจมูกเพื่อสกัดกลิ่นพิษไม่ให้มีผลต่อกาย..แต่ก็สายไปเสียแล้วคราแรกที่นางได้กลิ่นกำยานนี้กลับถูกเรื่องตรงหน้าดึงความสนใจไปเสียก่อนมาคิดได้ตอนนี้ก็มีแต่ความเสียใจที่ตัวเองประสบการณ์และคิดน้อยเกินไปมั่นใจในฝีมือจนเปิดให้เรื่องนี้เข้ามาปั่นป่วนได้ พร่ำเตือนว่าถ้ารอดจากนี้ไปได้จะไตร่ตรองไม่ประมาทขาดสติโดยง่าย
ร่างนางเริ่มโอนเอนสายตาพร่าเลือนหัวใจเต้นถี่แรง เฉกเช่นบุปผางามที่เพิ่งถูกลมร้อนแทรกฤดูพัดผ่านก้านใบสั่นไหวแม้พยายามฝืนทานเสียงลมหายใจในห้องยังคงหนาหนัก ความเร่าร้อนระอุอัดแน่นอยู่ทั่วสรรพางค์ ความระอุของยามค่ำคืนแทรกซึมผ่านม่านกำยานที่รมอบอวลหลิวชิงเซียงนั่งพิงเบาะกว้างเหงื่อไหลทั่วกาย ดวงหน้างามงดนั้นขึ้นสีจัดเส้นผมบางปอยแนบแก้มชื้นเหงื่อ ขอบตาแดงก่ำจากพิษเพลิงราคะที่แทรกซึมผ่านลมหายใจเข้าไป
นางหลับตาแน่นริมฝีปากขบเม้มแน่นอย่างฝืนทน ยกมือข้างหนึ่งขึ้นสั่นระริก คลำหาปิ่นปักผมที่ศีรษะครั้นพอพบปลายปิ่นเย็นเฉียบ นางก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“อึ่ก..” เสียงกลั้นความเจ็บแผ่วผุดจากลำคอเมื่อปลายแหลมของปิ่นจิ้มลงบนต้นแขน บาดผิวบางให้เลือดซึมออกเล็กน้อยความเจ็บแล่นวาบ ทำให้สติกลับมาวาบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ จางหายไปราวหยาดน้ำค้างที่ต้องแสงอาทิตย์
หลิวชิงเซียงฝืนลืมตาขึ้นดวงตาคู่นั้นเคยกระจ่างใส มือบางอีกข้างยกขึ้นกุมหน้าอกตนเองเสื้อคลุมหลุดหลุ่ยจนไหลต่ำกว่าไหล่มน ผิวขาวราวหิมะที่ปกปิดไว้ตลอดนี้สะท้อนแสงตะเกียงยิ่งชวนให้ภาพนั้นดูร้อนระอุขึ้นเป็นเท่าทวี
ทันใดนั้นเสียงบานประตูไม้ถูกเลื่อนเปิดอย่างช้าๆเสียงเสียดแผ่วผ่านเข้าในห้อง เงาร่างหนึ่งก้าวเข้ามา เสียงฝีเท้าเรียบสงบ สม่ำเสมอไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่แช่มช้านัก ร่างนั้นสูงโปร่งท่าทีผึ่งผายเส้นผมสีดำขลับรวบตึงไว้ด้านหลังอย่างเรียบเนี้ยบเสื้อคลุมยาวสีน้ำตาลเข้มที่สวมอยู่ตัดเย็บจากผ้าแพรเนื้อดีเขาหยุดอยู่ตรงหน้าหลิวชิงเซียง ดวงตาดำสนิทสบจ้องมายังร่างอ่อนระโหยที่นั่งอยู่ด้านนล่างแววตาเจือแววปรารถนา คล้ายเสือที่กำลังมองเหยื่ออ่อนแรงซึ่งดิ้นไม่ไหวแล้ว
ชายผู้นั้นก้มตัวลงช้าๆนิ้วเรียวยาวเหยียดเอื้อมมาตรงปลายคางของนางอย่างจงใจช้า เพียงปลายนิ้วแตะ..พริบตานั้นเองหลิวชิงเซียงที่ดูอ่อนแรงแทบไร้เรี่ยวแรงกลับพลิกมือคว้าข้อมือเขาแน่นแล้วบิดออกสุดแรง!
“โอ๊ย!” ชายผู้นั้นอุทานเสียงต่ำด้วยความตกใจและเจ็บแปลบข้อมือถูกบิดในองศาที่ผิดธรรมชาติอย่างรุนแรง
แต่แรงเฮือกนั้นเองกลับเป็นเพียงประกายสุดท้ายของโคมที่ใกล้ดับหลิวชิงเซียงยังไม่ทันได้ลุกหนี ร่างก็ทรุดลงซบกับเบาะในทันที ใบหน้าเอนเอียงผมเผ้ากระเซอะกระเซิงหยาดเหงื่อเกาะตามขมับลามลงซอกคอ ลมหายใจถี่จัดใบหน้าสีเลือดฝาดอาการร้อนรุ่มในร่างยังคงไม่คลายลงเลยแม้แต่น้อย
ชายผู้นั้นสะบัดข้อมืออย่างหัวเสียก่อนจะส่งเสียงจิ๊เบาๆ พลางหัวเราะในลำคอ “เหอะร้ายไม่เบา แต่น่า..นัก” เขาก้มตัวลงอีกครั้งหมายจะเอื้อมคว้าไหล่มนที่เผยให้เห็นใต้เสื้อคลุมที่หลุดลงต่ำอย่างน่าเย้ายวนแต่ก่อนจะได้สัมผัส..“อึก”
เสียงสะอื้นสั้นหลุดจากลำคอเขาดวงตาเบิกกว้าง ร่างสูงใหญ่นั้นชะงักค้างสองแขนที่กำลังเหยียดออกกลับร่วงลงแนบลำตัว ร่างทั้งร่างค่อยๆ เซล้มลงสุดท้ายลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นโดยไร้เสียงครางแม้แต่น้อย
แสงไฟที่เคยลุกไสวดับวูบลงเกือบทั้งหมดเหลือเพียงเพลิงน้อยจากโคมระย้าที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะ ไฟสลัวสะท้อนเงาคนลงบนพื้นราวภาพเงาวิญญาณเงาร่างหนึ่งก้าวออกจากมุมมืด มาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลิวชิงเซียงแสงเพลิงสีส้มอ่อนสะท้อนกับเสื้อคลุมมอซอ ผ้าโพกศีรษะถูกสวมไว้มิดชิดจนดูคล้ายยมทูตปลิดฆ่าด้วยความเงียบงันและเด็ดขาด
เงานั้นคว้าจอกสุราจากโต๊ะใกล้ตัวขึ้นแล้วปาออกไปยังหน้าต่างบานใหญ่ด้านหนึ่งอย่างแม่นยำ
“ปัง!” บานหน้าต่างไม้กระเด็นออกลมหอบหนึ่งพัดกรูเข้าในห้อง แทรกผ่านม่านบาง ฟาดเข้าเปลวไฟและกลิ่นหอมกำยานรัญจวนกลิ่นอันร้อนแรงถูกลมพัดหอบออกไปในพริบตา อากาศเย็นแล่นวาบทำให้หลิวชิงเซียงหายใจได้คล่องขึ้น
นางเงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตาเลื่อนลอยแต่ยังคงพอมีสติ เห็นเงาบุรุษตรงหน้าก็คล้ายจะรู้ว่าใช่คนที่รอมือบางสั่นระริกยื่นออกไปช้าๆ ประหนึ่งจะคว้าเงานั้นไว้แต่ไม่ต้องรอให้มือเล็กนั้นเอื้อมถึง บุรุษผู้นั้นก็ก้มตัวลงแขนแข็งแรงตวัดเข้ารับร่างนางแนบอกไว้แน่นกลิ่นกายอุ่นและมั่นคงแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่กำยานจางในอากาศ
“อัน..ซะ..” หลิวชิงเซียงพึมพำเบาๆแล้วเอนศีรษะพิงอกเขาอย่างหมดแรง
โม่เหวินหานหมุนตัวแล้วเตะร่างบุรุษที่สลบใกล้ปลายเท้าอยู่ให้กระเด็นไปกระแทกผนังอีกครั้งเพื่อเปิดทางจากนั้นจึงคว้าม่านที่ปลิวอยู่ใกล้ๆ ฉีกออกมาอย่างแรงแล้วคลุมใส่กำยานรัญจวนที่พัดดับก่อนหน้านั้นห่อมันไว้ในพริบตาร่างสูงพุ่งทะยานออกจากหน้าต่างกว้างโดยไม่หันหลังกลับ
ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนกับแสงจันทร์ที่สาดลงมายังขอบหลังคาโม่เหวินหานอุ้มร่างสตรีผู้หนึ่งไว้แนบอก ร่างนางแนบกับเขาผ้าคลุมพลิ้วตามแรงเหินของเขาที่กระโจนจากหลังคาหนึ่งสู่อีกหลังคาเสียงลมหวิวแทรกผ่าน
ก่อนหน้านี้เขาปล่อยให้นางวิ่งเล่นอย่างตามใจได้ออกฝีไม้ลายมือระบายอารมณ์ขุ่นมัวปล่อยให้หาเรื่องใส่ตัวเพียงเพราะต้องการให้นางคลายความเบื่อหน่ายจากชีวิตในวังหลังแต่ยามนี้..เมื่อเส้นแบ่งได้ถูกข้ามเกินกำหนดไปแล้วเขาคงไว้ซึ่งความสงบไม่ได้